Monday, August 31, 2009

Live @Old Trafford


Finally ... My dream comes true ...




Sent from my iPhone


Saturday, August 29, 2009

Road to Old Trafford

ใครๆ ก็รู้ว่าผมเป็นแฟนทีม แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด (Manchester United) จะว่าไม่รู้ก็คงแปลกเพราะเสื้อที่ใส่ก็แมนยู เสื้อกันหนาวก็แมนยู กระเป๋าตังค์ก็แมนยู แล้วเวลาดูบอลก็พูดถึงแต่ทีมเดียว

ผมเริ่มเชียร์แมนยูไม่ได้นานเท่าคนในรุ่นๆ เดียวกัน เพราะก่อนหน้านั้นชอบบาสเก็ตบอลมากกว่า แต่เริ่มมาชอบฟุตบอลจริงๆ ก็ช่วง ม.ปลายแล้ว จำได้ว่าตอนนั้นยังได้เห็น เอริค คันโตนา กัปตันแมนยูกระโดดถีบแฟนบอลทีมตรงข้ามจนติดคุกติดตารางไป .. หลังจากนั้นเลยจำทีมเสื้อแดงแจ๋ทีมนี้ได้แม่น

แล้วก็เริ่มดูหลังจากนั้นเรื่อยมา .. แล้วก็ถึงได้เข้าใจว่า ทำไมหลายคนถึงชอบทีมนี้ อย่างนึงคือแมนยูเป็นทีมที่มีผู้จัดการคนเดียวมานาน วิธีการเล่นเลยเป็นแบบเดิมที่หลายคนชื่นชอบมาตลอด คือ ลุยดะ ไม่โชว์เหนือมากนัก สู้ตาย วิ่งสู้ฟัด และถ้าโดนนำ จะไม่ยอมแพ้

ผมชอบแมนยูเข้าสายเลือด บางทีก็จริงจังมากไปหน่อย จนบางคนก็บอกว่าบ้า .. แต่ก็ตามประสาคนที่ชอบอะไรจะชอบแบบสุดๆ ไปเลย
  • ม. 6 วิ่งถอดเสื้อรอบบ้านตะโกนลั่นตอนตี 1 เมื่อ กิ๊ก ลากครึ่งสนามเข้าไปยิงอาร์เซนอล ใน FA Cup ปี 1999
  • ซื้อวิดีโอรวมผลงานตลอดปี (Season Review) มาทุกปี ซึ่งต่อมาเป็น vcd แล้วก็มาเป็น dvd ในปัจจุบัน
  • ตอนเรียนมหาลัย ตอนนั้นแมนยูมาทัวร์เมืองไทย ยุคที่มี เบ็คแฮม เวรอน ฟานนิสเตอร์รอย .. ผมซื้อบัตรอย่างใกล้ทางเดินเข้าสนามมากที่สุด และก็ไปร่วมกองทัพแฟนพันธุ์แท้ กินนอนหน้าโรงแรมเรดิสัน พระราม 9 ที่แมนยูพักอยู่ 3 วันสองคืน (ได้ลายเซ็นมาเพียบเลย .. แล้วก็ได้เพื่อนใหม่ๆ หลายคนด้วย ^ ^)
  • ที่ภูมิใจมาก คือหลังจากแข่งที่เมืองไทยจบ มีการจัดกิจกรรมตอบคำถามแฟนพันธุ์แท้สัญจร ที่ Indoor หัวหมาก .. ผมตะลุยคำถามแข่งกับคนอื่นๆ อีก 20 คน คำถามแล้วคำถามเล่า จนเข้ามาถึงคำถามสุดท้าย จำได้ว่ายากมาก .. ถามว่า เพลงที่แต่งขึ้นมาเพื่อฉลองการที่สโมสรได้สามแชมป์ คือเพลงอะไร ? แต่งขึ้นมามีทั้งหมดกี่เวอร์ชัน ?
  • คำตอบคือเพลง Lift It High .. แต่งมาทั้งหมด 3 เวอร์ชัน (เทพไหมล่ะ)
  • และก็ได้รางวัลชนะเลิศที่หนึ่ง ได้ เสื้อพร้อมลายเซ็น ไรอัน กิ๊ก (ทุกวันนี้ยังเก็บอย่างดีอยู่ในตู้เสื้อผ้า) ตอนนั้นโคตรดีใจ เดินลงมาจากเวทีอย่างหล่อ
  • ฤดูกาล 2003-2004 เป็นฤดูกาลเดียวที่ดูถ่ายทอดสดโดยที่ไม่พลาดซักนัด ดูมันทุกรายการ ทุกถ้วย แม้แต่นัดกับทีมนอกลีกก็ยังตามดูตามเชียร์
  • เคยวิ่งตากฝนออกมานอกมหาลัย ไปที่ร้านเหล้าที่นึง ตัวเปียกโชก แต่ก็มายืนยิ้มดีใจว่าได้ดูบอล 10 นาทีสุดท้าย (ชนะด้วย)
  • ด้วยความบ้าเกินเหตุจนหลายคนหมั่นไส้ (แล้วจะทำไม) เพราะงั้นเวลาที่แมนยูแพ้ขึ้นมา ก็จะได้รับ sms , โทรศัพท์ ,​ อีเมล์ หรืออุปกรณ์ทีมตรงข้ามวางเต็มโต๊ะทำงานเพื่อเยอะเย้ย ถากถาง สมน้ำหน้า .. ดีจัง น่ารักทุกคนเลย (ทีตูบ้างเหอะเมิง)
  • นักเตะในดวงใจคือ ไรอัน กิ๊กส์ , เบ็คแฮม แล้วก็เวย์น รูนีย์
  • แน่นอน .. ทีมที่จะสะใจที่สุดถ้าแมนยูชนะได้คือ ลิเวอร์พูล
  • แต่ทีมที่เกลียดมากที่สุดคือ อาร์เซนอล
  • ความฝันสูงสุดตั้งแต่เด็กคือการได้ไปจูบพื้นสนามโอลด์แทรฟฟอร์ด
และพรุ่งนี้ จะได้ไปดูนัดแมนยูที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ด อย่างที่ฝันไว้จริงๆ .. แถมยังเป็นนัดสำคัญที่สุดนัดนึงของฤดูกาลนี้ก็ว่าได้ เพราะเจอกับอาร์เซนอล !!

