Tuesday, November 30, 2010

Harry Potter 7 : Service Pack 1



ด้วยความที่เป็นแฟนหนัง แต่ไม่ได้เป็นแฟนหนังสือ คงบอกได้แค่ว่าเป็นแฮรี่ภาคที่ชอบที่สุด
  • ไม่ต้องแนะนำตัวละคร ไม่ต้องเรียนเวทมนต์ ไม่มีฮ๊อกวอตส์ และไม่มี 3D (ท่านทำถูกแล้ว)
  • ใส่กันไม่ยั้ง ดราม่าดี มีอารมณ์ดีใจ เสียใจ โดดเดี่ยว สับสน
  • เฮอร์ไมโอนี่กับผมทรงใหม่สวยเช้ง
  • แฮรี่มีหนวด
  • รอนได้อารมณ์โรคจิต
  • ฉากนิทานทำสวยดี ดูกลืนไปกับหนัง เยี่ยมมาก
  • คาดว่าคงตัดไปเยอะ บางทีตัดไปมาแบบไม่บอกกล่าว ใครไปใครมาเริ่มงง เข้าใจว่าหนังสือมันคงยาว
  • ขนาดตัดแล้วหนังยังยาวได้อีก 2 ชั่วโมงครึ่ง
  • ฉากรุนแรงเยอะจริงๆ เด็กคงดูไม่สนุก เอ๊ะ แต่มันก็เรต 13+ นี่นา
  • เอฟเฟ็คแฮรี่ทั้ง 7 นี่เอาอยู่จริงๆ
  • มุขตลกร้ายขำใช้ได้เลย
  • ใครดู 7.1 แล้วไม่ดู 7.2 นี่คงบาปหนัก

เป็นใบปิดที่ได้อารมณ์วิ่ง ฝ่า ฝัน จริงๆ

แฮรี่ทั้ง 7 ฮาจริง

เอ็มม่า สวยเช้ง


แต่ปัจจุบันทำทรงป้าเอ็มม่าไปแล้ว T_T

"ท่าน เราจะออก Service Pack 2 เมื่อไหร่ดี ?"



Monday, November 29, 2010

Case Study: ยิ่งลูกค้าด่าเว็บเรามากเท่าไหร่ ยิ่งขายของได้มากขึ้นเท่านั้น ?



David Segal นักข่าวของ The New York Times เขียนบทความเรื่องจริงที่มีผู้หญิงคนนึง โดนหลอกจากการซื้อของบนเน็ต ฟังดูก็เหมือนเรื่องปกติที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่ที่มันไม่ธรรมดาคือบทความนี้กลายเป็น Top Trend บน Twitter, Facebook, ถูกส่งต่อเป็นหมื่นๆ ครั้ง และมีบทความวิเคราะห์ถึงปัญหา ที่มาที่ไปกันอีกหลายรายการ

บทความเรื่องนี้ชื่อ "A Bully Finds a Pulpit on the Web" ซึ่งมีเรื่องราวดราม่าความยาวถึง 8 หน้า แต่ก็แนะนำให้ลองอ่านดู เพราะมีความน่าสนใจและคุ้มค่าที่จะแวะเวียนไปชม (ยังไม่พบว่ามีใครแปลบทความนี้เป็นภาษาไทย เลยขอสรุปเอาแบบคร่าวๆ ถูกไม่ถูกอย่างไร โปรดแนะนำ)

เรื่องมันมีอยู่ว่า ...

Clarabelle Rodriguez สาวชาวอเมริกันคนหนึ่ง อาศัยอยู่ที่เมืองนิวยอร์ค เธอกำลังมองหาแว่นตา Lafont ทางอินเทอร์เน็ต จากการค้นข้อมูลทางกูเกิล เธอก็พบกับเว็บที่ชื่อ DecorMyEyes.com ขึ้นมาที่หน้าแรก เธอตัดสินใจสั่งซื้อแว่นตา Lafont พร้อมด้วยคอนแทคเลนส์ Ciba Vision รวมราคา $361.97

เว็บเจ้าปัญหา
วันต่อมานาย Tony Russo เจ้าหน้าที่จากเว็บดังกล่าว โทรมาแจ้งว่าคอนแทคเลนส์ Ciba Vision ขายหมดไปแล้ว ขอให้เธอเลือกแบรนด์อื่น ซึ่งเธอปฏิเสธว่าไม่ต้องการนอกจากแบรนด์นี้ นาย Tony เลยด่าไปว่า
"มันจะอะไรนักหนา แค่เลือกอีกยี่ห้อแค่นี้ !!"

