Monday, January 31, 2011

แกะกล่อง DVD Box Set สิ่งเล็กเล็ก ที่เรียกว่ารัก Limited Edition



มันช่างเป็นความอลังการจนอดไม่ได้ทีจะขอเก็บไว้เป็นของตัวเองซักหนึ่งชุด

กับหนังที่โดนที่สุดของปีที่แล้ว "สิ่งเล็กเล็ก ที่เรียกว่ารัก" และ DVD Box Set ชุดนี้ก็เป็นหนึ่งใน DVD ชุดที่หลายคนรอคอย จากเดิมที่บอกว่าจะออกตั้งแต่พ.ย. แล้วก็เลื่อนมาต้นธ.ค. แล้วก็เลื่อนมาปลายธ.ค.  ต้นม.ค. จนสุดท้ายก็เพิ่งมาได้ฤกษ์ออกเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา (ปลายม.ค.) เรียกได้ว่ารอคอยกันจนคอยืดยาวกันถ้วนหน้า

แต่ก็สมกับที่ลอยคอรอคอย กับ DVD Box Set รุ่นนี้ ซึ่งก็มีของแถมเยอะแยะ อลังการดังนี้

ดูด้านข้างจะเห็นถึงความหนา จนต้องสงสัยว่่า "จะหนาไปไหนเนี่ย"
และ "ข้างในมีอะไรเนี่ย"
แกะกล่องออกมา มีชุดกระดาษแข็งทางซ้าย ร้อยด้วยห่วง ตรงกลางมีช่องใส่ของอยู่

เปิดมาตรงกลางก่อน สิ่งแรกที่เจอคือหนังสือ
"9 สูตรรัก ฉบับนักเรียน" แบบที่น้ำอ่านในหนัง

เปิดออกมา ข้างในไม่ใช่กระดาษเปล่านะจ๊ะ
เป็นหนังสือจริงๆ มีเนื้อหาให้อ่านด้วย แบบในหนังเด๊ะๆ

ต่อด้วย Postcard 10 ใบ สวยทุกใบ


อันนี้น่ารักมาก กระดุมเสื้อที่น้ำเก็บไว้ดูต่างหน้าพี่โชน

อันนี้กรี๊ดมาก ดูผ่านๆ เหมือนใบปิดหนังธรรมดา แต่ที่ไม่ธรรมดาคือข้างบน


เป็นฟิล์มที่ตัดออกมาจากหนังจริงๆ ซึ่งแต่ละกล่องจะได้ไม่ซ้ำกัน
กล่องผมได้รูป 4 สาวกำลังร้องเพลงกันอยู่

เปิดมาดูด้านซ้่ายกันบ้าง เป็นกระดาษแข็ง ร้อยห่วงเอาไว้

เปิดมาข้างในก็ถึงได้เก๊ต ว่านี่เหมือนกับสมุดบันทึก
ความทรงจำของพี่โชนนี่เอง ว้าวววว
หน้าแรก มีเก็บ DVD ของหนังไว้

แอปเปิลของสตีฟ จ๊อบส์ เอ๊ยไม่ใช่ ของพี่โชน

หนังสือเล่มนี้ตลกดีนะ แต่ก็ทำให้รู้ว่าน้ำพยายามแค่ไหน :)

ดอกกุหลาบที่ให้น้ำ ปลูกเองซะด้วย

หน้านี้ของน้ำตอนแปลงร่างสวยแล้ว แถม CD เพลงด้วย

เมื่อพี่โชนเจ็บ หน้านี้มี DVD แผ่นเบื้องหลังและฉากที่ถูกลบออกไปด้วย

หน้าสุดท้าย "อยากให้น้ำขี่หลังเราบ้างจัง"
เอามาวางรวมกัน มันช่าง "อลังการ"


โดยรวมแล้วประกอบไปด้วย

  • DVD หนังและเบื้องหลัง 2 แผ่น
  • CD เพลง 1 แผ่น
  • Postcard 10 แผ่น
  • หนังสือ  1 เล่ม
  • ฟิล์ม 1 แผ่น
  • กระดุม 1 เม็ด
  • สมุดของพี่โชนอีก 1 เล่ม

ของแถมแต่ละอย่างก็จัดว่าคุณภาพดี มีความหมาย กับคนที่อินต์กับหนังก็จะรู้ว่าเป็นของที่มีความหมายมาก เรียกได้ว่าแค่แกะกล่องออกมาเห็นก็จะยิ้มออกเพราะเราจะนึกไปถึงหนังที่ได้ดูมาทันที

