Friday, September 25, 2009

My Desk .. before and after

Fri. 14 Aug 2009

Before ..



then .. 35 day after ..

Mon. 21 Sep 2009





What the ...

Wednesday, September 23, 2009

Live - @London


Raise your hand if you missing me :D
Send from my iPhone


Monday, September 21, 2009

Live @Bangkok ^ ^


I'm homeeeeeeeee




Sent from my iPhone


Sunday, September 20, 2009

Live @Fiumicino Airport, Rome



My bag's zipper is broken ( the lovely free bag from reuters ) .. and I cannot put everything inside. There's a plastic packing service in the airport but the price is incredible expensive (8 euro ~= 400 bath).

So that I decide to buy a cheap tape pack and do it my self (DIM) .. ho ho .. now I got my brand new Mummy bag from reuters :D

sent from my iPhone


Saturday, September 19, 2009

Live @Pisa


Ciao,

While everyone does the same act, so that I decide to do the opposite.

To reach the top of the most famous tower in the world was such a great experience.

If you guys following all my journey. Did you notice something ?

I do following the movie "Dear Galileo" .. from London, Paris, Rome and then Pisa at the end. (but I miss Venice and Stonehenge)

Sent from my Mac



ps. I did not drop anything from the tower (security would killing me).
ps2. Please don't try to guess what I prey at top of the tower :P


Friday, September 18, 2009

Live - I'm still alive @Nottingham


I'm still alive !!
But so tired .. 4 hr in airport .. 12 hr fly .. 1 hr boarding .. 3 hr on the road .. and 1 hr find the way into apartment.

btw, Nottingham narw makkkkkkkkkkkk

Sent from my iPhone


Live @Rome



Ciao,

I'm here in Rome, Italy.

Behind me is one of the seven wonders, Colosseum.

It's look incredible and I can't believe that it was built by human.

Sent from my Mac


Backpack Europe - Day #0

#เขียนเมื่อวันที่ 11 Sep 2009

last day in uk

ย้อนกลับไปตอนที่กำลังฝันเฟื่องเรื่องที่อยากไปเที่ยวที่นั่น อยากไปเที่ยวที่นี่ ซึ่งหลายต่อหลายที่มันก็อยู่ในยุโรป .. และเมื่อโอกาสที่ได้มาที่ยุโรปเป็นจริง ความคิดบางอย่างก็ลอยขึ้นมาว่า "ทำไมเราไม่ไปเที่ยวในที่ๆ เราฝันเอาไว้ล่ะ ?"

ปัญหาหลักของงานนี้คือเรื่องเงิน .. แน่นอนว่าการไปเที่ยวคนเดียว ค่าใช้จ่ายย่อมสูงกว่าการไปทัวร์หรือไปเป็นกลุ่ม ไหนจะค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าเข้าไปดูที่นั่นที่นี่ .. แถมเส้นทางที่เราจะไปก็เป็นเมืองที่ขึ้นชื่อว่าค่าครองชีพแพงที่สุดในโลกอัน ดับต้นๆ .. สุดท้ายพอบวกลบคูณหารแล้ว มันก็เกินไปที่เราจะต้องมาจ่ายเงินขนาดนั้นเพื่อเที่ยวคนเดียว

เพราะงั้นเพื่อประหยัดงบ และนี่ก็เป็นการเที่ยวเอามันส์คนเดียว มันก็เลยกลายเป็นการเที่ยวแบบแบ็คแพ็คย่อมๆ ซึ่งตลอดแผนการเที่ยวนั้น ก็มีหลายต่อหลายแผนที่ออกจะหลุดโลก และก็น่าหวาดเสียวว่าจะมีชีวิตกลับมาเมืองไทยได้รึเปล่า ..​ เช่น
  • เริ่มจากการตั้งงบไว้ก่อน แล้วก็ค่อยๆ แจกแจงเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ เน้นประหยัด ปลอดภัย ไปให้ครบอย่างที่อยากไปเป็นพอ
  • ขึ้นรถไฟฟ้าวันนึงไม่เกิน 3 ครั้ง นอกนั้นเดินเอา ไกลแค่ไหนก็ต้องเดิน
  • กินได้ไม่เกินวันละ 12 Euro (แค่โค้กก็ 2 euro แล้ว) .. มื้อไหนกินแพงมื้อต่อไปก็ต้องกินถูก ไม่ก็ต้มมาม่ากิน
  • จองตั๋วแบบที่คืนไม่ได้ เลื่อนไม่ได้ จะได้ราคาถูกสุด .. เพราะงั้นถ้าพลาดการเดินทางตรงจุดไหน ทุกอย่างที่เหลือก็จบไม่ได้ไป .. กลับบ้าน
  • ไม่มีหนังสือนำเที่ยวหรือแผนที่ ใช้ google map + internet แล้ว print แหลกเอา
  • จัดกระเป๋าให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะคงต้องแบกเป็นระยะๆ
  • เดินทางด้วย Low Cost Airline ล้วนๆ และไปต่อที่รถไฟชั้นราคาถูกสุดเป็นบางโอกาส
  • ไปนอนสนามบินเพื่อได้ขึ้นเครื่องตอน 7 โมงเช้า
  • พักที่ Hostel ทั้งหมด .. Hostel ไม่ใช่ Hotel .. ที่แรกนอนห้องนึงมี 4 คน .. ต่อมานอนห้อง 10 คน และสุดท้ายจะต้องนอนห้องที่มีถึง 18 คน
หลายคนฟังโปรแกรมแล้วบอกว่าบ้า .. แต่ก็จองทุกอย่างไปแล้ว และก็ไม่ได้บอกใครเพราะกลัวเป็นห่วง แต่ยังไงซะก็คิดว่าทุกอย่างน่าจะผ่านไปได้ด้วยดี .. จริงๆ มันก็น่าสนุกดีไม่ใช่เหรอ ตามคติประจำใจที่ว่า จะทำอะไรก็ทำให้มันสุดๆ ไปเลย

จะว่าไปก็เริ่มอายุมากแล้วสิเนี่ย ถ้าแก่ไปกว่านี้ก็คงจะไม่มีโอกาส เพราะงั้นจะทำอะไรก็รีบทำเมื่อเวลายังมีและแรงกายยังไหว

พรุ่งนี้แล้ว .. ลุย !!

สู้โว้ย !!



Thursday, September 17, 2009

Live @Louvre Museum


To visit Louvre Museum was my first objective in Paris. Today I take metro train to there but I just notice something that ... today the museum is CLOSE !!

I just realize that Louvre Museum is close on every tuesday. (my fault, not to check it before)

I'm really sad cause it's my last day in Paris and I can't get in one of my dream.

mission fail.

:(

sent from my iPhone


Wednesday, September 16, 2009

Live @Paris


Bonjour,

Je Aimer Paris :)

Sent from my iPhone


Tuesday, September 15, 2009

Hallo Netherlands



ในที่สุดก็มาถึงที่ เนเธอร์แลนด์แล้ว จากการเดินทางอันแสนเหน็ดเหนื่อย เนื่องจากคืนก่อนๆ ก็ไม่ค่อยได้นอน แล้ววันที่ขึ้นเครื่องต้องมานอนที่สนามบินอีก เลยทำให้มีอาการเหนื่อยและโทรมสุดๆ พอถึงด่านตรวจคนเข้าเมือง ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่คงมองว่าไอ้นี่มันกระเกรี่ยงแอบเข้าประเทศแน่ เลยเรียกตำรวจมาพาไปสอบสวนในห้อง .. ซวยแน่แล้วตู

เหมือนในหนัง ข้างในก็มีชาวต่างด้าวที่หน้าตาน่าสงสัยทั้งหลาย .. ไปถึงก็ให้นั่งกับใครก็ไม่รู้ รอไปเกือบ 30 นาที กว่าจะเรียกเราเข้าไปคุย .. พอคุยถามว่ามาจากไหน จะพักที่ไหน พอเอาที่อยู่พี่ชาย กับเบอร์มือถือให้ดู พร้อมบอกว่า เนี่ย นั่งรออยู่ที่ Burger King พี่ชายทำงานที่สนามบินนี้ด้วย .. เลยได้ออกมาอย่างง่ายดาย (เส้นใหญ่จริง)

เหนื่อยกายเหนื่อยใจ .. แต่พอมาถึงแล้วก็ได้เจอน้องจีโน่ หลานชายสุดที่รักที่ไม่ได้เจอกันมาตั้งหลายเดือน พอเจอหน้าแล้วเดินเข้ามาทักทาย ..

"อาเจ็คเอ็ม สวัสดีค๊าบบบบบ"

โอ๊ยยย .. หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง .. เด็กอะไร น่ารักจริงๆ เลย

เฮียเอ (พี่ชาย) กับพี่ดาว (พี่สะใภ้) ย้ายมาอยู่ที่นี่ได้ 4 เดือนกว่าแล้ว และก็พักอยู่ที่บ้านในเมือง Leiden ไม่ไกลจากที่ Amsterdam มากนัก วันแรกได้พาไปจ่ายตลาด ขึ้นรถเมล์ ขี่จักรยาน พาจีโน่ไปสนามเด็กเล่น ดูวิธีการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่

