Wednesday, May 18, 2011

รีวิว: Apple TV (2nd Generation)



"มันคืออะไร ?" เป็นประโยคแรกที่ผมได้รับหลังจากที่บอกใครหลายคนไปว่า ผมเพิ่งซื้อ Apple TV รุ่นใหม่มา

จริงๆ ก็ไม่น่าแปลกใจอะไรเพราะ Apple TV ไม่ได้ดังอะไร ออกจะแป๊กด้วยซ้ำ แล้วก็ไม่มีขายเมืองไทยด้วย (เพราะ iTunes Store เมืองไทยยังไม่มีขายเพลงและหนัง)

สั้นๆ ว่ามันเอาไว้ ...
  • เช่าหนัง สารคดี, ซีรีส์, TV Show, รายการกีฬา มาดู
  • ดูสื่อออนไลน์ทั้งหลายเช่น YouTube, Flickr, Podcast ได้บนจอใหญ่
  • โยนหนัง รูป เพลง จากในเครื่องเราไปเล่นบนจอใหญ่ได้
ผมมักจะซื้อสินค้ารุ่นใหม่ตัวแรกของแอปเปิลอยู่เสมอๆ จนตอนหลังเริ่มจับแนวได้แล้วว่าเวลาออกสินค้าประเภทใหม่ รุ่นแรก "อย่าเพิ่ง" ซื้อ เพราะมันยังเป็นเพียงภาพแห่งความคูลร์เวลาได้ใช้ แต่สินค้าจริงจะออกมาในรุ่นหน้า (ตัวอย่าง iPad -> iPad2 , iPhone -> iPhone 3G )

ผมจะเปิดดูทีวีด้วยสาเหตุอยู่ 2 อย่าง ไม่ดูบอล ก็ดูรายการโปรดที่มีอยู่ไม่เกิน 5 รายการ นอกนั้นปิดเครื่องทีวีสนิท ผมดู YouTube มากกว่าดูเรยา ฮากับเจาะข่าวตื้นมากกว่าเกมส์โชว์ และพบว่าตัวเองดูวิดีโอบนคอมฯ ถึง 90%

แต่จุดที่ตัดสินใจซื้อจริงๆ คือ Air Play หรือความสามารถในการเอารูป วิดีโอ เพลง ที่อยู่บน iPhone, iPad, MacBook ไปอยู่บนจอใหญ่ได้ โดยไม่ต้องเสียบสายอะไรทั้งสิ้น ทุกอย่างส่งทางอากาศ

ขายของมานาน ไปดูดีกว่าว่ามันหน้าตาเป็นยังไง



:: Hardware ::

ถ้าได้เห็นกล่องขนาดจิ๋วของ Apple TV แล้วจะทึ่งว่ามันเล็กได้อีก ขนาดแค่ 1 ใน 4 ของเครื่อง DVD หรือตัวรับ True Vision ที่บ้าน

คุณภาพเครื่องแน่นหนามาก สมกับเป็นสินค้าแอปเปิล
เปิดกล่องมา มีแค่สายไฟ กับรีโมทมาให้เท่านั้น ต้องซื้อสาย HDMI เพิ่มเอง

ตัวเครื่องมีไฟบอกว่าเปิดหรือปิดอยู่แค่อันเดียว ไม่มีหน้าจอใดๆ ข้างหลังมีช่องเสียบ Micro USB ได้ คิดว่าอนาคตคงใส่อุปกรณ์เสริมเข้าไปได้

ข้างหลังมี port micro USB ไว้ด้วย




:: Software ::

หลังจากเสียบสายไฟ สาย HDMI กับทีวี เปิดขึ้นมาเครื่องก็จะต่อ Wifi ที่บ้านให้ ใส่ Password แล้วก็กรอก User iTunes ก็จบ

หน้าจอการใช้งาน คล้าย Front Row ในแมค คือแยก หนัง รายการทีวี อินเทอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ และการตั้งค่าเอาไว้ต่างหาก

Apple TV ทำงานด้วย iOS เช่นเดียวกับอุปกรณ์อื่นๆ ของแอปเปิล




การควบคุมเครื่องทำได้หลายวิธี ง่ายที่สุดคือใช้รีโมทที่แถมมาด้วย อีกวิธีคือการจูนรีโมททีวีปกติของเรา ให้มาใช้ควบคุมแอปเปิลทีวีได้ โดยมีขั้นตอนการติดตั้งเล็กน้อย แต่ก็สะดวกกว่าการถือรีโมททีละหลายอัน

