Tuesday, March 31, 2009

Google SafeSearch Thailand

เคยลองค้นหาคำเหล่านี้บนกูเกิล "นักศึกษา", "นักเรียน", "มัธยม" แล้วเจอภาพหรือเว็บที่ไม่เหมาะสมไหมครับ ซึ่งบางทีเราก็ไม่ได้ต้องการจะหาข้อมูลแบบนั้น แต่มันก็ยังขึ้นมาให้เห็นอยู่เป็นประจำ คำถามคือถ้าเราเห็นอย่างนั้นและก็รู้ว่ามันไม่เหมาะถ้าเด็กตัวน้อยๆ ของชาติบ้านเมือง แล้วเราจะทำอย่างไร ?

เมื่อประมาณเดือนที่แล้วผมได้เข้าไปพูดคุยในกระทู้ ดาบสองคมระหว่าง Google Vs. Thailand ซึ่งพูดคุยกันเรื่องผลของการค้นหาเว็บและภาพที่กูเกิลชอบหลุดออกมาให้เห็นประจำเมื่อเวลาค้นหาเป็นภาษาไทย เวลานั้นก็สงสัยในใจว่าทำไมไม่ใช้ตัวกรอง SafeSearch กันเพื่อจะได้ไม่มีภาพแบบนั้นออกมา แล้วผมก็เริ่มค้นพบว่า SafeSearch นั้นไม่มีในกูเกิลภาษาไทย !!

จากนั้นมาผมจึงติดต่อเข้าไปที่กูเกิลเพื่อเรียกร้องให้กูเกิลรองรับฟีเจอร์ SafeSearch ภาษาไทย และหลังจากใช้เวลาตามตื้ออยู่ 5 สัปดาห์ ตอนนี้เราสามารถใช้ SafeSearch เป็นภาษาไทยและเริ่มแจ้งรูปภาพหรือเว็บที่ไม่เหมาะสมเข้าไปที่กูเกิลได้ในที่สุด

SafeSearch คืออะไร

กูเกิลใช้ระบบที่มีความสลับซับซ้อนในการค้นหาข้อมูลและแสดงผล ซึ่งทั้งหมดทำโดยคอมพิวเตอร์ และต้องยอมรับว่าคอมพิวเตอร์เองก็ไม่ได้ฉลาดนักที่จะกรองข้อมูลที่ไม่เหมาะสมมาให้เรา กูเกิลจึงทำฟีเจอร์ SafeSearch ขึ้นมาเพื่อกรองข้อมูลเหล่านั้น และเปิดให้ผู้ใช้ร้องเรียนผลการค้นหาเข้ามาได้ โดยจะมีการเก็บฐานข้อมูลของเว็บและรูปภาพเหล่านั้นไว้อีกที่หนึ่ง เมื่อเรากดค้นหา ข้อมูลที่ออกมาก็จะถูกกรองก่อนที่จะแสดงผล (Filtering)

โดยมาตรฐานแล้ว SafeSearch จะถูกเปิดใช้อยู่ตลอดเวลา เช่นถ้าคุณเข้าไปเล่นที่ร้านอินเตอร์เน็ต หรือไม่ได้เข้ากูเกิล account ไว้

SafeSearch ไม่มีใน Google.co.th ?

โดยส่วนตัวผมไม่ค่อยได้ใช้ Google.co.th และเมนูภาษาไทยมากนัก แต่หลังจากที่พูดคุยกันในกระทู้ผมก็เพิ่งจะค้นพบว่า ถ้าคุณเข้าไปกูเกิลที่เป็นเมนูภาษาไทย จะไม่มีฟีเจอร์ SafeSearch ให้เลือกใช้ ทั้งที่ภาษาอื่นอย่างเช่น ภาษาจีนหรือญี่ปุ่นจะมีให้เลือกอยู่ตลอดเวลา