ส่วนวันที่สองเราไปที่ๆ ใครมาเนเธอร์แลนด์ก็ต้องพลาดไม่ได้ นั่นก็คือที่ Kinderdijkหรือแดนกังหันลม ซึ่งเป็นทั้งสัญลักษณ์ของประเทศ และเป็นมรดกโลกอีกด้วย หลังจากนั้นเราก็ไปต่อกันที่เมืองจำลอง Madurodam ซึ่งพี่ชายให้เหตุผลที่พามาว่า เนื่องจากเวลาที่มาเที่ยวมีน้อย เพราะงั้นเลยพามาเมืองจำลอง ก็ถือซะว่าได้เที่ยวรอบทั้งประเทศแล้วภายในเวลา 1 ชั่วโมง ^___^"
  • เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่แปลกมาก ประชากร 17 ล้านคน แต่มีจักรยาน 16 ล้านคัน
  • คนนิยมขี่จักรยานมากจนต้องมีเลนส์จักรยานในถนน แทบทุกสาย
  • จักรยานเป็นใหญ่ ใครขับรถชนจักรยาน ผิดเสมอ
  • ประเทศนี้มองไปทางไหนก็เป็นที่ราบเรียบ พื้นที่ส่วนใหญ่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล เพราะงั้นจึงต้องมีระบบชลประทานและเขื่อนที่ดีเยี่ยม .. กังหันลมก็เป็นหนึ่งในวิธีจัดการกับน้ำ (ใช้วิดเอาน้ำจากที่ต่ำขึ้นไปที่สูงได้)
  • คนที่นี่จึง เก่งมากเรื่องการเอาตัวรอดจากความยากลำบาก
  • ไม่น่าเชื่อ ว่าจะเป็นประเทศที่สร้างบริษัทใหญ่ระดับโลกจำนวนมาก อย่างเช่น Unilever, Fortis, ABN, ING group, KPMG, Philips, TNT และเบียร์ขวัญใจ Heineken
  • แน่นอนว่าที่นี่ Heineken ราคาถูกกว่าน้ำเปล่า .. สวนรสชาติก็คล้ายๆ กับที่เมืองไทย แต่จะนุ่มกว่า
  • อีกเรื่องคือคนที่นี่เคารพสิทธิตัวเอง มาก พี่ชายขับรถไปขวางทางเข้าบ้านนิดเดียว เรียกตำรวจมาออกใบสั่งทันที .. ถ้าเป็นเมืองไทยคงแค่เขียนกระดาษบอกหน้ารถเฉยๆ
อากาศ ที่นี่ก็ยังคล้ายๆ ที่อังกฤษ คือเอาแน่เอานอนไม่ได้เลย ฝนตกได้ตลอดเวลา และก็เริ่มจะหนาวขึ้นเรื่อยๆ

ดีใจที่ได้เจอพี่ชายและ ครอบครัว .. จีโน่ก็ยังน่ารักเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน :)


Sunday, September 13, 2009

When I have to sleep in Airport ..


เรื่อง มันก็มีอยู่ว่า .. ในระหว่างที่กำลังวางแผนไปเยี่ยมพี่ชายที่เนเธอร์แลนด์อยู่นั้น ก็พบว่ามีสายการบินราคาถูกอยู่ไม่กี่รายที่บินตรงจากลอนดอนไปถึงที่ อัมสเตอร์ดัม และที่ราคาถูกที่สุดคือสายการบิน EasyJet .. แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า เที่ยวบินที่ออกช่วงเช้ามี 3 เที่ยวคือ
- 7 โมงเช้า ราคา 50 ปอนด์
- 10 โมงเช้า ราคา 115 ปอนด์
- 11 โมงเช้า ราคา 125 ปอนด์

ซึ่ง ถ้าดูจากตัวเลือกข้างบน แน่นอนว่าคงไม่ยากเลยที่จะเลือกซื้อตั๋วรอบ 7 โมงเช้า (ประหยัดไปได้เกือบ 3,000 บาท) ..​ แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าถ้าเราเลือกรอบ 7 โมงเช้า นั่นหมายความว่าเราต้องมาถึงสนามบินตี 5 เป็นอย่างช้า .. แล้วเราก็ไม่ได้พักกันอยู่ที่ลอนดอน และรถไฟเที่ยวสุดท้ายที่ออกจากน๊อตติงแฮมรอบเช้าสุดคือตี 5.10 เพราะฉะนั้นเราจึงไม่มีทางขึ้นเครื่องได้ทัน

ปิ๊ง !! ทุกปัญหามีทางแก้ .. ก็ในเมื่อเราหาวิธีไปขึ้นเครื่องตอนเช้าไม่ทัน ..​งั้นเราก็ไปนอนที่สนามบินมันซะเลยในคืนก่อนหน้านั้นสิ !! ... แล้วก็คิดในใจว่า "วะฮะฮ่า เรานี่ช่างเก่งจริงๆ เลย"

เวลาผ่านไป .. จนวันนั้นก็มาถึง และแล้วก็ต้องมานั่งทบทวนไอเดียอันบ๊องๆ ของตัวเองว่า .. เฮ้ย .. เอาจริงเหรอ(วะ)

จะ ว่าไปเราก็เคยเห็นกันอยู่บ่อยๆ จากในหนัง แล้วก็เวลาไปสุวรรณภูมิก็เคยเจอฝรั่งนอนขดๆ อยู่บนเก้าอี้ยาว .. แต่เฮ้ย นี่มันอังกฤษนะ ตอนกลางคืนหนาว 13 องศาเป็นอย่างมาก แถมไม่รู้จะเจออะไรบ้าง ทั้งขโมย ไม่มีที่นอน หรือแม้แต่รปภ.อาจจะเข้าใจผิดไล่ให้ไปนอนข้างนอกขึ้นมาทำไง

