Friday, February 25, 2011

บทความแรกของผมบน PC World Magazine

PC World ฉบับเดือนกุมพาพันธ์ 2554

ผมฝันอยากเป็นนักเขียนมาตั้งแต่เด็กแล้วครับ สมัยที่เรียนจบใหม่ๆ ก็เคยไปสมัครงานที่นิตยสารแห่งหนึ่ง แต่เนื่องด้วยการที่เราเลือกเรียนสายวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ก็เป็นการยากที่จะไปจับปากกาเขียนหนังสือหรือทำงานในสื่อสิ่งพิมพ์

แต่ก็อย่างที่หลายคนเห็น ผมก็ยังคงทำงานประจำไปด้วย เขียนบล็อกเรื่องรอบๆ ตัว เขียนข่าวไอทีใน Blognone เป็นระยะๆ ตามแต่เวลาที่จะมีและเรื่องราวที่สนใจ ซึ่งก็ช่วยให้ฝึกฝีมือเรื่องการเขียนและการใช้ภาษาไปในตัว (ต้องขอบคุณ @lewcpe และ @markpeak ที่ช่วยเป็นป๋าดันบ่อยๆ)

โชคดีที่ทุกวันนี้โลกเราแคบลงเรื่อยๆ ในที่สุดผมก็ได้รับการติดต่อจากพี่ @Yokekung ซึ่งทำงานอยู่กับนิตยสาร PC World ในเครือ Aspires พร้อมกับการแนะนำของ @Eka_x ทำให้ผมได้มีโอกาสลองส่งบทความไปที่ทางกองบก.ดู ขอบคุณพี่ @Tonz ที่รับไว้พิจารณา -/\-

และสุดท้าย บทความ "Case Study สุดแปลก ยิ่งลูกค้าด่าเว็บเรามากเท่าไหร่ ยิ่งขายของได้มากขึ้นเท่านั้น" (เคยเขียนไว้ในบล็อก และ blognone) ก็ได้ตีพิมพ์ในนิตยสาร PC World ฉบับเดือนกุมพาพันธ์ 2554 ความยาว 4 หน้า (ได้ค่าขนมไว้จัดงานแต่งมานิหน่อยยย)

จริงๆ แล้วก็เป็นเพียงบทความเล็กๆ บทความนึงเท่านั้น แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่อยากจะขอเขียนอะไรบันทึกไว้หน่อย เพราะอย่างน้อยก็เป็นงานเขียนที่ออกมาแบบจับต้องได้เป็นครั้งแรก หวังว่าคงจะได้มีโอกาสดีๆ แบบนี้ต่อไปในอนาคตนะครับ

คนเราอาจจะฝันอะไรก็ได้ ทำได้บ้างไม่ได้บ้างไม่เป็นไร แต่ขอแค่อย่าหยุดที่จะฝัน :)

อย่าลืมอุดหนุน PC World กันเยอะๆ นะคร๊าบบบบ \(^o^)/

บทความอยู่ใน Section Trends หน้า 48


ตัวอักษรตัวเล็กนิดเดียว แต่เห็นแล้วปลื้มใจ


หน้า 2 - 3

หน้าสุดท้าย



Tuesday, February 22, 2011

ประสบการณ์ดูหนังโรงที่แพงที่สุดในไทย Enigma - Siam Paragon



Enigma สยามพารากอนคือ "โรงหนังที่แพงที่สุดในเมืองไทย" ผมจำฉายานี้ได้ดีเพราะเคยเสล่อขึ้นลิฟท์ไปถึงชั้น 6 แล้วงงว่านี่มันชั้นโรงหนังอะไร พนักงานต้อนรับเห็นก็ยิ้ม บอกว่าเราขึ้นมาผิดที่นะคะ รบกวน(ชนชั้นกลางอย่างท่าน)ลงไปซื้อตั๋วโรงปกติข้างล่างค่ะ

หลังจากวันนั้นก็เลยไปลองสืบมาดูว่าโรงหนังไฮโซนี้มันเป็นยังไง ก็ได้ความว่านอกจากจะราคาโคตรแพงคือคู่ละ 3,000 บาทต่อครั้งในการดูแล้ว ยังต้องทำเมมเบอร์การ์ดอะไรให้ยุ่งยากอีกด้วย (สมัยเมื่อหลายปีมาแล้ว)



พอดีว่าหลายวันก่อนมีดีลของ Ensogo ขายตั๋วหนังไฮโซโรงนี้ ลดราคาจาก 3,000 บาทเหลือ 1,290 บาท ก็พอดีว่ากำลังหาที่ไปฉลองวาเลนไทน์ด้วย เลยจัดไปซะหนึ่งดอก ลองซักครั้งก็ไม่เลว
  • ควรโทรจองก่อน เพราะทั้งโรงมีที่นั่ง(นอน) แค่ 17 คู่
  • ระหว่างโทรจอง พอพนักงานได้ยินว่าจองโรง Enigma ก็ปรับเสียงเป็นระบบไฮโซว์~~ ขึ้นมาทันที "เอิ่มมมมม .. ไม่ทราบว่าท่านลูกค้าาาาาร์~~ .. สนใจรอบไหนคราฟฟฟ"
  • พอถึงโรงแล้ว กรุณาไปรับบัตรที่ช่อง VIP ตรงทางเข้าโรง Nokia Ultra Screen อย่าทำตัวเสล่อไปยืนครึ่งชั่วโมงต่อคิวซื้อตั๋วธรรมดาแบบผม -_-" (ว่าแต่ทำไมจะออกตั๋วให้ไม่ได้ ต้องไล่ให้ไปซื้อตั๋วเคาน์เตอร์ไฮโซด้วยนะ ไม่เข้าใจ)
  • หนังที่จะเข้าโรงนี้ไม่รู้ว่าเลือกด้วยระบบอะไร บางทีก็เอาหนังเก๊าเก่ามา บางทีก็เอาใหม่โคตรๆ มาให้ดู
  • แต่ที่แน่ๆ ไม่มีทางจะได้ดู "เท่งโหน่งจีวรบิน" หรือ "หอแต๋วแตกแหวกชิมิ" ที่โรงนี้เด็ดขาด เสียใจด้วย

รับ / ซื้อตั๋วตรงนี้นะเธอว์

หลังจากได้ตั๋วแล้วก็เดินไปเข้าทางปกติ ขึ้นบรรไดเลื่อนไป ทางเข้าจะอยู่ข้างๆ โรง Siam Pavalai มองผ่านๆ จะมองไม่ค่อยออก ต้องดูดีๆ

ทางเดินสวยหรู ทางเข้า ที่นั่ง บรรยากาศไฮโซ้ไฮโซ จนกลัวว่าเราจะทำอะไรบ้านนอกออกไปให้พนักงานไปเม๊ากันเลยทีเดียว
  • นั่งรอซักพักพนักงานจะมาแจกเมนูให้เลือก ซึ่งเราจะสามารถเลือกได้ดังนี้
    • อาหารจานหลัก 2 จาน ก็เป็นพวกสปาเก็ตตี้, แซลมอนรมควัน อาหารที่ดูฝรั่งหน่อยอะไรพวกนั้น ไม่มีพวกข้าวมันไก่หรือข้าวขาหมูแน่นอน
    • Cocktail 2 แก้ว เป็นพวกมาการิต้า กามิกาเซ่ ง่ายๆ
    • Pop Corn 2 ถัง ขนาดใหญ่พอสมควร กินคนเดียวไม่หมด
    • น้ำผลไม้ 2 แก้ว มีส้ม, ฝรั่ง, แอปเปิล, องุ่น
    • น้ำอัดลม 2 แก้ว พวกโค้ก, แฟนต้า, สไปรท์
  • ผมพยายามไปก่อนเวลาพอสมควร เพื่อเผื่อเวลากินไว้จะได้ดูหนังพอดีๆ แต่ขอบอกว่าคิดผิด !! เพราะอาหารทั้งหมดจะเสิร์ฟให้ระหว่างที่เรากำลังดูหนัง !!
  • ตอนที่เจ้าหน้าที่บอกก็เล่นเอางงไปเลย เพราะนึกไม่ออกว่าเราจะโซ้ยไอ้ที่ว่ามาทั้งหมดได้โดยที่ดูหนังไปด้วยได้ยังไง ?
  • คนมาดูรอบนี้ 7 คู่ มีช-ญ 4 คู่, ช-ช 2 คู่, ช-ญ-ช 1 คู่ (พ่อแม่ลูก)
  • พอถึงเวลาพนักงานก็เชิญเราเข้าไปที่โรง ซึ่งอย่างที่รู้ว่าที่นั่งทั้งหมดเป็นเตียงนอน เรียกว่าดูหนังแบบสวิงกิ้งหมู่เลยทีเดียว
บรรยากาศภายใน