ถามว่าคุ้มไหม ก็ต้องตอบตามประสาคนที่กรี๊ดหนังเรื่องนี้ ว่าคุ้มมากกกกกกกกก ชอบมากกกกกกกกก

Wednesday, January 26, 2011

ลองเล่นไอซ์สเก็ตที่ Sub-Zero Esplanade



จำได้ว่าสมัยหนุ่มๆ มีช่วงที่วัยรุ่นไทย นอกจากเข้าห้าง ไปดูคอนเสิร์ต ดูหนัง อีกกิจกรรมยอดฮิตอีกอย่างคือชวนกันไปเล่นไอซ์

ไอซ์สเก็ต (Ice Skate) สมัยก่อนก็มีเปิดให้บริการหลายที่ ไม่ว่าจะเป็น The Mall งามวงวาน, World Trade ฯลฯ สนามใหญ่ คนเยอะ เรียกได้ว่าบูมกันอยู่พักนึง หลังจากนั้นไม่นานก็ค่อยๆ ปิดหายไปทีละแห่ง

ยุคนี้ ลานไอซ์สเก็ตที่เปิดอย่างจริงจังถาวรก็เห็นจะมีอยู่แค่ Sub Zero สถิตอยู่ที่ Esplanade รัชดา ที่เดียว

@CherryJaja ได้บัตรฟรี 2 ใบ เลยได้เล่นฟรี แต่ค่าเล่นก็ไม่ได้แพงเท่าไหร่ พอๆ กับดูหนังสักเรื่องหนึ่ง ประมาณชั่วโมงละ 150 - 250 บาท

  • ที่ต้องเพิ่มคือค่าเช่ารองเท้า เหมือนเวลาไปเล่นโบว์ลิ่งนั่นแหล่ะ
  • ลานที่ Sub Zero ใหญ่พอสมควร วิ่งกันได้เกือบร้อยคน ไม่ชนกัน
  • รองเท้าควรเลือกที่ใส่แล้วแน่นเท้าจริงๆ เพราะต้องใช้การทรงตัวอย่างมาก
  • ไม่ได้เล่นมานาน สัมผัสแรกที่ลงไปลานน้ำแข็งคือ ลื่น, เหวอ, เสียการทรงตัว และเกือบหน้าหงาย
  • เนื่องจาก @CherryJaja เล่นไม่เป็น เลยต้องทำหน้าที่ครูสอนให้ ลำพังตัวเองก็เล่นไม่ค่อยจะแข็งอยู่แล้ว เลยวิ่งไปช้าๆ ช่วงไหนจะล้มก็เกือบล้มทั้งคู่ กรี๊ดกร๊าด แต๋วแตกกันไป
  • พบว่าเด็กเกรียนโชว์พาว มีอยู่ทุกหนแห่งในเมืองไทย
  • ระหว่างเล่น ก็มี DJ เปิดเพลงเพิ่มความมันส์ มีเครื่องพ่นหิมะให้ได้บรรยากาศ แต่เค้าจะรู้ไม๊ว่ามันทำให้หัวเปียกและลื่นขึ้นอีก 50%
  • มีตุ๊กตาแพนกวิ้น สำหรับเด็ก ไว้ให้จับไปวิ่งไป จะได้ไม่ล้ม
  • เห็นหลายคู่ที่มาด้วยกัน และก็เล่นไม่เป็นทั้งคู่ ดูทุลักทุเล และสุดท้ายก็ทำหน้าตาเหนื่อย ไม่สนุก เพราะงั้นควรจะมากับคนที่เล่นเป็นอย่างน้อย 1 คน
  • รองเท้าสเก็ตเป็นใบมีดใหญ่ๆ เห็นทีไรอยากยกขึ้นมาไล่ฟันกันแบบในเกมส์ Gear of War
สรุปแล้วก็สนุกดี ได้วิ่งเล่น อากาศเย็นๆ เป็นกิจกรรมที่ไม่ได้เหนื่อยอะไรมาก เปลืองตังค์เล็กน้อย ไว้ว่างๆ จะหาโอกาสไปเล่นอีกซักครั้ง