ผลเสียก็คือเราจะไม่สามารถปรับแก้ค่าการกรองเนื้อหาใน Google.co.th ได้ ทำให้บางครั้งเว็บที่ควรจะถูกกรองออกอยู่แล้วจากฐานข้อมูลเว็บไม่เหมาะสมของกูเกิล กลับถูกแสดงผลอยู่ตลอดเวลาที่เราใช้งาน Google.co.th อีกเรื่องหนึ่งคือการร้องเรียนเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมจะทำได้ยากกับ keyword ที่เป็นภาษาไทย เพราะเราจะไม่ทราบได้เลยว่าตอนนี้เราใช้ระดับการกรองระดับไหนอยู่

ผมจึงร้องเรียนไปที่กูเกิลโดยตั้งกระทู้ No or Missing SafeSearch feature on Google.co.th ไว้ที่ Help forum ของกูเกิลเองเพราะคิดว่าร้องเรียนใน pantip คงไม่มีเจ้าหน้าที่เข้ามาอ่าน

พนักงานของกูเกิลก็เข้ามาชี้แจงว่า

>Currently, there is no SafeSearch filtering for the Thai Google domain. I greatly appreciate your interest in combating unexpected results but, as explained in the help article referenced below, SafeSearch filtering is only offered for a limited number of languages. I apologize for this inconvenience and will mention this to the team. Thanks for coming in here to inquire about SafeSearch.

หลังจากตามตื้ออยู่ประมาณ 1 เดือนทางเจ้าหน้าที่ก็แจ้งว่าตอนนี้ได้เพิ่มฟีเจอร์ SafeSearch กับภาษาไทยเรียบร้อยแล้ว





มีเป็นภาษาไทยแล้วดียังไง

  • โดยมาตรฐาน SafeSearch จะถูกเปิดใช้ในระดับกลางสำหรับทุกคนที่เข้า Google.co.th
  • สามารถเลือกเปิด SafeSearch ในระดับสูงสุดได้ จากเดิมที่ไม่เคยมีในภาษาไทย
  • เราสามารถแจ้งคำที่ใช้ค้นหา (keyword) แล้วเจอภาพที่ไม่เหมาะสมได้เป็นภาษาไทย

ร่วมด้วยช่วยกันแจ้งเว็บและภาพที่ไม่เหมาะสม

จริงๆ แล้วกูเกิลเปิดช่องทางให้เราสามารถแจ้งภาพหรือเว็บที่ไม่เหมาะสมเข้าไปได้หลายช่องทาง แต่ที่สะดวกที่สุดและผมใช้อยู่ประจำคือที่ webpage removal request tool ซึ่งเราจะคอยติดตามได้ตลอดว่าทางกูเกิลได้ลบภาพหรือเว็บนั้นๆ ออกจากผลการค้นหาแล้วหรือยัง โดยปกติที่เคยแจ้งเข้าไปจะใช้เวลาประมาณ 2-4 อาทิตย์ในการตอบกลับ

SafeSearch ภาษาไทยเปิดใช้ได้ไม่นาน ตอนนี้ผลการค้นหาก็ยังคงไม่ต่างจากที่เคย ต้องช่วยกันแจ้งเข้าไป มากกว่าที่จะบ่นลอยๆ แล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น (อยากได้ต้องลงมือ) ผมพบว่าถ้าได้ลองแจ้งเข้าไปซักครั้ง จะรู้ว่าเป็นเรื่องที่สนุกกว่่าที่คิดไว้เยอะ เราจะได้ลองค้นหาคำแปลกๆ และก็ได้ความรู้สึกมีส่วนร่วมว่าเว็บนี้หรือรูปนี้เราเคยบอกกูเกิลให้เอาออกไปนะ

ว่าแล้วจะไม่ลองดูหน่อยเหรอครับ :)