แต่ สุดท้าย มารู้สึกตัวอีกที ตัวเองก็ยืนอยู่หน้าสนามบิน Gatwick ในลอนดอนซะแล้วสิ .. เอาไงดีวะ .. เออ ลุยเลย มาทั้งทีอย่าให้เสียชาติเกิด ใครๆ เค้าก็ทำกัน (รึเปล่า) .. ว่าแล้วก็เดินเข้าไปในสนามบินเวลากำลังดี คือเที่ยงคืน

เนื่องจากเป็นสนามบินนอกเมืองและ ไม่ใช่สนามบินหลักของประเทศอย่างที่ Heatrow ก็เลยแทบจะเป็นสนามบินร้างในตอนกลางคืน ไม่มีพนักงานทำงานอยู่เลย ร้านค้าเปิดอยู่แค่ 2 ร้านเล็กๆ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น .. มันอยู่ที่ว่าจะมีที่ให้เรานอนได้รึเปล่า

เดินไป เดินมา ในที่สุดก็เจอที่หลับนอนของเหล่านักเดินทางผู้รู้ประหยัดเงิน (งก) นอนเรียงกันบนเก้าอี้ยาว เบื้องหน้ามีประมาณ 10 กว่ารายได้ อืมไม่เลวเลย อย่างน้อยถ้ามีอะไรก็มีพวกเดียวกันอยู่ไกล้ๆ ถือว่าเป็นการนอนในสนามบินแบบสวิงกิ๊งหมู่
  • เก้าอี้แข็งมาก นอนไม่สบาย แต่ก็ยังดีกว่านอนพื้น
  • อากาศหนาวเย็นอย่างที่คิดไว้ ต้องใส่เสื้อกันหนาวอย่างหนา
  • มีแสงไฟส่องที่หน้าตลอดเวลา แต่ก็ไม่ค่อยมีปัญหามากสำหรับคนหลับง่าย
  • เรื่องความปลอดภัย สำหรับที่นี่ไม่ค่อยน่าเป็นห่วงเพราะมีรปภ. นั่งไขว่ห้าง จิบกาแฟ มองไอ้พวกนี้อย่างสบายอารมณ์
สรุป คือหลับไม่ค่อยสบาย มีอาการตื่นอยู่เป็นพักๆ และก็หนาวเหน็บไปทั้งทรวงเพราะไม่มี Heater .. แต่เอาน่า ครั้งนึงในชีวิต จะว่าไปมันก็สนุกดี .. เอาน่า การเดินทางเพิ่งเริ่มขึ้น

ชั้น 2 ของสนามบิน Gatwick .. มีมุมให้จับจองได้


คนนี้เตรียมมาอย่างดี มีผ้าห่มหลายชั้น คลุมได้ทั้งตัว


คู่นี้น่ารักดี ผู้ชายอย่างหนังสือเฝ้าของ ให้ผู้หญิงนอนตัก


อีตามาช้า ไม่มีที่นอน ก็เลยเอามันตรงนั้นเลยละกัน


ของกินยามดึก ขนมปัง(ไม่อร่อย)กับน้ำเปล่า 2.7 ปอนด์ (~154 บาท)

สภาพขโจชิ นอนแบบนี้แหล่ะคับผม .. หลับสบายดีเหมือนกันนะ



Friday, September 11, 2009

Life in UK#2 [Video]

Video Link

เนื่องในโอกาสอยู่มาครบ 25 วันแล้ว และก็พอดีวันนี้วันที่ 9/9/09 พอดี (วันที่ตัดต่อ)

โดยปกติจะถ่ายวิดีโอเก็บไว้ดูเล่นทุกวันอยู่แล้ว
ก็เลยลองทำเอ็มวีจากคลิปที่มีอยู่เล่นๆ มาอันนึง ถึงการใช้ชิวิตในช่วงเดือนที่ผ่านมา
ทีแรกกะจะให้ดูสนุกขำๆ
แต่ไปๆ มาๆ
ทำไมกลายเป็นดูชีวิตต้องสู้ .. ก็ไม่รู้

จริงๆ ไม่ได้ลำบากอะไรขนาดนั้น บริษัทให้มากินดีอยู่ดี
เพียงแต่ก็ต้องทำอะไรหลายๆ อย่าง
มันก็เลยดูลำเค็ญเล็กน้อย

ดูไปดูมาก็รู้สึกว่า .. มาคราวนี้ได้อะไรกลับไปเยอะเหมือนกัน
รู้สึกดีใจที่ได้มาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ซักพักใหญ่ๆ

แต่ตอนนี้ .. คิดถึงเมืองไทยแล้วสิ




Tuesday, September 08, 2009

Tour Manchester & Old Trafford


จริงๆ ตั้งใจจะอัพรูปที่ไปดูบอลเมื่ออาทิตย์ก่อนแล้วแต่พอดีว่าวันที่ไปดูบอลนั้น ทางสนามไม่เปิดให้เข้า Stadium Tour .. ก็เลยเศร้า .. ว่าแล้วก็เลยตัดสินใจขึ้นรถไฟไปที่เมือง Manchester อีกครั้งนึง เพื่อไปดู Stadium Tour อย่างเดียวโดยเฉพาะ (หลายคนแถวนี้บอกบ้า) ก็เลยได้ถือโอกาสเที่ยวเมืองไปในตัว