2 วันหลังจากนั้น ทั้งที่เรื่องเดิมยังไม่จบ แต่ของที่เธอสั่งก็ถูกส่งมาแล้ว Clarabelle พบว่าแว่นตาที่เธอสั่งนั้นเป็น Lafont ปลอม แถมในใบเสร็จเธอยังถูกชาร์จค่าบริการเพิ่มอีก $125 รวมแล้วเป็น $487

แน่นอน เธอโทรกลับไปยังเว็บดังกล่าว ถามเรื่องที่ถูกชาร์จเพิ่ม และต้องการจะขอคืนสินค้า นาย Tony ตอกกลับเธอไปว่า
"นี่แกจะให้ฉันทำอะไรกับไอ้แว่นตานี่ ฉันอุตส่าห์สั่งตรงมาจากฝรั่งเศสเพื่อแกแล้วนะ !!"
"ถ้าอย่างนั้นฉันจะโทรไปบริษัทบัตรเครดิต และขอยกเลิกรายการนี้ซะ" เธอตอบ

นาย Russo เงียบไปซักพักหนึ่ง จากนั้นเขาตอบเธอว่า
"นี่แกฟังนะ !! ฉันรู้ที่อยู่ของแก บ้านแกอยู่แค่ข้ามสะพานนี้ไปแค่นั้น .. ฉันจะไปเจอแก แล้วจากนั้น !@#@!$@!" (เจ้าของบทความแจ้งว่าคำพูดนั้นแรงเกินกว่าจะตีพิมพ์บนหน้าหนังสือพิมพ์ได้)

ทั้งสองวางสายไป Rodriguez ดูจะตื่นกลัวพอสมควร แต่เธอก็โทรไปยัง Citibank เพื่อขอยกเลิกรายการมูลค่า $487 นั้น เวลาผ่านไปทุกอย่างเหมือนจะดีเมื่อทางบัตรเครดิตแจ้งว่าได้อนุมัติยกเลิกรายการซื้อสินค้านั้นแล้ว และใช้เวลาประมาณ 2 เดือนจึงจะได้รับเงินคืน

แต่เรื่องไม่จบ เพราะเมื่อเวลาผ่านไป นาย Russo ได้ทำการข่มขู่เธอให้ยกเลิกการเคลมกับบัตรเครดิต โดยการส่งอีเมล์ด่า, ส่งคำขู่ว่าจะฟ้องกลับ, ส่งรูปถ่ายหน้าบ้านพักของเธอมาให้ และมีโทรศัพท์ลึกลับโทรเข้ามาหลายครั้ง

Rodriguez ตัดสินใจเข้าแจ้งความกับตำรวจด้วยความกลัว ซึ่งตำรวจก็รับเรื่องไว้ด้วยดี แต่ 2 วันหลังจากนั้น เธอได้รับอีเมล์จาก Citibank แจ้งว่าได้รับการติดต่อให้ยกเลิกการเคลมดังกล่าวจากเธอแล้ว (ซึ่งเธอไม่ได้โทรไป) จากนี้รายการซื้อแว่นดังกล่าวจะถูกชาร์จตามปกติ และทางธนาคารจะคิดค่าดอกเบี้ยเพิ่มด้วย

Rodriguez มั่นใจว่าต้องมีคนปลอมตัวเป็นเธอแล้วโทรเข้าไปยกเลิกรายการกับธนาคาร เธอตัดสินใจโทรไปที่ Citibank ในทันที เล่าเรื่องทุกอย่างให้เจ้าหน้าที่ฟัง แต่ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าหน้าที่กลับบอกเธอว่าไม่สามารถช่วยอะไรได้ รายการนี้จะต้องถูกชาร์จตามปกติ เรื่องข่มขู่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรา (แม่เจ้าโว้ย)

