Thursday, December 29, 2011

ประสบการณ์ออกทีวีกับรายการ Guru Daily ( @GuruDailyTV )


หลายวันก่อนทางรายการ Guru Daily ทางช่อง G-Square ส่ง DM มาเชิญไปออกรายการ ทีแรกก็งงอยู่ซักพักนึงว่าเอ เราเคยไปทำเรื่องอะไรไม่ดีไว้รึเปล่าหว่า ? (ฮา) แต่พอทางรายการบอกว่าเชิญมาสัมภาษณ์เรื่องที่ทำ @SteveJobsThai ก็เลยถึงบางอ้อ

สารภาพตามตรงว่าไม่เคยไปออกทีวีอะไรที่เป็นทางการแบบนี้มาก่อน เคยสัมภาษณ์บ้างก็แว๊บๆ เวลาไปตามอีเวนต์ต่างๆ แต่ให้ไปเป็นแขกรับเชิญเลยนี่ไม่เคยเลยครับ ตื่นเต้นทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน ><

:: เบื้องหลังการทำรายการทีวี ::

ทีแรกทางรายการถามว่าสะดวกจะมาที่สตูดิโอหรือเปล่า ? ถ้าไม่สะดวกจะมาสัมภาษณ์ถึงบริษัทเลยก็ได้

ด้วยความเกรงใจบวกกับผมอยากลองไปเปิดหูเปิดตาดูเบื้องหลังการทำรายการทีวีมานานแล้ว เราเลยนัดหมายกันที่สตูดิโอที่ชั้นใต้ดิน ตึกฟอร์จูนทาวน์ พระราม 9 .. เคยมาฟอร์จูนก็หลายครั้ง แต่ไม่คิดว่าจะมีสตูดิโอรายการทีวีอยู่ชั้นใต้ดินด้วย สอบถามทีมงานบอกว่าเพิ่งย้ายมาจากชั้น 4 เมื่อไม่นานมานี้เอง

เวลานัด 19.00 น. แต่มาก่อนเวลาซักเล็กน้อย เผื่อจะได้พูดคุยกับทีมงาน โชคดีได้น้อง @ShanMiaosan และคุณ @Giftzyka ช่วยดูแล (เพราะแขกท่านนี้ดูเอ๋อเหลือเกิน)




ภายในสวยงาม มีพี่รปภ.ดูแลการเข้าออกตลอดเวลา



ซักพักทีมงานก็เรียกไปแต่งหน้า ออกอาการเหวอเล็กน้อย เฮ้ย !! ต้องแต่งหน้าด้วยเหรอ ? สอบถามได้ความว่าแสงในรายการมันจะแรงมาก สีหน้าจะหายไปกว่าครึ่ง เลยต้องแต่งหน้าทาปากนิดหน่อย หน้าจะได้ไม่ขาวว่อกจนเกินไป

แต่งหน้าเสร็จ @Giftzyka ก็เข้ามานั่งบริฟให้ฟัง เลยชิงถามก่อนเลยว่าทำไมถึงสนใจเชิญมา ? คุณกิฟต์เล่าว่าเคยเห็นทวีตของ @SteveJobsThai บ้าง แล้วพอดีได้มาอ่านบล็อกที่เขียนเฉลย ก็เลยสนใจอยากเชิญมาพูดคุยในรายการ (อ่าน : ผมคือสต๊อปจีฟ - I'm @SteveJobsThai)



คุยกันเสร็จก็ต้องติดตั้งไมค์ลอย เครื่องมีขนาดประมาณฝ่ามือแบบที่เคยเห็นในทีวี ก็ต้องหาที่ซ่อนที่กระเป๋าหลัง แล้วเอาเสื้อนอกปิดทับ ตอนน้อง @ShanMiaosan มาใส่ไมค์ให้ก็รู้สึกเหมือนดาราขึ้นมา 50% ทันที (ฮา)




เห็น @Namnoon และ @M_Neti พิธีกรเดินผ่านไปผ่านมา แต่สารภาพตามตรงว่าจำไม่ได้ ><
แต่พอทั้งสองคนใส่แว่นประจำตัวปุ๊บ ร้องอ๋อเลย