พรุ่งนี้คงเป็นวันที่มีความสุขมาก .. และจะมีความสุขมากขึ้นไปอีกถ้าชนะด้วย

แต่ถ้าพรุ่งนี้เกิดแพ้ขึ้นมา .. ยังคิดไม่ออกเลยว่าถ้ากลับมาเมืองไทยยังไง .. กลับมาแล้วจะโดนอะไรบ้าง T_T

แมนยูชนะอาร์เซนอล 2-0 FA Cup

กระเป๋าตังค์ .. หายกี่อันก็ซื้อใหม่ลายเดิม

แบบว่าบางทีชอบออกนอกหน้าไปหน่อย ก็มีคนหมั่นไส้บ้างเล็กน้อย(รึเปล่า)


ดูไม่ออกเลยว่าเชียร์ทีมไร


แล้วถ้าวันไหนแพ้ขึ้นมา .. ก็จะประมาณนี้ ...










Friday, August 28, 2009

Hello London


สิ่งแรกที่ทำหลังจากโผล่มาที่ริมแม่น้ำเทมส์ .. คือเอามือป้องปากแล้วตะโกนไปที่อีกฝั่งแบบในหนังเรื่องหนีตามกาลิเลโอ ..

"ลอนดอน !! .. มาแล้วนะ"

เช้านี้วิ่งมารถไฟด้วยความตื่นเต้น เพราะขโจชิตื่นสาย รถออก 7 โมง ตื่น 6.40 -_-"


Wednesday, August 26, 2009

Life in UK

ผ่านไปแล้ว 1 อาทิตย์กับชีวิตที่อังกฤษ แน่นอนว่าชีวิตที่นี่ก็ต้องต่างกับตอนที่อยู่เมืองไทยค่อนข้างเยอะ หลังจากที่อยู่มาซักพักนึงก็เริ่มปรับตัวได้ และต่อไปนี้คือชีวิตประจำวันที่ทำเป็นประจำอยู่ตามปกตินะคร๊าบบบ