ในระหว่างนั้น Rodriguez ได้รู้เรื่องของเว็บ DecorMyEyes มากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านทางเว็บ GetSatisfaction ว่าในรอบ 3 ปีมานี้มีคนที่ซื้อแว่นตาจาก DecorMyEyes แล้วเจอปัญหาเดียวกับเธอจำนวนมาก ไม่ใช่แค่นั้น เจ้าของเว็บตัวแสบยังมีหน้ามาโพสต์บอกด้วยว่า

"ยิ่งพวกแกด่าเว็บของเราบนเน็ตมากเท่าไหร่ เรายิ่งขายของดีมากขึ้นเท่่านั้น เป้าหมายของเราคือใช้ด้านลบในการโฆษณาบริษัท (Negative Advertisement)"

ซึ่งเป็นเรื่องจริง เพราะเว็บ DecorMyEyes ถูกผู้ซื้อร้องเรียนในแทบจะทุกเว็บ ทั้ง GetSatisfaction.com, ComplaintsBoard.com, ConsumerAffairs.com

เรื่องนี้ทำให้นักข่าวอย่าง David Segal สนใจจนต้องขอเข้าไปสัมภาษณ์แบบลับๆ กับเจ้าของเว็บ DecorMyEyes และก็พบกับเรื่องราวการทำธุรกิจที่ไม่น่าเชื่อแต่มันได้ผล

  • Vitaly Borker เจ้าของเว็บ DecorMyEyes บอกว่าเว็บของเขาไม่ค่อยมีคนเข้าเท่าไหร่ จนเมื่อมีลูกค้าเจ้าปัญหารายหนึ่งที่ต้องการเปลี่ยนสินค้าแล้วไม่ได้ดั่งใจ จึงเข้าไปเขียนข้อความด่าเว็บของเขา จากนั้นทุกอย่างก็เหมือนสวรรค์
  • เว็บ DecorMyEyes มีอันดับในการค้นหาบนกูเกิลดีมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งมีคนเขียนด่าในเว็บอื่นมากเท่าไหร่ อันดับยิ่งดีมากขึ้นเท่านั้น
  • นาย Borker ยังบอกอีกว่า วิธีนี้อาจจะดูไม่ดี แต่มันกลับได้ผลและทำกำไรสุดๆ หลังจากนั้นเขาก็ทำธุรกิจโดยไม่ใส่ใจลูกค้าเลยแม้แต่น้อย
  • "ผมเกลียดคำว่า ลูกค้าถูกเสมอ มันไม่ใช่กับที่นี่แน่นอน ทำไมลูกค้าจะผิดเสมอ แล้วพ่อค้าจะถูกเสมอบ้างไม่ได้"
  • Broker ใช้เวลาส่วนใหญ่ด่าอยู่กับลูกค้าที่มีปัญหา แต่เขาก็ยอมรับว่าชอบที่จะทำมัน
  • ถ้ามีคนประเภทเข้าเว็บต่างๆ เพื่อดูความน่าเชื่อถือของแต่ละเว็บ เปรียบเทียบคะแนนที่ได้ เขาบอกว่า นั่นไม่ใช่ลูกค้าของ DecorMyEyes ลูกค้าส่วนใหญ่คือคนที่เข้ามาโดยไม่ต้องเปรียบเทียบอะไร แล้วก็ซื้อของออกไป
  • ทาง NYT พยายามติดต่อเข้าไปที่กูเกิลเพื่อถามความเห็นกับเรื่องนี้แต่ไม่ได้รับการตอบรับ

Danny Sullivan เจ้าของเว็บ SearchEngineLand.com ให้ความเห็นว่า อัลกอริทึมในการค้นหาของกูเกิลนั้น มักจะนับจากจำนวนเว็บที่ทำลิงก์หากัน ยิ่งถ้ามีจำนวนลิงก์จากเว็บใหญ่ๆ อย่าง GetSatisfaction เข้ามาแล้วล่ะก็ เว็บนั้นจะยิ่งได้อันดับดีขึ้นไปอีก ไม่ว่าจะเป็นการวิจารณ์ในแง่ใดก็ตาม

"กูเกิลไม่สามารถใช้การวิเคราะห์อารมณ์ (Sentiment Analysis) เข้ามาร่วมในการค้นหาได้หรอก" Sullivan กล่าว

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากเรานำความชอบ ไม่ชอบ เข้ามามีผลกับอันดับในการค้นหาข้อมูล ?