"อ้าว คุณนุ่นนี่เอง ไม่ใส่แว่นจำไม่ได้เลย" (เห็นทีมงานแอบขำ)







พอเข้ามาที่ห้องส่ง เห็นอุปกรณ์ถ่ายทำแล้วก็รู้สึกว่าน่าสนใจดี เดินดูรอบๆ แป๊บเดียวทีมงานก็เชิญไปนั่งเก้าอี้หน้าจอ ประกบกับพิธีกรซ้ายขวาแล้ว กรี๊ดดด (ตื่นเต้น)
  • ก่อนเข้าไปถ่ายรายการ @CherryJaja โทรมาถามว่า "ใส่แหวนรึยัง ?" -___-"
  • รายการถ่ายด้วย Green Screen ทั้งฉาก
  • มองไปข้างหน้าเห็นกล้องถ่ายของรายการ มีทีวีตัวนึงให้ดูหน้าตัวเอง ในจอทีวีจะเป็นภาพที่ออกอากาศจริง คือซ้อนภาพฉากเข้าไปใน Green Screen แล้ว
  • ถึงเวลาจริงไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไหร่ แต่ไม่รู้จะพูดอะไร คิดไม่ค่อยทัน


  • ใส่เสื้อแอปเปิลมา แต่มองไม่ค่อยเห็นเพราะมีเสื้อนอกปิด
  • ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมเวลาเห็นพวกคนไอทีไปออกรายการสัมภาษณ์โน่นนี่ พวกกี๊กจะชอบทำท่างงๆ เหมือนพูดจาไม่รู้เรื่อง เซื่องซึม
  • คือตรูก็เป็น >< !!
  • พิธีกรทั้งสองคน ทีแรกก็อ่านสคริปต์เงียบๆ แต่พอนับ 3 .. 2 .. 1 !! เข้ารายการปุ๊ปแปลงร่าง alert ขึ้นมาทันที ร่าเริงมากจนเราเปลี่ยนอารมณ์ไม่ทัน (ฮา)
  • รายการถ่ายเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกถามที่มาที่ไปของการทำ @SteveJobsThai ช่วงที่สองพูดถึงผลตอบรับแล้วก็หลังจากนี้จะทำอะไรต่อ
  • ระหว่างสัมภาษณ์ในสตูฯ พอพิธีกรถามเสร็จแล้วรอเราตอบคำถาม ช่วงที่คิดคำตอบนี่อารมณ์กดดันเล็กๆ เพราะรอบข้างเงียบมาก ทั้งห้องรอฟังเราพูดอยู่คนเดียว
  • ทีมงานยกป้ายขึ้นมาเป็นระยะๆ แต่แขกรับเชิญอ่านไม่ออก เพราะลืมใส่แว่น (ขอโทษคร๊าบบบ -/\-)
  • ช่วงท้ายมีคำถามให้ฝากอะไรถึงแฟนๆ รายการเนื่องในโอกาสวันพ่อ นึกอะไรไม่ค่อยออก เลยฝากให้ลดการเล่น Social Network ลงหน่อย แล้วคุยกับครอบครัวให้มากขึ้น (คนพูดยังทำไม่ค่อยได้เล๊ยย 55)
  • ทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 40 นาทีก็เสร็จเรียบร้อย ทีมงานขอบคุณแล้วก็เดินมาส่ง จากนั้นก็กลับไปอัดรายการตอนต่อไปกันต่อ

ผมทำงานในสายไอทีมานานก็มีความเชื่อในการทำงานเป็นทีม แต่พอได้มาเห็นเบื้องหลังของคนทำงานรายการทีวีแล้ว บอกได้เลยว่าต้องใช้ทีมเวิร์คสูงมากๆ

เบื้องหน้าที่เราเห็นพิธีกรแค่ 2 คน แต่เบื้องหลังนั้นต้องใช้ทีมงานนับสิบ ทั้งฝ่ายเทคนิค ฝ่ายกำกับ ผู้ช่วย คนคิดงาน ดูแลบท ติดต่อประสานงาน ฯลฯ ผมว่าคนทำงานทีวีนี่ต้องมีความรับผิดชอบสูงมากเลยนะ และเป็นงานที่ทำก็ต้องใช้ทักษะในการสื่อสารมาก

