Thursday, July 29, 2010

Cacoo - Create Mockup Online (Free !!)


ไม่ว่าจะเรียนม.ปลาย ป.ตรี หรือ ป.โท งานนึงที่ขาดไม่ได้ต้องทำคือการสร้าง Diagram ทั้งหลายไล่ตั้งแต่ทำ Network Diagram , UML , Class Diagram หรือแม้แต่ทำ Mockup หน้า UI

ด้วยความไม่ชอบ Visio เป็นทุนเดิม เลยหาโปรแกรมมาใช้ฟรี คิดว่าคงหาได้ไม่ยาก ซึ่งก็หาไม่ยากจริงๆ แต่ดันเป็นโปรแกรมลงบนวินโดวส์ซะเกือบหมด หาไปหามัน ไปเจอ Tools ตัวนึงซึ่งเจ๋งโคตรจนต้องเอามาแชร์

ชื่อเทพองค์นี้คือ Cacoo โปรแกรมวาด Diagram ทั้งหลาย แต่ทั้งหมดทำบนเว็บ ไม่ต้องลงบนเครื่อง (Flash จงเจริญ)

  • UI ใช้ง่าย ถึงง่ายที่สุด ใช้เวลาเรียนรู้ไม่เกิน 15 นาที (ถ้าเคยใช้ Visio มาก่อน)
  • มีให้ทำได้เกือบครบ ตั้งแต่ Network, UML, Class, Web UI ไปจนถึงทำ Floor Plan สำหรับสร้างตึก
  • ที่เจ๋งคือมี Undo (หลายเว็บตกม้าตายเพราะไม่มี)
  • ที่เจ๋งโคตรคือวาดพร้อมกันหลายๆ คนได้ มี Chat ให้ด้วย
  • ข้อเสียก็มี คือออกอาการช้า ถ้าวาดอะไรที่ซับซ้อนมากๆ
  • กิน CPU ใช้ได้เลย
  • แต่ทั้งหลายทั้งปวงก็หมดไป เพราะมันให้ใช้ฟรี ทีแรกนึกว่าใช้ได้นิดๆ หน่อยๆ แล้วก็จ่ายตังค์ แต่เออ มันฟรีจริงทั้งหมดเลย
ถ้ามีโอกาสจะไปใช้บริการอีก เสียดายเพิ่งมาเจอเอาตอนเรียนจะจบแล้ว
Link - Cacoo


หน้าจอใช้งาน ให้อารมณ์ Mac มากกว่า Visio

มีรูปให้ใช้เยอะพอสมควร

ลองวาด Class Diagram เล่น (แต่ความรักไม่ใช่ Object)

ผลงานทำ Mockup Web ไปส่งอาจารย์ สวยชิมิ (2 ชั่วโมงครึ่ง)


Monday, July 26, 2010

เรียนโทที่ BSD Chula



เพิ่งเห็นว่าบล็อคของตัวเองขึ้นอันดับต้นๆ เวลา Search ด้วยคำว่า "BSD Chula" ไหนๆ ก็เรียนมาถึงเทอมสุดท้ายแล้ว และคิดว่าน้องๆ ในรุ่นต่อไปถ้าจะมาเรียนในบ้านหลังนี้เหมือนๆ กัน ก็น่าจะหาข้อมูลก่อน เลยขอแนะนำและแนะแนวหลักสูตรที่ร่ำเรียนมากว่าสองปีหน่อยนะครับ (ไม่มีเชียร์เกินเหตุแน่นอน)

:: หลักสูตร ::