เรื่องราวของสองวันนี้เยอะมาก เลยแยกอัพบล็อคอีกที่นึงแทน

--> Blog - พาเที่ยวแมนเชสเตอร์และโอลด์แทรฟฟอร์ด

รูปเยอะมหาศาล ดูกันจนตาแฉะ




พาเที่ยวแมนเชสเตอร์และโอลด์แทรฟฟอร์ด




Link - Picture Gallery Tour Manchester & Old Trafford

Sat. 29/8/2009

หลังจากที่อาทิตย์ก่อนเกือบตกรถไฟไปลอนดอน มาคราวนี้เราเลยตื่นเช้ากว่าปกติเพื่อความชัวร์ แต่แล้วก็มัวแต่โอเอ้ จนเกือบจะตกรถไฟเหมือนเดิม -_-"

ผู้ร่วมทางคือน้องอาร์ท ผู้เตรียมจองรถไฟ โรงแรม และก็การเดินทางไว้เป็นอย่างดี แต่ไม่วายแผนการต้องสะดุด เพราะ Metrolink (รถไฟที่วิ่งไปมาในเมือง) หยุดทำการซ่อม เลยต้องหาวิธีเดินทางกันใหม่ โดยเราใช้วิธีขึ้นรถ Bus แบบ One-day ไม่จำกัดเที่ยวแทน ราคา 3.5 ปอนด์

แมนเชสเตอร์เป็นเมืองใหญ่และสำคัญลำดับที่สองของอังกฤษ รองลงมาจากลอนดอนเลยทีเดียว เป็นศูนย์กลางการเดินทาง ซื้อขาย และการศึกษา มีคนอยู่กว่า 3 ล้านคน เป็นต้นกำเนิดของวงดนตรีชื่อดังหลายวง อย่าง Oasis, Take That .. แล้วก็ยังมีสโมสรฟุตบอลที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกอย่างทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ต (อ้างอิงจาก wikipedia นะ ..​ อิๆ)

เราเข้าพักโรงแรมย่านนอกเมือง เพราะประหยัดงบ และก็คิดว่าคงไม่ได้ไปไหนหลังบอลจบ .. หลังจาก check in เรียบร้อยก็ออกเดินทางไปที่สนามกันเลย

สนาม Old Trafford หลายคนอาจจะงงว่าทำไมชื่อต้องมีคำว่า Old (เก่า) ..​แสดงว่ามันมี New Trafford ด้วยรึเปล่า .. จริงๆ คือเป็นชื่อของย่ายที่สนามตั้งอยู่ ชื่อย่าน Old Trafford ซึ่งเทียบกับบ้านเราก็แถบเมืองเก่า และถ้าเดินถัดไปไม่ไกลก็จะถึงย่าย Trafford หรือย่านเมืองใหม่


เมื่อไปถึงเราสองคนยืนตกตะลึงกับความใหญ่โตของสนาม ทั้งที่คาดไว้แล้วว่ามันต้องใหญ่อลังการมากแน่ๆ ..​แต่นี่มันใหญ่จริงๆ แทบจะตะโกนออกไปเลยว่า "ใหญ่จังโว้ยยยย" .. จากนั้นก็รีบถ่ายรูปตามมุมต่างๆ ด้วยความตื่นเต้น โชคดีที่มาเร็วและคนยังไม่เยอะเท่าไหร่ .. เดินซื้อเสื้อแล้วก็ของฝากเยอะเลย .. ผมตัดสินใจซื้อหนังสือโปรแกรมการแข่งขันที่พิมพ์มาเฉพาะนัดนี้โดยเฉพาะ ราคา 5 ปอนด์ .. หลังจากนั้นก็ไปรับตั๋วที่จองผ่านเว็บไว้ ซึ่งตั๋วก็ใส่ซอง มีชื่อเรากำกับเอาไว้อย่างดี พอเปิดซองออกมาก็พบว่า มีตั๋วบอล พร้อมกับ Gift Voucher เพื่อให้ไปรับหนังสือโปรแกรมการแข่งขันที่เพิ่งซื้อมาเมื่อกี้ ฟรี ..​ 2 เล่ม -_-" (แล้วเมื่อกี้ตูซื้อมาทำไม)



ก่อนแข่งเราไปยืนรอดูที่จุดจอดรสบัสที่จะพานักเตะเข้ามาในสนาม ..​รออยู่ 1 ชั่วโมง พอรสบัสมา ปรากฏว่ามันขับเก่งมาก มันขับรสบัสไปจอดเอาหน้าติดกับประตูทางเข้าเป๊ะเลย ไม่มีทางถ่ายรูปได้เลย .. อืม จอดเก่งจริงๆ เลยนะตัวเอง