ยังไงก็ขอขอบคุณรายการ Guru Daily มากครับที่เชิญไปออก ไว้มีโอกาสหน้าคงได้เจอกัน ;)

รายการออนแอร์ไปแล้วในวันที่  5 ธันวาคม ส่วนใครสนใจดูรายการย้อนหลัง และอาการเกร็งของผม ก็แวะไปโห่กันได้ที่ .... -__-"




Related Link



Wednesday, December 28, 2011

การ์ตูน iStory รักนี้ไม่ต้องการเวลา : ตอนที่ 2 - Love Later



















































อยากบอกให้รู้ อยากจะบอกเอาไว้ อยากเปิดหัวใจ แม้ว่าเธอไม่อยู่รับฟัง
รู้ว่าสายเกินไปจะบอก ทั้งรู้ไม่มีประโยชน์ ก็จบไปแล้ว จะหวังอะไร 
แต่ขอ ให้รู้ความจริงสักอย่าง ที่ค้างที่คาในใจ อยากบอกเอาไว้ให้เธอรู้ ...


ติดตามตอนที่ 3 - หากันจนเจอ 

สั่งซื้อ การ์ตูน iStory ออนไลน์

------------------------------------------------------------------------------------------

การ์ตูน: iStory รักนี้ไม่ต้องการเวลา

โปรเจ็คพิเศษของเอ็ม (@Khajochi) กับเชอรี่ (@CherryJaja) ที่ใช้เวลาทำมานานกว่า 8 เดือน เป็นการ์ตูนขนาดยาว ในเล่มมีทั้งสิ้น 107 หน้า แบ่งออกเป็น 4 บท ว่าด้วยเรื่องราวของเอ็มกับเชอรี่ ตั้งแต่รู้จักกันเมื่อ 16 ปีก่อน จนถึงแต่งงาน

พิมพ์เพื่อจำหน่ายในงานแต่งงานทั้งสิ้น 200 เล่ม โดยรายได้ทั้งหมด 100% ไม่หักค่าใช้จ่าย บริจาคให้กับสภากาชาดไทย ราคาเล่มละ 100 บาท ถ้าพูดอีกอย่างหนึ่งคือผมขอเชิญชวนทุกท่านบริจาคให้สภากาชาด 100 บาท แถมฟรีการ์ตูน 1 เล่ม !! (หรือหากใครต้องการบริจาคมากกว่านั้นก็ยินดีครับ)

การ์ตูนมีทั้งหมด 4 บท จะเปิดให้อ่านฟรี 3 บทแรกทางบล็อกแห่งนี้, Facebook และ Google+ แต่ถ้าใครอยากอ่านตอนจบต้องซื้ออ่านเอานะจ๊ะ :P เปิดขายหน้างานแต่ง และสั่งซื้อได้บนหน้าบล็อก (รายละเอียดจะแจ้งอีกครั้ง)


การ์ตูน iStory


 Related Link


Tuesday, December 27, 2011

ของขวัญวันเกิดที่มีความหมายที่สุด




ผมให้ของขวัญวันเกิดเชอรี่มาตั้งแต่ปีแรกที่เรารู้จักกัน และก็ให้มาเรื่อยๆ ต่อเนื่องมาทุกปี จนถึงตอนนี้ก็ครบ 17 ชิ้นแล้ว

ถ้าถามว่าของขวัญชิ้นไหนที่ชอบที่สุดตั้งแต่เคยให้ของขวัญวันเกิดมา ผมตอบได้ทันทีเลยว่าของขวัญชิ้นที่ 2 กับชิ้นที่ 11 ... ซึ่งถ้าถามเชอรี่ว่าชอบของขวัญชิ้นไหนที่สุด ก็จะได้คำตอบที่ไม่ต่างกัน

ถ้าใครสังเหตุดูในวิดีโอขอแต่งงาน ก็จะเห็นสร้อยเส้นนึง ที่มีจี้เป็นรูปดอกไม้น่ารักๆ 5 แฉก มีพลอยตรงกลางสีชมพู .. สร้อยเส้นนี้คือของขวัญชิ้นที่พูดถึง ซึ่งมีที่มาที่ไป และมีความหมายสำหรับเราสองคนมาก จนอยากจะขอบันทึกเรื่องราวเก็บเอาไว้ครับ