นั่นอาจจะทำให้เราหานายบารัก โอบามา, ทำเนียบขาว หรือกรมสรรพากร ไม่เจอในอินเทอร์เน็ตเลยก็ได้ (ในเมืองไทย เราอาจจะหาเว็บของอดีตนายกคนนั้นไม่เจอก็เป็นได้)

จริงอยู่ว่าถ้าเราค้นหาด้วยคำว่า DecorMyEyes ตรงๆ เราจะได้เว็บที่เขียนคำวิจารณ์แง่ลบ และเราก็คงไม่ไปซื้อของที่เว็บนี้ แต่กับการค้นหาด้วยคำง่ายๆ อย่าง "Lafonts" หรือ "Ciba Vision" ล่ะ ?

บทความจาก SearchEngineLand แสดงภาพให้เห็นเลยว่า หากค้นหาด้วยคำง่ายๆ อย่าง christian audigier eyeglasses ใน Google Product Search เว็บ DecorMyEyes ถึงแม้จะได้คะแนนไม่ดีเพียงแค่ 3 ดาว แต่ก็ขึ้นมาในหน้าแรก ดังรูป (ปัจจุบันกูเกิลเอาเว็บ DecorMyEyes ออกจากผลการค้นหาแล้ว)



แต่ถ้าลองค้นหาในหน้าหลักของกูเกิล (ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะทำอย่างนั้น) ก็จะเห็น DecorMyEyes ขึ้นมาในหน้าแรก ที่แย่กว่าคือไม่มีการบอกคะแนนความพอใจเลยด้วยซ้ำ



ไม่ใช่แค่กูเกิล แม้แต่ Bing ก็ยังพบปัญหาเดียวกัน



กลับมาที่คดีของ Rodriguez หลังจากที่เกิดเรื่องแล้ว เธอพยายามมองหาความช่วยเหลือจากหลายฝ่าย แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ จนนักข่าวของ NYT พยายามขอเข้าสัมภาษณ์กับทาง Citibank และช่วยเหลือเธอ จนในที่สุดเธอก็ได้เงินคืนมา แต่ไม่มีการขอโทษใดๆ จากทางธนาคาร

สรุปแล้วจากเรื่องราวยาวเหยียดที่ได้อ่านมา มีประเด็นที่น่าสนใจหลายอย่าง
  • แน่นอนว่าเราควรจะซื้อของด้วยความระวังมากกว่านี้ แต่กูเกิลไม่สามารถช่วยเราได้เลยจริงๆ เหรอ ?
  • ยิ่งเว็บโดนด่ามากเท่าไหร่ กลับยิ่งได้อันดับดีมากขึ้นเท่านั้นจริงหรือเปล่า ?
  • เป็นไปได้รึเปล่าถ้าเราจะใส่ความชอบ ไม่ชอบ เข้ามามีผลกับอันดับในการค้นหา ?

ไม่แน่ว่าจากปัญหานี้ เราอาจจะได้เห็นการพัฒนาอีกก้าวนึงของการทำ Search Engine ก็ได้ ใครจะรู้

เรียบเรียงจาก - NYT: A Bully Finds a Pulpit on the Web, SearchEngineLand


Related Link


Sunday, November 28, 2010

รีวิว The Social Network : เพราะเนิร์ดก็มีหัวใจ



หนังของ David Fincher, คะแนน 97% จาก Rottentomatoes และเป็นเรื่องราวของ Social Network ที่ใช้อยู่ทุกวัน จึงทำให้ความน่าดูของหนังเรื่องนี้พุ่งสูงปรี๊ดดด