7.00 - เริ่มจากตื่นนอนเลย .. อยู่ที่นี่ตื่นเช้ามาก เพราะเลิกงานไวกว่าตอนอยู่กรุงเทพฯ เลยต้องไปทำงานให้เช้าหน่อย เวลาตื่นนอนตามปกติคือ 7 โมงเช้า บางวันก็ 7 กว่าๆ



7.30 - แปลงฟัน อาบน้ำ .. แน่นอน ว่าต้องน้ำอุ่น ไม่งั้นหนาวตาย .. หลังจากนั้นก็แต่งตัว โดยที่ขาดไม่ได้คือลองจอน ใส่เป็นชุดแรกแล้วก็ใส่เสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ทับอีกที เพราะขี้หนาวมาก แค่อยู่ในบ้านยังหนาวเลย



7.45 - ข้าวเช้า ต้องทำกินเอง เพราะไม่มีแซนด์วิชหมูหยองพริกเผาชิ้นละ 20 บาทเหมือนบ้านเรา .. อาหารเช้าส่วนใหญ่ก็จะเป็นคอนเฟลกส์กับนม แล้วก็มีขนมปังทาเนย+แยม ผลไม้ก็กินกล้วยเป็นหลักเพราะง่าย ไว เก็บได้นาน .. ซึ่งทั้งหมดก็จะซื้อตุนเอาไว้อาทิตย์ละครั้ง




อีกเรื่องที่ต้องทำช่วงกินข้าวเช้าคือดู ข่าว โดยเฉพาะพยากรณ์อากาศที่นี่จะค่อนข้างละเอียด วันไหนบอกฝนตก มันก็ตก วันไหนบอกหนาว มันก็หนาวโคตรๆ .. แล้วก็เช็คผลบอลเนื่องจากที่ห้องไม่มีถ่ายทอดสด .. อ้อ !! เมื่อคืนลูคัสโหม่งสวยมาก


8.15 - เก็บของไปทำงาน ซึ่งก็จะหอบโน้ตบุ๊กไปตัวนึง พร้อมด้วยเสื้อกันหนาว วันไหนหนาวน้อยก็ใส่เสื้อแมนยูตัวเก่ง วันไหนหนาวมากก็จะใส่เสื้อตัวหนาๆ .. ถ้าวันไหนฝนตกก็ตัวใครตัวมัน

ออกจากอพาร์ทเมนท์ก็จะมี อารมณ์ "ทำไมข้างนอกมันหนาวอย่างนี้" ขึ้นมาทุกวัน ..​เนื่องจากออฟฟิศอยู่ไม่ไกล เราก็จะเดินไปทำงานกัน เป็นการออกกำลังกายไปในตัว [ link : เส้นทางการเดิน ]


เดินไปชมวิวไป บ้านเมืองเค้าก็แปลกตาดี





ทุกวันจะเดินผ่านย่าน Old Market Square ถ้าบ้านเราก็ประมาณลานหน้าศาลากลางจังหวัด .. พอดีช่วงนี้เค้ามีเปิดสวนสนุกเล็กๆ ด้วย ไว้วันไหนว่างๆ จะไปเล่นเหมือนกัน



8.30 - เดินๆๆๆๆ ถึงออฟฟิศ ก็ติ๊ดบัตร ขึ้นลิฟท์ แล้วก็ติ๊ดบัตรอีกรอบ .. เข้าประตูไปก็จะทักทายทุกคนที่เดินผ่าน .. ที่นี่เค้า Friendly มาก ทุกเช้าจะ say Hello , Good morning กันอยู่ตลอด

ถึงโต๊ะทำงานก็เสียบปลั๊ก ใช้จอสองจอ จอนึงเป็นของโน้ตบุ๊ก อีกจอจะเป็นที่ remote กลับไปเครื่องที่กรุงเทพฯ .. เช็คเมล์ ชงกาแฟ หรือโกโก้กิน สรุปงานเมื่อวาน แล้วก็ดูรายการที่ต้องทำวันนี้


10.00 - ช่วงสายๆ เราจะมีเทรนทุกวัน ซึ่งก็จะได้ฝึกฟังภาษาอังกฤษสำเนียงแปลกหูทุกวันๆ เพราะคนสอนไม่ซ้ำกันซักคน ช่วงแรกก็งงๆ เพราะสำเนียงอังกฤษฟังยาก หลังๆ ก็เริ่มชิน