พ.ศ. 2538

ของขวัญวันเกิดชิ้นแรกที่ให้เชอรี่ (ปี 2537) คือแก้วรูปบิดๆ งอๆ ตอนนั้นโนไอเดียจริงๆ ว่าจะให้อะไร เพราะเพิ่งรู้ว่าเชอรี่เกิดวันไหนเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้า พอหนึ่งปีผ่านไป ผมเลยตั้งใจกับของขวัญชิ้นที่สองมากเป็นพิเศษ

ตอนนั้นผมอยู่ ม.3 ถ้าได้อ่านจากการ์ตูนก็จะรู้ว่าเราสองคนถึงแม้เวลาอยู่ที่โรงเรียนจะไม่คุยกัน แต่เราก็ติดต่อกันทางจดหมายและโทรศัพท์หากันทุกวัน เรามีความรู้สึกที่พิเศษต่อกันหลายอย่าง

ผมนั่งคิดอยู่นานว่าจะหาของขวัญอะไรให้ พอดีบังเอิญได้ไปดูหนังฝรั่งเรื่องหนึ่ง (จำชื่อเรื่องไม่ได้) ที่พระเอกทำเซอร์ไพรส์นางเอกด้วยการเอาหนังสือเล่มใหญ่ให้เป็นของขวัญ แต่พอเปิดมา ปรากฏว่าข้างในหนังสือถูกเจาะตรงกลาง แล้วก็มีกล่องใส่แหวนขอแต่งงานอยู่ข้างใน

ด้วยอารมณ์ไหนไม่รู้ ผมเลยอยากทำบ้าง แต่จะให้แหวนก็เว่อร์ไป ผมเลยเดินหาเครื่องประดับไปทั่วเมือง ด้วยราคาไม่กี่ร้อยบาทเท่าที่เด็กนักเรียนจะหาซื้อได้ ในที่สุดก็เจอกับสร้อยที่มีจี้เป็นรูปดอกไม้ 5 แฉก มีพลอยตรงกลางสีชมพู

จากนั้นผมก็เริ่มทำกล่องใส่สร้อยตามแบบในหนังที่ดู แต่ตอนนั้นไม่รู้จะหาหนังสือเล่มใหญ่ๆ จากไหน ว่าแล้วก็เลยหยิบดิกชันนารีที่ใช้ตอนเรียนวิชาภาษาอังกฤษขึ้นมา .. ตัดโช๊ะ !!





มันไม่ง่ายอย่างที่คิด

ทีแรกผมเข้าใจว่าการจะเจาะเป็นรูปสี่เหลี่ยมลงไปตรงกลางหนังสือที่หนากว่า 400 หน้า ก็แค่เอามีดจิ้มลงไปเฉยๆ แต่คิดผิดถนัดเพราะมันไม่ทะลุ และยิ่งใช้แรงดันมากเท่าไหร่ หนังสือยิ่งขาดมากเท่านั้น

ความพยายามครั้งแรกเลยล้มเหลว หนังสือเบี้ยว กระดาษยับเละไปหมด สุดท้ายผมต้องไปซื้อดิกฯ มาอีกเล่มหนึ่งเพื่อเจาะอีกครั้ง หลังจากหาวิธีอยู่ซักพัก ก็ได้ข้อสรุปว่า ผมจะเอามีดตัดลงไปในหนังสือทีละหน้า !!

วิธีนี้อาจจะดูโง่ๆ แต่ก็ดีที่สุดเท่าที่ปัญญาเด็กม.3 อย่างผมจะคิดออก ผมนั่งตัดกระดาษทีละหน้า หน้าที่ 1  .. หน้าที่ 10 .. หน้าที่ 50 .. หน้าที่ 100 ... จนถึงหน้าที่ 400

ทั้งหมดใช้เวลาทำ 2 อาทิตย์ เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน แต่ในที่สุดก็ทำได้สำเร็จ และก็ส่งไปรษณีย์ไปถึงมือเชอรี่ตรงวันเกิดพอดี







สร้อยขาด ...

เชอรี่ชอบสร้อยเส้นนี้มาก มากถึงขนาดใส่สร้อยเส้นนี้ไปโรงเรียนทุกวัน (ซึ่งแน่นอนว่าต้องหลบอาจารย์บ่อยครั้ง) หลายครั้งที่เราเดินสวนทางกันที่โรงเรียน พอผมได้เห็นสร้อยเส้นนี้ในคอเธอ มันก็ต้องแอบยิ้มและดีใจไปด้วยทุกครั้ง

แต่แล้วในช่วงม.ปลาย มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เราสองคนเริ่มห่างกัน วันนั้นเชอรี่กำลังเดินเล่นอยู่ที่โรงเรียน ปรากฏว่าเกิดอุบัติเหตุบางอย่าง ทำให้สร้อยเส้นนี้ขาดลง ...

แล้วก็เหมือนเป็นลาง เพราะหลังจากนั้นเราสองคนก็มีปัญหาบางอย่างและก็เริ่มห่างเหินกัน (ซึ่งจะได้อ่านในการ์ตูนตอนที่ 2 ครับ)



10 ปีผ่านไป

ผมก็ยังคงให้ของขวัญเชอรี่อยู่เช่นเคยทุกปี หลังจากเวลาผ่านไป ในที่สุดเราสองคนก็เปลี่ยนฐานะจากเพื่อนมาเป็นแฟน ซึ่งผมเองก็เคยถามถึงสร้อยเส้นนั้นที่เคยให้เมื่อสิบปีก่อน ปรากฏว่าเชอรี่ยังคงเก็บไว้เป็นอย่างดี ถึงแม้มันจะขาดลง

แต่ด้วยความที่วัสดุที่ใช้ทำไม่ค่อยดีเท่าไหร่ (ตามราคาไม่กี่ร้อยบาท) ทำให้สีชมพูเริ่มจางลง ตัวจี้มีรอยดำมากจนดูแย่เวลาใส่ ปีนั้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีสร้อยคอเส้นนี้ ผมเลยตั้งใจว่าจะให้สร้อยกับเชอรี่อีกครั้งนึง ในแบบที่เหมือนเดิมกับที่เคยให้เมื่อ 10 ปีก่อน

หลังจากเดินห้างทั่วกรุงเทพ ก็ยังไม่พบจี้รูปดอกไม้ที่คล้ายกับของเดิม สุดท้ายผมเลยตัดสินใจ แอบเอาจี้ตัวเดิมไปให้ร้านอัญมนีแห่งหนึ่งในย่านสีลมดู .. แล้วก็พูดคุยกับเจ้าของร้าน เพื่อหาทางทำสร้อยและตัวจี้รูปดอกไม้นี้ขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยทุกอย่างเริ่มจากศูนย์

ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นเรื่องยาก เพราะที่ร้านจะต้องทำบล็อคขึ้นมาใหม่หมด สำหรับจี้ตัวนี้เพียงตัวเดียว ต้องใช้เวลาในการแกะบล็อคตามรูปแบบของจี้ตัวเก่า อีกทั้งผมยังขอว่าให้ใช้วัสดุที่ดีกว่าเดิม คือเป็นทองคำขาว เพื่อไม่ให้ตัวจี้เกิดรอยดำขึ้นมาอีก (ขอไม่เปิดเผยราคาค่าทำครับ)

ทั้งหมดใช้เวลาทำกว่าเดือน ตั้งแต่ออกแบบ เลือกวัสดุ และก็ตรวจสอบว่าสร้อยออกมาเหมือนเดิมทุกประการจริง




ของขวัญที่มีความหมาย

ผมให้สร้อยเส้นนี้กับเชอรี่ในวันเกิดเมื่อปี 2549 เธอตกใจมากที่ได้เห็นสร้อยเส้นนี้อีกครั้ง ทุกอย่างเหมือนกับเมื่อสิบปีก่อนที่เคยให้กันเลย

ความรู้สึกในตอนนั้นมันพิเศษอย่างบอกไม่ถูก นาทีที่ผมหยิบสร้อยมาใส่ให้เธอ เหมือนกับว่าเราได้ย้อนเวลากลับไปในวันวานอีกครั้ง

เรานั่งคุยกันถึงเรื่องสร้อยเส้นนี้อยู่นาน ตั้งแต่วันแรกที่ผมนั่งตัดกระดาษทีละแผ่น วันแรกที่เชอรี่ได้หยิบมันมาคล้องคอและใส่ไปไหนมาไหนด้วยตลอดเวลา

ผมว่าบางทีมันก็แปลกดีเหมือนกันนะ .. การที่เราได้กลับมาทำอะไรที่มีความหมายกับตัวเองอย่างมากอีกครั้งนึง ความรู้สึกดีๆ เหล่านั้นมันย้อนกลับมา ได้ยิ้มได้มีความสุขกับวันวานและปัจจุบัน

หลังจากนั้นเชอรี่ก็ใส่สร้อยเส้นนี้ทุกวัน ใส่อยู่ตลอดเวลา มันเป็นเหมือนสัญลักษณ์บางอย่างที่ย้ำเตือนความสัมพันธ์ของเราสองคน ที่ไม่ว่าของบางอย่างอาจจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา .. แต่ความทรงจำที่อยู่ในนั้น ไม่เคยเปลี่ยนไปครับ :)


2538 - 2549
Related Link


Monday, December 26, 2011

ร้านอัดรูปตรงข้ามเซ็นทรัลลาดพร้าว ไม่แพ้ร้านใดในโลก



ร้านอัดรูปตรงข้ามเซ็นทรัลลาดพร้าวนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งอัดรูปที่ราคาโคตะระถูกที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ แล้วไม่รู้ว่าเพราะอะไร ไปๆ มาๆ ก็มีร้านอัดรูปเปิดในระแวกนี้มากกว่า 10 ร้านติดๆ กัน

พอดีวันนี้มีเวลาว่างมาเดินเล่น เลยเพิ่งสังเกตเห็นว่าชื่อร้านแต่ละร้านนั้น เหมือนจะตั้งขึ้นเพื่อสู้รบ เกทับกันไปมา เหมือนอารมณ์ประมาณบะหมี่เกี๊ยวชายสี่ ชายห้า ชายหก อะไรแบบนั้น เลยแวะถ่ายป้ายชื่อร้านเป็นที่ระทึกซะหน่อย


เริ่มกันที่ร้านแรก เฮ้ ร้านตรูนี่ไม่ใช่ระดับอัดรูปธรรมดานะเฟ้ย
เค้าเรียกระดับเมคเกอร์ ตรูนี่ล่ะผู้สร้างในตำนาน วะ ฮะ ฮ่าาาา  






เชอะ กะอีแค่ผู้สร้าง อย่างเจ๋งมันต้องเหนือระดับ
ต้องข้าเลยระดับ มาสเตอร์ เจ๋งอย่างเทพ






โธ่เอ๊ย .. อย่างพวกเอ็งมันก็แค่เก่งระดับท้องถิ่น
มันต้องแบบข้านี่ ไพศาล โฟโต้ ยิ่งใหญ่เกรียงไกร ...






จะกว้างใหญ่ซักแค่ไหนเชียว มันก็แค่ระดับตำบล
เจ๋งกว่าระดับนั้น มันก็ต้องตรูนี่แหล่ะ ระดับเมืองใหญ่
โฟโต้ ซีตี้ ~~~ อี้ อี้ อี้






พวกแกมันก็แค่ระดับเมือง ถรุย !!
เดี๋ยวนี้ มันต้องโกอินเตอร์กันแล้ว ตรูนี่เลยเฟ้ย ระดับโลก !!
ดิจิตอลเวิลด์ ~~~~~



.....


...


..



ระดับตำบล ? ระดับเมือง ? ระดับโลก ?
มันก็แค่นั้น .. ตรูนี่เลย ของจริงของแท้ยิ่งใหญ่กว่าทุกอย่าง

จักรวาล โฟโต้ ~~~~ โอ้ โอ้ โอ้




ไทยแลนด์โอลี่ .. เอเมน ....
-/\-