  • ชื่อหลักสูตรเต็มๆ คือ Business Software Development 
  • เรียกย่อๆ ว่า BSD Chula
  • จนถึงตอนนี้เพิ่งมีมาได้ 8 รุ่นในเวลาราชการและ 4 รุ่นภาคนอกเวลาราชการ (เรียกว่ารุ่น EX)
  • ภาคในเวลาจะมีคนเรียนประมาณ 10-15 คน น้อยกว่าภาคนอกเวลาที่มีประมาณ 30 คน
  • ค่าเทอมไม่น่าเกิน 190,000 ตลอดหลักสูตร ถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับหลักสูตรอื่นๆ ในจุฬา (MIS ~260k , MBA Young ~300k, MBA Exc ~500k)
  • มีดูงานต่างจังหวัดปีละครั้ง จัดควบไปกับกิจกรรมรับน้อง
  • เหมาะสำหรับคนที่ทำงานสายไอทีและต้องการรู้อะไรให้กว้างขึ้น
  • เป็นหลักสูตรที่อยู่ตรงกลางระหว่าง MIS กับ Com Sci
  • คือครึ่งนึงจะเน้นการทำซอฟท์แวร์ แต่อีกครึ่งนึงจะเน้นการบริการโครงการ
  • สอบเข้าเน้น Logic, Programming, Network, Database
  • จะจบได้ ต้องทำซอฟท์แวร์หนึ่งตัว ที่เอาไปขายให้บริษัทแล้วมีคนอยากซื้อใช้
  • จบโดยเฉลี่ยที่ 2.5 - 4 ปี แทบจะไม่มีคนจบ 2 ปีเลย
  • ควรจะเขียนโปรแกรมเป็นบ้าง ถ้าอยากจบเร็วๆ


:: การเรียน, วิชาที่สอน ::

  • ส่วนใหญ่เรียนในห้อง Lecture, มีเรียน Labs 2 วิชา (Advance Database, Data Mining)
  • เรียนตอนหลังเลิกงาน จะมีข้าวกล่องให้กิน ก็จะได้กินข้าวกับเพื่อนๆ ไปพร้อมกัน (หิวก็หิวไปพร้อมกัน)
  • งาน 90% เป็นงานกลุ่ม
  • การบ้านและงานเยอะพอๆ กับหลักสูตร ป.โทที่อื่นๆ
  • มีวิชาที่หาเรียนที่อื่นยากมาก อย่างเช่น Human Computer Interaction (HCI) หรือ Software Quality Assurance (SQA)
  • แต่บางวิชาก็ซ้ำกับที่เคยเรียน ป.ตรี มาบ้าง (ถ้าใครจบสายคอมฯ มา) อย่าง Object Oriented หรือ Advance Database
  • ทุกวิชามี Text Book ภาษาอังกฤษให้ (แต่ละเล่มคุณภาพค่อนข้างดี)
  • ภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ใช้ เรียน สอน สอบ พรีเซนต์เป็นภาษาไทย แต่คู่มือ ตำราเป็นภาษาอังกฤษ
  • การสอบเกือบทุกวิชาจะให้ Open Book เน้นการประยุกต์ไปใช้งานมากกว่าตอบตามทฤษฎี
  • ตัดเกรดตามกลุ่ม ไม่มีปล่อยเกรด แต่ก็ตัดกันไม่โหดมาก (ยังไม่เจอคนต้องโดนรีไทร์)

:: จะเรียนจบได้ยังไง ::
  • เทอมที่ 3 กับ 4 จะมีเวลาให้ทำ Master Project 
  • เน้นทำซอฟท์แวร์มาตัวนึง (ชื่อหลักสูตรก็บอกอยู่แล้ว)
  • ต้องเป็นซอฟท์แวร์ที่เน้นขายให้ภาคธุรกิจได้ ไม่ใช่โปรแกรมเล็กๆ แบบตอน ป.ตรี
  • มีเวลาหนึ่งปีเต็มก็จริง แต่ส่วนใหญ่จะไปเริ่มทำกันเทอม 4 มากกว่าเพราะเรียนค่อนข้างหนัก
  • เลยไม่ค่อยมีใครจบภายใน 2 ปีเป๊ะๆ
  • ส่วนที่ยากที่สุดคือการทำ Proposal เพื่อเสนอว่าจะทำโครงการนี้ๆ .. หลักสูตรอื่นอาจจะเน้นให้เสนอมาก่อน แล้วค่อยทำให้เจ๋ง แต่ที่นี่จะเน้นเสนอให้เจ๋ง แล้วทำให้ได้ตามที่เสนอ