มีตู้แช่ไวน์ด้วย สั่งกินได้เลย

บาร์รับออเดอร์
ที่นั่งรับรอง ที่เห็นเป็นกระจกตรงนั้นคือเปิดออกมาเป็นประตูทางเข้าโรงหนัง

เมนูเครื่องดื่ม

มีซุ้มดีเจด้วย พร้อมไมค์
  • มันคือเตียงครับ ไม่ใช่ที่นั่งปรับเอน เป็นเตียงจริงๆ บนเตียงมีผ้าห่มผืนใหญ่ หมอน 6 ใบ หมอนข้าง 2 อัน ความกว้างก็นอนได้สบายๆ 2 คน ความยาวก็ถ้านอนราบขาจะห้อยนิดหน่อย
  • แต่ละคอกก็มีขอบบังสูงพอสมควร แต่ถ้าลุกมานั่งก็จะมองเห็นได้
  • ใช้เวลาปรับตัวพอสมควรในการหาท่าดูที่ถนัด บางคนนอนราบ บางคนเอาหมอนมากองพิง บางคนก็นั่งหลังตรงดูเลยซะงั้น
  • ไม่ควรไปดูกับเพื่อนหรือแฟนที่เพิ่งคบกันใหม่ๆ เพราะนอกจากจะต้องนอนเตียงเดียวกันแล้ว ยังต้องใช้ผ้าห่มด้วยกันอีกตะหาก จะหนีไปคนละมุมก็ยากแน่นอน
  • ระหว่างหนังฉายพนักงานก็ค่อยๆ มาเสิร์ฟอาหารทีละอย่าง กว่าจะเสิร์ฟครบก็ล่อไปครึ่งเรื่องแล้ว
  • กินน้ำกับป๊อปคอร์นไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ แต่ไอ้สปาเก๊ตตี้นี่จะกินกันยังไง ทั้งมืด ทั้งต้องดูหนัง ทั้งนอนกิน พบว่าหลายคนก็กินแล้วหกเลอะเทอะกันไป
  • อาหารอร่อยดี ค็อกเทลหรือน้ำผลไม้ก็อร่อยใช้ได้เลย
  • ถ้าหนังไม่สนุกระวังหลับ เพราะท้องอิ่ม หมอนนุ่ม ผ้าห่มอุ่น
  • ระหว่างหนังฉายจะมีพนักงานยืนประจำการอยู่ข้างบนตลอด เผื่อมีใครยกมือสั่งอาหารเพิ่ม
  • หนังจบ ลองเดินขึ้นไปยืนข้างบน พบว่ามองเห็นหมดว่าทุกเตียงกำลังทำอะไรกัน เพราะงั้นทำอะไรอย่าคิดว่าไม่มีใครเห็น หึๆ

ที่นั่ง(นอน) เป็นคอกๆ 
เตียงมีหมอน 6 ใบ หมอนข้างอีก 2 พร้อมผ้าห่ม
ดูหนังไปจิบค็อกเทลไป ก็ไม่เลวเหมือนกันนะ
โดยรวมก็รู้สึกว่าเป็นประสบการณ์ที่แปลกดี กับการกินๆ นอนๆ ดูหนังในห้างอย่างนี้ บรรยากาศ อาหาร คุณภาพของโรงเข้าขั้นดีมาก พนักงานก็บริการดีเอามากๆ เลยด้วย

แต่ถ้าถามว่าจ่ายราคาเต็ม 3,000 บาท นี่ซื้อไหม ? ก็คงไม่ซื้อ แต่ถ้ามีลดราคาอีกก็น่าสนใจ เหมาะสำหรับโอกาสพิเศษเลยล่ะ



Monday, February 21, 2011

[FAQ] 20 คำถามกับวันแต่งงาน 10 ธันวาคม 2554



ในที่สุดเราก็ได้วันและสถานที่แต่งงานของเราสองคนแล้วตามที่ประกาศไป นั่นก็คือวันเสาร์ ที่ 10 ธันวาคม 2554 ณ ห้องวิภาวดีบอลรูม โรงแรม Sofitel Centara Grand Bangkok (ลาดพร้าว)

และก็ตามคาดว่ามีหลายคนสงสัย มีหลายคำถามที่ถามเข้ามาเยอะ ก็เลยขอเขียนบล็อก FAQ ไว้เพื่อจะได้ตอบข้อสงสัยของทุกท่านตามนี้ครับ


1. ทำไมเลือกวันแต่งนานจัง ?

ที่ไปแต่งปลายปีเลยก็เนื่องมาจาก..
มี.ค. - พ.ค. : เตรียมงานไม่ทันแน่นอน
มิ.ย. - ก.ย. : ติดฝนตก ทำให้อาจจะจัดงานหมั้นได้ลำบาก (งานหมั้นจัดที่ขอนแก่น เป็นงานกลางแจ้ง)
ต.ค. - พ.ย. : โรงแรมเต็มแล้วจ้า

และเนื่องจากโรงแรมที่เราเลือก(โซฟิเทลเซ็นทรัลลาดพร้าว) ค่อนข้างเต็มเร็วมาก ห้องไม่ว่างเลย จนสุดท้ายมาลงตัวที่ 10 ธันวาคมด้วยประการฉะนี้



2. เป็นเด็กขอนแก่นทั้งคู่ ทำไมถึงเลือกแต่งที่กรุงเทพ ?

เราสองคนเกิดและเติบโตที่ขอนแก่น บ้านก็อยู่ขอนแก่น แต่เนื่องจากปัจจุบันเรามาใช้ชีวิตอยู่กรุงเทพฯ เกือบจะ 10 ปีแล้ว เพื่อนๆ พี่น้อง อาจารย์ หัวหน้า เจ้านาย แทบทุกคนอยู่ที่กรุงเทพเกือบทั้งหมด

เราสองคนมานั่งลิสต์รายชื่อแขกทั้งหมดแล้ว พบว่า 80% อยู่ที่กรุงเทพ หากเราเลือกจัดที่ขอนแก่นจริง ก็เป็นการยากที่คนกว่า 300 คนจะไปงานที่ขอนแก่นได้หมด

เมื่ออย่างนั้น เราสองคนเลยเข้าไปคุยกับทางผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย และท่านก็ยินดี(ตามใจ) ให้มาจัดงานที่กรุงเทพได้นั่นเอง


3. ทำไมต้องวันเสาร์ ?

เราสองคนไม่ชอบจัดวัน จ.- ศ. และวันอาทิตย์ก็อาจจะทำให้เพื่อนต่างจังหวัดมาลำบาก วันเสาร์เลยเหมาะสมที่สุด


4. แล้วทำไมจัดวันที่ 10 ธันวา รู้รึเปล่าว่าเป็นวันรัฐธรรมนูญ ?