ที่มา - Khajochi's Blog

Monday, March 30, 2009

ลาก่อน Citibank

มีเรื่องกับบัตรเครดิตอีกแล้ว ไม่อยากบอกเลยว่าปีก่อนในตัวมีบัตรเครดิตอยู่ 5 ใบ .. ไม่ต้องสงสัยว่าพกทำไมเยอะแยะ เพราะเพื่อนเอามาขายบัตร แต่ก็ยกเลิกไปหมดจนเหลือแค่ 3 .. Citibank ก็เป็นหนึ่งในนั้น

เรื่องของเรื่องคือเมื่ออาทิตย์ก่อนทาง Citibank ส่งใบเรียกเก็บมาตามปกติทุกเดือน แต่เดือนนี้พิเศษหน่อยคือมีค่า สมาชิกรายปี แถมมาให้ด้วย ราคาประมาณพันกว่าบาท

จะว่าไปทุกปีก็ส่งมาแบบนี้ แต่พอโทรไป Call Center ก็จะบอกว่ายกเลิกค่าธรรมเนียมให้ .. แต่ปีนี้แปลก

วันเสาร์เจ้าหน้าที่ของ Citibank ก็โทรมา บอกว่า ..
"คุณขจรคะ ที่คุณขจรเคยขอยกเลิกค่าธรรมเนียมรายปีไว้ ทางบริษัทยินดีที่จะบอกว่าปีนี้เราจะยกเลิกค่าธรรมเนียมรายปีให้คุณขจร ครึ่งหนึ่ง ของค่าธรรมเนียมทั้งหมดค่าาา"

ครึ่งนึง ? 500 กว่าบาทเนี่ยนะ .. บัตรอื่นไม่เห็นต้องเคยจ่ายเลย ว่าแล้วเล่าปี่ก็รบกับโจโฉอยู่พักหนึ่ง แต่โจโฉก็ไม่มีท่าทีจะยอมแต่อย่างใด จนเล่าปี่ออกปากบอกว่า

"งั้นขอยกเลิกบัตรไปเลยแล้วกัน" โดยเล่าปี่งัดวิทยายุทธเดิมที่เคยใช้แต่เก่าก่อน หวังว่าจะได้รับการยกเว้นค่ารายปีเช่นเคย แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น

"อืม .. ทางคุณขจรจะขอยกเลิกบัตรเลยเหรอคะ ..(คิด 5 วินาที) .. ได้ค่ะ เดี๋ยวจะโอนสายให้แผนกยกเลิกบัตรเลยนะคะ" โจโฉโอนสายให้สุมาอี้ นายทหารเผด็จศึก

"สวัสดีค่ะ .. ดิฉันรับเรื่องขอยกเลิกบัตรของคุณขจรไว้แล้วนะคะ คุณขจรสามารถหักบัตรและยกเลิกการใช้ทั้งหมดได้เลยค่ะ" 

สุมาอี้ฟาดฟันเล่าปี่มิทันได้ตั้งตัว และทำเรื่องรวดเร็วจนไม่น่าเชื่อว่านี่คือการขอยกเลิกบัตร

"เอ่อ .. แล้วถ้ายกเลิกบัตรนี่ ค่าธรรมเนียมรายปีผมยังต้องจ่ายอยู่รึเปล่าครับ"
"อ๋อ .. ไม่ต้องเลยค่ะ คุณขจรสามารถยกเลิกบัตรได้เลย ไม่ต้องชำระค่ารายปีเลยค่ะ สามารถหักบัตรได้เลยนะคะ"

แล้วก็วางสายไป .. พร้อมกับประโยคคำถามอันโตในหัวผม ว่า .. สรุปแล้วเราขอยกเลิกบัตร .. ค่ารายปีก็จะไม่ต้องจ่าย .. ธนาคารเสียลูกค้าไปหนึ่งคน เสียค่าธรรมเนียมรายปีไปอีก 500 บาทที่ควรจะได้รับ .. 