ป้ายทางเข้า แค่เห็นก็หนาวแล้ว



มีเก้าอี้รับรองให้เปลี่ยนรองเท้า นั่งเม๊ากันตามสะดวก

เครื่องสร้างหิมะ ใครวิ่งผ่านหัวหงอกไปตามๆ กัน

ซุ้มเช่ารองเท้า ดูดีทีเดียว
รองเท้าเบรนด์ของตัวเองซะด้วย

คนไม่เยอะมาก ตรงกลางเป็นที่ซ้อมให้เด็กๆ และมือใหม่
เล่นไปซักชั่วโมง ก็จะมีช่วงพัก ให้เครื่องมาทำพื้นให้เรียบตามปกติ


ต่ออายุใบขับขี่



ไปต่ออายุใบขับขี่มาครับ เนื่องจากบริษัทหยุดวันคริสต์มาส แล้วชาวบ้านไม่หยุด ก็เลยถือโอกาสว่าคนคงน้อย เลยไปต่ออายุใบขับขี่วันนั้นเลย

ปรากฏว่าผิดคาด คนเยอะมากๆๆๆ เยอะจนเจ้าหน้าที่บ่นว่าวันนี้จะทำสถิติใหม่แล้วนะเนี่ย แอบคิดในใจว่า
"นี่บริษัทชาวบ้านเค้าหยุดคริสต์มาสกันหมดเลยรึไงนะ ?"

ต่อใบขับขี่มีหลายแบบ ควรจำให้มั่น เพราะเจ้าหน้าที่จะถาม

  • ทำบัตรใหม่
  • ต่ออายุแบบชั่วคราว เป็น 1 ปี
  • ต่ออายุแบบ 1 ปี เป็น 5 ปี
  • ต่ออายุแบบ 5 ปี เป็น 5 ปี


สำหรับผมไปต่ออายุแบบ 5 ปี เป็น 5 ปี ใช้หลักฐานน้อยมาก

  • ใบขับขี่เก่า ตัวจริง
  • สำเนาบัตรประชาชน

ต่ออายุเป็นแบบ Smart Card มีค่าใช้จ่าย 605 บาท (แพงจัง)

ไปต่ออายุบัตรที่กรมขนส่งทางบก ตรงข้ามสวนจตุจักร สถานที่กว้างขวาง แต่คนก็เยอะตามไปด้วย

สะดุดตากับแผนกจ่ายภาษีทะเบียนรถยนต์ ใช้วิธีขับรถเข้ามาแล้วจ่ายได้เลย
เป็นบริการแบบ Drive Thru เท่ห์ไปเลย

มีป้ายโปรโมทการประมูลทะเบียนเลขสวยเป็นระยะๆ
เข้าใจว่าหาเงินเข้ากรมได้มากโข

แสดงหลักฐานกับเจ้าหน้าที่ แล้วก็ไปเข้าสู่ด่านอรหันต์ชั้น 3

ความสนุกแรกของการมาต่ออายุใบขับขี่คือด่านอรหันต์ ตรวจสอบร่างกายทั้ง 3 ด่าน อันประกอบไปด้วย


ด่านแรก ทดสอบตาบอดสี



1. ทดสอบตาบอดสี

ด่านนี้ไม่ยาก เจ้าหน้าที่จะให้เรายืนห่างจากป้ายประมาณ 2 เมตร แล้วก็จะเอาไม้ชี้ๆ ให้เราตอบว่านี่สีอะไร ผมพยายามสังเกตว่าคนข้างหน้าได้สีอะไรบ้าง แล้วลองลำดับดู ปรากฏว่าพี่แกใช้ลำดับเดียวกันกับทุกคนคือ แดง เหลือง แดง เขียว เหลือง แดง

พอถึงตาผม ก็เลยนึกสนุก ท่องมาเลยครับ พูดแบบแทบจะไม่ต้องดูที่เจ้าหน้าที่ชี้
"แดง เหลือง แดง เขียว เหลือง แดง ครับ !!"
"เอ้า .. ผ่าน !!"



