Tuesday, March 30, 2010

อยู่บำรุง

[ต่อไปนี้คือการบ่น]

ในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงที่รู้สึกเบื่อหน่ายกับตัวเองอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน เหตุผลก็สั้นมาก คือไม่สบายติดต่อกันมา 2 เดือนแล้ว

มันเริ่มมาจากการเจ็บคอ เพราะนอนน้อย กินไอติมบ่อยๆ .. ช่วงแรกอาการก็ไม่ได้มีอะไรมาก

จนเริ่มรู้สึกว่ามันเริ่มจะเจ็บมากขึ้นเรื่อยๆ เวลากินข้าวหรือน้ำเข้าไปมันบาดลึกเข้าไป จนทนไม่ไหวไปหาหมอ และก็ได้ยาแก้เจ็บคอมากิน -_-"

ช่วง2 อาทิตย์แรกยังลั้นลา วางใจว่าเดี๋ยวก็หาย ว่าแล้วก็ดันตบปากรับคำเพื่อนเก่าตัวดี ที่พาไปนั่งกินเบียร์ชิวบรรยากาศ .. นับตั้งแต่วันนั้น นรกก็มาเยือน

อาการเจ็บคอเริ่มหนักขึ้นมา จากเดิมที่เจ็บบ้างไม่เจ็บบ้าง มาเป็นเจ็บตลอดเวลา ช่วงตื่นเช้าขึ้นมาจะเจ็บทรมาณมาก มากจนน้ำตาไหลพรากๆ .. สุดท้ายต้องไปหาหมอโรงพยาบาลแบบจริงจัง หมอก็สั่งเด็ดขาดว่าต้องงดอาหารรสจัด ของทอด ของมัน ไอติม ฯลฯ พร้อมสั่งยาชุดใหญ่ ที่ดูจะโหดสุดคือยาฆ่าเชื้อขนาดเม็ดรักบี้

ช่วงที่เริ่มรักษาตัวอาการก็ดีขึ้นตามลำดับ แต่จุดหักเหก็มาเกิดอีกคือช่วงที่ต้องทำการบ้าน Software Studio 2 แบบไม่ได้หลับได้นอนเป็นเวลา 10 กว่าวัน .. ซึ่งยา กับการควบคุมอาหารไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย เพราะขาดการพักผ่อน

สุดท้ายหลังสอบเสร็จ ก็มีอาการแปลกๆ ที่ไม่เคยเจอคือทุกเช้าจะเจ็บทรมาณมากและบ้วนปากออกมาเป็นเลือดตลอด .. ซึ่งหลังจากกลับไปหาหมออีกครั้ง ก็โดนหมอด่าฉอดๆ ว่าไม่พักผ่อนก็ไม่มีทางหาย ซึ่งคราวนี้หมอจำเป็นต้องฉีดยาที่คอ เพื่อลดอาการอักเสปอย่างหนัก พร้อมให้ยาที่แรงกว่าเดิมเข้ามาอีก

การโดนฉีดยาพร้อมได้ยาชุดใหม่ ทำให้มีอาการข้างเคียงหลายอย่าง เริ่มตั้งแต่เจ็บหน้าอก รู้สึกปวดท้องเป็นระยะๆ ตาลายเวลาใช้สายตามากๆ และบางเช้าก็อ้วกออกมาซะงั้น

แต่ก็ยังโชคดีที่ไม่ต้องทำการบ้านแล้ว เลยได้มีเวลานอนพักผ่อนมากกว่าเดิม แต่ถึงจะเป็นอย่างงั้น มันก็ช่างหน้าหงุดหงิดตัวเองเหลือเกิน ..
  • ต้องพกยา 5-7 ซองไปไหนมาไหนด้วยตลอด
  • กินข้าวต้มไก่ ข้าวต้มกุ้ง ข้าวต้มปลา ก๋วยเตี๋ยว น้ำเปล่าอุ่นๆ ขนมปังรสจืด อาหารรสจืด เป็นเวลา 60 กว่าวันมาแล้ว
  • เข้านอนเร็วด้วยความหวังว่าจะหาย แต่ต้องตื่นเช้ามาพร้อมกับความทรมาณ
  • กินข้าวด้วยความเร็ว 0.25x จากปกติ เพราะเจ็บคอ จนต้องขอออกมากินข้าวคนเดียวตลอด เพราะไม่อยากให้คนอื่นๆ รอ
  • พูดไม่ค่อยได้ อยากหัวเราะดังๆ อยากตะโกนร้องเพลงก็ทำไม่ได้
  • สุดท้ายหมดความอดทน เลยตะลุยดูหนังแก้เครียดเมื่ออาทิตย์ก่อน .. ไม่ได้ช่วยให้หายเร็วขึ้นเลย แต่ก็หายเครียดลงได้บ้าง (ตามใจตัวเองบ่อยไปก็ไม่ดี)
โชคยังดี ที่ทุกคนรอบข้างให้กำลังใจและช่วยดูแล (แม้ตอนทำรายงานก็ยังงดส้มตำ หันมากินข้าวตามสั่งกัน)

ตอนนี้กำลังใจดี จะพยายามรักษาตัวให้หายโดยเร็ว .. อดทนๆ สู้ต่อไปๆ !!