"The Social Network" ไม่ใช่ "Facebook the Movie" เพราะมันไม่ได้เน้นไปที่ตัว Facebook โดยตรง แต่เนื้อหาของหนังเน้นไปที่เรื่องราวของเพื่อน การทรยศหักหลัง การใช้อารมณ์ เซ็กส์ และความสัมพันธ์ของมนุษย์ เรียกได้ว่าไม่ใช่หนังเล่าเรื่องแต่เป็นดราม่าอย่างแรงมากกว่า

[Spoil]

  • ดูที่ SF World ตลกมากที่ดันเปิด Trailer ของเรื่อง The Social Network ให้เราดูก่อนหนังจะฉาย เล่นเอางงกันทั้งโรง
  • มีคนบอกว่าชื่อไทยของหนังคือ "เนิร์ดมหาเศรษฐี" แต่ไปดูหน้าโรงแล้วไม่พบชื่อลิเกแบบนี้ เลยสงสัยเป็นแค่ข่าวลือ
  • หนังเปิดตัวด้วยฉากคุยระหว่าง Mark Zuckerberg กับแฟนแบบต่อเนื่อง 10 นาทีในร้านเหล้า ซึ่งต้องขอชม David Fincher มากที่เลือกฉากเปิดตัวในแบบที่ทำให้เราๆ ท่านๆ เข้าใจความเนิร์ด มั่นใจ คิดอะไรเป็นตรรกะของ Mark Zuckerberg (ฉากนี้ถ่ายกันถึง 99 เทค)
  • หนังพูดกันรัวมาก และศัพท์เทคนิคเยอะจนหลายคนบ่นว่าอ่านซับไม่ทัน
  • ฉากที่มี บิลเกตส์ โผล่มานี่ อยากบอกว่าเสียงเหมือนม๊ากกก นั่งฟังแล้วฮาในความเหมือนมาก (ขำอยู่คนเดียวทั้งโรง)
  • Mark Zuckerberg ใช้ Sony Vaio ตอนหลังใช้ Macbook, ส่วนเพื่อนๆ ใช้ Dell
ผมก็ใช้ Macbook นะฮว๊าฟฟฟฟฟ

ฉากเปิดตัว คุยกันไวไม่เผื่อแผ่ชาวไทยที่นั่งอ่านซับกันจนไม่ได้หายใจทั้งโรง

  • หนังเลือกที่จะเล่าสลับไปมาระหว่างการฟ้องร้องกับเรื่องราวของ Facebook ตั้งแต่ต้น ซึ่งทำให้ได้มุมมองในอดีตกับปัจจุบัน ที่บางครั้งมันช่างขัดแย้งในตัวเองดี
  • มุขหลายอันโดนใจมากเพราะใกล้ตัว อย่างมุขตั้งสถานะตัวเองเป็นโสดนี่อย่างฮา
  • จริงๆ เรื่องราวของ Facebook ก็ไม่ได้ดราม่าอะไรมากมาย (ดราม่าของจริงต้องเรื่องของแอปเปิลกับไมโครซอฟท์) แต่หนังก็เล่าเรื่องได้สนุกมากทีเดียว
  • เงิน ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปได้ แม้แต่คำว่าเพื่อน
  • สุดท้ายจุดอ่อนของผู้ชายทุกคนก็คือผู้หญิงนี่เอง
  • โทนหนังคุมได้ดี ดูแล้วอิน อาจจะเพราะใกล้ตัวมาก .. ขอยกให้เป็นหนังแห่งปี

เชื่อว่าหลายคนดูเรื่องนี้แล้วน่าจะเข้าใจในความเป็นเนิร์ด (Nerd) มากขึ้น จริงอยู่ที่เนิร์ดและกี๊ก (Geek) ส่วนใหญ่มักจะชอบพูดจาไม่รู้เรื่อง มั่นใจในตัวเอง ขาดมนุษย์สัมพันธ์ และไม่มีเสน่ห์อย่างแรง

แต่เนิร์ดก็ไม่ต่างจากคนทั่วไป ต้องการความรัก ต้องการคนเข้าใจ ซึ่งอาจจะมากกว่าคนปกติด้วยซ้ำ ถึงเนิร์ดจะดูเหมือนคนที่ไม่สนใจใคร แต่แท้จริงแล้วก็เต็มไปด้วยความจริงใจ รักใครก็รักจริง ขอเพียงแค่มีใครเปิดใจและเข้าใจ