12.00 - เที่ยงแล้วเราก็จะเดินออกไปหาอะไรกินข้างนอก (ฝรั่งส่วนใหญ่จะทำอะไรมากินจากที่บ้าน พอเที่ยงแล้วก็กินมันที่โต๊ะทำงานเลย) เมนูช่วงเที่ยงก็จะเป็นอะไรที่ง่ายๆ ไวๆ ..​ บางวันเราก็กินแค่แซนด์วิช บางวันก็กินร้านอาหารจีนที่มีข้าวกล่องขาย .. ที่ร้านจะไม่ค่อยมีที่ให้นั่งกิน ส่วนใหญ่เลยซื้อกลับมากินที่บริษัท ก็ไปนั่งกันที่ Pantry (ที่นี่มีโต๊ะ Pool ด้วยนะ)

อาหารที่นี่โคตรแพง .. มื้อที่ถูกที่สุดที่เคยกินมาคือ 2 ปอนด์ แต่โดยเฉลี่ยก็จะกินกันประมาณ 3-4 ปอนด์ ( ~165 - 220 บาท ) เอาไว้จะมาบ่นเรื่องของแพงทีหลัง





13.00 - กลับขึ้นมาทำงานช่วงบ่าย ช่วงนี้เมืองไทยก็จะเริ่มค่ำแล้ว .. แต่เรายังทำงานกันต่อไปครับท่าน

ทำงานที่นี่จะค่อนข้างสงบ เพราะคุยกันอยู่ไม่กี่คน นอกนั้นเป็นฝรั่ง แต่ที่นี่ก็ทำงานกันจริงจัง ไม่ค่อยเห็นใครใส่หูฟังเพลงไปทำงานไป หรือเล่นเว็บดูนู่นดูนี่ซักเท่าไหร่

ที่ต่างกับเมืองไทย คือเลิกงานกันตรงเวลาเป๊งๆ เลย 17.30 ไปแล้วออฟฟิศแทบร้าง .. security สูงมากด้วย ถ้าใครจะอยู่ดึกเกิน 3 ทุ่มจะเป็นเรื่องแปลกที่ต้องทำเรื่องว่าอยู่ดึกเลยทีเดียว

18.00 - หลังเลิกงาน ก็จะมีกิจกรรมที่หลากหลายกันไป เนื่องจากที่นี่ 2 ทุ่มยังสว่างเท่า 5 โมงเย็นบ้านเรา ก็เลยมีกิจกรรมหลังเลิกงานได้บ้าง แต่ที่แปลกหน่อยคือ 6 โมง ห้างหรือร้านค้าปิดกันหมดแล้ว ..​ ปิดกันหมดเลยจริงๆ นะ ไม่มีอะไรให้ซื้อเลย นอกจากร้านอาหาร


ถ้าเป็นวันจันทร์เราก็จะไปช๊อปที่ Tesco กันเพื่อซื้อของมาตุนไว้ที่ห้อง


ถ้าเป็นวันพุธเราจะไปตีแบตฯ กันเพื่อออกกำลังกาย (กิจกรรมประจำของออฟฟิศที่นี่)


บางวันเราก็ไปกินเบียร์กัน (คนที่นี่กินเบียร์ก่อน ค่อยกินข้าวเย็น)


บางวันอยากทำตัวไฉโซเราก็กินซูชิกัน (ลด 40% ไม่งั้นอย่าได้แวะไปเด็ดขาด)


แต่ส่วนใหญ่แล้ว เราจะทำกับข้าวกินกันเอง .. เพราะเป็นมื้อเดียวที่จะทำอะไรไทยๆ กินกันได้

ขโจชิทอดไข่เจียวหมูสับ (อย่างแรกที่ทำเป็น)