Sunday, March 28, 2010

บ้านฉัน บนอากาศ โซนสีเขียว หัวใจถูกล็อค ตุ๊กตายาง

ในช่วง 10 ว่าวันที่ผ่านมาตระเวนดูหนังไป 5 เรื่อง ประกอบไปด้วย บ้านฉัน .. ตลกไว้ก่อน(พ่อสอนไว้), Up in the Air, Green Zone, The Hurt Locker, Air Doll

ด้วยความขี้เกียจเลยขอรวมรีวิวไว้ในบล็อคเดียว
[ ไม่ spoil ]



บ้านฉัน .. ตลกไว้ก่อน(พ่อสอนไว้)
  • เป็นหนังที่ทำ Trailer ได้ห่วย ตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับตัวหนัง ซึ่งดีอย่างเหลือเชื่อ
  • พอลล่าสวยมาก ดูแล้วเคลิ้ม
  • มองว่าคนที่แสดงดีที่สุดในเรื่องคือคุณจตุรงค์ มกจ๊ก ขอคารวะในฝีมือการแสดง
  • ระหว่างดูเป็นอะไรก็ไม่รู้ รู้สึกตัวเองแปลงร่างกลายเป็นต๊อก (พระเอกในเรื่อง)
  • ช่วงตลกก็ตลกมาก ช่วงเศร้าก็เศร้าน้ำตาไหล
  • ฉากที่ชอบที่สุดคือ "ถึงพี่จะไม่รักผมก็ไม่เป็นไร" "ผมพูดจริงนะ ไม่ได้มุข"
  • สรุปสั้นๆ มันคือหนังตลกทั้งน้ำตาอย่างมีความสุข .. ชอบมาก รอซื้อ dvd limited
ps. ใครยังไม่ดู ขอแนะนำให้ไปดูก่อนหนังออก .. ห้ามพลาด !!




  • ชอบบรรยากาศในเรื่องมาก มันรู้สึกอบอุ่น ทั้งๆ ที่ชีวิตมันดูอ้างว้าง
  • ผู้ชายไม่ชอบการ commitment .. อืม ..
  • หนังพาไปพบกับอาชีพที่น่าจะไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน คืออาชีพรับจ้างไล่พนักงานออก
  • แต่ทำไมไม่รู้ ผ่านไป 15 นาที เรากลับเข้าใจอาชีพนี้และเข้าใจความรู้สึกคนทำอาชีพนี้ดีขึ้นมาทันที ต้องชมคนเขียนบท
  • ดูแล้วได้ข้อคิดหลายๆ อย่าง
  • หนังทำเงินไม่ค่อยดี แต่เป็นขวัญใจนักดูหนัง (90% rate จาก rt)
  • บอกตามตรงว่าเรื่องนี้ควรที่จะได้ Oscar มากกว่า the hurt locker และ avatar



  • มันไม่ใช่หนัง action มันเป็นหนังการเมือง
  • หลายเรื่องในหนังถ้าไม่เคยติดตามเรื่องการเมืองสหรัฐตอนเข้าไปทำลายอาวุธเคมีในอิรัก จะดูไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ (โชคดีที่พอรู้อยู่บ้าง)
  • แม็ตต์ เดม่อนใส่ชุดทหารไม่ค่อยเข้าเท่าไหร่ ไปเป็นเจสัน บอร์นแบบเดิมล่ะดีแล้ว
  • ช่วงกลางสนุกมาก ช่วงหลังแทบหลับ
  • สิ่งที่ดีที่สุดของหนังคือเราได้เข้าไปเห็นความเป็นไปในอิรัก ถึงแม้หนังจะไม่ได้ไปถ่ายทำในอิรักจริงๆ ก็เหอะ (อ้าว)
  • ก็สนุกดี



  • ไปดูเพราะได้ Oscar
  • และคนเกือบทั้งโรงก็มาดูเพราะอย่างงั้น สังเกตุรอบข้างมากันแบบคนเดียวรึสองคนเป็นอย่างมาก
  • หนังดูแล้วโคตรจะจริง เหมือนเราไปอยู่ในอิรักจริงๆ แล้วก็เหมือนยืนอยู่บนกองกับระเบิดจริงๆ
  • หนังไม่มีตลกเลย กดดันทั้งเรื่อง มีแต่ผู้ชายทั้งเรื่อง จนฉากที่มีผู้หญิงโผล่มากลายเป็นของแปลก
  • ถ้า Oscar วัดจากความเป็นหนัง entertainer, หนังที่มีสาระหรือหนังที่มีบทเยี่ยมการแสดงดี .. เรื่องนี้ก็ยังไม่ควรได้ Oscar อยู่ดี


  • เป็นเรื่องเดียวใน 5 เรื่องที่ไม่ได้ดู trailer ก่อนจะดูหนัง .. ไปดูเพราะผู้กำกับเคยทำเรื่อง Nobody Know และมันเป็นหนังญี่ปุ่นที่แนวดี
  • ชอบดูหนังญี่ปุ่น .. หมายถึงหนังโรงจริงๆ นะ ไม่ใช่อย่างอื่น (แต่แบบอื่นก็ชอบดู ^^)
  • ข้อดีของหนังญี่ปุ่นคือ อย่าไปคิดมากกับความสมจริง .. ตัวเอกตายก็ฟื้นได้ คนตายไปหลายปีย้อนเวลากลับมาเฉย .. เรื่องนี้ก็เหมือนกัน ตุ๊กตายางกลายร่างเป็นคนได้นะเฟ้ย .. เจ๋งป่าว
  • หนัง 18+ มากๆ นางเอกโป๊มากเลยทีเดียว
  • ทีแรกก็งงว่านางเอกทำไมหน้าเกาหลีจัง .. ค้นไปค้นมา อ่าว นางเอกเป็นคนเกาหลีจริงๆ ด้วย ชื่อ Bae Doona
  • หนังพยายามเอาสัญลักษณ์เข้ามาใช้ตลอดเวลา (symbol) จะพยายามบอกว่าอันนี้หมายถึงคนประเภทนี้ อันนั้นหมายถึงคนความรู้สึกอย่างงั้น ..
  • เลยทำให้คนที่ดูเอาสนุก จะดูแล้วงงไปเลย .. ออกมาได้แค่ว่า อ่อ หนังมันโป๊นะ (จากที่ได้ยินคนคุยกันหลังออกมาจากโรง)
  • ยอมรับว่าแนวมาก ต้องตีความเยอะๆ .. กว่าจะเข้าใจความหมายของหนังต้องไปนั่งอ่านในกระทู้จนอ๋อ