:: กิจกรรม และอื่นๆ ::
  • เรียนโทแต่ก็มีกิจกรรมให้ทำบ้าง เพื่อไม่ให้เบื่อจนเกินไป
  • ใน 1 ปีก็มีเริ่มจาก รับน้อง, ไหว้ครู, งานปีใหม่, บายเนียร์
  • ที่พิเศษหน่อยคือมีกิจกรรมโยนโบว์ลิ่งประเพณี โยนกันหมดทุกรุ่นทุกภาค
  • ใครอยากมาหาหล่อๆ สวยๆ ที่นี่อาจจะลำบากหน่อย เพราะก็ตามมาตรฐานหล่อสวยในวงการไอทีล่ะนะ
  • ความรู้ใหม่ๆ ที่ได้มักจะไม่ได้มาจากในห้องเรียน แต่เป็นการได้รู้จากงานกลุ่มมากกว่า
  • เท่าที่สังเกตุ ที่นี่นักศึกษากับอาจารย์จะสนิทกันมากๆ กว่าหลักสูตรอื่นๆ


:: เหมาะกับใคร ::
  • เหมาะกับคนที่ทำงานสายไอทีอยู่แล้ว เช่น Programmer, QA, SA, Consult, Audit
  • จบไปน่าจะอัพสกิลแปลงร่างเป็น PM, SQA, Consult ได้
  • ไม่เหมาะสำหรับใครที่คิดจะมาเรียนเพื่อเปลี่ยนสายงาน เพราะค่อนข้างเน้น Hard Skill
  • ไม่เหมาะกับคนที่อยากเรียนเพื่อให้ได้ปริญญาอีกใบเร็วๆ เพราะจบยากอยู่เหมือนกัน
  • มีตัวอย่างเรื่องธุรกิจให้เรียนเยอะมาก เหมาะกับจับโปรแกรมเมอร์มาเรียนธุรกิจให้มากขึ้น


:: Link ::


Sunday, July 25, 2010

Inception - บาปในอดีตจะย้อนกลับมาทำร้ายเรา


[Spoil] Inception เป็นหนังเรื่องแรกๆ ในรอบหลายปีที่ตัดสินใจไปดูโดยที่ไม่สนใจเนื้อเรื่องว่ามันเป็นหนังเกี่ยวกับอะไร .. รู้แค่กำกับและเขียนบทโดย Christopher Nolan ก็ไปดูละ (ผู้กำกับขวัญใจคนใหม่ จากที่เคยกำกับ Batman: The Dark Knight)

  • จากบทสัมภาษณ์ Nolan ต้องการไม่บอกอะไรคนดูมาก แล้วอยากให้ไปเริ่มรู้เรื่องราวจากในโรงพร้อมๆ กัน
  • ซึ่งมันก็ควรจะเป็นอย่างงั้น มันอธิบายเป็นคำพูดยากมาก
  • กดซื้อบัตรผ่านเครื่องผิด ดันไปดูโรง Digital ที่ Paragon ค่าตั๋วโดนไปซะ 190 บาท !!
  • คิดในใจ "ถ้าฉายหนังแล้วมีสะดุดนะเมิง มีเรื่องแน่ .. 190 บาท บ่นๆๆๆๆๆ ToT"
  • หนังดี สนุก ซีจีสมบูรณ์แบบ
  • ซับไทยขึ้นมาแว๊บแล้วก็หายไป อ่านไม่ทัน
  • โชคดีที่เคยผ่านประสบการณ์สามรอบอันโหดร้ายจาก Matrix มาแล้ว เลยเข้าใจคอนเซ็ปต์เรื่องนี้ได้ไม่ยาก
  • หนังอธิบายประเด็นซับซ้อนอย่างฝันซ้อนกันหลายชั้นได้เข้าใจง่ายดี
  • 50% ที่ออกจากโรงบอกงงโคตร (โดยเฉพาะสาวๆ)
  • แอบสังเกตุว่าหนุ่มๆ ที่ออกจากโรงจะโชว์พาวว่า "ข้ารู้ ข้าเข้าใจทั้งหมด" เวลาคุยกันข้างนอก
  • น่าจะทำดราม่าเยอะกว่านี้หน่อย เน้น Action เกินไป
  • ขอคารวะ ฉากเมืองพับได้ กับฉากสู้กันแบบไม่มีแรงโน้มถ่วง
  • จบแบบโหดร้ายคนดูไปหน่อย (เชื่อว่าทั้งโรงแช่งให้มันหยุดหมุน)