มาม่าคือเมนูยอดฮิต .. ผมรักมาม่า

อุปกรณ์ทำอาหารครบมาก

มาม่าหมูสับ กับน้ำส้ม

บางวันก็ทำกับข้าวหลายอย่างกินกัน ..​ส่วนขโจชิทำได้เมนูเดียวคือไข่เจียวหมูสับ


21.30 - กินข้าว ล้างจาน เก็บห้อง .. แล้วก็ตัวใครตัวมัน ดูทีวี เข้าห้องเล่นเน็ต .. ที่แย่หน่อยคือกว่าจะมีเวลาส่วนตัว ที่เมืองไทยก็หลับกันไปหมดแล้ว (ตี 3 - 6 โมงเช้า) พอออนเอ็มเราก็เลยได้แต่คุยและบ่นกันเองว่า ทำไมไม่มีใครออนเลยฟะ

เวลานี้ส่วนมากก็จะอัพบล็อค อ่านเมล์ แต่เนื่องจากเป็นคนเดียวที่กำลังเรียนโทอยู่ ก็เลยจะต่างกับคนอื่นหน่อยคือต้องฟัง Lecture ที่เรียน แล้วก็ต้องทำรายงาน ทำการบ้านส่งอาจารย์ด้วย


ต้องเรียนด้วย เลยเอาน้องแอร์คู่ใจมาที่นี่ด้วย

24.00 - ตกดึกอากาศจะหนาวโคตรๆ ขนาด heater ที่ห้องเปิดแรงสุดยังเอาไม่ค่อยอยู่ ก็จะเห็นมนุษย์ขี้หนาวนอนห่มผ้า 3 ชั้น นอนขดๆ อยู่แถว นี้คนนึง

วันต่อมา - กรุณากลับไปเริ่มต้นข้างบนใหม่อีกครั้ง

:)

Sunday, August 23, 2009

วันนี้เมื่อ 4 ปีที่แล้ว .. ผมโดน Layoff

ผมชอบชีวิตที่มีสีสัน มีเรื่องสนุกๆ ตื่นเต้นๆ ให้ทำอยู่ตลอดเวลา ..​แต่บางทีก็สีสันมันก็มาเองโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยเฉพาะในวันนี้ (22 Aug) เมื่อ 4 ปีก่อน (2005)

เนื่องในโอกาสครบรอบ 4 ปีในวันนี้ ก็เลยอยากจะขอบันทึกช่วงเวลาแปลกๆ ของชิวิตเอาไว้หน่อย

.....

หลัง จากที่เรียนจบออกมาแล้ว ภายในเวลา 3 ปีแรกที่ทำงาน ผมทำงานมาแล้ว 5 บริษัท .. เคยเล่าให้หลายคนฟังแล้วก็มักจะตกใจกับตัวเลขนี้พอสมควร จริงๆ ก็ไม่ใช่คนที่ขี้เบื่ออะไรขนาดนั้น แต่เนื่องสมัยหนุ่มๆ ยังมีไฟและพลังงานเหลือเฟือ ก็เลยชอบรับงานที่เป็น Contract (สมัยที่ out source ยังไม่เฟื่อง) ก็เลยทำที่นู่นที 3 เดือน ที่นี่ 4 เดือน ย้ายไป ย้ายมา

ทำงานแบบนี้ถึงแม้จะเงินดี แต่ข้อเสียก็เยอะเหมือนกัน คือไม่มีสวัสดิการณ์ งานหนัก และขาดเพื่อน .. จำได้ว่างานช่วงนั้นหนักมาก หนักถึงขนาดที่บางวันเข้ามาทำงาน 9 โมงเช้า แล้วก็ออกจากบริษัทอีกทีตอนเที่ยงตรง .. ของอีกวันนึง (วันนั้นทำงาน 27 ชั่วโมง) .. สุดท้ายก็เลยเริ่มรู้สึกเหนื่อยและต้องการที่พักถาวรซักที่ ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ได้เตรียมฝากตัวฝากใจกับบริษัทซอฟท์แวร์จากอเมริกาแห่ง หนึ่ง ที่ชื่อ Drumbeat Digital (นามสมมุติ) .. ที่ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น Heartbeat Digital (นามสมมุติ #2)