เพราะเนิร์ดก็มีหัวใจนะจ๊ะ

ถึงจะเนิร์ดแต่ก็เป็น เนิร์ดรักเธอแต่กี้ .. หนี้รักเธอแต่เกิด นะจ๊ะ (ฮี๊ววว)

สาวๆ Stanford นี่สวยเอ๊กแบบนี้นี่เอง

Algorithm แห่งจุดเริ่ม Facebook


Mark Zukerberg, Sean Parker, Eduardo Saverin หน้าเหมือนแฮะ




Saturday, November 27, 2010

Chicago Bulls 1995-1996 : The Best NBA Team Ever



บาสเก็ตบอลเป็นกีฬาที่ผมชื่นชอบที่สุดก่อนจะมาเริ่มดูฟุตบอล และทีมขวัญใจตลอดกาลของผมคือทีม ชิคาโก บูลส์ชุดปี 1995 - 1996 ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นทีมชุดที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์บาสเก็ตบอล

  • ทำสถิติชนะมากที่สุด 72 แพ้ 10
  • Jordan ทำคะแนนมากที่สุดในลีก
  • Rodman ทำรีบาวด์มากที่สุดในลีก
  • Jordan, Rodman, Pippen ติด 3 ผู้เล่มเกมส์รับยอดเยี่ยม (เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่มีผู้เล่นจากทีมเดียวกันติดถึง 3 คน)
  • Jordan กวาดหมดทุกรางวัล ตั้งแต่ MVP, MVP Playoff, MVP Final
เป็นฤดูกาลที่ดูทีไรก็มีความสุข (ก็แน่ล่ะ ไร้เทียมทานซะขนาดนั้น)



แต่ช่วงเวลาที่ผมตั้งตารอดูที่สุดกลับไม่ใช่เวลาในการแข่ง กลับเป็นช่วงแนะนำตัวผู้เล่น หรือ Introduction ซึ่งชิคาโก บูลส์ เป็นทีมแรกในเอ็นบีเอ ที่แนะนำตัวผู้เล่นโดยการปิดไฟ เปิดเพลง แสงสีเสียง วิดีโอแอนิเมชัน

Scottie Pippen จะถูกแนะนำตัวเป็นคนแรก หลังจากนั้นจะตามมาด้วย Denis Rodman, Luc Longley, Ron Harper และปิดท้ายที่ Michael Jordan

คลิปเปิดตัวผู้เล่นของชิคาโก บูลส์กลายเป็นคลิปคลาสสิคของคนที่ชื่นชอบบาสเก็ตบอลยุด Jordan Era ไปแล้ว .. ว่าแล้วลองย้อนกลับไปดู Good Old Day กันดีกว่า






Thursday, November 25, 2010

ศิลปะแห่งการทำลายสินค้าแอปเปิล


บอกได้คำเดียวว่า .. เสียดาย ><


















ที่มา - Tuaw

Tuesday, November 23, 2010

วิธีใช้ Find My iPhone - ไอโฟนกรูอยู่ไหน



แอปเปิลเปิดให้ใช้บริการ Find My iPhone ฟรีแล้วใน iOS 4.2 โดยบริการนี้นอกจากจะช่วยให้เราสามารถหาว่าเครื่องเราอยู่ที่ไหนในตอนนี้แล้ว ยังมีความสามารถอื่นอย่างเช่น ส่งข้อความพิเศษให้ขึ้นที่หน้าจอ, สั่งให้เครื่องส่งเสียงดังขึ้น แม้จะเข้า Silent Mode ก็ตาม, สั่งให้เครื่อง Lock และตั้ง Password ไว้ หรือจะให้เครื่องลบข้อมูลทั้งหมดไปเลยก็ได้

บริการนี้เปิดให้ใช้ฟรีสำหรับคนที่ใช้ iPhone 4, iPod Touch 4th Gen และ iPad แต่ถ้าใครเป็นสมาชิก Mobile Me อยู่แล้วก็เปิดใช้ได้กับไอโฟนตั้งแต่รุ่น 3G ขึ้นไป