ด่าน 2 ทดสอบความไวในการตอบสนอง


2. ทดสอบความไวในการตอบสนอง

ด่านที่สนุกที่สุดใน 3 ด่าน คือจะให้เราไปนั่งที่เก้าอี้ ตรงเท้าจะมีที่เหยียบสองอัน คือคันเร่งกับเบรค ส่วนตรงหน้าเราจะมีหน้าจอหลอดไฟแนวตั้ง

วิธีเล่นคือให้เราเหยียบคันเร่งค้างไว้ จากนั้นไฟสีเขียวจะวิ่งขึ้นไปเรื่อยๆๆๆๆ จนมีไฟสีแดงโผล่ขึ้นมา ให้เราเหยียบเบรคทันที ก่อนที่เราจะไปชนกับคันข้างหน้า

เป็นด่านที่เก็บไอเท็มยากพอสมควร เพราะหลายคนไม่เข้าใจว่ามันทำอะไร เหยียบแล้วไง ไฟที่วิ่งมันจะทำไม .. ขอเสนอว่าให้เอาตู้เกมส์ Need for Speed มาวางแทน ใครชนท้ายคู่ต่อสู้เกิน 3 ครั้ง ปรับตก !!


ด่านสุดท้าย ทดสอบการมองข้าง

3. ทดสอบการมองข้าง

ด่านนี้ก็สนุก (นี่สรุปเราไปดรีมเวิลด์รึไปต่ออายุใบขับขี่กันแน่นะ) คือเค้าจะให้เราเอาหน้าไปวางไว้ในกรอบ เอาคางแนบ แล้วมองตรงไปข้างหน้า ห้ามเหล่ืซ้ายขวา จากนั้นจะมีแสงไปขึ้นมาที่ขอบตา มุมประมาณ 180 องศา ให้เราบอกว่าสีอะไร

ฟังดูเหมือนไม่ยาก แต่ที่โหดคือเจ้าหน้าที่จะคอยจ้องเราตลอด บ้ามเผลอมองซ้ายขวาเด็ดขาด มองตรงเท่านั้น คนข้างหน้าผมโดนด่าจนต้องกลับไปนั่งพักสติใหม่

พอถึงตาตัวเอง ปรากฏว่าเหมือนเจ้าหน้าที่จะรู้ว่าเราเตรียมลุยมาเต็มที่ ดันใช้ท่าไม้ตายใส่

[ปี๊ด .. เขียว นี่หว่า]  "สีเขียวครับ"
[ปี๊ด .. เขียว อีกละ]  "สีเขียวครับ"
[ปี๊ด .. เขียว เฮ้ย นี่เรามองผิดป่าววะ มันจะเขียว 3 ครั้งเลยเหรอ .. เออ แต่มันก็เขียวนะ]  "เอ่อ .. สีเขียวครับ"
[ปี๊ด .. เขียว อ่าวเฮ้ย .. นี่กวนละ เอาสีเดียวตลอด 4 ครั้ง]  "สีเขียวววววววว !!"
[ปี๊ด .. แดง]  "สีแดง"

"เอ้าผ่าน !!"

เวรกรรม สรุปจะไม่ให้ฉันได้เก็บไอเท็มสีเหลืองบ้างเลยใช่ไม๊
แต่จะว่าไปก็เป็นท่าไม้ตายนี่น่ากลัวมาก ใครเห็นสีเดียวกัน 4 รอบก็ต้องลังเลบ้างล่ะ (ฟะ)

---------------------------------------------------

จบแล้วก็มานั่งดูหนัง เมื่อ 5 ปีก่อนจำได้ว่าต้องมานั่งหาว ดูเจ้าหน้าที่กรมขนส่งยืนหน้ามันๆ บอกกฏจราจรทีละข้อ เทปยานแล้วยานอีกยังให้ดู

ยุคใหม่ !! เปิดตัวด้วยการให้ดูรายการเรื่องจริงผ่านจอ เอาภาพรถชน บี้มอร์เตอไซด์ลอยเละกลางถนน ฝ่าไฟแดงอัดกันให้ดูขนลุกขนพอง จากนั้นมาตบด้วยหนังสั้น ซึ่งก็ทำได้ดี ไม่พบเห็นว่าจะมีใครในห้องหลับซักคน




สุดท้าย จ่ายเงิน ช่วงจะบ่าย 4 คนเยอะมาก เจ้าหน้าที่มีหลายสิบคนก็ไม่พอ ต้องมีเจ๊ใหญ่มายืนกำกับเร่งให้คนไปต่อแถว จ่ายเงิน ถ่ายรูป แล้วก็บ่นไปเรื่อยๆ ว่าคนเยอะ (เข้าใจว่าคงอยากกลับบ้านแล้ว)