ลำดับความชอบใน 5 เรื่อง ก็เรียงลำดับจากบนมาล่างนั่นแล :)



Tuesday, March 23, 2010

เนื้อคู่ 11 ฉาก : จากวันแรก ถึงวันลา


เนื้อคู่ 11 ฉากเป็นละครเวทีในฝันของผม

[ ไม่ spoil ]
ด้วยความที่เป็นคนชอบดูการแสดงสด (live performance) มาก ไม่ว่าจะเป็นคอนเสิร์ต, ละครใบ้, ละครเพลง หรือละครเวที .. การแสดงสดเป็นการแสดงที่ให้อารมณ์ร่วม แสดงฝีมือและได้ความรู้สึกจริง มากกว่าการนั่งดู dvd อยู่ที่บ้านเป็นไหนๆ (ถ้าได้ดูคอนเสิร์ต Modern Dog สดๆ จะเข้าใจ)

ที่บอกว่าเป็นละครเวทีในฝัน เพราะโดยปกติถ้าพูดถึงละครเวที หลายคนก็จะนึกถึงฉากแสงสีอลังการ พระเอกหล่อ นางเอกสวย ฉากเต้นรำสวยๆ เพลงเพราะๆ ประมาณบัลลังค์เมฆ

แต่ที่ผมฝันคืออยากจะดูละครเวทีที่เป็นดราม่ามากๆ ไม่ต้องมีอะไรเลยก็ได้ แต่เน้นไปที่การแสดง บทละคร ละครเวทีที่เรียกน้ำตาท่วมโรงได้ .. เคยรึเปล่าที่เรามักจะมีอารมณ์ร่วมมากเวลาเห็นสิ่งต่างๆ เกิดตรงหน้า .. เวลาเห็นเด็กที่สอบเอ็นฯ ติดแล้วดีใจ เราก็รู้สึกดีใจไปด้วย , เห็นใครร้องไห้เสียใจจะเป็นจะตาย เราก็น้ำตาซึมตามไปด้วย

ตอนที่ได้ยินข่าวละครเวทีเรื่อง เนื้อคู่ 11 ฉากเลยรู้สึกดีใจมาก และบอกกับตัวเองว่าต้องไปดูให้ได้ แต่ตอนนั้นติดอะไรหลายอย่าง เลยพลาดไปอย่างน่าเสียดาย .. จนมาปีนี้ละครเวทีเรื่องนี้กลับมาอีกครั้ง เลยไม่พลาดที่จะจองรอบสุดท้าย (แต่ตอนนี้เค้าเพิ่มรอบอีก 5 รอบ) และจากที่ได้ไปดูก็ไม่ผิดหวังจริงๆ
  • พี่นก สินจัย เป็นนักแสดงที่เก่งที่สุดในเมืองไทยแล้ว ขอคารวะ
  • พี่กบ ทรงสิทธิ์ ก็แสดงได้สุดยอดไม่ต่างกัน
  • เข้าใจว่าที่คุณบอยเลือกสองคนนี้ น่าจะมีผลมาจากเรื่องรักแห่งสยาม
  • ชื่อภาษาอังกฤษโดนมาก .. Soul Mate
  • เพลงประจำละครเรื่องนี้คือเพลง "หากันจนเจอ" โดนนน
  • ฉากทั้ง 11 ฉากเป็นจุดสำคัญของชีวิตจริงๆ คนแต่งบทเนี๊ยบมาก มันจริงมากๆ
  • น้ำตาท่วมโรงของแท้ ช่วงพักลุกขึ้นมามองที่นั่งข้างหลัง พากันซับน้ำตา ยืมทิชชู่กันเป็นแถว
  • ส่วนตัว .. ก็ไม่ต่างกัน โฮ~~~
  • ไม่ต้องมีแสงสี ไม่ต้องมาร้องรำทำเพลงกัน .. แต่ทำไมรู้สึกคุ้มค่าทุกนาทีที่ได้ดูก็ไม่รู้ ได้ข้อคิดดีๆ เพียบ
ส่วนที่ชอบที่สุดของละครเวทีเรื่องนี้ ไม่ใช่ที่ฉากทั้ง 11 ฉาก หรือบทละคร ..

แต่เป็นตอนที่นักแสดงออกมาขอบคุณผู้ชมตอนละครจบไปแล้ว .. คือถ้าเป็นละครเวทีทั่วไปจะมีสูตรสำเร็จคือ ..
"เอ้า .. ขอบคุณฝ่ายฉาก .. เฮ !!"
"เอ้า .. นักแสดงชื่อ .. แสดงเป็น .. เฮ !!"
"เอ้า .. ขอขอบคุณสปอนเซอร์ .. เฮ !!"