รู้จิ แต่โรงแรมว่างแค่วันนี้ T_T


5. แล้วไม่กลัวคนมางานน้อยเพราะติดวันหยุดยาวเหรอ ?

เพราะงั้นเลยรีบบอกไง จะได้ไม่มีใครจองไปเที่ยวไหนช่วงนั้น ทุกคนคงจะบุ๊ควันลงปฏิธินของตัวเองแล้วจริงมะๆๆๆๆๆ


6. เวลาประกาศต้องระบุด้วยว่า "ลาดพร้าว" ?

จริงๆ โรงแรมชื่อเต็มว่า Sofitel Centara Grand Bangkok แต่หลายคนมักเข้าใจผิดว่าหมายถึง Centara Grand ที่ Central World ก็เลยต้องระบุไปด้วยว่า ลาดพร้าว หรือที่หลายคนเรียกกันว่า โซฟิเทล เซ็นทรัลลาดพร้าว

7. ทำไมถึงเลือกโรงแรม Sofitel Centara Grand Bangkok

เราไปดูโรงแรมมาเยอะมาก (ย้ำว่าเยอะจริงๆ) ซึ่งแต่ละคู่ก็คงมีความชอบแตกต่างกันไป สำหรับเราสองคนชอบที่โรงแรมนี้เพราะห้องจัดงานสวย (ตอนนี้กำลังจะรีโนเวทใหม่ด้วย) ราคาไม่แพงมากนัก เป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว อาหารอร่อย และเดินทางสะดวก


8. จัดงานเป็นรูปแบบไหน ?

งานเป็นงานโต๊ะจีน ส่วนรูปแบบเป็นยังไง ธีมอะไร ก็ยังไม่ได้คิดไว้ขนาดนั้น ก็ใกล้ๆ งานจะบอกอีกที


9. ทำไมต้องโต๊ะจีน ?

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยขโจชิกล่าวไว้ว่า การจัดงานแบบค็อกเทลนั้นผู้ใหญ่ไม่ค่อยชอบ และก็ต้องมีจัดซุ้มอาหารเพิ่มอีก ค่าใช้จ่ายคิดออกมาแล้ว พอๆ กับจัดแบบโต๊ะจีน

อีกอย่างคือที่บ้านเราสองคนชอบแบบโต๊ะจีนมากกว่าด้วย


10. เลือกวันตามอะไร หมอดู ? ฤกษ์ยาม ?

เราตัดสินใจไปขอเข้าพบหมอดูชื่อดังคนนึง .. ชื่อหมอดูขโจชิ หมอดูคนนี้แม่นมาก บอกโรงแรมว่างวันไหน นั่นล่ะวันดีของเจ้าแล้ว (ฮา)

เอาจริงๆ คือไม่ได้ไปดูหมอครับ ไม่ได้ดูปฏิทินหรือฤกษ์อะไรเลย อย่างนึงเพราะเราไม่ชอบดูหมอ และที่บ้านก็บอกเอาเลย ตามสบาย

อาจจะเพราะงานแต่งเป็นงานเฉลิมฉลอง แต่สำหรับวันหมั้นก็คงจะดูฤกษ์หน่อยนิดนึง เพื่อความเป็นศิริมงคล


11. ทำไมที่บ้านตามใจจัง ไม่เข้ามาดูแลเรื่องงานแต่งเลย ?

เพราะผมเข้าไปบอกป๊าม๊าตั้งแต่แรกว่า ไหนๆ ก็เป็นลูกคนสุดท้ายที่จะแต่งแล้ว ขอจัดงานตามใจตัวเองให้เต็มที่ได้รึเปล่า ซึ่งท่านก็ใจดีมาก บอกเอาเลย เต็มที่

อีกเหตุผลนึงคงเพราะผมออกเงินค่าจัดงานเอง โดยจะไม่ไปรบกวนเงินป๊าม๊าแม้แต่บาทเดียว (ตอนนี้ยืมค่ามัดจำโรงแรมไปก่อน T_T)


12. ได้วันแล้ว หลังจากนี้จะทำอะไร ?

นอนพักซักหน่อย เหนื่อย .. แล้วค่อยวางแผนต่อว่าจะทำอะไร


13. ขั้นตอนไหนในการจองโรงแรมที่เหนื่อยที่สุด ?

ตอนจองไม่เหนื่อย แต่ตอนตระเวนดูโรงแรมนี่เหนื่อย เพราะเวลาไปดูโรงแรมควรจะไปพร้อมกันทั้งสองคน ไปคนใดคนหนึ่งไม่ได้เด็ดขาด แล้วเวลาไปดูก็ควรจะไปในวันที่เค้ามีงานแต่งอยู่ จะได้มองภาพออก ซึ่งก็เป็นช่วง ส. - อา. เวลาเย็นๆ

14. แล้วก็มาเจอที่โซฟิเทล ?

เราเดินดูจนเหนื่อยและก็ไม่ได้โรงแรมถูกใจเสียที บางที่สวยแต่แพง บางที่ราคาโอเคแต่ไม่โดนใจ

จนสุดท้ายมาดูที่โซฟิเทล วันนั้นก็ไม่ได้มีเซล์พาไปดูหรอกนะเพราะเค้าหยุดงาน แต่พอดีวันนั้นมีงานแต่งพอดี เลยได้แวะเข้าไป หลังจากที่เห็นห้องจัดแสนอลังการ .. เชอรี่ก็กระโดดดีใจแล้วพูดขึ้นว่า

"เค้าเจอแล้ว ... เค้าเจอแล้วววววววว"


15. เป็นเอามากนะเนี่ย ?

อืม ใช่


16. ตอนนี้กลัวอะไรที่สุด ?

กลัวคนไม่มางาน เพราะติดวันหยุดยาว .. ก็โชคดีที่เราบอกแต่เนิ่นๆ (นานมาก) ก็คิดว่าคงจะรู้โดยทั่วกันแน่นอน

แต่ไม่ต้องห่วง เราเตรียมการท่องคาถาบอกเพื่อนๆ ให้มางานเป็นระยะระยะมัชชะ อยู่แล้ว


17. ทำไมช่วงท้ายคำถามแปลกๆ ?

ก็เดี๋ยวไม่ครบ 20 คำถามตามที่ตั้งชื่อไว้ไง


18. งั้นถามเชอรี่บ้าง ตอนนี้รู้สึกยังไงครับ ?

เชอรี่ : รู้สึกว่าจะเรียนจบอ๊ะป่าว กลัวเรียนไม่จบจะไม่ได้แต่ง
เอ็ม : เราไม่เห็นจะกลัวบ้างเลยว่าจะเรียนไม่จบ .. ฮ่าๆๆ (เด็ก BSD ห้ามขำ)


19. มีเวลาเตรียมงานนานขนาดนี้ สบายเลยใช่ไม๊ ?

เชอรี่ : ยังไม่ทันได้เริ่มเตรียมอะไรเลย อย่าเพิ่งคาดหวังสูงนะคร๊าาาาา


20. สุดท้ายแล้ว อยากบอกอะไรคนที่จะมางานบ้าง ?

เอ็ม : หวังว่าจะได้เจอทุกคนนะครับ :)
เชอรี่ : ใส่ซองเยอะๆ นะค๊าาาาาาาาาาา (/^o^)/
เอ็ม : -_-" (จริงใจไปป่าว)



พาไปดูชีวิตของพนักงานใน Apple Store



ขึ้นชื่อว่าแอปเปิลเป็นบริษัทที่เก็บความลับอย่างเยี่ยมยอด มิดชิด ไล่ตั้งแต่ระดับผู้บริหารมาจนถึงพนักงานขายระดับล่าง ไม่บ่อยนักที่เราจะได้รับทราบถึงชีวิตภายในอาณาจักรแอปเปิล แต่วันนี้ทาง Popular Mechanics ได้สัมภาษณ์ลับกับพนักงานใน Apple Store รายหนึ่ง (แน่นอน ไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้) ถึงการทำงานภายใน การเก็บความลับ รวมไปถึงการเผชิญหน้ากับลูกค้าในแต่ละวัน

เปิดตัวสินค้าใหม่

เราไม่รู้อะไรเลยจริงๆ จนกว่าจะถึงวันที่มี Keynote เราไม่รู้ว่าอะไรกำลังจะมาและพวกเขา(แอปเปิล) ก็ไม่อนุญาตให้เราเข้าถึงข้อมูลเพื่อคาดเดาอะไรได้เลย ในแต่ละวันเราจะถูกลูกค้าถามไม่ต่ำกว่า 4-5 ครั้งเกี่ยวกับสินค้าใหม่ ซึ่งเราก็ตอบได้แค่ว่าเราไม่รู้อะไรเลยจริงๆ และผมคงต้องเจอปัญหาใหญ่แน่ถ้าหากพูดแบบคาดเดาออกไปว่า "iPad รุ่นหน้าอาจจะมีกล้องติดมาด้วย"

ในวันที่มี Keynote ทุกคนจะเข้ามาดูด้วยกันที่ร้าน จริงๆ เราสามารถขอกลับไปดูที่บ้านได้ ซึ่งพวกเขาก็ไม่เคยห้ามอะไรนะ หลังจากที่สินค้าใหม่เปิดตัวแล้ว ทางบริษัทก็จะเตรียมพวกเราให้พร้อมสำหรับวันเปิดตัว และวางตารางทำงานกะพิเศษในช่วงนั้น 

ในช่วงวันที่เราเปิดตัว iPhone 4 พวกเขาซื้ออาหารมาแจกพนักงาน อาหารประเภทที่ดีเลิศด้วย !! บางคนบอกผมว่าที่ร้านสาขา 5th Avenue มีการจ้างคนนวดมาดูแลพนักงานด้วย พวกเขาให้ความสำคัญกับพนักงานมาก รวมทั้งเราจะได้โบนัสพิเศษถ้ามาทำงานในช่วงวันเปิดตัวสินค้าใหม่

ลูกค้าปีศาจ

ลูกค้าบางคนก็ทำตัวแย่จนไม่น่าเชื่อ ผมเคยเจอลูกค้าที่เหวี่ยงอย่างรุนแรง พร้อมบอกว่าจะขอเปลี่ยนมือถือใหม่ ทั้งที่หน้าตามันเหมือนกับโทรศัพท์อายุ 2 ปีกว่า บางคนกรีดร้อง สาปแช่ง บางคนร้องไห้ จนบางทีผมเองก็รู้สึกเหมือนกำลังทำงานให้กับแมคโดนัลด์ที่ได้เงินเดือนดีกว่าก็เท่านั้น

เผชิญหน้ากับนักต้มตุ๋น

เราเจอลูกค้าจำนวนมากที่มาซื้อไอโฟนโดยใช้ชื่อปลอม คุณจะมองคนพวกนี้ออกได้ไม่ยาก และพวกเขาก็รู้ว่าคุณมองออก แต่เราก็ทำอะไรไม่ได้เพราะเขาเป็นลูกค้า จนกว่าจะถึงเวลาจ่ายเงิน พวกเขาจะใช้บัตรประชาชนปลอม บัตรเครดิตปลอม บางครั้งพวกเขาใช้หมายเลขประกันสังคมของคนที่ตายไปแล้วด้วยซ้ำ แต่เมื่อไรก็ตามที่คุณขอตรวจสอบข้อมูล พวกเขาก็จะรีบเผ่นหนีออกจากร้านไป



การพยายามขาย Mobile Me

พวกเขาไม่ได้ให้ค่าคอมมิชชั่นเราหรอกนะ แต่เราก็อาจจะตกงานได้ถ้าทำยอดขายได้ไม่ดีพอ เราต้องขายบริการเสริมอย่าง Apple Care ซึ่งจะว่าไปมันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรและลูกค้าก็โอเคกับมัน แต่กับ Mobile Me นี่มันยากมากที่จะปิดการขาย แทบจะไม่มีใครขาย Mobile Me ได้หรอก

การแข่งขัน

พวกเขาแปะตารางแสดงยอดขายของแต่ละคนเอาไว้ตลอดเวลา ตารางนี้จะแสดงให้เห็นเลยว่าใครทำเงินให้บริษัทเท่าไหร่ ถ้าคุณขายได้ไม่ดีพอ คุณจะต้องเข้าไปพบกับผู้จัดการร้าน พวกเขาจะสอบถามและคุยถึงสาเหตที่ทำให้คุณขายได้ไม่ดีพอ

พ่อค้าชาวจีน

ในวันที่ iPad เปิดตัววันแรก เราต้องเจอกับพ่อค้าชาวจีนจำนวนมากที่พยายามขอเข้ามาซื้อเครื่องด้วยเงินสด (แอปเปิลให้ลูกค้าซื้อด้วยบัตรเครดิตเท่านั้น เพื่อสามารถตรวจสอบและจำกัดจำนวนในการซื้อได้)  บางคนพอเราบอกว่าต้องจองทางหน้าเว็บก่อนถึงจะซื้อได้ พวกเขาก็เดินไปใช้เครื่องที่หลังร้าน สมัครอีเมล์ประหลาดอย่าง 9494893@ymail.com แล้วก็กลับมาซื้อใหม่ !! แต่เฮ้ นี่คือแอปเปิลนะ วิธีแบบนี้ไม่ช่วยอะไรได้หรอก

ศาสนาแอปเปิล

บางทีเราก็รู้สึกว่าบริษัทเป็นเหมือนกับศาสนา อย่างเช่นพวกเขาเคยให้แผ่นพับเราอันนึง ซึ่งข้างในเขียนข้อความประหลาดๆ อย่าง "แอปเปิลคือจิตวิญญาณของพวกเรา และคนของเราก็เปรียบเสมือนจิตวิญญาณของพวกเราเช่นกัน (Apple is our soul, our people are our soul)" หรือ "เป้าหมายของเรา คือการมอบเทคโนโลยีที่ดีที่สุด (We aim to provide technological greatness)"

เคยมีการฝึกอบรมครั้งหนึ่ง ที่พวกเขาสอนเกี่ยวกับเรื่องบุคลิกภาพ พวกเขาแยกคนที่เหมือนจะสนใจแต่โลกภายนอก กับคนที่สนใจแต่โลกภายในบริษัทออกจากกัน ซึ่งมันก็ประหลาดมาก



ระบบรักษาความปลอดภัย

มีรปภ.อยู่เต็มไปหมดทุกหนแห่ง พวกเขาลึกลับมาก เราไม่ทีทางรู้ได้เลยว่าเขาเป็นใคร หลายคนก็เป็นตำรวจเก่า และพวกเขาได้ค่าจ้างที่ดีเอามากๆ เลยล่ะ

โดนไล่ออก

จริงๆ แล้วพวกเขาค่อนข้างจะผ่อนปรนในเรื่องนี้นะ คุณอาจจะมาสายได้ถึง 15 ครั้งก่อนที่จะโดนไล่ออก แต่ถ้าคุณไปพูดกับสื่อ หรือคาดเดาเกี่ยวกับสินค้าตัวใหม่ให้ลูกค้าได้ยิน นั่นล่ะถึงคราวคอขาดแน่นอน


คอมพิวเตอร์ในร้าน

วัยรุ่นหลายคนมาถ่ายรูปด้วย Photo Booth ในร้านแล้วก็เข้ามาถามว่าจะอัพโหลดรูปขึ้น Facebook ได้ยังไง คนร่อนเร่หลายคนก็เข้ามาใช้เครื่องและคุยผ่าน Webcam กับที่บ้าน ซึ่งเราก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกนะ บางทีเราก็เจอลูกค้าเข้ามาเปิดเพลงเสียงดังสุดๆ ในร้าน ที่ผมชอบที่สุดคือมีวัยรุ่นคนนึงที่เปิดเพลงของ Britney Spears จากนั้นเธอก็เริ่มเต้นกลางร้าน