ที่ Drumbeat นี้ (ย้ำว่านามสมมุติ ^ ^) เป็นบริษัทที่ขายโปรแกรมอยู่ที่อเมริกา แต่มีทีมพัฒนาซอฟท์แวร์ทั้งหมดที่เมืองไทย มีทีมงานประมาณ 30 - 40 ชีวิต ซึ่งก็ยอมรับเลยว่ามีระบบงานที่ดีมาก คนข้างในแต่ละคนก็โคตร Geek โดยเฉพาะ QA บริษัทนี้เก่งมากๆ มากขนาดที่ Dev ต้องคอยไปถาม QA ว่าตรงนี้ทำงานยังไง ตามปรัชญาที่ว่า "Dev มันบอกอะไรก็เขียนได้แหล่ะ แต่คนที่จะตรวจว่ามันเขียนได้จริงรึเปล่าคือ QA"

อีกเรื่องที่ประทับ ใจคือการทำงานที่ตรงกับ life style มาก คือใส่ชุดอะไรไปทำงานก็ได้ เข้างานสายได้ ทำงานให้เสร็จก็พอ ..​ แถมทุกวันตอนบ่าย 3 จะมีผลไม้สดๆ มาให้กินทุกวันที่กลางบริษัท และทุกคนก็จะออกมายืนกินผลไม้ พร้อมคุยเล่นกันทุกวันเวลานี้ (เป็นวิธีลดความเครียด, เพิ่ม productivity และเพิ่มความสัมพันธ์ในทีมที่แยบยลมาก)

เช้าของวันจันทร์ หลังจากที่ลง bts แล้วผมก็เดินใส่หูฟัง iPod มาฟังเพลงด้วยอารมณ์ดีตามปกติ ..​แต่แล้วพอมาถึงหน้าบริษัทก็พบว่า ..​บริษัทปิดแล้ว !!

ภาพที่เห็น คือทุกคนนั่งกันอยู่บนพื้นหน้าประตูทางเข้าที่มีโซ่คล้องและล็อคประตูอยู่ หลังจากนั้นไม่นานเจ้าของบริษัทซึ่งเป็นฝรั่งก็เข้ามา พร้อมอธิบายทุกคนว่าเกิดอะไรขึ้น ..​
  • บริษัทพอใจกับการทำงานของทุกคนมาก
  • แต่เนื่องจากเศรษฐกิจที่อเมริกาไม่ค่อยดี และต้องการลดค่าใช้จ่ายอย่างรุนแรง
  • บริษัทเลยตัดสินใจ outsource งานทั้งหมดไปที่อินเดียแทน
  • จะว่าไปทุกคนก็พอจะรู้สึกแปลกๆ ตั้งแต่มีทีมงานจากอินเดียมาเดินไปเดินมาในบริษัทเดือนนึงแล้ว
  • เครื่องของทุกคนถูกฟอร์แมตหมดแล้วตั้งแต่คืนวันศุกร์ที่แล้ว (อ๊ากก ไฟล์เพลงและรูปของช้านนน)
  • จง อย่าตกใจ เพราะเราจะจ่ายค่าชดเชยให้กับทุกคนตามกฏหมาย และบวกค่าตกใจให้เล็กน้อย .. ซึ่งตรงนี้ก็ต้องปรบมือดังๆ ให้กับเจ้าของบริษัทด้วยที่แสดงสปิริตชดเชยเงินต่างๆ ให้ (บางคนได้มากถึง 12 เดือน) แทนที่จะหนีไปเลยก็ทำได้
  • หลังจากนี้ขอให้ทุกคนไปรับกล่อง 1 ใบ และเดินไปเก็บของที่โต๊ะ (แต่มีเจ้าหน้าที่เดินตามประกบ)
  • แล้วก็มารับเช็คช่วยชาติ .. เอ๊ย .. เช็คค่าตกใจ
  • หลังจากนั้นก็กลับบ้านได้แล้ว ..​วันนี้ไม่ต้องทำงาน (เพราะไม่มีงานให้ทำแล้ว)
ด้วย ความตกกะใจ และช็อคอย่างรุนแรง ทำให้ทุกอย่างผ่านไปอย่างรวดเร็วแบบเบลอๆ .. ฟังภาษาอังกฤษแบบเบลอๆ .. เดินไปเก็บของที่โต๊ะลงกล่องแบบเบลอๆ .. รับเช็คแบบเบลอๆ ...

แต่ที่ไม่เบลอๆ คือหลังจากได้เช็คก็รู้ตัวทันทีว่าต้องวิ่งชายเดี่ยวร้อยเมตรไปขึ้นเช็คโดยด่วน !!