ห้องถ่ายรูป มีกระจก แป้ง หวี พร้อม ช่างเข้าใจอารมณ์คนจะถ่ายรูปติดบัตรดีแท้
ห้องถ่ายรูปติดบัตรใช้ PC ตั้งโต๊ะ Dell กล้องถ่ายรูปเป็น Cannon PowerShot A620

โดยสรุปใช้เวลา 2 ชั่วโมง 30 นาที ก็ไม่ช้าไม่รเ็ว ถ้าต้องนับว่ามีการอบรม + ตรวจร่างกาย

แต่ที่สงสัยคือ .. ทำไมเราถึงเรียกใบขับขี่ ว่า "ใบ"
แล้วทำไมเราเรียกบัตรประชาชน บัตรนักเรียน บัตรพนักงาน ว่า "บัตร"
มันต่างกันยังไงหนอ ??


คนแสนแปด


ห้องถ่ายรูปติดบัตร มีแป้ง กับกระจกให้พร้อม

มาเฟียในกรมขนส่งเยอะ จนต้องมีตู้รับเรื่องร้องเรียนภายใน

ปิดท้าย แอบแวะมาสนามทดสอบขับรถ เพิ่งรู้ว่ามีคนเอารถมาทดสอบ
แล้วชนขอบทางเละสยอง อย่างในรูป



Monday, January 24, 2011

[MCWedding] 3 เดือนแรกของการเตรียมงานแต่งงาน


จากวันที่ขอแต่งงานมาจนถึงวันนี้ เวลาก็ผ่านไปแล้ว 3 เดือนอย่างรวดเร็ว

3 เดือนที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นบ้าง ?

ขอบคุณเพื่อนๆ ที่ต้อนรับกลับออฟฟิศอย่างอบอุ่น -_-"


- เดือนที่ 1 -

หลังจากกลับมาจากเที่ยวต่างประเทศ แน่นอนพอกลับถึงบ้าน ถึงออฟฟิศปุ๊บ เสียงพูดคุย แสดงความยินดี โทรศัพท์เข้ามาถามก็ดังกริ๊งกร๊างไม่หยุด เวลานั้นทุกคนได้แต่เห็นภาพใบนั้นใบเดียว (ก็โชว์แค่ใบเดียวนิ) ก็เข้าใจว่าเราจะแต่งงานกันในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

แรงขึ้นไปอีกหน่อยหลังจากเอาวิดีโอตอนขอแต่งงานมาให้ดู เนื่องจากอารมณ์ค่อนข้างเปลี่ยนจากที่หลายคนมองว่าโรแมนติคบ้าง โอเว่อบ้าง ลิเกบ้าง โดยเฉพาะท่านพ่อที่บอกว่าตอนแกคุกเข่านี่มีระนาดตีอยู่ข้างๆ เตร๊งงง เตร๊งงง ด้วยใช่ไม๊ ?

โชคดีที่ทำวิดีโอเวอร์ัชันซึ้ง เลยทำให้มุมมองเปลี่ยนไป เป็นเข้าใจและซาบซึ้งแทน (ทำให้ท่านพ่อน้ำตาไหลได้ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว)

นอกจากนั้นก็เอาแหวนขอแต่งงานไปปรับขนาด เนื่องจากแหวนที่ซื้อมาเป็นขนาดฝรั่ง ซึ่งใหญ่มาก ใส่นิ้วโป้ผมยังหลวม ไปปรับที่ร้านชั้น 3 MBK ฝีมือดี ค่าทำแค่ 500 บาท แต่ไปครั้งแรกเรากะขนาดผิด คิดว่าใส่หลวมๆ หน่อยจะดี แต่ปรากฏว่ามันหลวมเกินไป เลยต้องไปปรับใหม่อีกครั้งนึง (เสียเงิน 2 รอบ)

แหวนวงใหญ่มากกกก

จำชื่อร้านไม่ได้ แต่อยู่ชั้น 3 MBK ฝีมือดีครับ รับรองคุณภาพ

จากหลวมขนาดใส่นิ้วโป้ไม่ได้ มากลายเป็นพอดีเป๊ะๆ


- เดือนที่ 2 -


หลังจากเริ่มตั้งหลักได้ เราสองคนก็เริ่มเตรียมข้อมูลงานแต่ง โดยเริ่มจากทำความเข้าใจกับพ่อแม่พี่น้องว่า ยังไม่ได้มีฤกษ์แต่งเลยจ้า ค่า ครับ โว้ย !! อย่าถามให้มันมากนักจ้า ค่า ครับ โว้ย !!