เราไม่ค่อยจะเจอลูกค้าเข้ามาเปิดเว็บโป๊ แต่หลายคนเข้ามาเปลี่ยนภาษาของเครื่อง ซึ่งมันยากมากที่เราจะเปลี่ยนกลับเพราะหน้าจอกลายเป็นภาษาเกาหลีหรือรัสเซียไปหมดแล้ว

บรรยากาศในร้าน Apple Store Regent Street - London
ห้องรับโทรศัพท์

ที่แย่ที่สุดคือวันที่เราต้องมาทำงานในห้องรับโทรศัพท์ของร้าน บางวันผมรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในห้องประหารเลยทีเดียว ลูกค้าบางคนโทรเข้ามาและทำยังกับเราเป็นนักบำบัด ผู้หญิงบางคนโทรมาให้เราช่วยเรื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อที่เธอจะได้จับสามีที่นอกใจได้อยู่หมัด

ซึ่งส่วนใหญ่เราก็จะโอนสายต่อไปให้ Apple Care ดูแลแทน

ปลดล็อคไอโฟน

เราถูกขอให้ปลดล็อคเครื่องอยู่ตลอดเวลา แน่นอนล่ะว่าเราทำให้ไม่ได้ ส่วนใหญ่เราต้องบอกลูกค้าไปว่าถ้าปลดล็อคเครื่องอาจจะทำให้คุณได้ที่ทับกระดาษมูลค่า $700 หรือเครื่องจะโทรไม่ได้กับเครือข่าย T-Mobile ซึ่งเราเองก็รู้ว่ามันไม่จริงหรอก

ถ้าลุกค้านำเครื่องที่ปลดล็อคมาที่ Genius Bar เราจะไม่แตะต้องมันเลย

การทำงานให้กับแอปเปิล

มันเต็มไปด้วยพลังแห่งการแข่งขัน ถึงผมจะทำงานในระดับล่างก็ตาม แต่เมื่อใดที่ผมไปถึงร้าน ผมจะต้องการเพียงแค่ขาย ขาย ขาย !! ผมอยากไปทำงาน อยากขายให้ได้มากขึ้นๆ ต้องการที่จะได้เลื่อนขั้น และอยากที่จะไปอยู่ที่ Genius Bar ที่ที่เราจะได้เป็น Genius จริงๆ

ที่มา - Popular Mechanics



ประกาศวันแต่งงาน 10 ธันวาคม 2554 !!



Tuesday, February 15, 2011

เบื้องหลังวิดีโอ "MV ของขวัญวันวาเลนไทน์ 2011"

คำเชยๆ & อะไรก็ไม่รู้
จาก MV ที่ทำในวันวาเลนไทน์ โดยปกติแล้วในวันนี้ของทุกปี ผมมักจะพาเชอรี่ (@CherryJaja) ไปดินเนอร์ดีๆ ซักร้านนึง หรือไม่ก็หาซื้อของขวัญให้ซักชิ้น แต่ด้วยความที่ปีนี้เจอคำสั่งจากเบื้องบน "ห้ามใช้ตังค์เปลือง" ด้วยเหตุผลคือเก็บตังค์แต่งงานซะ ฮึ่มๆ

ในเมื่อไม่ให้ใช้ตังค์เปลือง ก็เลยคิดว่าอยากจะทำอะไรน่ารักๆ ให้แทน ด้วยงบประมาณจำกัดเลยต้องใช้ไอเดียซะหน่อย นั่งคุยปรึกษากับแก๊งสามแยกมุขเสี่ยว ได้แนวว่าเรามาทำมิวสิควิดีโอกันดีกว่า ในเมื่อมีอุปกรณ์พร้อม คือเซิน (@odacroniandevil) เพิ่งถอย 550D มาหมาดๆ (แต่ 600D ก็ออกในเวลาไม่กี่วันจากนั้น ฮะๆ) และก็ได้กล้องจากจื้อ (@vavar) มาอีกตัว

ประกอบกับเซินก็คิดอยากทำอะไรให้ปุ๊กเหมือนกัน ก็เลยลงตัวว่างั้นเราทำ MV ทั้งคู่นี่แหล่ะ แต่แนวใครแนวมัน แล้วก็หาจุดเชื่อมต่อของทั้งสอง MV นิดนึง

อุปกรณ์พร้อม ไอเดียพร้อม งั้นลุยเลย !!



Draft til done

พี่เก้ง (จิระ มะลิกุล) เคยบอกไว้ว่า ไม่ว่าจะเป็นหนังอะไรก็ตาม บทต้องมาก่อนเสมอ บทดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

ไอ้การจะทำ MV นี่มันก็ต้องมีเรื่องราวเหมือนกันเน๊อะ อยู่ๆ จะเดินออกมาร้องเพลง แล้วก็สวัสดีครับ จบแล้วครับ ก็คงดูเปื่อยๆ ไปนิด จะออกมาเต้นแด๊กๆ ก็เสล่อซะไม่มี

คิดไปคิดมาก็นึกถึงเพลงนึงที่ผมชอบมากมาตั้งแต่สมัยเริ่มรู้จักกับเชอรี่ใหม่ๆ คือเพลง "อะไรก็ไม่รู้" ของพี่โน๊ต อุดม ซึ่งมีเนื้อหาว่าผู้หญิงชอบถามเราว่ารักเค้าแค่ไหน ซึ่งเราก็ไม่รู้จะตอบว่ายังไง เอาเป็นว่า รักเธอคนเดียวแล้วกันนะ รักเธอเท่านั้น (อย่าลืมอ๊วกพร้อมติด tag #Hewww)

เพลงน่ารัก โดนใจ ตรงกับชีวิตจริง .. Like !!

เนื้อเรื่องที่เตรียมไว้คร่าวๆ คือจะเปิดไอโฟนขึ้นมา แล้วเชอรี่จะถามเราว่ารักเค้าแค่ไหน จากนั้นเราก็จะทำท่างง ออกไปเดินถามคนโน้นคนนี้ แล้วก็จบแบบเสี่ยวๆ นิดนึง

เขียน Story Board ออกมาเป็นช่วงๆ เพื่อให้การถ่ายทำง่ายขึ้น แบ่งท่อนร้องเดี่ยว ท่อนเต้น ท่อนคั่น ทั้งหมดได้มาจากการดู MV ใน youtube อย่างหนัก แล้วก็ลอกๆ เค้ามา

Step ท่าเต้นเพลง อะไรก็ไม่รู้ เวอร์ชันขโจชิ ที่ถูกต้อง

เต้น

ในเมื่อไม่มีอะไรจะเสีย (อ่าว ก็เค้าตอบ "รับค่ะ" ไปแล้วนิ) ถ้างั้นก็รั่วได้เต็มที่ไม่ต้องเก๊กหล่อ ว่าแล้วก็เลยนั่งออกแบบท่าเต้นฮาๆ เอามายำๆ รวมกัน ท่อนไหนคิดไม่ออกก็กำปั้นทุบดินเลย เช่นเพลงร้องว่า "ไม่รู้รักเธอเท่าไหร่" ก็ยกมือปาดไหล่เลย เท่า-ไหล่

ได้ท่าเต้นแล้วก็ซ้อมสิครับ ซ้อมที่ไหนล่ะ ? ก็ซ้อมที่บริษัทนี่แหล่ะ เลิกงานปุ๊บเข้าห้องซ้อมเลย (โดนถามเหมือนกันว่างานเยอะเหรอถึงเลิกดึก จริงๆ ไม่ได้ทำงานคร๊าบ ซ้อมเต้น ^^')

พบว่าด้วยความที่ไม่ใช่นักเต้นมืออาชีพ การจะคิดท่าเองนี่มันโคตรจะยากเลย พอคิดไม่ออกก็เอาท่าฮาๆ มาแทน ผลก็คือเต้นไปฮาทั้งวงไปสิครับ ไม่มีรอบไหนเลยที่ไม่หลุดขำก๊ากออกมา

สาว - ยาคูลท์

แบกของเยอะมาก แบกไปแบกมา

อุปกรณ์

ผมอยากได้ป้ายซักอันนึง เป็นเหมือนคำพูดว่า "ไม่รู้" เอาไว้เวลาไปถามคนโน้นคนนี้
คือจริงๆ ให้ส่ายหน้าธรรมดาก็ได้ แต่รู้สึกถ้ามีสัญลักษณ์ซักอย่างน่าจะดี

แต่ทำไม่เป็นครับขอบอก เลยยกหูโทรหาผู้ช่วยมือหนึ่ง คือ "แก้ม" ญาติสาวฐาปัตลาดกระบังคนสวย ซึ่งปกติก็คอยช่วยทำโน่นนี่ให้ตอนจีบเชอรี่ใหม่ๆ อยู่แล้ว แบบว่ารู้กัน

"เฮ้ย แก้ม .. คือเราว่าจะทำ MV ... แล้วแบบว่าอยากให้มีป้ายโฟมซักอัน" .. "ก็เลยโทรมาบอกให้ชั้นช่วยทำให้ใช่ไม๊ !!"

อ่าว ในเมื่อรู้ใจขนาดนั้น ก็บอกไปเลยว่า ทำให้หน่อยนะคร๊าบบบบ -/\-
2 วันผ่านไป เธอมาพร้อมผลงานสุดเทพ ไม่ใช่แค่ 1 แต่ทำมาให้ถึง 4 ชิ้น

"เฮ้ย ทำไมมีตั้ง 4 อัน"
"เอ๊า .. มีอันเดียว ทุกคนก็ต้องพูดมุมเดียวกันหมด มี 4 แบบเธอจะได้วางมุมกล้องได้หลายแบบ"
[หนุ่มหล่อฐานะดีขี่เบ๊นซ์คนไหน อยากรู้จักสาวสวยโสดคนนี้ หลังไมค์ได้ครับ อิ]

นอกนั้นก็มีอุปกรณ์เสริมเล็กน้อย

  • เราหาสาวยาคูลท์มาเข้าฉากไม่ได้ พยายามติดต่อขอยืมชุดพี่แกก็บอกว่าบริษัทห้ามเอาไว้ ให้ยืมไม่ได้
  • ไม่ได้ งั้นก็ต้องพลิกแพลงกันหน่อย เล่นมุขกำปั้นทุบดินไปเลยละกัน เอาเชือกมาผูกขวดยาคูลท์ไว้ แล้วก็เอามือสาวเชือกไป เห็นมะ ได้ละ ..​ สาว - ยาคูลท์
  • ลามไปถึง "รักเท่าภูเขา" หาภูเขาในกรุงเทพไม่ได้ ตูก็ไปซื้อซอสภูเขาแล้วเอามาตั้ง โป๊ะ !! ชี้นิ้ว นี่ไง ภูเขา (คิดได้ไงเนี่ย)

สาว .. ยาคูลท์

ถ่ายช๊อตเดียวก็ใช้กล้องหลายตัวหลายมุม

Canon 550D เทพ
ถ่ายทำ

ทุกงานย่อมมีอุปสรรค ของเราก็มี คือ จื้อแด๊นเซอร์หมายเลขหนึ่งของเราติดเรียนกระทันหัน ไม่เป็นไร ไปเรียนได้แต่เอากล้องมา !! วะฮ่า !!

ต่อมาคือเราต้องแอบแฟนของทั้งสองคนมาถ่ายวิดีโอลับๆ ซึ่งมันคือวันเสาร์ ไอ้การจะแอบมานี่โคตรยากเลย เพราะพอดีท่านพ่อตาและแม่ยายขับรถมาเที่ยวกทม. กันพอดี เลยจำใจต้องบอกไปว่าไปทำงานด่วน ขอไม่ไปด้วยนะคร๊าบ (ก็ด่วนจริงๆ นะ .. ขอโทษนะคร๊าบ อย่าถือโกรธและเรียกสินสอดเพิ่มนะคร๊าบ T/\T)

เราเลือกสถานที่ถ่ายทำคือคอนโดของเซิน ซึ่งก็ต้องรอให้ปุ๊ก (@pookiki) ออกไปทำงานก่อน แล้วจึงแอบยกพวกกันเข้าไปถ่ายทำแบบกองโจร แต่แล้วเมื่อถึงเวลานัด แด๊นเซอร์เบอร์สอง ท่านกอล์ฟ (@gup_pa) ตื่นสาย เหลือแค่ผมกับเซิน เราเลยต้องถ่ายกันเองไปก่อนเท่าที่จะถ่ายได้

พอทุกคนมาครบ มองนาฬิกาเหลือเวลาอีก 4 ชั่วโมงเท่านั้น

ทุกคนต้องกาง Story Board ที่วาดไว้ แล้วก็แบกกล้องคนละตัวถ่ายฉากใครฉากมันเลยทีเดียว โชคดีที่วันนั้นฝนไม่ตก แสงดี ถ่ายทำได้ค่อนข้างราบรื่นทุกอย่าง

ตกเย็นก็แยกย้าย ผมก็แบกของพะรุงพะรังกลับบ้าน เป็นการถ่ายทำแบบกองโจรจริงๆ ด้วย



Timeline ซับซ้อนมาก ดูแล้วงง  ><
ตัดต่อ

MV ทั่วไปจะมีฉากที่ถ่ายแช่ไว้ไม่เกิน 3-5 วินาที ก็จะตัดไปอีกฉาก เรียกว่าตัดกลับไปกลับมา ฉับๆๆๆๆ คือมันตัดต่อยากมาก ยากกว่าทุกวิดีโอที่เคยทำมา

เพราะงั้น [ช่วงโฆษณา] ถ้าไม่ได้ iMovie ก็ไม่คิิดว่าจะทำออกมาได้ดีขนาดนี้ เพราะนอกจากจะได้งานที่มีคุณภาพแล้ว ยังใช้ง่ายสุดๆ เรียกได้ว่าโปรแกรมเดียวเอาอยู่ ข้าพเจ้าขอชาบูๆ ท่านศาสดาจงเจริญ (/- -)/

นอกจากนี้ยังอยากได้หลานรักทั้งสองมาช่วยเข้าฉากวิดีโอด้วย เลยส่งอีเมล์ไปให้พี่ๆ ช่วยกันถ่ายวิดีโอหลานทั้งสองชูป้าย "ไม่รู้" แล้วส่งกลับมา อันนี้ก็แสดงให้เห็นว่าวิดีโอที่ถ่ายจากมือถือนี่ก็คุณภาพดีมาก แล้วก็ฝากๆ กันถ่ายมาทำเป็นเอ็มวีได้อีกด้วย

 



สรุป
  • สนุกมาก ตั้งแต่คิดงาน วางแผน ซักซ้อม ถ่ายจริง ไปจนถึงตัดต่อ
  • หลังจากทำเสร็จก็รู้ได้เลยว่ายุคนี้ เทคโนโลยีมันไปไกลขนาดพนักงานบริษัทตัวเล็กๆ อย่างเราก็ทำ MV คุณภาพโอเคได้แล้ว
  • ใครสนใจจ้างทีมงานเราได้ ติดต่อได้เลย ราคาไม่แพง (หาเงินแต่งงาน)
  • ต้องขอบคุณทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จนทำให้งานที่เสร็จไปได้ด้วยดี
  • ที่สำคัญ ขอขอบคุณเชอรี่ ที่ให้แรงบรรดาลใจ จนได้ทำวิดีโอน่ารักๆ ชุดนี้ออกมาได้
  • ไม่ได้ต้องการอะไรตอบรับ .. ขอแค่คนรับชอบก็ดีใจ ก็เพียงพอแล้ว <3
จบแบบนี้ก็ต้อง ... เอ้า ... ฮี๊ววววววว  \(^ o ^)/

อุปกรณ์
  • Canon 550D
  • Nikon D90
  • โฟม, Print สีทำป้าย, เชือก, ซอสภูเขา, ยาคูลท์ 5 ขวด, Print ภาพใหญ่ 2 ใบ
  • ทำไตเติลด้วย Keynote
  • ตัดต่อด้วย iMovie

Link
- [MV] อะไรก็ไม่รู้ (มอบให้ @CherryJaja โดย @Khajochi)
- [MV] คำเชยๆ (มอบให้ @Pookiki โดย @Odacroniandevil)


เสร็จแล้วโว้ย เอ้าชน (ยาคูลท์) !!

ทีมงานทั้งหมด


Monday, February 14, 2011

[MV] อะไรก็ไม่รู้ - ของขวัญวาเลนไทน์ 2011




เนื่องด้วยวันวาเลนไทน์ปีนี้ ได้รับคำสั่งจากเบื้องบนว่า "ห้ามใช้เงินเปลืองเด็ดขาด (แง่งๆ)" ด้วยเหตุผลสั้นๆ คือ เก็บตังค์แต่งงาน

ก็เลยคิดอยากทำของขวัญน่ารักๆ ให้กับเชอรี่ซักอันนึง

โดยปกติแล้วเชอรี่จะชอบถามคำถามผมอยู่ 2 คำถามเป็นประจำ
1. รักเค้าไม๊ ?
2. รักเค้าแค่ไหน ?

ซึ่งสำหรับผู้ชายเซ่อๆ อย่างเรา ก็ไม่รู้ว่าจะตอบยังไงดี ( -_-)"

ที่สุดแล้ว เนื่องในโอกาสวันแห่งความรักปีนี้ ผมเลยขอทำมิวสิควิดีโอน่ารักๆ เพลงนึง เพื่อเป็นการตอบคำถามทั้งสองคำถามนี้ ช่วงแรกพยายามทำหล่อ แต่ช่วงหลังรั่วสุดๆ เนื่องจากไม่มีอะไรจะเสีย (ฮา)

อย่างไรก็ดี ... ขอเชิญรับชม

(/^o^)/

Happy Valentine's Day 2011

Tuesday, February 08, 2011

10 ของขวัญรับวันวาเลนไทน์สำหรับ Geek

อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันแห่งความรักหรือวันวาเลนไทน์กันแล้ว คุณมีดอกไม้ ช็อคโกแลต หรือของขวัญสุดพิเศษให้กับคนที่คุณรักแล้วรึยัง แล้วถ้าคนรักของคุณเป็น Geek ที่แสนจะเข้าอกเข้าใจยากล่ะ เราลองมาดู 10 ของขวัญวันวาเลนไทน์สำหรับ Geek ที่รับรองว่าคนรับจะต้องชอบอย่างแน่นอนกันดีกว่า

1. กรอบรูปบอกรักด้วยเลขฐาน 2

"ฉันรักเธอ" คำนี้ Geek บางคนอาจจะฟังไม่เข้าใจ งั้นลองใหม่บอกรักด้วยเลขฐาน 2 เสียเลย

ราคา : $10




2. เมมโมรี่สติ๊กใส่เพลงบอกรัก

สมัยนี้อาจจะไม่มีใครฟังตลับเทปคาสเซ็ตแบบเก่ากันแล้ว งั้นเปลี่ยนมาเป็นตลับเทป USB แทนคงเก๋น่าดู

ราคา : $25



3. จี้รูปหัวใจสไตล์เลโก้

จี้ทอง เงิน หรือเพชร ก็คงไม่เท่ห์เท่าจี้เลโก้อีกแล้ว นอกจากจะสวมใส่แล้ว ยังต่อยอดได้ไม่รู้จบ

ราคา : $6



4. กรอบรูป Layers

เหมาะสำหรับ Geek ที่ใช้ Photoshop เป็นชีวิตจิตใจ แต่ไม่รู้ว่าดูแล้วจะอยากลุกขึ้นมาแต่งรูปแบบไม่หลับไม่นอนรึเปล่า

ราคา : $19




5. เสื้อคู่แบบ Geek

ใครๆ ก็ใส่เสื้อคู่กัน ลองหาเสื้อคู่แบบ Geek ซักตัวมาใส่ รับรองว่าไม่เหมือนใครแน่นอน

ราคา : $18



6. แจกันดอกไม้ 8 บิต

เพราะความรักไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนพิกเซล แจกันดอกไม้ 8 บิตที่ไม่มีวันแห้งเหี่ยว ไม่ต้องรดน้ำ เหมาะสำหรับแฟนเกมส์ยุค 90 อย่างยิ่ง

ราคา : $14.99



7. ที่แยกหูฟังรูปหัวใจ

เพลงรัก ฟังคนเดียวคงไม่เพราะเท่าฟังกับคนรู้ใจ

ราคา : $16



8. เครื่องเจาะกระดาษรูปหัวใจ

"คิดถึงฉันไหมเวลาที่เธอเจาะกระดาษ" ไอเดียเก๋ๆ ที่ทำออกมาได้น่ารักทีเดียว

ราคา : $16



9. USB Hub ทุ่งดอกกุหลาบ

เพราะพอร์ตยูเอสบีไม่เคยพอ

ราคา : $22



10. ทำของขวัญด้วยตัวเองออนไลน์

จะเสียเงินทองไปทำไม ในเมื่อไอเดียทำของขวัญให้คนรักมีเป็นร้อยเป็นพันบนเว็บ ทำไมไม่ลองทำ Playlist บน Youtube รวมเพลงรักพิเศษที่รู้กันสองคน, สร้าง Slideshare รูปของเราสองคน หรือ เปลี่ยนรูปในหน้า Profile Facebook ให้เป็นรูปคู่หวานแหววก็ไม่เลวเหมือนกัน

ใช้ความคิดสร้างสรรค์เข้าไว้ ไอเดียดีๆ ต้องได้ผลลัพท์ที่ดีตามมาอย่างแน่นอน

ราคา : ฟรี !!



ที่มา - Mashable

Thursday, February 03, 2011

รีวิว: The Daily ทางรอดของหนังสือพิมพ์ยุค 2.0 ?


เมื่อคืนที่ผ่านมาได้มีการเปิดตัว The Daily หนังสือพิมพ์ดิจิทัลตัวใหม่ ที่ว่ากันว่าเป็น Game Changer ของหนังสือพิมพ์ในโลกยุค 2.0 เลยทีเดียว ถามว่างานนี้สำคัญแค่ไหน ?
  • ก็สำคัญขนาดรูเพิร์ต เมอร์ด็อกมาเปิดตัวและตอบคำถามสื่อด้วยตัวเอง
  • ทีมงานระดับผู้บริหารของแอปเปิลมาเปิดตัวด้วย (เท่าที่จำได้ ผมไม่เคยเห็นผู้บริหารแอปเปิลไปขึ้นเวทีเปิดตัวสินค้าของคนอื่น)
  • ลงทุนไปแล้วกว่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐ
  • มีค่าใช้จ่าย ทีมงานที่ต้องจ่ายอีก 500,000 เหรียญสหรัฐต่อสัปดาห์
ถ้าดูจากจำนวนสื่อที่มาทำข่าวก็จะพบว่าสื่อในกระแสหลักให้ความสนใจกับ The Daily มาก นักข่าวทุกสำนักยิงคำถามแทบตอบไม่ทันเลยทีเดียว

โจทย์สำคัญที่ The Daily ต้องผ่านให้ได้คือทำยังไงให้คนอยากเปิดอ่านบน iPad มากกว่าไปเปิดเว็บ อย่าลืมว่า The Daily ไม่ได้แจกฟรี และจะต้องสู้กับข่าวฟรีๆ ที่มีอยู่จำนวนมหาศาลบนเว็บ

สำหรับการอ่านข่าวโดยทั่วไป ก็ไม่ต่างจากนิตยสารออนไลน์ โดยใช้การเปิดเลื่อนด้านข้างซ้ายขวา และบางหน้าอาจจะมีให้เลื่อนลงได้ โดยจะมีไอคอนบอก

ภาพและเนื้อหาจัดว่ามีคุณภาพดี สมกับที่ใช้ทีมงานของ News Corp



สามารถดูภาพใหญ่ ดูวิดีโอ ดูภาพ 360 องศาได้ อันนี้ธรรมดามาก


ส่วนที่ผมชอบคือการพยายามเชื่อมกับโลก Social Network อย่างเช่นพูดถึงดารานักร้อง ก็จะมีแถบ Twitter ที่นักร้องคนนี้ Tweet ไปล่าสุด



ในหัวข้อข่าวที่เป็นงานวิจารณ์ จะมีส่วนของข้อความที่ Tweet เกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้นมาให้อ่านได้



ส่วนที่น่าสนใจคือเราสามารถแชร์ วิจารณ์ และออกความเห็นต่อเนื้อข่าวได้ทุกหน้า เราสามารถเลือกที่จะพิมพ์ข้อความหรือใช้เสียงก็ได้



หน้า Poll มีให้ผู้อ่านโหวตตามหัวข้อ และจะแสดงผลการโหวตมาทันที



หน้าจอพยากรณ์อากาศ คำพยากรณ์ตามราศี ก็ดูสวยดี



มีเกมส์ให้เล่น อย่าง Sudoku, Crossword จับเวลาในการเล่นเกมส์ของเรา และแสดง Leader Board ทางขวา




ส่วนที่ชอบมากคือหน้า Dashboard ของข่าวกีฬา ที่เราสามารถเลือกทีมโปรด ไม่ว่าจะเป็น NBA, NFL, NHL, MLB โดยจะแสดงผลการแข่งขันสดๆ อันดับคะแนน ตารางการแข่งขัน ซึ่งก็ดูดีมีประโยชน์มาก

ลองนึกภาพว่าถ้าเพิ่มรายการฟุตบอลพรีเมียร์ลีก หรือรายการกีฬาอื่นๆ เข้ามาในอนาคต จะน่าใช้งานมาก




สิ่งที่น่าปวดหัวที่สุดของทุกโปรแกรมข่าวบน Tablet คือส่วนของ Navigator ซึ่ง The Daily เลือกใช้วิธีย่อหน้าออกมาเป็น Cover Flow

เราสามารถมองเนื้อหาคร่าวๆ ของหน้าอื่นได้ เลือกให้โปรแกรมอ่านเนื้อหาย่อๆ แต่ละหน้าได้ หรือแม้แต่เลือกวิดีโอที่มีพิธีกรออกมาแนะนำข่าวประจำวันอย่างย่อให้เราดู

ฟังดูดี แต่ Navigator ของ The Daily กลับทำงานช้ามาก มีบั๊กเยอะ มีคนบ่นกันเยอะจนไม่น่าเชื่อว่าจะหลุดออกมาได้ในวันเปิดตัว จนกลายเป็นจุดอ่อนของโปรแกรมนี้ไปแล้ว

สำหรับเรื่องของราคานั้นอยู่ที่ $0.99 ต่อสัปดาห์ ถ้าถามว่าถูกไหม ก็ต้องบอกว่าถูก แต่ถ้าถามว่าคุ้มไหม อันนี้ก็คงต้องคิดหนักพอสมควร

สรุป (สำหรับโปรแกรม)
  • เนื้อหาดี ภาพสวย วิดีโอคมชัด
  • มีลูกเล่นเยอะ ที่น่าประทับใจคือส่วนของข่าวกีฬา, เกมส์, พยากรณ์อากาศและการแชร์ความเห็นในข่าว
  • บั๊กเยอะมาก โปรแกรมค้างบ่อย
  • อ่าน Offline ได้ แต่เนื้อหาบางส่วนจะมาไม่ครบ
  • เนื้อหาเวลาเปิดแนวนอนกับแนวตั้งไม่เหมือนกัน บางครั้งก็น่ารำคาญที่ต้องพลิกไปมา
  • ยังมีส่วนที่ต้องพัฒนา ลองผิดลองถูกอีกเยอะ เราคงยังไม่สามารถตัดสินอะไรได้จากฉบับเปิดตัว
  • ราคาไม่แพง และเปิดให้อ่านฟรี 2 อาทิตย์แรก


วิกฤติสื่อสิ่งพิมพ์ในสหรัฐ

ประเด็นเรื่องรายได้ของ The Daily นี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ในยุคที่สื่อสิ่งพิมพ์กำลังอยู่ในช่วงตกต่ำสุดขีด เข้าขั้นวิกฤติอย่างนี้ ในเมืองไทยเราอาจจะมองภาพไม่ชัด แต่ในประเทศที่เจริญแล้วอย่างสหรัฐ สื่อสิ่งพิมพ์อย่างหนังสือพิมพ์ นิตยสาร เคยเป็นแหล่งสร้างรายได้จำนวนมหาศาลให้กับบริษัท
  • ทุกวันนี้จำนวนยอดขายนสพ. และนิตยสารตกต่ำลงอย่างมากทั่วโลก เพราะทุกอย่างหาได้จากโลกออนไลน์ สะดวก รวดเร็วขนาดอ่านได้บนโทรศัพท์มือถือ
  • หลายคนคิดว่าก็แค่ย้ายนสพ.จากกระดาษมาอยู่บนเว็บ แล้วก็ขายค่าโฆษณาแทนก็จบ แต่ผลกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น
  • โมเดลรายได้หลักของนสพ. มาจาก การวางขาย, ค่าสมาชิก, ค่าโฆษณา แต่โมเดล นสพ.ออนไลน์ จะทำให้รายได้หลัก 2 อย่างแรกหดหายไป
  • ยกตัวอย่างง่ายๆ ค่าโฆษณาจุดที่แพงที่สุดในนสพ.เมืองไทย คือปกหลังของไทยรัฐ คิดค่าโฆษณา 7 แสน - 1 ล้านบาท ต่อวัน ซึ่งไม่มีทางเลยที่ไทยรัฐจะหาเงินจากค่าโฆษณาออนไลน์จำนวนขนาดนั้นได้ ต่อให้เป็น Sanook.com ก็ไม่ได้ค่าโฆษณามากขนาดนั้น
  • เราได้เห็น Ars Technica ออกมาขอร้องให้ผู้อ่านเลิกใช้โปรแกรม Ad Block, Time ออกมาเขียนบทความ How to save your newspaper, New York Times คิดเงินกับบทความบางอย่าง
  • สตีฟ จ๊อปส์พูดออกมาหลายครั้งในงาน D8 ว่าตอนนี้เป็นวิกฤติของสื่อสิ่งพิมพ์ และถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรซักอย่าง เราจะสูยเสีย Journalist ดีๆ ไปอีกมาก
หลังจากที่เปิดตัวบน iPad ไปแล้ว The Daily ก็ประกาศว่าจะทำลงใน Tablet ทุกตัวหลังจากนี้ ต้องคอยดูกันต่อไปว่าแนวทางการทำหนังสือพิมพ์ในรูปแบบของ The Daily นั้นจะรุ่งจนเป็นต้นแบบให้กับสื่อรายอื่น หรือร่วงจนเป็นกรณีศึกษากันต่อไป