สรุปแล้วมันดียังไงนิ .. แต่ก็เอาเถอะ ยกเลิกไปก็ดีเหมือนกัน .. แต่มันก็ยังงงๆ กับนโยบายของเค้าเหมือนกัน สรุปคืออยากให้เรายกเลิกบัตร แถมลดแลกแจกแถมให้ยกเลิกอีกตะหาก .. 


Sunday, March 29, 2009

Google Summer Of Code 2009




2 ปีมาแล้วที่ผมรอโอกาสใช้คำว่า "นักศึกษา" เหตุผลนึงก็คือการได้กระตุ้นตัวเองอีกครั้งนึงหลังจากที่ตรากตรำทำงานมา 5 ปี แต่อีกสาเหตุนึงคือการได้ใช้สิทธิคำว่า "นักศึกษา" เพื่อจะได้สมัครกิจกรรมดีๆ ที่คนทำงานไม่มีโอกาส

Google Summer Of Code เป็นหนึ่งในนั้น เมื่อ 2 ชั่วโมงก่อนผมนั่งแต่ง Student Proposals ให้กับโปรเจ็คที่ชื่อ Joomla! ด้วยภาษาอังกฤษงูๆ ปลาๆ ซึ่งนับว่าเป็น 50 บรรทัดที่ยากที่สุดในชีวิตเคยเขียนมา (อัตราเฉลี่ยบรรทัดละ 3 นาที)

เชื่อว่า 99% ของคนที่กำลังอ่านอยู่มีเครื่องหมายคำถามอันโตบนหัวว่า

"แล้วไอ้ Google Summer Of Code มันคืออะไรนิ ?"

.. รู้แต่ว่า โอเค มีชื่อกูเกิล .. คงจะดี ..

อะไรคือ Google Summer Of Code (GSOC)
  • ไอเดียคือกูเกิลเชิญชวนนักศึกษามาร่วมพัฒนา Open Source ในช่วงปิดเทอม แทนที่จะไปขายแฮมเบอร์เกอร์
  • เขียนโปรแกรมเป็น มีใจรัก และกำลังเป็นนักศึกษาอยู่ จะเป็นตรี โท เอก ได้หมด
  • มีโปรเจ็คให้เลือกกว่าร้อย ทั้งชื่อคุ้นเคยอย่าง FireFox, MySQL, Joomla! ไปจนถึงชื่อแปลกๆ อย่าง Samba, OLR, Jato
  • ใช้เวลาเขียนโปรแกรม 3 เดือน พฤษภาคม ถึง สิงหาคม
ทำแล้วได้อะไรบ้าง
  • ประสบการณ์ ได้ทำงานร่วมกับเพื่อนๆ ร่วมโลกและก้าวแรกสู่การเข้าร่วมพัฒนา Open Source Project
  • ได้เสื้อ Google Summer Of Code
  • หนังสือ Text Book ดีๆ หนึ่งเล่ม
  • สามารถใช้ชื่อ Work Contractor กับ Google ใส่ใน Resume ได้
  • ได้เงินด้วยนะ ถ้าทำงานจบสมบูรณ์ จะได้ $5,000 แบ่งกันกับที่ปรึกษา นักเรียนจะได้ $4,500 ที่ปรึกษา (Mentor) ได้ $500
หลายคนเห็นเงินแล้วตาลุกวาว ก็แหม .. คิดเป็นเงินไทยมันตั้ง 150,000 บาท !! แต่พยายามจะไม่นึกถึงตรงนั้นเพราะรู้สึกว่าส่วนตัวแล้ว 4 ข้อแรกสำคัญกว่าเยอะเลย โดยเฉพาะเสื้อ .. อยากได้มาก .. ส่วนถ้าจะได้เงินจริงๆ ก็จะขอนำเงินส่วนหนึ่งไปบริจาคให้โครงการคอมพิวเตอร์เพื่อเยาวชนที่ท่านพ่อและสโมสรโรตารี กำลังทำอยู่

อยากให้เด็กไทยไปสมัครกันเยอะๆ อย่างน้อยก็ได้พัฒนาตัวเอง เรื่องอื่นๆ ก็เป็นผลประโยชน์ที่ได้ตามมา คนไทยไม่แพ้ใครในโลกอยู่แล้ว !!

ตอนนี้ส่งใบสมัครไปแล้ว กับโครงการชื่อ Joomla! กับ Moodle จะได้หรือไม่ได้อย่างไร โปรดติดตาม ..



Thursday, March 26, 2009

Wifi - Japan vs Singapore vs Thailand


I do speed test for free wifi internet from all the country I visit.
( But no Hongkong because of I cannot find free wifi there )

And results as below ..


Free Wifi @ Japan - 5,509 kb/s !!



Free Wifi @ Singapore - 5,016 kb/s !!


and ..



PAID Wifi @ Bangkok - 969 kb/s



Free Wifi Win !! :D



Tuesday, March 24, 2009

จัดให้


ถ่ายที่เสาต้นหนึ่ง @เยาวราช


Friday, March 20, 2009

Review iPhone 3.0 Beta

แอปเปิลเปิดตัว Firmware ของไอโฟน 3.0 พร้อมความสามารถใหม่ๆ หลายตัวที่น่าสนใจ แต่เปิดให้ทดสอบได้เฉพาะนักพัฒนาโปรแกรมเข้ามาทดสอบก่อนเท่านั้น พอดีผมเป็นสมาชิกของ iPhone Developer อยู่แล้ว (ค่าสมัคร $99) ก็เลยมีโอกาสได้ลองทดสอบความสามารถใหม่ๆ ของไอโฟน 3.0 และก็ตัว SDK ไปพร้อมๆ กัน

เนื่องจากผมไม่ได้ใช้ไอโฟน 3G เลยไม่สามารถทดสอบ MMS และหูฟัง Bluetooth ได้ รวมทั้งโปรแกรมที่มีอยู่ในตอนนี้ยังไม่รองรับความสามารถใหม่ๆ อย่าง Push Notification หรือ Peer to peer จึงได้เพียงทดสอบความฟังก์ชันหลักๆ ที่เกี่ยวกับการใช้งานทั่วไป โดยเฉพาะเรื่องของภาษาไทย !!

iPhone Firmware 3.0 Beta



เช่นเดียวกับปีที่แล้วในช่วงเดือนมีนาคม ที่แอปเปิลเปิดให้นักพัฒนาโปรแกรมลองได้ใช้งานและเขียนโปรแกรมเพื่อทดสอบความสามารถใหม่ๆ ของ Firmware กันก่อนใคร หลังจากที่เข้าไปในเว็บของ iPhone Developer Program ที่ต้องขอชมเลยว่าทำเว็บได้ดีมาก โดยเฉพาะในเรื่องของการให้ข้อมูลกับนักพัฒนาโปรแกรม คือข้อมูลแทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น Firmware, SDK, เอกสารต่างๆ, API, Sample Code หรือแม้แต่วิดีโอแนะนำการใช้งาน ก็ทำได้ดีและละเอียดมาก เรียกได้ว่าสวรรค์เลยทีเดียวสำหรับโปรแกรมเมอร์ (เทียบกับตอนเปิดตัว Java เวอร์ชันใหม่นี่คนละเรื่องเลย)
  • iPhone Firmware 3.0 มีขนาด 234 MB
  • SDK มีขนาด 2.2 GB หลังจากลงบนเครื่องแล้วจะมีขนาด 6 GB !!
  • ในเอกสารระบุว่าถ้าลง Firmware 3.0 แล้วจะไม่สามารถถอยกลับไป Firmware 2.0 ได้ (แต่ผมลองแล้วได้)


ภาษาไทย

หลังจากที่ทาง TrueMove ได้จัดจำหน่ายไอโฟนในเมืองไทยอย่างเป็นทางการ เราก็เริ่มเห็นประเทศไทยในแผนที่โลกของแอปเปิลมาขึ้นเรื่อยๆ เรื่องดีที่ควรจะทดสอบอย่างแรกในไอโฟน 3.0 เลยก็คือเรื่องของภาษาไทย !!

สำหรับการตั้งค่าภาษาไทยมีอยู่ 3 อย่าง คือ คีย์บอร์ด, ภาษา และการแสดงวันเวลาต่างๆ


เริ่มจากการเปลี่ยนภาษาเป็นภาษาไทย หลังจากตั้งค่าแล้วไอโฟนจะ restart เครื่องครั้งนึง หลังจากนั้นหน้าจอการแสดงผล, เมนูต่างๆ หรือแม้แต่หน้าต่าง pop up ก็จะเปลี่ยนเป็นภาษาไทยทั้งหมด ดังรูป



เท่าที่ทดสอบดูพบว่าการแสดงผลเกือบทั้งหมดได้ถูกแปลเป็นภาษาไทยไว้แล้ว จะมีเพียงชื่อเฉพาะหรือชื่อบริษัทที่ยังเป็นภาษาอังกฤษอยู่ เช่น YouTube, iPod, iTunes, Safari ทั้งนี้นอกจากเมนูแล้ว หน่วยวัดต่างๆ ก็เป็นภาษาไทยด้วย เช่น วัน เดือน ปี

ในส่วนของคีบอร์ดภาษาไทยที่รอคอยกันมานาน ก็มีให้ใช้แล้วในที่สุด เพียงแต่ที่ต่างจากคีย์บอร์ดไทยในโปรแกรมอื่นๆ ก็คือการวางตัวอักษรจะต่างออกไป อธิบายค่อนข้างลำบาก ต้องลองดูในรูป แล้วมองลงมาเทียบกับคีย์บอร์ดที่เราใช้พิมพ์อยู่จริงๆ จะเข้าใจ


จะเห็นว่าแอปเปิลลดรูปคีย์บอร์ดจาก 4 แถวมาเหลือ 3 แถว เช่นเดียวกับคีย์บอร์ดภาษาอื่นๆ บนไอโฟน โดยเอาแถวกลางที่เป็นสระและวรรณยุกต์ทั้งหลายออกแล้วเอาตัวอักษรทั้งหมดมาเรียงใหม่สลับฟันปลา ซึ่งก็ทำให้งงพอสมควร แต่ที่ยากกว่านั้นอีกคือเนื่องจากตัวอักษรไทยเยอะมาก ทำให้บางตัวที่ปกติเราไม่ต้องกด shift ในการพิมพ์ กลับจะต้องกด shift ด้วย เช่น ฟ. ฟัน และ ฝ. ฝา

ตรงนี้ผมคิดว่าคีย์บอร์ดไทยน่าจะต้องมีการปรับปรุงพอสมควร เพราะการใช้งานค่อนข้างยาก ผมลองพิมพ์อยู่หลายนาทีเพื่อสร้างความคุ้นเคย แต่ก็พบว่าทำได้ยาก


คีย์บอร์ดในแบบแนวตั้งกับแนวนอนจะได้ค่าเหมือนๆ กัน


ส่วนการใช้วรรณยุกต์ก็กดไปที่ปุ่มข้างซ้ายของ space จะมีหน้าต่างขึ้นมาให้เลือกวรรณยุกต์อีกที อันนี้ก็ทำให้ใช้ง่ายและก็เข้าใจได้ไม่ยาก


นอกจากคีย์บอร์ดแล้วแอปเปิลยังทำ auto complete ภาษาไทยให้ด้วย อย่างในรูปผมพิมพ์คำว่า "ทหาน" ก็จะมีหน้าต่างแนะนำคำที่ถูกขึ้นมาให้ว่า "ทหาร" ซึ่งเท่าที่ลองพิมพ์ผิดหลายๆ แบบดูก็พบว่าใช้ได้ดีและมีประโยชน์พอสมควรเลยทีเดียว


Copy, Cut & Paste (ตัด, คัดลอก และแปะ )

มาถึงฟีเจอร์ที่ไอโฟนโดยชาวบ้านเยาะเย้ยมาตลอดว่าง่ายๆ แค่นี้ก็ทำไม่ได้ ในที่สุดก็มีเสียทีในไอโฟน 3.0 ซึ่งแอปเปิลก็ทำให้การ Copy & Paste ทำได้ง่ายและก็เหมาะกับการใช้งานบนมือถือ คือกดแท็บสองครั้งและกดแช่ในครั้งที่สอง ก็จะมีตัวเลือกขึ้นมาและตัวอักษรก็จะถูกเลือกไฮไลท์ไว้ จากนั้นเราสามารถลากจุดต้นและจุดปลายให้ย่อหรือขยายได้

ผมลองใช้สองนิ้วพร้อมๆ กัน ก็สามารถทำการย่อและขยายส่วนที่ไฮไลท์ได้เหมือนกัน



เราสามารถ Copy & Paste ได้ในแทบจะทุกโปรแกรม เช่นเอาข้อความในโน๊ตมาใส่ในอีเมล์ หรือตัวเลขในเครื่องคิดเลขมาใส่ใน sms


ผมลอง Copy ข้อความจากในเว็บมาใส่ในอีเมล์ พบว่าเราจะได้ทั้งข้อความ ขนาด สี รูปภาพ หรือแม้แต่ลิงก์ก็จะมาด้วย และเมื่อเปิดดูในเมล์ที่ส่งมาก็ได้ข้อความอย่างที่ส่งมาจริงๆ ซึ่งน่าประทับใจมาก


Undo & Redo

แอปเปิลเพิ่มวิธีการสั่งงานบนมือถือแบบใหม่เข้ามาอีกแล้วคือการเขย่าเครื่องเพื่อเปิดเมนู Undo & Redo คือเมื่อเราพิมพ์ข้อความหรือ Paste อะไรเข้าไปแล้วต้องการย้อนกลับไปเหมือนเดิม ก็ทำได้โดยการเขย่า (ไม่ต้องแรงมาก) 1 ครั้ง ก็จะมีเมนูให้เลือกดังรูป


เท่าที่ทดสอบพบว่าเราสามารถทำ Undo และ Redo ได้หลายครั้ง และนอกจากนั้นผมลองเปิดโปรแกรมแรก และสลับไปใช้โปรแกรมที่สอง หลังจากนั้นก็กลับมาที่โปรแกรมแรกใหม่ พบว่าเราก็ยังสามารถทำ Undo และ Redo บนโปรแกรมแรกได้เหมือนเดิมปกติ

นอกจากนี้ถ้าเราเขย่าเครื่องตอนที่เล่นเพลง ก็จะเป็นการเปลี่ยนเพลงไปด้วย เหมือนกับ iPod Nano


Spotlight

เป็นอีกฟีเจอร์นึงที่น่าจะมีประโยชน์มากๆ คือการค้นหาทุกๆ อย่างที่อยู่ในไอโฟนขึ้นมาเพื่อใช้งาน ที่บอกว่าทุกอย่างนี่คือแทบจะทุกอย่างจริงๆ ตั้งแต่ ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์, เพลง, ภาพยนต์, หนัง, อีเมล์, ตารางนัดหมาย, รูปภาพ รวมไปถึงโปรแกรมอื่นๆ ที่เอามาลงบนเครื่องเพิ่มก็สามารถค้นหาได้

วิธีใช้งานคือในหน้า Home Screen เราจะสามารถเลื่อนไปทางซ้ายได้อีก 1 หน้า แล้วก็จะเข้าสู่หน้าจอการค้นหา จากนั้นเมื่อเราพิมพ์อะไรลงไปก็จะมีผลของการค้นหาออกมาทันที โดยที่ไม่ต้องกดปุ่ม Search ก็ได้ และเราสามารถกดไปที่ผลการค้นหานั้นๆ เพื่อเปิดดูได้