ได้ประโยคคมๆ มาเยอะมากจากหนัง
"ความรู้สึกผิดบาปในอดีต เป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในจิตใจ ไม่สามารถลบมันออกได้"
"จิตใต้สำนึกในแง่บวก ในที่สุดแล้วจะสามารถชนะจิตในแง่ลบได้"

จงคิดบวกสินะ .. อืมๆๆ



update : ไปเจอ infographic ของระดับในหนัง


Update 2: ข้อสรุปที่น่าจะดีที่สุดเกี่ยวกับตอนจบ
หลังจากตั้งกระทู้ข้างบนไป ได้อ่านความคิดเห็นของหลายๆ คน
เราเองก็เริ่มเกิดข้อสงสัยในตัวเองเหมือนกัน
เลยลองค้นไปค้นมา อ่านไปอ่านมา จนไปคลิกกับไอเดียอันนึงเข้า
ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว เราคิดว่าเป็นแนวคิดบทสรุปตอนจบที่ตอบคำถามอะไรหลายอย่างได้ดีทีเดียว

มันคือ .. ทฤษฎีแหวนแต่งงานของคอบบ์

เชื่อว่าถ้าดูกันดีๆ ในหลายๆ ฉากของ inception มีการจับภาพให้เห็นมือของคอบบ์อยู่พอสมควร
จุดนี้โดยส่วนตัวเราเชื่อว่า โนแลนตั้งใจใส่เข้ามาเพื่อสร้างนัยยะอะไรบางอย่างให้กับหนัง

และจากที่กล่าวข้างต้น ถ้าได้ต่อยอดลองสังเกตกันอย่างจริงจังแล้วจะพบว่า
ทุกฉากที่คอบบ์อยู่ในโลกฝัน .. คอบบ์จะสวมแหวนแต่งงาน
ในทางตรงกันข้าม คอบบ์จะไม่ใส่แหวนแต่งงาน .. เมื่อเค้าอยู่ในโลกความจริง

ข้อสรุปนี้มีที่มาจากฉากต่างๆ ในเรื่อง ดังนี้คือ

บนรถไฟก่อนไซโตะตื่นช่วงต้นเรื่อง .. ไม่มีแหวน
ใน Mombasa .. ไม่มีแหวน
ชั้นใต้ดินที่ทำงานของยูซุฟ คอบบ์ไปล้างหน้าแล้วทำโทเทมตก .. ไม่มีแหวน
เวิร์คชอปที่ปารีส .. ไม่มีแหวน
แชร์ฝันครั้งแรกกับอารีแอด นี่ .. มีแหวน
บนเครื่องบินก่อนการ inception .. ไม่มีแหวน
ทุกฉากในช่วงภารกิจ inception ให้กับฟิชเชอร์ .. มีแหวน
ตอนจบของเรื่อง .. ไม่มีแหวน