วิธีสุดท้าย และน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด คือ Apple TV มาพร้อมโปรแกรมรีโมท (ฟรี) ให้เราควบคุมเครื่องผ่าน iPhone และ iPad ได้ ข้อดีคือไม่ต้องก้มหารีโมทกันหลายอันวุ่นวาย และเวลาเสิร์ชข้อมูลก็ใช้คีบอร์ดบนเครื่องพิมพ์ได้







สมัยก่อนผมเคยคิดว่าการควบคุมทีวีด้วยรีโมท คงทำอะไรได้ไม่มากไปกว่าการรองรับปุ่ม D-pad (บน ล้าง ซ้าย ขวา) และตัวเลข 0 - 9 แค่นั้น แต่หลังจากได้เห็นคอนเซ็ปต์ใช้มือถือเป็นรีโมท พบว่าเราสามารถควบคุมงานที่ซับซ้อนมากขึ้นได้ (อนาคตคงเล่นเว็บบนทีวีได้สะดวก)

:: iTunes, Youtube, Podcast ::

ถึงแม้จุดประสงค์หลักที่ซื้อมาจะไม่ได้กะไว้ซื้อหนังใน iTunes แต่ก็แวะเวียนเข้าไปดูซะหน่อย

รายการหนังและ TV Show มีเยอะมาก ดูจาก Customer Review ก็จะเห็นว่าฐานผู้ใช้เยอะจริงๆ อันนี้ทำให้แอปเปิลได้เปรียบ Amazon และคู่แข่งอยู่พอสมควร

ที่แปลกใจคือการ์ตูนญี่ปุ่นก็มีเยอะมากหลายเรื่องเลยทีเดียว



หนังไทยมีอยู่ไม่กี่เรื่อง หลักๆ ก็เป็นหนังของสหมงคลฟิล์มแนวแอคชั่น บางเรื่องยังไม่เคยเห็นว่าเข้าฉายเมืองไทยด้วยซ้ำ



องค์บาก 3 ได้ 5 ดาว !!
ส่วนที่เยอะและแตกต่างจากการหาซื้อหนังในเมืองไทยมากที่สุดน่าจะเป็นกลุ่มสารคดี ที่มีหลายเรื่องน่าสนใจและคงไม่นำมาขายเมืองไทย อย่าง Google Me หนังสารคดีที่หาคนชื่อ+นามสกุลเดียวกันจากกูเกิล หรือ Inside TED สารคดีที่พาไปดูเบื้องหลังงาน TED ที่โด่งดัง

ล่าสุดแอปเปิลทำสัญญากับ NBA และ NHL ให้สามารถเช่าการแข่งแต่ละนัดมาดูได้ (HD $0.99)






ทดลองเช่า "Batman : The Dark Knight" มาดูแบบ HD
  • หลังจากกดเช่าแล้วเครื่องก็จะใช้เวลาโหลดไฟล์นานพอสมควร อันนี้ขึ้นอยู่กับความเร็วเน็ตที่บ้านแต่ละคน ของผมใช้ 6 Mbps รอประมาณเกือบ 10 นาทีถึงพร้อมดูได้
  • ทดสอบดูตัวอย่างหนังในแบบ HD พบว่าชัดมาก คุณภาพสูสีกับ Blue Ray แต่ถ้าดูแบบไม่ HD ก็ได้คุณภาพประมาณ DVD
  • หนังใหม่ HD ค่าเช่า $4.99 (~150 บาท) ถ้าไม่ HD ก็ $3.99 (~120 บาท) แพงเหมือนกัน
  • หนังเก่า $0.99 - $2.99 (~30 - 90 บาท) ค่อยน่าสนใจหน่อย
  • ดูหนังเลือก Chapter ได้
  • ข้อเสีย : ไม่มี Sub ไทย !! (บางเรื่องมีซับอังกฤษแก้ขัด), ไม่มี Extra พวกเบื้องหลัง ทำให้การเช่าหนังออนไลน์ยังเป็นรอง DVD ในแง่ความสมบูรณ์ของเนื้อหา
  • ข้อดีคือมันง่ายมาก อยากดูเรื่องไหน กดสองจึ๊กได้ดูเลย ไม่ต้องออกไปหาซื้อ DVD และถูกกฏหมายสนับสนุนผู้สร้าง ดีกว่าสนับสนุนเว็บบิท




ส่วนการดู Youtube หรือ Podcast ก็ทำได้ง่ายดี แต่ควรต้องใช้รีโมทผ่าน iPhone หรือ iPad เวลาพิมพ์ Search จะได้สะดวก