ข้อดีของการขอแต่งงานแต่เนิ่นๆ คือได้มีเวลาเตรียมตัวนาน เราสองคนได้ข้อสรุปกันว่าจะขอเตรียมงานแต่ง 1 ปีเต็ม !! นั่นคือถ้าจะจัดงานก็คงเป็นปลายปี 2011 โน่นเลยทีเดียว

เราเริ่มจากการคุยไอเดียในฝันของแต่ละคน ว่าอยากทำอะไร เคยฝันไว้ว่างานแต่งของตัวเองจะเป็นแบบไหน ? ไม่ใช่แค่ฝันของเรา แต่รวมไปถึงฝันของพ่อแม่ด้วย อย่าลืมว่าพ่อแม่ก็มีความฝันในงานแต่งของลูกอยู่เหมือนกัน

ในระหว่างที่วาดฝันกันอยู่ ก็เข้าสู่โลกความเป็นจริงบ้างด้วยการสอบถามพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ที่แต่งงานกันไปแล้วว่ามีประสบการณ์กันอย่างไร ค่าใช้จ่าย การจัดงาน อุปสรรค์ ฯลฯ

ช่วงนั้นกำลังเข้าสู่ปีใหม่พอดี ผมก็บังเอิญมีไอเดียแนวๆ อยากถ่ายรูป Pre Pre Wedding ในช่วงนี้เลย โดยได้น้องรินน้องชายสุดหล่อมาเป็นตากล้องให้ เรานั่งสรุปไอเดียให้น้องรินฟังว่าอยากได้รูปแบบนี้ ซึ่งทีแรกทุกคนก็อึ้งว่าเฮ้ย คิดได้ไงฟะ แต่หลังจากเก๊ตแล้ว ไอเดียย่อยก็ตามมาอีกเพียบ จนเริ่มสงสัยว่า

แล้วเราจะถ่ายกันทันเหรอเนี่ย

ซ้อมเล่น Face Fighter กับ @CherryJaja
จนได้รู้ว่าหลังแต่งอาจจะต้องเจอสภาพแบบนี้ ><


- เดือนที่ 3 -

ผมถือโอกาสฤกษ์ดีวันปีใหม่ ถ่าย Pre Pre Wedding กันวันที่ 1 มกราคมเลย

สาเหตุที่เราเรียกการถ่ายรูปครั้งนี้ว่า Pre Pre Wedding เพราะไม่รู้ว่ามันจัดอยู่ในหมวดหมู่อะไร จะรูปก่อนแต่งก็ไม่ใช่ จะรูปถ่ายแบบก็ไม่เชิง เอาเป็นว่าเสร็จแล้วเป็นไง จะเอามาให้ได้ดูกัน (แต่รับรองว่าเจ๋ง)

เดือนนี้เราได้ข้อสรุปว่าจะแต่งงานช่วง ตุลาคม - ธันวาคม ภายในปีนี้
ส่วนเพื่อนๆ เริ่มจะเลิกถามแล้วว่าสรุปแต่งเมื่อไหร่ เข้าใจว่าขี้เกียจถามละ แต่งเมื่อไหร่มันคงจะมาบอกเองนั่นแหล่ะ (คุณเข้าใจถูกต้องแล้วคร๊าบบบ)

สถานที่เป็นเรื่องถัดมา ซึ่งก็สร้างความปวดหัวให้กับเรามาก เนื่องจากทั้งสองคน ถึงแม้จะเป็นเด็กขอนแก่น เติบโตและเรียนที่ขอนแก่น (จนถึง ม.ปลาย)

แต่พอมานับญาติๆ หรือแขกที่จะมางานทั้งหมดแล้ว เราพบว่า 70% ของแขกในงาน อยู่กทม. ทั้งหมดเลย

การจะโยกย้ายคน 200 กว่าคนไปงานที่ขอนแก่นเป็นเรื่องยาก และแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนที่เรารักและอยากให้มางานครบหมด จากประสบการณ์งานของพี่ๆ ที่จัดงานแต่งที่ขอนแก่นก็พบว่ามีเพื่อนๆ มาจากกทม. ไม่ถึง 20-30 คน .. ซึ่งสำหรับผมแล้วมันเป็นเรื่องที่เศร้าใจมาก

เราเลยมองลู่ทางที่จะจัดงานที่กทม. มากขึ้น ซึ่งการจะตัดสินใจอะไรได้ก็ต้องอาศัยข้อมูล เพราะงั้นเราจึงเริ่มหาราคา ค่าที่พัก โทรศัพท์ อีเมล์ ตระเวนเดินเข้าไปสอบถามโรงแรมทั่วกรุงเทพฯ จนถึงตอนนี้ก็ยังคงหาข้อมูลอยู่


น้องที่บริษัทซื้อให้ .. ขอบใจนะ

แวะไปดูห้องจัดงานที่เมืองทอง

ตากล้องถ่าย Pre Pre Wedding ของเรา


:: สรุป 3 เดือนแรกของการเตรียมงานแต่ง ::

  • ใช้เวลาเตรียมงาน 1 ปี
  • มีแนวโน้มจะจัดงานที่กรุงเทพฯ มากกว่าขอนแก่น
  • ข้อมูลมีหลากหลาย การจัดเก็บให้เป็นหมวดหมู่ ทำรายการอย่างละเอียดแต่แรก จะช่วยให้เราไม่ลืม และดึงข้อมูลกลับมาดูเมื่อไหร่ก็ได้
  • Google Doc เป็นทางออก เราสร้างไว้หลาย Doc ทั้งข้อมูลโรงแรม, ไอเดียแบบก๊อปแปะ, รายชื่อแขก ฯลฯ
  • การจดบันทึกก็สำคัญ คิดว่าเวลาผ่านไปได้กลับมาอ่านคงรู้สึกดี
  • ช่วงนี้งานสังคมไม่ควรขาด แวะไปเจอเพื่อนฝูงให้มากเข้าไว้
  • ค่าโรงแรมในกรุงเทพฯ ไม่ได้แพงอย่างที่คิด ถ้ารู้จักเลือกให้ดี
  • การพูดคุยกับผู้ใหญ่ควรใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ ผู้ใหญ่ทุกคนรอรับฟัง
  • ถ่าย Pre Pre Wedding ไปหนึ่งรอบ อยู่ระหว่างการ Process รูป



Friday, January 21, 2011

I'm CEO, Bitch

นามบัตรสุดเท่ห์ของ Mark Zuckerberg
(ภาพจากหนังเรื่อง The Social Network)


อยู่ๆ ก็นึกถึงประโยคสุดเท่ห์บนนามบัตรของ Mark Zuckerberg ขึ้นมา แล้วก็อยากจะเห็นว่าจริงๆ ในนามบัตรหน้าตาเป็นยังไง ลองเสิร์ชกูเกิลดูก็ไม่เจอรูปนามบัตรจริงๆ มีแต่รูปจากในหนัง The Social Network

ดูไปดูมา เลยติดลมอยากเห็นนามบัตรของ CEO ทั้งหลายอย่าง Steve Jobs, Bill Gates, Larry Page ฯลฯ

ก็เลยลองหาไปเรื่อยๆ เจอนามบัตรของหลายคนที่น่าสนใจเลยทีเดียว

Eric Schmidt : (อดีต) CEO Google
ดูดี เป็นทางการมาก
Larry Page : CEO Google
นามบัตรน่ารักเชียว


Bill Gates : CEO Microsoft
เข้าใจว่าใช้ Word ทำ :P

Mark Templeton : CEO Citrix
ชอบที่มีการ์ตูนรูปแกด้วย น่ารักน่าชัง

John Sculley : อดีต CEO Apple
หนึ่งเดียวที่ไล่จ๊อปส์ออกได้

ไม่ใช่นามบัตรของ Walt Disney
แต่ให้เห็นว่านามบัตรยุคแรกของ Disney น่ารักแค่ไหน

Paul Otellini : CEO Intel
สวยเรียบ


Michael Duke : CEO Walmart
ดูแข็งแกร่ง มั่นคง

Philip Knight : CEO Nike
มาแปลกแฮะเพราะเป็นแนวตั้ง


Evan Williams : CEO Twitter
บอกได้คำเดียวว่าเนี๊ยบ

Steve Jobs : CEO Apple
นามบัตรยุคแรก หน้าตาทื่อๆ ไม่มีแม้แต่รูปแอปเปิลแหว่ง