ซึ่งจากทฤษฎีนี้ ทำให้เกิดข้อสรุปในตอนจบที่ว่าเรื่องราวหลังจากที่คอบบ์ตื่นบนเครื่องบิน
แม้ว่ามันจะดูอวยชีวิตคุณคอบบ์ซะเหลือเกิน เกินไปจนมันดูไม่น่าจะเป็นไปได้
แต่สุดท้าย ทุกอย่างที่เกิดขึ้น มันเป็นความจริง
เพราะตอนจบคอบบ์ไม่สวมแหวนแต่งงาน
แสดงว่าโลก ณ ขณะนั้น คือโลกความจริง
และโทเทมที่เค้าหมุนทิ้งไว้ สุดท้ายมันจะหยุดหมุนในที่สุด


ปล. ส่วนตัวตอนแรกเราคิดว่า แหวนแต่งงานคือโทเทมจริงของคอบบ์
แต่ ไปๆ มาๆ เราคิดว่าจริงๆ แล้วแหวนแต่งงานเปรียบเสมือนโทเทมของคนดู มากกว่า
โนแลนใส่รายละเอียดตรงนี้เอาไว้เพื่อให้คนดูรู้ว่าจริงๆ แล้ว ฉากต่างๆ ที่กำลังชมอยู่
มันเป็นเรื่องจริงหรือมันเป็นความฝันกันแน่



My Google Product



ลองเข้าไปดูหน้า Manage Account ของบัญชีกูเกิลของตัวเอง แล้วเจอภาพที่น่าตกใจ .. อืม สงสัยต้องปันใจไปใช้เจ้าอื่นบ้างซะแล้วสิ

น่ากลัวจริงๆ -_-"

Thursday, July 08, 2010

It's not a Bug !!



Mmu : เขียนโปรแกรมมาหลายปี ประโยคที่ชอบที่สุดตั้งแต่ทำงานมาคืออะไรครับ ?

Mmi : เรื่องที่สนุกที่สุดเวลามีใครบอกว่านี่คือบั๊ก .. คือการได้ตอบกลับไปว่า ..
"เฮ้ย มันไม่ใช่บั๊ก มันเป็น Feature นะเธอว์" 


บั๊กไม่ใช่ดวงดาวที่พราวแสง
ใช่ร้อนแรงดั่งแสงอาทิตย์ส่อง
บั๊กไม่ใช่ภูผาสุดจับจอง
ใยใครมองหาบั๊กกันทำไม ?

ลา ~ ล๊า ล๊า ลา ~*

ปล. บางทีเขียนอะไรไร้สาระก็มีความสุขได้ ^o^

Sunday, July 04, 2010

10 วิธีการขอแต่งงานที่ Geek สุดๆ

สาวๆ หลายคนชอบบ่นว่าคบกับ Geek แล้วความโรแมนติกในชีวิตจะหมดไป คงต้องกลับมาคิดใหม่ เ
มื่อ Mashable รวบรวม 10 อันดับการขอแต่งงาน ในรูปแบบที่ Geek สุดๆ

ทีนี้จะได้รู้เสียทีว่า Geek อย่างเราก็มีความโรแมนติกกับเค้าเหมือนกันนะ เพียงแค่มันอยู่ในรูปแบบที่แตกต่างออกไปตะหาก :)

1. Super Mario

Geek หนุ่ม Brad ใช้โปรแกรม Lunar Magic เข้าไปแก้ด่านหนึ่งของ Super Mario World ภาค SNES และขอให้ Lisa แฟนสาวลองเล่นดู โดยในตอนแรกของวิดีโอเธอเองก็สงสัยว่าทำไมต้องเล่นด้วย แต่เมื่อเล่นไปซักพักเธอก็พบกับเหรียญทองที่เรียงกันเป็นคำว่า "Lisa .. will you mary me?" เธอตอบ "Yes"