จากที่ทดสอบดู สามารถค้นหาได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอื่นๆ แล้วก็แสดงผลได้เร็วดี แต่ก็จะมีช้าบ้างเวลาที่กดไปที่โปรแกรมที่ต้องการจะเปิดจริงๆ

นอกจากนี้ในทุกๆ โปรแกรมก็จะมีช่องให้ค้นหาอยู่ข้างบนด้วย ซึ่งที่ชอบมากๆ คือเวลาที่เข้าโปรแกรมเมล์ แล้วกดค้นหาอะไรซักอย่าง นอกจากจะได้ผลของอีเมล์ที่อยู่ในเครื่องแล้ว ไอโฟนจะเข้าไปหาเมล์ที่อยู่ในเซิร์ฟเวอร์เมล์จริงๆ ด้วย


SMS & MMS

ไม่มีอะไรมากไปกว่าลบและส่งต่อ SMS ได้เหมือนชาวบ้านเสียที และถ้าเราเลือก SMS 2 ข้อความและกด Forward ก็จะได้ SMS ที่มี 2 ข้อความรวมกัน

อย่างที่บอกไว้ตอนแรกว่า MMS ทดสอบไม่ได้ครับเพราะไม่ได้ใช้รุ่น 3G


Auto Fill

เราสามารถเลือกได้ว่า เวลาที่เข้าไปกรอกแบบฟอร์มต่างๆ ในเว็บ ให้ Safari ทำการกรอกข้อมูลให้อัตโนมัติ โดยดึงข้อมูลจากใน Contact ของเรา เช่น ชื่อ นามสกุล อีเมล์ ซึ่งก็ช่วยลดเวลากรอกข้อความซ้ำๆ ได้


Voice Memo

เราสามารถอัดเสียงที่พูดอยู่หรือเวลาที่คุยโทรศัพท์ได้เหมือนมือถือทั่วไป แต่ที่ไฮโซหน่อยคือเสียงที่อัดเราสามารถตัดต่อ และส่งเป็นอีเมล์ออกไปได้ด้วย


ความสามารถอื่นๆ

นอกจากแสดงราคาหุ้นแล้วก็สามารถเปิดดูข่าวที่เกี่ยวกับบริษัทนั้นๆ หรือรายละเอียดเพิ่มเติมอื่นๆ ได้


ส่งรูปทางเมล์ได้หลายรูปพร้อมๆ กัน


แสดงรายละเอียดการโทรเข้าและออกมากขึ้น



สรุป
  • ภาษาไทยใช้งานได้ดี แต่คีย์บอร์ดยังต้องปรับปรุง
  • Copy & Paste, Undo & Redo ใช้งานง่ายและได้ผลดี
  • Spotlight มีประโยชน์มาก แต่ก็ช้าพอสมควร
  • ถึงแม้จะเติมเต็มในหลายๆ ด้านแต่ก็ยังขาดความสามารถทั่วไปที่มือถือเครื่องอื่นๆ มีอย่างเช่น การถ่ายวิดีโอ หรือการเปิดหลายๆ โปรแกรมพร้อมกัน
  • ค่อนข้างช้าและยังมีบั๊กต้องแก้เยอะพอสมควรก่อนจะเปิดตัวจริง
ไอโฟน Firmware 3.0 จะเปิดตัวช่วงกลางปีนี้ ซึ่งก็คงมาพร้อมๆ กับหลายต่อหลายโปรแกรมที่เปิดตัวพร้อมกับความสามารถใหม่ๆ โดยส่วนตัวคาดว่าแอปเปิลอาจจะเปิดตัว Firmware ใหม่นี้พร้อมๆ ไปกับไอโฟนรุ่นใหม่ เหมือนกับปีที่แล้วที่เปิดตัวไอโฟน 3G ในงาน WWDC .. ฟันธง !!