ซึ่งตอนละครจบก็แอบมีภาพพวกนี้ในหัว .. แต่ว่า เฮ้ย !! ละครมันคูลมากนะ มันแทบไม่มีอะไรหวือหวาเลย ขนาดตอนเริ่มพิธีกรยังพูดเนิบๆ แค่ว่า "ขอเชิญพบกับเนื้อคู่ 11 ฉาก .." ไม่ได้มีเพลงแทมแท๊มอะไร .. ถ้ามีแบบที่นึกไว้มันจะดูขัดแย้งสิ้นดี

สุดท้ายตอนนักแสดงออกมาขอบคุณ .. เค้าก็ยังคงธีมของละครไว้ได้ดีมาก คือไม่มีคำพูดอะไรออกมาเลย นักแสดงออกมาโค้งทีละคน .. ปรบมือให้คนดู แล้วก็โค้งอีกทีนึง .. ไม่ต้องมีคำพูดอะไรทั้งสิ้น .. จบ

เฮ้ย !! เจ๋งว่ะ !! โคตรเท่ห์เลย

"เราต่างรู้โลกมันแสนกว้างใหญ่ แต่มันคงไม่ยากเกินไป .. ที่ฉันจะพบเธอ"




Sunday, March 21, 2010

Man Utd 2 - 1 Liverpool [2009/2010]


Man Utd 2 - 1 Liverpool
Premier League 2009 / 2010
0-1 F. Bruno 5'
1-1 W. Rooney
2-1 J. Park






Tuesday, March 16, 2010

Software Studio 2 : Werox #2



ต่อจากตอนที่แล้ว .. เมื่อพวกเราชิวๆ กันมาตลอดทั้งสองเทอม ..

แต่แล้วผลกรรมก็ตามทัน เมื่อถึงเวลาที่จะต้องทำโปรแกรมขึ้นมาจริงๆ ด้วยความโอ้เอ้มาตลอดทั้งสองเทอม ก็ทำให้ทั้งกลุ่มนั่งคุยกัน แล้วก็เห็นตรงกันว่า ซวยแน่แล้วครับพี่น้อง !!

เนื่องจากพวกเราแทบจะไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย นอกจากอาการสับขา(วี)หลอก ไปเรื่อยๆ .. สุดท้ายก็เห็นตรงกันว่า ถ้าไม่ทำรายงานมันทุกวันแบบนันสต๊อป คงไม่มีชีวิตรอดไปจากวิชานี้ได้ ..​ และแล้วกลุ่มไหนสุดชิว ก็แปลงกายเป็นกลุ่มนอยสุดโทรม .. อดหลับอดนอน ทำงานเสร็จก็มาทำรายงาน วันหยุดก็ต้องมาทำรายงาน เช้ายันเย็น เย็นยันค่ำ กลับไปนอน ตื่นมาก็ต้องมาทำโปรแกรมอีก ตลอดเวลากว่า 11 วัน

ด้วยความที่ความถนัดต่างกัน เราเลยแบ่งงานกันดังนี้
  • หมู : เจ้าพ่อไอเดีย ออกแบบหน้าจอ ทำตัวเป็นผู้ใช้ ทำข้อมูล ทำรายงาน เขียน DFD และหาของกิน
  • พี่ปอ : ออกแบบ database ทำข้อมูล เป็นอับดุล ถามอะไรตอบได้
  • หมี : ดูแลรายงาน เอกสาร ทดสอบโปรแกรม และหาที่จอดรถ
  • โบว์ : เขียนโปรแกรมหน้าจอทั่วไป เกือบสิบกว่าหน้าจอ และคอยรายงานผล the star
  • แอน : เขียนโปรแกรมในส่วนของมือถือ (เว็บแอป แต่ใช้งานได้เฉพาะไอโฟน ^^) คอยเปิดปิดประตูบ้าน และเลี้ยงหมาในยามคิดอะไรไม่ออก
  • เอ็ม : เขียนโปรแกรมในส่วนจัดตาราง ติดตามงาน นัดวันเวลาทำงาน
สุดท้ายเราก็ได้โปรแกรมเทพ ในฉบับของพวกเรา .. คือมันทำงานได้เป็นพอ กรุณาอย่าพูดถึงการออกแบบ โค้ดข้างใน หรืออะไรทั้งสิ้น (แค่เสร็จก็บุญแล้ว -/\-)




บนสุดคือแผนที่ เอา location จริงจาก iPhone -> Google Map
ตรงกลางคือตารางงาน ข้างล่างคืองานที่จัดเข้าไป

อยากพูดถึงส่วนที่ตัวเองทำนิดหน่อย คือเป็นส่วนที่เราจะต้องเอางานที่จะแจกแจงให้ช่างไปซ่อมเนี่ย มาแจกให้แบบอัตโนมัติ .. แบบว่ากดปุ่มเดียว จัดงานเป็นสิบๆ ร้อยๆ งานปรื้ดดดด ให้ช่างไปซ่อมอย่างสบายใจ .. ซึ่งอาจารย์ต้องการ Algorithm ที่มันฉล๊าดฉลาด
  • งานต้องมีระบุวันเวลาที่จะไปซ่อม แต่ถ้าเวลานั้นไม่มีช่างว่าง ก็ต้องหาเวลาที่เหมาะ
  • ลูกค้ารายใหญ่ต้องได้ซ่อมก่อน
  • ไม่ใช่ช่างทุกคนนะที่ซ่อมได้ทุกรุ่น ต้องดูความสามารถช่างด้วย
  • ถ้ามีงานค้างจากวันก่อน ก็ต้องเอามาใช้ด้วย
  • อ๊ะๆ อย่าให้ช่างคนใดคนนึงทำงานหนักไป ต้องเฉลี่ยๆ ให้หนักเท่าๆ กัน
  • มีงานด่วนด้วยนะ งานด่วนเข้ามา หาช่างที่ว่างให้ได้ด่วนๆ
  • ต้องโชว์บนแผนที่ Google Map ด้วย บอกระยะทาง ระยะเวลาที่ช่างจะไปซ่อมได้ (แม่เจ้า)
  • บลา บลา บลา ...
แค่คิดในหัวก็อ้วกแล้ว แต่เอามาเขียนโปรแกรมนี่ โคตรยากเลย .. ไม่ใช่แค่หาผลมาได้ แต่มันต้องไปแสดงที่หน้าจอ ซึ่ง UI แบบนี้เขียนโดย html + javascript นี่อย่างสุดโหด


ปุ่มเทพ "จัดงานอัตโนมัติ" ปุ่มเดียวเีขียนไป 7 วัน

สารภาพตามตรงว่า ตั้งแต่เริ่มเขียนโปรแกรมมาสิบกว่าปี ไม่เคยเขียนอะไรที่มันซับซ้อนขนาดนี้มาก่อนเลย (จะว่าไปก็ค่อยสมที่เรียนป.โทหน่อย) .. แค่สองหน้า ใช้เวลาเขียนสิบกว่าวันเต็มๆ ถึงขนาดเอาไปฝันก็หลายคืน โดยเฉพาะคืนสุดท้ายก่อนส่งนี่ เล่นเอาไม่ได้หลับได้นอนเกือบ 40 ชั่วโมง

ช่วงตีสามนี่พีกมาก มีคนบ้าๆ คนนึงเอากระดาษมาวางเต็มพื้น เขียนอะไรก็ไม่รู้โยงไปโยงมา แล้วก็นั่งกอดอก มองกระดาษที่วางอยู่แบบนิ่งๆ ... นั่งอย่างงั้นแหล่ะเกือบครึ่งชั่วโมง มองมันเข้าไปก็คิดไม่ออก เดินไปคุยกับปลา กระโดดตบออกกำลังกาย ลงมาวิดพื้นเล่น ก็ยังคิดไม่ออก .. สุดท้ายกว่าจะหาคำตอบได้ก็ตี 5 เข้าไปแล้ว


ใครตั้งนามสกุลช่างฟะ


แต่แล้วพวกเราก็ทำเสร็จ ถึงแม้จะไม่ได้เสร็จสมบูรณ์อะไรมากมาย แต่ก็น่าจะเพียงพอที่จะบอกอาจารย์ได้ว่า นี่คือโปรแกรมที่พวกผมทำมาครับ :D


อาจารย์ถึงกับมองหน้ากัน คิดไม่ออกบอกไม่ถูกเมื่อเห็นโปรแกรมเทพ ..



หนูแอน ซวยมากจาก net cu เลยต้องโชว์หน้าจอแทนนะค๊ะ


"เฮ้ย .. เราจะแถยังไงต่อดีวะโบว์" , "เอาเหอะ แถไปเรื่อยๆ เดี๋ยวอ.ก็งงเอง"


ต้องขอบคุณอาจารย์ที่คิดวิชาสุดยอดนี้มาให้พวกเราได้สนุกสนานกัน .. ผมรู้สึกว่าช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการเรียนวิชานี้ ไม่ใช่ตอนที่ทำโปรแกรมเสร็จแล้ว ไม่ใช่เวลาที่เอาไปส่งอาจารย์ ..

แต่ช่วงเวลาที่ดีที่สุด คือช่วงที่ได้ทำรายงานไปกับเพื่อนๆ ได้เหนื่อยด้วยกัน อดนอนไปด้วยกัน กินข้าว กินพิซซ่า เดินไปเซเว่น โบกแท๊กซี่ นั่งร้องเพลง เล่นกับน้องหมา มีสุขบ้าง เศร้าบ้าง แต่ก็เรียกได้ว่า เราได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน .. และน่าจะเป็นงานกลุ่มใหญ่ๆ ครั้งสุดท้ายก่อนที่จะเรียนจบกันไป

สุดท้าย ผมชอบสโลแกนของโปรแกรมพวกเรามาก ..

Nobody Care .. We Care ..

"We" rox


หน้าตาคร่ำเครียด รับผลกรรมที่อู้กันมานาน


หมีหมีดวงดีกว่าใครเพื่อน นกบินมาอึใส่ notebook พอดี๊พอดี


กล่องแดงบุก !!


สาวสก๊อย กับหนุ่มวินต์มอร์ไซด์ที่สตาร์ทไม่ค่อยติด



อยู่กันครบทั้ง 6 คนเลย .. หมูผมยาวนะช่วงนี้


นั่งเขียนโปรแกรมแม้กระทั่งบนรถใต้ดิน

สามสาวดีใจ สอบเสร็จ หมดเวรหมดกรรมเสียที



ฉลองสอบเสร็จที่สวนหลวง




ปิดเทอมแล้วโว้ยยยยยยยยย


Software Studio 2 : Werox #1



สุดยอดวิชาของการเรียนปริญญาโท BSD Chula คือ Business Software Studio

วิชานี้ก็ตามชื่อ คือเราจะต้องทำซอฟท์แวร์ขึ้นมาหนึ่งตัว โดยทำตั้งแต่ต้นจนจบ ช่วยกันทำทั้งกลุ่ม เริ่มตั้งแต่เก็บ requirement, ออกไปคุยกับ user , คิดโปรแกรมขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาให้ลูกค้า , ออกแบบระบบ , ทำ Database , เขียนโปรแกรม , Test และออกคู่มือการใช้งาน โดยที่บอกว่าสุดยอดวิชาก็เพราะว่าเป็นวิชาที่ต้องเรียนกันถึง 2 เทอม หรือให้เวลาทำกันเกือบหนึ่งปีเต็ม !!

ปัญหามันอยู่ที่ว่า แล้วเราจะทำโปรแกรมอะไร ? โดยอาจารย์ให้โจทย์ง่ายๆ มาว่า ต้องเป็นโปรแกรมทางธุรกิจ มีการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ หรือ innovation และยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน .. ซึ่งจากการฝ่าฟัน ระดมสมองอันน้อยๆ ทั้ง 6 ของกลุ่ม ก็ได้มาว่าเราจะทำโปรแกรม จัดตารางช่างในการไปซ่อมเครื่องถ่ายเอกสาร !!



ทำไมต้องจัดคนไปซ่อมเครื่องถ่ายเอกสาร ?
ที่มาก็ไม่ได้มีอะไรมาก เพียงแค่ว่าจากหลายสิบไอเดียที่คิดกันมันไม่ผ่าน และมีเข้าท่าอยู่อันเดียว เลยเอาอันนี้ (ฮา) โดยความคิดนี้มาจากหมีหมีที่เสนอขึ้นมา และมีหมูที่สนับสนุนเพราะเคย consult ระบบแบบนี้มาก่อน

ตลอดช่วงเวลา 2 เทอมที่ผ่านมา ก็ทำให้ผมค้นพบอะไรหลายต่อหลายอย่าง ซึ่งอยากจะขอจดเอาไว้ ถึงความประทับจายยยย ของการได้เรียนวิชานี้
  • ใช้เวลาสร้างโปรแกรมเกือบปี ฟังดูดี แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วทำกันแค่ 2 อาทิตย์ก่อนส่ง เพราะก่อนหน้าเป็นแค่การพูดคุยคร่าวๆ
  • การได้ลงมือเขียนโปรแกรมจริง จะรู้ได้ทันทีว่าที่ออกแบบมาทั้งหมดมันใช้ไม่ได้ ต้องเริ่มใหม่ตั้งแต่หน้าจอ ยัน database
  • ข้อดีของการได้เรียนวิชานี้คือการทำงานกลุ่ม
  • ข้อเสียของการเรียนวิชานี้ ก็คือการทำงานกลุ่มเช่นกัน
  • เพราะงั้นจริงๆ แล้ววิชานี้ คือการฝึกการทำงานเป็นทีม ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม
  • ไม่ว่าจะมีพรีเซนต์เป็นกลุ่มที่เท่าไหร่ สุดท้ายทุกกลุ่มก็ทำโต้รุ่งก่อนวันจริงทั้งนั้น (ฮา)
พวกเราตั้งชื่อโปรแกรมล้อเลียนมาจากเครื่องถ่ายเอกสาร Xerox + ชื่อกลุ่มว่า Where Group เลยได้ชื่อโปรแกรมว่า .. Werox !!

ความเป็นไปของ Werox ก็เป็นไปตามลักษณะนิสัยของคนทั้งกลุ่ม คือ สบายๆ ชิวๆ ..​ ว่างก็ทำ ไม่ว่างก็ไม่ต้องทำ วันไหนไม่มีอารมณ์ก็สับขาหลอกพรีเซนต์แบบถูๆ ไถๆ ไปเรื่อยๆ พอเรียนจบก็ไปนั่งหาอะไรกินกัน ยิ้มแย้ม สบายใจทั้งกลุ่ม

จนช่วงหลังเราเรียกกันว่า Werox .. วีหลอก .. วีหลอน ..

ดูรูปแล้วจะรู้ว่าพวกเราทำรายงานกันแบบชิวชิวแค่ไหน .. ติดตามต่อตอน 2 เมื่อผลกรรมตามทัน นรกมาเยือนในช่วง 11 วันอันตราย ^^"


ทำรายงานกันที่บ้านไร่กาแฟ

เครียดกันมาก ไม่เป็นอันทำงาน

เครียดกันที่ True Coffee

เครียดกันที่ Swensen


เครียดกันที่ร้านส้มตำสีลม

เครียดกันที่ Au Bon Pain


เครียดกันที่ SF Karaoke


Friday, March 12, 2010

ความรุนแรง

อ่านมาจาก blog ของ mk อีกที ไม่ได้ชอบความรุนแรง แต่ชอบตอนด่าพันธมิตร สะใจดี เลยเอามาลง

ปล. ออกตัวว่าไม่ชอบความรุงแรง ไม่ชอบเสื้อแดง และเกลียดพันธมิตร

ใบตองแห้งออนไลน์: หนึ่งเสียงเอาความรุนแรง

การออกมาเรียกร้อง “ไม่ต้องการความรุนแรง” ในวันนี้ มันสายไปแล้วครับ และมันก็เลื่อนลอย ไม่อยู่บนพื้นฐานความจริง กลายเป็นเครื่องมือของผู้กุมอำนาจ

การทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้ง การใช้อำนาจที่อ้างว่าศักดิ์สิทธิ์ ตัดสินยุบพรรคการเมืองที่ประชาชนลงคะแนนให้ 19 ล้านเสียง ตัดสิทธิคนที่ไม่รู้ไม่เห็นกับการกระทำผิดโดยใช้กฎหมายย้อนหลัง เขาชนะเลือกตั้งเข้ามาใหม่ โดยประชาชนเลือกท่วมท้น ก็ยังยุบพรรคเลือกอีก ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล (ในค่ายทหาร) นอกจากละเมิดสิทธิมนุษยชนแล้ว ยังล่วงล้ำอำนาจอธิปไตยของปวงชน ซึ่งมันยิ่งใหญ่และอยู่เหนืออำนาจตุลาการนะครับ อยู่เหนือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกอย่างในประเทศนี้ด้วย

นี่คือความรุนแรงไหม ผมว่าเป็นความรุนแรงที่ไม่มีอะไรเทียบได้ เพราะกระทำโดยพลการหักหาญอำนาจอธิปไตยของปวงชน นอกจากนั้นยังตามมาด้วยความพยายามใช้อำนาจศาลตัดสินปัญหาการเมือง ทำลายบุคคลที่ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนโดยไม่สามารถพิสูจน์ความผิดให้เห็นชัด

...

ตัวผมเองก็ทักท้วงคัดค้านม็อบพันธมิตรมาตลอดนะครับ เรื่องความรุนแรง แต่วันนี้ไม่แล้ว ทำไมล่ะ ไม่ใช่ 2 มาตรฐาน ก็ที่ว่ารุนแรงๆ พันธมิตรทำไปหมดแล้ว พันธมิตรชนะด้วย คุณรุนแรงแล้วชนะ ชนะแล้วไม่ต้องรับผิด ยึดทำเนียบไม่เป็นกบฎ ยึดสนามบินไม่เป็นผู้ก่อการร้าย ลอยหน้าลอยตาได้ดิบได้ดีกันไปทั่ว แล้วคุณจะมาห้ามคนอื่นรุนแรงได้ไง คนอื่นเขาก็อยากใช้ความรุนแรงเอาชนะเช่นกัน ผมถึงบอกว่าการเคลื่อนไหวยุคโพสต์พันธมิตร จะมานั่งตบยุงอยู่เฉยๆ ไม่ได้แล้ว แม้แต่ชาวนาประท้วงราคาข้าวยังต้องปิดถนน

ถ้าเราจะพูดถึงสันติวิธี ไม่เอาความรุนแรง ก็ต้องพูดตั้งแต่สี่ปีที่แล้ว หรืออย่างน้อยก็สองปีที่แล้ว แต่ตอนนี้ สงครามกลางเมืองมันเกิดแล้วครับ คุณสารี ไม่ใช่ยังไม่เกิด เพียงแต่มันยังอยู่ระหว่างเดินทัพ ยังไม่ประจัญบานกันเท่านั้น






Thursday, March 11, 2010

Beckham Back Home



เดวิด เบคแคม (David Beckham) เป็นเหตุผลที่ผมเริ่มเชียร์แมนยู

ผมสนใจดูเบคแฮมจากความมีชื่อเสียง ในช่วงที่กำลังจะเริ่มดัง เพราะหล่อ แฟนสวย เป็นข่าว
แต่ผมชื่นชอบเบคแฮมจากความสามารถ โดยเฉพาะความสามารถในเชิงรองรับกับความดังของตัวเองได้ดี ทั้งเรื่องในสนามและนอกสนาม
  • เบคแฮมโดนคนทั้งประเทศเกลียดและโดนไล่โห่กว่าสองปี
  • และกลับมาเป็นฮีโร่ เป็นขวัญใจทั้งประเทศ เป็นคุณพ่อลูกสาม เป็นกัปตันทีมชาติ
  • เบคแฮมเป็นคนที่วิ่งระยะทางเฉลี่ยมากที่สุดในทีม ตอนเด็กเคยชนะวิ่งมาราธอนมาแล้ว
  • เปิดบอลแม่น ยิงบอลดี ท่ายิงฟรีคิกโคตรเท่ห์
  • ทุกครั้งที่เล่นวินนิ่งหรือซีเอ็ม ผมจะเลือกเบคแฮมในทีมตลอด
วันนี้เป็นวันที่ไม่สบาย เจ็บคอ ปวดหัว และรู้ตัวว่าควรจะนอนเพื่อพักผ่อน .. แต่ก็ทนฝืนเพื่ออยู่ดูบอลคืนนี้ ระหว่างแมนยูกับมิลาน

คืนนี้ผมไม่ได้รอดูแมนยู แต่ผมรอดูเบคแฮม ..​ รอดูเบคแฮมกลับมาวิ่งในโอลแทรฟฟอร์ด

ถ้าใครได้ดูตอนจังหวะที่เบคแฮมเปลี่ยนตัว วิ่งเข้ามาในสนาม และเห็นภาพที่แฟนแมนยูฯ ลุกขึ้นปรบมือทั้งสนามจะรู้ได้ว่า เบคแฮมเป็นที่รักของแฟนแมนยูแค่ไหน

หลังจากที่เบคแฮมลงมาในสนาม แฟนๆ แมนยูก็ร้องเพลง There's only one David Beckham (เพลงประจำตัวของเบคแฮม) ขึ้นมาเป็นระยะๆ

ก็เพราะ .. There's only one David Beckham .. จริงๆ







Friday, March 05, 2010

Circulation Notice from Chula Library


ห้องสมุดจุฬา มีระบบเตือนให้คืนทางอีเมล์ด้วย .. tk park ยังไม่มีเลย .. สุโกยยย




เดี่ยว 8



เนื่องจากเป็นแฟนตัวยงของพี่โน๊ต ประมาณว่าเป็นไอดอลที่ชอบมากๆ เลยติดตามไปทุกผลงานของพี่เค้า ไล่ตั้งแต่หนังสือ , dvd , ของที่ระลึก , ไปดูงานแสดง gallery รูปอะไรไม่รู้ของพี่แก จนถึงที่พลาดไม่ได้คือต้องไปดูเดี่ยวไมโครโฟน

ดูเดี่ยวมาตั้งแต่ เดี่ยว 3 จนเดี่ยว 8 ก็ได้ประสบการณ์ว่า เดี่ยวรอบที่ดีที่สุดคือรอบสุดท้าย เพราะ ..
  • เป็นรอบที่พี่โน๊ตจะแสดงนานที่สุด เอามาทุกมุข
  • ดาราเยอะ โดยเฉพาะแขกรับเชิญคนสำคัญๆ (รอบนี้เจอ lift กะ oil , เจ-ปิ่น , คุณตันโออิชิ , เก๋ชลดา)
  • DVD ที่ออกมา ส่วนใหญ่จะเลือกรอบสุดท้าย (เผื่อมีหวังได้ออกกล้อง)
แต่ข้อเสียก็มีนะ
  • ของที่ระลึกขายหมด (อันนี้แก้ปัญหาด้วยการไปซื้อหน้างานรอบแรกๆ แทน)
  • บัตรจองโคตรยาก เพราะจะเต็มรอบแรกเสมอ
  • โดนสปอยมุขก่อนเข้างานจากสื่อต่างๆ แก้ไขได้โดยการไม่ไปอ่านแต่แรก

ปีนี้พี่โน๊ตย้ายมาจัด Paragon Hall ด้วยความที่อายุเยอะแล้ว เล่น 39 รอบแบบเดิมไม่ไหว ปีนี้เลยลดเหลือ แค่ 10 รอบ (ทีแรกเปิด 8 รอบ แต่บัตรเต็มหมดเลยเพิ่มอีก 2 รอบ) จำนวนรอบน้อยลงแต่จำนวนที่นั่งเพิ่มขึ้น บัตรก็ราคาเท่าเดิม 800 - 2,500 เท่าเดิม .. ซึ่งจะว่าไปจัดที่นี่ก็ดูสะดวกสบายกว่าตอนจัดที่สกาลาเยอะ ทั้งเรื่องการวางบูทขายของ ห้องน้ำ ที่จอดรถ ไปจนถึงแสงสีเสียง

แล้วก็ตามคาด รอบสุดท้ายพี่แกเล่นตั้งแต่ 19.50 ไปเสร็จโน่นเลยเกือบเที่ยงคืน .. แสดงแบบไม่หยุดพัก 4 ชั่วโมงกว่า !!

พี่โน๊ตก็ยังคงเป็นพี่โน๊ต

ืNote :
เป็นเดี๋ยวที่ได้ของที่ระลึก(ฟรี) มากที่สุดตั้งแต่เคยดูมา

1. ยาดม อันนี้ได้ทุกคนอยู่แล้ว (แต่กลิ่นมันไม่เห็นจะน่าดมเลยนะพี่)



2. กระเป๋าผ้า อันนี้ได้จากเล่นเกมส์ที่เว็บ udom ก่อนงานเดี่ยว แล้วได้มา

[ ลืมถ่ายรูป ]

3. สมุดจดเดี่ยว 8 จาก Dtac คือไปแสดงตัวว่าใช้ dtac หน้างานรับฟรี



4. หมอนเดี่ยว 8 .. อันนี้ exclusive มาก ได้เฉพาะคนที่ดูรอบสุดท้ายเท่านั้น ตอนจบการแสดง พี่โน๊ตฝากพิธีกรมาประกาศว่ารอบนี้พี่โน๊ตแจกหมอนรองนั่งฟรีเลยทุกที่นั่ง



5. อันนี้มาเป็น Set คือก่อนงานประตูเปิดซักไม่กี่นาที เค้าประกาศว่า ใครที่เกิดวันที่ 8 ให้มารับของที่ระลึกพิเศษได้ที่เคาน์เตอร์ .. ขโจชิวิ่งตับแล๊บไปรับเป็นคนแรกเลย ฮี่ๆ ... ได้มาเป็นถุงผ้า ภายในมีพวงกุญแจดมด๊อก ดมอุลต้า แล้วก็สมุดจดเล่มใหญ่อีก 1 เล่ม




ไปแอบเดินช๊อปปิ้งรอบแรกๆ ที่ยังมีของขายเยอะอยู่ คนโล่งเลยเพราะไปตอนแสดงอยู่พอดี



กระเป๋าหลุยของแท้ (ชอบมาก ถ้าเป็นผู้หญิงจะซื้อใช้เลย)


เวทีสวยดี สีสันแสบตา

ลิฟท์กะออย .. ก่อนงานได้ยืนฉี่ข้างๆ ออยด้วยนะ (จะอวดทำไมนิ)

ดมด๊อกเจอเอ็มด๊อก

ลูกดมด๊อกมาเป็นคอก