วันนี้คนเยอะมาก ตำรวจก็เยอะ ทหารม้ามีประมาณ 8 ชุดได้ .. เราได้ที่นั่งฝั่ง East Stand นั่งบนมากๆ ทีแรกแอบเซ็ง แต่พอเข้าสนามแล้ว ไม่น่าเชื่อว่านั่งไกลๆ แต่ยังมองเห็นได้ชัดมาก ดูออกเลยว่าใครเป็นใคร แล้วที่นั่งก็ไม่มีบังกันเลย ต้องยกนิ้วให้คนออกแบบสนามจริงๆ
  • ก่อนแข่งเราแวะไปเพิ่มความสนุกด้วยการพนันบอลที่ร้าน Ladbrokes แทงว่าแมนยูจะชนะ คนละ 5 ปอนด์ แล้วก็เพิ่มว่ารูนี่กับเบอร์บาตอฟจะยิงคนแรกอีก 1 ปอนด์ (การพนันเป็นสิ่งผิดกฏหมาย ..​แต่พอดีที่อังกฤษ มันถูกกฏหมาย ..​อิ)
  • จบครึ่งแรกเราโดนนำอยู่ 1 ลูก .. เป็นนาทีที่รู้สึกนรกแตกมาก เพราะมันคงเป็นครั้งแรก ครั้งเดียว และอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้มาดูแมนยูในสนามแห่งนี้ ..​และความทรงจำหนึ่งเดียวนั้นคือการแพ้อาร์เซนอลในบ้าน .. มันคงจะแย่เอามากๆ เลย
  • นาทีนั้นหน้าเพื่อนๆ ที่เมืองไทยก็ลอยมา ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เยอะเย้ย ..​ ขนาดอยู่เมืองไทย นัดไหนแมนยูแพ้นี่ sms , email หรือโต๊ะที่ทำงานก็จะเป็นที่สนุกสนานของทุกคน .. คือวันนี้ถ้ามันโทรมาได้มันคงโทรมากันหมดแล้ว
  • นอกจากนั้นแฟนอาร์เซนอลกว่า 4,000 คนก็นั่งอยู่แสตนด์ข้างๆ พวกเรานี่เอง .. ร้องเพลงด่าแฟนผีกันสนุกปากเลย
  • จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ครึ่งหลัง พอเรายิงคืนได้ ..​และก็ขึ้นนำใน 5 นาทีต่อมา ..​ ทั้งสนามถึงดีใจกันแทบบ้าขนาดนั้น
  • ฟังเพลงเชียร์ที่ฝรั่งร้องจนร้องเองได้ .. ส่วนใหญ่จะเป็นเพลงด่า หยาบคาย แต่ฮาขั้นเทพ
  • "Oh they cheated .. shame on you Arsenal .. whoa aoooo" , "Get the f_ck off 1-0 arsenal .. yeah aheaa" , "Standup if you hate arsenal .. stand up !! stand up!!" ( ทั้งหมดคือเนื้อเพลง .. มันร้องเป็นเพลงได้จริงๆ นะ)
  • จบเกมส์เรายืนถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน แต่รปภ. ก็รีบให้ทุกคนออกจากสนามให้หมด ภายใน 10 นาทีสนามก็โล่ง ไร้ผู้คน .. ซึ่งมารู้ทีหลังว่านักเตะจะวิ่งออกมาวอร์มดาวน์กัน เลยต้องกันคนออกไป
เราไปแวะกินข้าวในเมืองกัน ชื่อร้าน Rice มื้อนี้ขอฉลองชัยชนะด้วยข้าวราดแกงเขียวหวาน (อาจจะฟังดูน่าอนาถ แต่ข้าวเป็นของแพงในประเทศนี้) แล้วก็พากันกลับไปนอนฝันดี ได้ไปดูแมนยูในสนามจริงๆ แถมชนะด้วย ..​ นอนตายตาหลับ



Sat. 5/9/2009

จริงๆ ตั้งใจจะอัพรูปที่ไปดูบอลเมื่ออาทิตย์ก่อนแล้วแต่พอดีว่าวันที่ไปดูบอลนั้น ทางสนามไม่เปิดให้เข้า Stadium Tour .. ก็เลยเศร้า .. ว่าแล้วก็เลยตัดสินใจขึ้นรถไฟไปที่เมือง Manchester อีกครั้งนึง เพื่อไปดู Stadium Tour อย่างเดียวโดยเฉพาะ (หลายคนแถวนี้บอกบ้า) ก็เลยได้ถือโอกาสเที่ยวเมืองไปในตัว