ภาพ ในตอนนั้นเหมือนที่เคยเห็นในหนังมากมาย ..​โดยเฉพาะภาพที่เดินถือกล่อง เก็บของบนโต๊ะทำงาน แล้วก็ลงมาโบก Taxi กลับบ้าน .. โอววว ..​ ดราม่าโคตรๆ

ด้วย ความเซ็งชีวิต หรือจะอะไรก็ไม่ทราบ ไม่รู้จะทำอะไรดี รู้แต่ว่าไม่อยากอยู่ที่นี่ ..​ ขโจชิจัดกระเป๋า นั่งรถไปหัวลำโพงคนเดียว ซื้อตั๋วรถไฟ ขึ้นเชียงใหม่รอบที่เร็วที่สุดเท่าที่จะหาได้ .. ไปใช้ค่าตกใจให้หายตกใจซักพักนึง

.....

มาถึงปัจจุบัน หลายต่อหลายคนก็มาทำงานอยู่ในบริษัทไอทีชื่อดังหลายต่อหลายที่ (มาอยู่ที่รอยเตอร์ก็หลายคน) และเราก็ยังติดต่อกันบ้างเป็นบางโอกาส .. แต่พอคิดถึงบรรยากาศตอนนั้นแล้ว จะว่าไปมันก็ทำให้ชีิวิตมีสีสันและก็สนุกไปอีกแบบเหมือนกันนะเนี่ย

พอกลับมาดูรูปแล้วก็ตลกดี เพราะทุกคนก็ดูยิ้มแย้มได้ เหมือนกับวันนี้เป็นวันเลี้ยงส่ง(ทุกคน) ยังไงอย่างงั้นเลย :)


ได้ซองกันแล้วก็ยิ้มได้


ช่วงแรกเศร้า แต่พอเก็บของกันแล้วก็เฮฮาได้


จบด้วยการเลี้ยงส้มตำ ส่งตัวเองกันทุกคนซะงั้น


Thursday, August 20, 2009

Hello UK - 1st day transition


ในที่สุดก็มาถึงน๊อตติงแฮมแล้ว จากการเดินทางอันแสนยาวนาน โดยวันแรกนี้หลังจากเข้าถึงที่พักแล้วก็ได้เดินดูที่เมืองรอบๆ แล้วก็เตรียมพักผ่อนเพื่อเตรียมตัวไปทำงานในวันรุ่งขึ้น (มาทำงานๆ ไม่ได้มาเที่ยวนะขอบอก)

ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยมีเวลาอัพบล็อคหรือทำอะไรส่วนตัวเท่าไหร่ เลยขออัพรูปแทนแล้วกันนะ คิดว่ารูปก็น่าจะพอแทนเรื่องราวต่างๆ ได้เหมือนกับเขียนบล็อคเลย (ถ่ายแหลก ไม่เน้นมุม แสง สี หรืออะไรทั้งสิ้น) เนื่องจากยังเหนื่อยๆ จากการเดินทาง พร้อมอาการ Jet-Lag ไม่หาย ก็จะเห็นว่าหน้าตาโทรมมากมาย

อากาศที่อังกฤษกำลังดี แดดออก ไม่มีฝนหรือเมฆมากเท่าไหร่ กลางวัน 20 -25 "c กลางคืน 10 - 16 "c แต่ก็ยังหนาวมากสำหรับคนขี้หนาวอย่างขโจชิ เจอลมหนาวเข้าไปตัวสั่น วิ่งเข้าไปเปลี่ยนเสื้อซ้อนกันสามชั้น เดินกอดอก ปากสั่น ไม่อายเด็กฝรั่งที่มันแก้ผ้าเล่นน้ำอยู่เลย

แต่ก็นับว่าเป็นทริปที่น่าตื่นเต้นมากๆ เดินไปไหนก็มีแต่ของแปลกตา และฝรั่งเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด (ก็แน่ล่ะ) ไม่รู้ว่าอยู่ไปนานวันเข้าจะเริ่มหมดความตื่นเต้นหรือเปล่า แต่ยังไงซะก็เป็นประสบการณ์ที่เยี่ยมมากๆ เลย .. ซุโกยยยยยยยยย