สำหรับการติดตั้งก็ไม่มีอะไรมาก เข้าไปที่ Mail เลือก Mobile Me แล้วใส่อีเมล์ของ Apple ID เรา แค่นี้ก็เสร็จ หรือถ้าใครยังไม่มี Apple ID ก็กดสร้าง Free Account ได้



หลังจากเปิดใช้ Find My iPhone แล้ว เราก็จะสามารถ login เข้าไปที่ Me.com ด้วย user เดียวกันได้ โดย user เดียวกันนี้สามารถใช้ได้กับ iPhone, iPod Touch หรือ iPad พร้อมกันเลยก็ได้




เมื่อ Login เข้าไปแล้วก็จะพบกับแผนที่บอกตำแหน่งปัจจุบันของเครื่อง





เมื่อคลิ๊กเข้าไปจะแสดงรายละเอียดว่าได้รับข้อมูลตำแหน่งล่าสุดเมื่อไหร่






เราสามารถส่งข้อความพิเศษไปถึงเครื่องได้ มี Option ให้ส่งเฉพาะข้อความหรือส่งเสียงด้วยได้




ข้อความใช้ภาษาไทยได้ และเสียงที่เข้ามาก็ดังมาก แม้เราจะเข้า Silent Mode อยู่ก็ตาม





อีกฟีเจอร์นึงที่ดีมาก คือการสั่ง Lock เครื่อง โดยเราจะต้องตั้ง Password เป็นตัวเลข 4 หลักก่อน
เมื่อกดส่ง เครื่องของเราจะถูก Lock ทันที ไม่ว่าเราจะเล่นเกมส์ ดูหนัง หรือทำอะไรอยู่ เครื่องจะกลับเข้าหน้า Lock Screen แล้วเราจะต้องใส่ Passcode เพื่อเข้าไปใช้งานเครื่องอีกครั้ง







จากที่ลองดู เครื่องจะถูกตั้งว่าต้องใส่ Passcode ตลอดทุกครั้ง แม้ว่าเราจะใส่ครั้งแรกถูกต้อง แต่ถ้ากลับเข้ามาหน้า Lock Screen ใหม่ ก็จะต้องใส่ Passcode อีก




สุดท้ายคือการสั่งให้เครื่องลบข้อมูลทั้งหมดทันที ซึ่งอันนี้ไม่ได้ลองดูครับ ยังไม่กล้าพอ -_-"



ทุกครั้งที่เราส่งข้อความ หรือสั่งการอะไร จะมีอีเมล์แจ้งเตือนมาที่ account ที่เราสมัครด้วย

จากที่ลองทดสอบดูก็พบว่า

  • เครื่องจะแอบส่งตำแหน่งปัจจุบันของเรา เป็นระยะๆ ไม่แน่นอน ทำให้บางครั้งเมื่อเราสั่งการจากหน้าเว็บจะใช้เวลาพอสมควรกว่าจะมาถึงที่เครื่อง
  • เพราะงั้นถ้าใครที่ไม่ได้ใช้ GPRS Unlimited ควรระวัง
  • ถ้าหากไอโฟนใช้ Wifi อยู่ เวลาจะอยู่ที่ 1-5 วินาที แต่ถ้าผ่าน GPRS จะอยู่ที่ 3 - 15 วินาที
  • ถ้าเราเล่นเกมส์หรือดูหนังอยู่แล้วมีสัญญาณ Lock เครื่องเข้ามา เมื่อกด Passcode ผ่านเข้าไปแล้วไอโฟนจะเปิดที่หน้าเกมส์นั้นให้เล่นต่อเลย ไม่ได้ไปหน้า Home (คือไม่ได้ออกจากโปรแกรมนั่นเอง)
  • ถ้าปิดเน็ต ทุกอย่างก็จบ Find My iPhone ก็จะใช้การไม่ได้

โดยสรุป Find My iPhone ก็เป็นฟีเจอร์ที่มีประโยชน์มากพอสมควร ถึงแม้จะมีข้อจำกัดที่ต้องใช้ผ่านอินเทอร์เน็ต แต่ก็ถือว่าเป็นบริการเสริมที่ดูดีทีเดียว