  • วันนี้รถรางก็ยังปิดซ่อมอยู่ และรสบัสที่เคยนั่งก็เปลี่ยนเส้นทาง ทำให้เดินหลงอยู่เป็นชั่วโมงกว่าจะหาทางไปสนามได้
  • วันนี้คนเยอะเหมือนกัน โชคดีที่จองทัวร์ออนไลน์เอาไว้ เลยได้รอบ 12.00 น. บัตรราคา 13 ปอนด์
  • Museum ของแมนยูใหญ่มาก ขนาด 3 ชั้น มีทุกอย่างตั้งแต่เสื้อแข่ง ประวัติสโมสร แบบจำลองสนาม ไปจนถึงถ้วยรางวัล ..​ ที่ชอบคือมีที่จำลองห้องทำงานของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันไว้ด้วย แล้วก็ฉายภาพท่านเซอร์มายืนพูดเป็นเฮโลแกรม 3 มิติ ไฮโซ
  • คนพาทัวร์เป็นคุณลุงใจดีคนนึง พาเดินทัวร์รอบสนาม , ที่นั่งจุดต่างๆ ,​ ห้องพักนักเตะ พร้อมจุดที่น่าสนใจต่างๆ ตลอดการเดินทัวร์ ได้ความรู้อะไรใหม่ๆ เยอะเลย
  • เหตุที่สนามสร้างได้ใหญ่ขนาดนี้ เพราะช่วงสงครามโลก เคยโดนทิ้งระเบิดจนสนามพังไปเกือบหมด จนต้องทุบทิ้งสร้างใหม่ ก็เลยทำให้ได้วางแผนสร้างที่มีพื้นฐานที่ดีกว่าสนามอื่นๆ ในอังกฤษ สามารถต่อเติมให้ใหญ่ได้ขนาด 90,000 ที่นั่ง (ปัจจุบัน 76,000 ที่นั่ง)
  • เหตุการณ์เครื่องบินตกที่มิวนิคที่ทำให้เราเสียนักเตะไปถึง 8 คนและทีมงานอีก 15 คน เป็นเหตุการณ์สำคัญและจุดเปลี่ยนของทีม เลยมีอนุสรณ์ระลึกถึงเหตุการนี้อยู่ตามจุดต่างๆ ในสนาม
  • ข้างในสนามมีทุกอย่าง ระหว่างพักครึ่งสามารถออกมาซื้อน้ำ อาหาร ของว่าง หนังสือโปรแกรม หรือแม้แต่ร้านรับพนันก็มีอยู่ในสนาม
  • Season Ticket ของแมนยูราคาประมาณ 800 ปอนด์ แต่ต้องต่อคิวจองกันเป็นปีๆ กว่าจะได้
  • มีที่นั่งสำหรับนักข่าว , แขก vip , แฟนทีมตรงข้าม หรือแม้แต่ผู้พิการ แยกเป็นสัดส่วนชัดเจน
  • ช่วงที่มาทัวร์ พอดีมีฝนตกเล็กน้อย พนักงานรีบเอาเครนยักษ์ มาวางไว้บนหญ้ารอบๆ เพื่อฉายรังสีให้หญ้าแห้งและได้อุณหภูมิพอเหมาะ เพื่อหญ้าจะได้ไม่ตาย
  • ห้องแต่งตัวจะมีแค่เก้าอี้ให้นั่งรอบๆ ตรงกลางเป็นที่ผู้จัดการทีมวางแผน โดยใช้จอพลาสม่ายักษ์ พร้อมแท่นแม่เหล็กจำลองสนามอีก 10 ตัว สามารถดึงภาพการแข่งครึ่งแรกมาดูย้อนไปมาได้ทันที
  • ที่นั่งจะเรียกตามที่นักเตะเลือกว่าอยากนั่งกับใคร สนิทกับใคร (รูนีย์ นั่งข้างนานี่กับกิ๊ก ส่วนโอเว่นชอบนั่งข้างแอนเดอร์ซัน .. ส่วนสมัยก่อนเบ็คแฮมจะนั่งข้างแกรี่)
  • วันแข่งนักเตะจะขับรถมาที่สนาม นั่งคุยกัน แล้วก็นั่งรถบัสไปสนามซ้อม .. ตอนแข่งก็จะนั่งรถบัสมาที่สนามพร้อมๆ กัน ..​ แข่งเสร็จจะขับรถกลับเองตัวใครตัวมัน
  • จบการทัวร์ ได้เดินเข้าประตูลึกลับที่เชื่อมต่อกับข้างในสนาม เปิดออกมา ..​โอ้ ..​mega store นี่เอง (เป็นการจบทัวร์ที่ฉลาดมาก)
  • ของที่ Mega Store จะแพงกว่าข้างนอก (เป็นแบบนี้ทุกสนาม)
จบจากสนาม ไปเดินต่อทั่วเมือง รู้สึกวันนี้จะเดินเหมือนคนบ้า เพราะเดินรอบเมืองจริงๆ สุดท้ายไปจบที่ไชน่าทาวน์ แวะกินร้านอาหารไทยฉลองอดทนกินอาหารฝรั่งมาครบ 20 วัน ด้วยกระเพราไก่ ไข่ดาว กับน้ำมะนาวหนึ่งแก้ว เพื่อความสุขใจ



พอเก็บตังค์ก็ได้สุขใจจริงๆ เพราะมื้อนี้ทั้งหมดราคา .. 13.5 ปอนด์ ( ~770 บาท) !!


Friday, September 04, 2009

Google Code Jam 2009

ไม่รู้เป็นอาถรรพ์อะไร พอจะร่วมสนุกกับรายการนี้ทีไร มีอันต้องไปนั่งทำอยู่ต่างประเทศทุกที ปีที่แล้วก็นั่งทำตอนไปเที่ยวญี่ปุ่น ปีนี้นั่งทำที่อังกฤษ .. สงสัยปีหน้าได้นั่งทำที่อินเดีย .. 55

อ้อ .. เผื่อใครไม่รู้ .. Google Code Jam คือการแข่งขันเขียนโปรแำรม ที่กูเกิลจัด โดยจะเขียนด้วยภาษาอะไรก็ได้ ชิงรางวัลไป(เที่ยว)ที่สำนักงานใหญ่กูเกิลในอเมริกา และเงินรางวัล $5,000 .. ปีก่อนๆ จะมีรอบภูมิภาคด้วย อาจจะได้ตั๋วไปเที่ยวจีนฟรี

เนื่องจากอาชีพเขียนโปรแกรมค่อนข้างจะหาอะไรสนุกๆ ทำยากหน่อย .. เข้าแข่งกับชาวโลกปีละครั้ง ก็สนุกดีเหมือนกัน

  • รอบแรกให้เวลาทำ 24 ชั่วโมง 
  • ข้อแรกเรื่องแปลภาษาเอเลียน ไม่ยากเท่าไหร่ แค่ตัด string และหา pattern ให้ถูกก็ผ่าน ทำไป 30 นาที
  • ข้อสอง ยากเหมือนกัน เรื่องน้ำตกไหลลงมาจากที่สูง ให้แผนที่มา แล้วหาว่าน้ำจะตกไปทางไหน แล้วจะแบ่งภูมิภาคจากทางน้ำได้ยังไง .. คิดหลายตลบ ใช้กระดาษไปหลายแผ่น สุดท้ายก็ผ่านจะได้ ใช้เวลาไป 1 ชั่วโมง
  • ข้อสุดท้าย ยอมแพ้ ยากเกิน .. เรื่องหาความเป็นไปได้ทั้งหมดที่จะสร้าง string จำนวนนึง .. ก็พี่แกเล่นให้หากันในหลักร้อยล้าน -_-"
สรุปรอบแรกผ่านฉลุย ได้ 66 / 99 แต้ม (จะผ่านต้องได้ 33 ขึ้ันไป) อยู่ลำดับที่ 4,822 จาก ~11,000 คน

รอบสองวันที่ 12 ก.ย. นี้ .. รอดูกันต่อไป :)



Wednesday, September 02, 2009

เมื่อคนบ้าไปดูบอล [Man Utd 2-1 Arsenal]

Video Link

เกิดมาก็เพิ่งเคยดูบอลแบบจริงจังขนาดนี้เป็นครั้งแรก ..​ ดูบอลในสนามจริงต่างกับดูในทีวีลิบลับ

ครึ่งแรกเราโดนนำไปก่อน 1 ลูก .. บรรยากาศเครียดกันสุดๆ จริงๆ เพราะกองเชียร์อาร์เซนอลที่มากว่า 4,000 คนตะโกนร้องเพลงด่าและเยอะเย้ยเราเป็นระยะๆ .. การที่ทีมจะแพ้ในบ้านนี่มันเป็นเรื่องที่แย่จริงๆ

เริ่มครึ่งหลัง ทุกคนเครียดกันมาก และเชียร์กันสุดชีวิต ตะโกนแหกปากจนเสียงแหบไปหลายวัน ..​ จนเมื่อรูนีย์ ยิงลูกโทษเข้าไป ทุกคนในสนามกระโดดดีใจกันแทบบ้า เหมือนหลุดไปอยู่อีกโลกเลย

หลังจากนั้นอาร์เซนอลทำเข้าประตูตัวเอง ทำให้เราขึ้นนำ 2-1 .. อาการโล่งใจขึ้นเยอะ

ไม่วายช่วงท้ายเกมส์ ก็ต้องมาลุ้นจนช่วงต่อเวลา ..​ และแล้วก็โดนยิง นาทีนั้นหัวใจไปตกอยู่นรกชั้นไหนก็ไม่รู้ ทั้งสนามเงียบกริบ ..​ แต่พอกรรมการเป่าว่าเป็นลูกล้ำหน้า ทุกคนก็ดีใจกันยกใหญ่ ปานว่าได้แชมป์ไปแล้ว

สุดท้ายเราก็กลับมาชนะจนได้ 2-1 .. เป็นฟุตบอลนัดที่สนุก ตื่ืนเต้นที่สุดในชีวิต

ว่าแล้ว .. ไปดูคนบ้าสองคนนี้กัน

#ตัดต่อสลับกับที่ฉายทางทีวี เผื่อใครยังไม่ได้ดู ..​ อิ





Tuesday, September 01, 2009

Live @Anfield


This picture actually taken @Anfield



Sent from my iPhone