น่ารักไหมล่ะ



2. iPhone App

Bryan พนักงานของบริษัท Linked ลงทุนเขียนโปรแกรมพิเศษบนไอโฟน ซึ่งหลังจากเปิดโปรแกรมแล้ว Jeannie แฟนสาวของเค้าต้องขี่มอเตอร์ไซด์ไปรอบซานฟรานซิสโก เพื่อไขเบาะแสไปในแต่ละจุด (ระหว่างทางจะมีวิดีโอของ Brayan คอยบอกใบ้ แต่ถ้าไม่รู้จริงๆ ก็มีปุ่มโทรหาเจ้าตัวได้นะ)

โดยเส้นทางบนแผนที่ทั้งหมดรวมกับเป็นรูปหัวใจ หลังจากที่ Jeannie แก้ปริศนาทั้งหมดแล้ว ก็จะได้พบกับ Bryan ที่ยืนรออยู่บนยอดเขา และขอแต่งงาน



3. Little Big Planet

คล้ายกับ Mario แต่ไม่ต้องใช้โปรแกรมอื่นแก้เพราะเกมส์ Little Big Planet นั้นเราสามารถสร้างด่านเองได้อยู่แล้ว แต่ความโรแมนติกก็ไม่ได้ลดลงจริงไหม



4. iPod

Andrews สั่งซื้อ iPod Nano สีดำ พร้อมสั่งสลักข้อความข้างหลังเครื่องของ Kathryn แฟนสาวแต่งงาน เขามอบเครื่องนี้ให้พร้อมกับแหวนเพชรวงหนึ่ง



5. Chrono Trigger

Geek รายนี้ลงทุนเป็นพิเศษ เพราะนอกจากจะแก้เกมส์เพื่อขอแต่งงานแล้ว ยังบรรจุเรื่องราวตั้งแต่เขากับแฟนคบกันเข้าไปตลอดการผจญภัยด้วย (อ่านคำอธิบายใน YouTube) ช่วงขอแต่งงานเริ่มที่ 4:38



6. Google Street View

Michael Weiss-Malik พนักงานกูเกิล เขียนป้ายขอแฟนสาวแต่งงาน ในขณะที่รถของ Google Street View ขับผ่านสำนักงานกูเกิล เขาเรียกป้ายนี้ว่า "Proposal 2.0"

ตอนนี้ภาพนั้นหายไปตามอัพเดตใหม่ของ Street View แต่ความทรงจำยังคงอยู่ตลอดไป




7. Megatouch

คู่รักทุกคู่มักมีกิจกรรมที่ทำร่วมกันเป็นประจำ เช่นเดียวกับ Patrick และ Sarah ที่ชอบเล่นเกมส์ Word Dojo บนเครื่องหยอดเหรียญตามผับ ซึ่งพ่อหนุ่ม Patrick ก็ได้ไอเดียว่าน่าจะดีถ้ามีหน้าจอพร้อมประโยคขอแต่งงานโผล่ขึ้นมาระหว่างที่เล่นเกมส์ เขาจึงติดต่อไปยังบริษัทที่ทำเกมส์นี้ทีหนึ่ง (เรื่องราวยาวและยากลำบากมาก กดอ่านได้จากที่มา)



8. Twitter

ถึงตอนนี้จะมีหลายคู่ที่ขอแต่งงานกันผ่าน Twitter ไปแล้ว แต่ว่ากันว่าสองคนนี้เป็นคู่แรก และประโยคขอกับรับก็น่ารักไม่แพ้กัน




9. iPhone Ad

โฆษณาไอโฟนที่คุ้นเคย แต่น่ารักขึ้นมากเมื่อเปลี่ยนทุกอย่างเป็นการขอแต่งงาน หวังว่า  Doris คงรู้ว่าใครจะโทรมาหลังจากวิดีโอนี้เล่นจบ



10. LOLcats

LOLcats เป็นการเล่นมุขของฝรั่งที่พิมพ์มุขตลกคู่ไปกับรูปแมว และนี่คือประโยคขอแต่งงานแรกบน LOLcats




ที่มา - Mashable