ดู Mr.Taxi บนจอใหญ่แบบ HD นี่สะใจมาก







:: Computer & AirPlay ::

จุดขายที่โดนมากที่สุดใน Apple TV คงเป็นการโยนวิดีโอ รูป เพลง จากเครื่องเราไปบนจอใหญ่ได้ (โดยไม่ต้องเสียบสาย)

ทดลองเปิดดูรูปในไอโฟน ถ้าเราเปิด Apple TV อยู่ในวง Wifi เดียวกัน ก็จะมีสัญลักษณ์ให้เราส่งรูปหรือวิดีโอเข้าไปใน Apple TV โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องกดเซ็ตอะไรให้ยุ่งยาก (เทพมาก)



ถ้าเป็นภาพนิ่งหรือเพลง จะขึ้นจอแทบจะในทันที ส่วนถ้าเป็นวิดีโอ จะเป็นการส่งทั้งไฟล์ไปที่ Apple TV ต้องรอให้ Buffer ก่อนถึงจะดูได้

ลองกดดูรูปจากใน iPhone หรือ iPad เลือกดูทีละรูปหรือจะดูแบบ Slide Show ก็ได้ มีให้เลือกหลาย Theme




ดูรูปหลานบนทีวีนี่ใหญ่สะใจมาก
ตอนนี้ Air Play วิดีโอยังได้แค่ .mov หรือ .mp4 แต่ก็เริ่มีหลายโปรแกรมที่ให้เรา Stream วิดีโอนามสกุลอื่นๆ ไปที่ Apple TV ได้ อย่างเช่น Air Video

:: สรุป ::

คงเป็นไปไม่ได้ถ้าจะไม่เปรียบเทียบ Apple TV กับ Media Box ทั้งหลาย (ขอไม่เทียบกับ Google TV เพราะยังไม่เคยลองใช้)

ถึงแม้จุดหมายปลายทางของ Apple TV กับ Media Box จะเหมือนกัน คือเอา content ทั้งหลายขึ้นจอใหญ่ แต่ส่วนต่างที่สุดคงเป็นที่มาของข้อมูลเหล่านั้น โดย Media Box เราต้องวางไฟล์ลงไปบนเครื่องก่อนแล้วค่อยกดดู ส่วน Apple TV ทุกอย่างทำโดยตรงจากเครื่องเลย

ถึงแม้ Media Box จะมีกลุ่มเป้าหมายคือนักโหลดบิท (ซึ่งผิดกฏหมายและไม่ควรสนับสนุน) แต่ก็ต้องยอมรับว่าสามารถเล่นได้ทุกไฟล์ รวมถึงสามารถเปิดซับไทยได้ด้วย เป็นข้อดีกว่า Apple TV ที่บางเรื่องซับอังกฤษยังไม่มีด้วยซ้ำ

Apple TV ทำได้ดีกว่าในเรื่อง Stream ทุกอย่างผ่าน Air Play ได้ หรือดูเนื้อหาจากเน็ตเช่น Youtube, Podcast, Netflix, Flickr และเชื่อว่าอนาคตจะออกอัพเดตเครื่องให้ลงโปรแกรมเพิ่มเติมได้แบบ Google TV

ข้อดี
  • ขนาดเครื่องเล็ก ใช้งานง่าย ราคาถูก $99 (~3,000 บาท)
  • iTunes มีหนังและ TV Show เยอะมาก
  • ประสบการณ์ดู Youtube, Podcast, Netflix, Flickr บนจอใหญ่สุดยอดมาก
  • ใช้รีโมทผ่าน iPhone หรือ iPad ได้
  • Air Play ทำได้อย่างที่แอปเปิลคุยไว้
  • Apple TV ใช้ชิป A4 และมีแรมขนาด 256MB เท่ากับ iPad 1 และด้วยการทำงานผ่าน iOS ทำให้คาดเดาได้ไม่ยากว่าในอนาคต น่าจะมีการอัพเดตเครื่องให้ลงโปรแกรมเพิ่มได้
ข้อเสีย
  • หนังใน iTunes ราคาสูง ไม่มีซับไทย ถ้าจะซื้อมาเพื่อเช่าหนังขอให้คิดดีๆ
  • ประสบการณ์ Air Play ยังใช้ได้เฉพาะกับสินค้าในโลกแอปเปิล
  • ยังไม่มีขายในไทย
  • ไม่แถมสาย HDMI มาด้วย


0 comments: