Sunday, June 26, 2011

กูเกิลเตรียมเก็บข้อมูลทำ Street View ในเมืองไทย




เมื่อไม่กี่วันมานี้ ทาง Adecco Thailand ได้เปิดรับสมัครพนักงานตำแหน่ง Data Collector เพื่อร่วมงานกับกูเกิล (โปรเจกต์ 3 เดือน) โดยเมื่อดูในหน้าเว็บของ Adecco แล้วมีรายละเอียดของตำแหน่งงานที่บ่งบอกถึงการเก็บข้อมูล Street View ในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การขับรถเพื่อเก็บข้อมูลตลอดทั้งวัน, สามารถปีนขึ้นไปบนรถได้ในระหว่างทำงาน

โดยก่อนหน้านี้ ในหน้าเว็บของ Adecco ได้เปิดรับสมัครงานตำแหน่ง "Google Street View Staff" ซึ่งต่อมาไม่นานตำแหน่งดังกล่าวก็ถูกลบข้อมูลออกไป และเปลี่ยนชื่อตำแหน่งเป็น Data Collector แทน






Saturday, June 25, 2011

ถึงไม่รู้จะเลือกใคร .. แต่ผมรับไม่ได้กับพรรคที่เผาบ้านเผาเมือง


พรุ่งนี้ผมต้องไปเลือกตั้งก่อนชาวบ้าน เพราะทะเบียนบ้านอยู่ต่างจังหวัด ก็เลยลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าเอาไว้

ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ หลายคนน่าจะอยู่ในสภาวะเดียวกับผม .. คือไม่รู้จะเลือกใคร ?


มีคนเคยบอกว่า ในประเทศนี้ บ้านเมืองนี้ เราไม่ควรจะแสดงออกที่ชัดเจนทางการเมือง อย่าไปบอกว่าเราไม่ชอบสีนั้นสีนี้ มันจะอันตรายเข้าตัวได้

ให้ทำตัวครุมเคลือๆ เข้าไว้ ทำตัวกลางๆ ทำตัวสีเดียวกับคนที่ชนะ

แต่มันคงไม่ใช่กับผม บางทีผมก็ทำตัวหลายสีแบบนั้นไม่เป็น

เอาเป็นว่าตอนนี้ผมคิดอย่างนี้ ...
  • ผมไม่โหวตโน ไม่ใช่ว่าผมไม่ชอบพันธมิตร .. ผมแค่เกลียดพันธมิตร (ฮา)
  • เบอร์ 10 ? ผมว่าระยะเวลา 2 ปีที่เค้าปกครองบ้านเมือง เราก็ได้เห็นอะไรหลายอย่างแล้วนะ
  • เบอร์ 5 ? นอกจากพี่หัวหน้าพรรค ผมก็ไม่เคยเห็นคนอื่นในพรรคพี่แกอีกตั้ง 10 คนเลย เค้าเป็นใครกันนะ ?
  • เบอร์อื่นๆ ขอคิดดูก่อน

จริงๆ แล้วเสียงของเรามันก็แค่ 1 เสียงเล็กๆ มันก็ไม่ได้มีค่าอะไรมากมาย

แต่ถึงยังไง มันก็เป็นการแสดงออกบางอย่าง ที่ว่าเราเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับใคร ถึงแม้ว่าตอนนี้จะยังไม่รู้ว่าจะเลือกใคร

แต่บอกตามตรงว่า ..​ ผมรับไม่ได้จริงๆ ถ้าจะต้องเลือกพรรคที่เผาบ้านเผาเมือง

บางคนบอกว่าเรายังไม่รู้ความจริง ยังไม่มีหลักฐานอะไร ทุกอย่างยังอยู่ในขั้นตอนของระบบยุติธรรม ..

ไม่รู้สิ พอดีว่าผมเชื่อในสิ่งที่ผมเห็น เชื่อในสิ่งที่ผมเข้าใจ และถึงเวลาจะผ่านไป ความเชื่อนั้นก็ยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

ถ้าเค้าชนะ ก็ขอแสดงความยินดีด้วย แล้วก็จะขอยิ้มรับว่าคุณทำสำเร็จ แต่ตอนนี้ อยากจะบอกแค่ว่า ถ้าจะให้ผมเอาปากกา ไปขีดกากบาทที่หน้าหมายเลขของพรรคคุณ ..

ผมกาไม่ลงจริงๆ ครับ :)


@khajochi เลือกตั้ง 54

Monday, June 20, 2011

ประสบการณ์จองบัตรเดี่ยวไมโครโฟน 9


ผมเป็นแฟนพันธ์แท้คนนึงของ พี่โน้ส อุดม แต้พานิชครับ นอกจากจะชื่นชอบผลงานมาตั้งแต่สมัยยุทธการขยับเหงือกแล้ว ก็ติดตามดูเดี่ยวไมโครโฟนมาตั้งแต่เดี่ยว 3 มาจนถึงเดี่ยว 8 ครั้งล่าสุด (พี่ชายผมก็เคยเป็นสต๊าฟเดี่ยว 3 และพี่สาวเคยเป็นสต๊าฟเดี่ยว 4 มาก่อน)

จากประสบการณ์จองบัตรเดี่ยวฯ อันโชคโชนมาตลอด 10 กว่าปี ผมพบสัจธรรมบางอย่างที่หลายคนไม่เข้าใจ ว่าทำไมบัตรมันจองยากนักยากหนา ทำไมต้องไปต่อคิวซื้อกัน ทำไมจองไม่เคยได้ บลาๆๆๆๆ

:: FAQ จองบัตรเดี่ยวไมโครโฟน ::

  • พี่โน๊ตไม่ได้แสดงเดี่ยวทุกปี เคยเว้นช่วงนานถึง 5 ปี เพราะงั้นความต้องการดูจึงมีสูง (มากๆๆๆ)
  • อย่าเชื่อใจเว็บ Thai Ticket Major เพราะทุกครั้งที่มีการจองบัตรเดี่ยวฯ เซิร์ฟเวอร์ TTM จะมีอันเป็นไปทุกครั้ง ตั้งแต่ก่อนเปิดจอง
    • ผมเคยไปจองบัตรเดี่ยว 8 ที่ตึกมาลีนนท์ สำนักงานใหญ่ของ Thai Ticket Major และก็พบว่าทีมงานไอทีจะวิ่งวุ่นไปมา มีเสียงโวยวายว่าเฮ้ย ล่มแล้วๆๆ เป็นระยะ
    • หัวหน้า IT ของบริษัทต้องคอยรับโทรศัพท์ลูกค้าโทรมาต่อว่าบอกว่าจองไม่ได้ แอบได้ยินเขาตอบลูกค้าว่า "เข้าจากที่นี่ก็ไม่มีปัญหาอะไรนี่ครับ ผมยังเข้าได้อยู่เลย ..."
  • บัตรเดี่ยวฯ รอบสุดท้ายจะถูกจองจนเต็มก่อน เพราะเป็นที่รู้กันว่าจะเป็นรอบที่ดีที่สุด เล่นนานที่สุด และเป็นรอบที่ถ่ายทำลง DVD ด้วย
  • บัตรราคาถูกที่สุดจะหมดก่อนภายในเวลาไม่ถึง 10 นาทีหลังเปิดจอง เพราะเป็นบัตรนั่งกับพื้น ไม่ระบุที่นั่ง และคนมักจะซื้อมาทีละเยอะๆ ซื้อไว้ก่อน บางคนก็เอาไปขายต่อ
  • บัตรแพงสุดมักจะขายออกช้า เดินมาจองวันหลังก็ยังได้ แต่จะได้ที่นั่งหลังๆ หน่อย
  • โทรไปจองกับ Call Center มักจะช้าและเสี่ยงต่อการไม่ได้วันที่หวังไว้
สรุปแล้ววิธีที่ดีที่สุดคือ ไปจองที่เคาน์เตอร์ ของ TTM ครับ ซึ่งก็มีอยู่หลายสาขา ตามแต่สะดวก เวลาที่เหมาะสมในการไปจอง คือก่อนเวลา 2 ชั่วโมง ถ้าเปิดจองบัตร 10.00 ควรไปก่อนซัก 8.00 น.

ผมเคยไปจองบัตรที่ TTM เซ็นทรัลลาดพร้าว ไปตอน 9.00 ปรากฏว่าแถวจองยาวจากที่จอดรถชั้น 3 ม้วนแถวลงมาที่จอดรถชั้น 2 เลยทีเดียว !!

:: ประสบการณ์จองบัตรเดี่ยวฯ 9 ::

พี่โน้สประกาศของบัตรวันเสาร์ ผมก็เตรียมตัวออกไปจองตั้งแต่เช้า ปีนี้มีผู้ช่วยจองเพิ่มอีก 1 คนคือ @CherryJaja เพราะได้ยินว่ามีการจำกัดบัตรคนละ 6 ใบ

8.30 - รถไฟฟ้า BTS วันนี้มาช้ามาก ระหว่างรอรถก็เช็คใน Twitter เริ่มมีคนบ่นว่าเว็บ TTM ล่มตามคาด

9.00 - ยังอยู่บน BTS เริ่มกังวลว่าจะไปช้า เลยเปลี่ยนเป้าหมายจากที่ CTW เป็นที่เซ็นทรัลชิดลมแทน


9.15 - ถึงที่หมาย บริเวณทางเชื่อม BTS -> เซ็นทรัลชิดลม มีคนรออยู่แล้วเกือบ 20 คน
- เรานัดแนะกันว่า พอประตูห้างเปิด ก็ให้รีบวิ่งไปที่บูท TTM ชั้น 7 ข้าง B2S มีการซักซ้อมทางวิ่งพอสมควร


9.30 - ผมส่งทีมงานอีกคน คือ @CherryJaja ให้ไปดักที่ประตูอื่นแทน เพราะห้างจะเปิดหลายประตูพร้อมกัน เผื่อว่าใครถึงก่อนก็จะได้คิวที่ดีกว่า

เตรียมวิ่ง
9.50 - ทุกคนลุกจากที่นั่ง หันหน้าเข้าประตู เตรียมวิ่ง ระหว่างนั้น @CherryJaja โทรมาบอกว่าประตูอื่นคนเยอะมากเหมือนกัน แต่จะพยายามวิ่งให้ทัน

10.00 - คุณนายโทรมาบอกว่าประตูเปิดแล้ว จะรีบวิ่งให้เร็วที่สุด !!
- หันมามองประตูตัวเอง อ่าว ประตูกรงเหล็กยังคงไม่เปิด ชิปหายแล้ว !!

10.05 - ประตูผมยังคงปิดอยู่ ทุกคนกระวนกระวาย เพราะเริ่มได้ยินเสียงคนวิ่งมาจากข้่างในห้าง ในใจผมคิดว่าคงได้คิว 100 กว่าแหงๆ เพราะประตูอื่นเปิดแล้ว

10.07 - ประตูเหล็กค่อยๆ เลื่อนเปิดขึ้น ตอนนี้แถวหน้าสุดรอไม่ไหว มุดกลิ้งกับพื้นเข้าไปในห้าง ขณะที่คนอื่นๆ ก็มุดตามอย่างเมามันส์

คิวที่ 10 !!
10.08 - ผมกลิ้งตามคนอื่นเข้าไป วิ่งๆๆๆๆๆ
- ผมวิ่งตามคนหน้าสุดไปเรื่อย จนในที่สุดก็วิ่งมาถึงบูท TTM และได้คิวที่ 10 มาในที่สุด
- เริ่มสงสัยว่า ทำไมบูท TTM ถึงมาอยู่ที่ชั้น 3 ไม่ใช่ชั้น 7 อย่างที่เราเข้าใจ ?? แล้วทำไมในเมื่อประตูเราเปิดช้ากว่าชาวบ้านตั้งนาน แต่ทำไมผมถึงได้คิวที่ 10 ??
- มองไปซ้ายขวา หา @CherryJaja ไม่เจอ ??


ปริศนาทุกอย่างมาคลี่คลายเมื่อ @CherryJaja โทรมาบอกว่า นาทีที่ประตูเปิดออก ทุกคนก็วิ่งกรูกันเข้าไปในห้าง แต่คุณนายอาศัยความไว วิ่งแซงหน้าทุกคนไปได้ และนำทุกคนวิ่งไปขึ้นชั้น 7 .. แต่พอไปถึงปรากฏว่าพนักงาน B2S ที่ยืนอยู่ก็ชี้กลับไปว่า "บูท TTM ย้ายลงไปที่ชั้น 3 แล้วค่าาาาา"

ด้วยความตื่นตะลึง กลายเป็นว่าทุกคนที่วิ่งตามคุณนายมาหลายสิบคน วิ่งผิดทางหมด !! แต่ไม่มีเวลาจะมาบ่นอะไรแล้ว ทุกคนกลับหลังหัน วิ่งลงจากชั้น 7 ลงมาชั้น 3 .. และก็พบว่าพวกผม ซึ่งประตูเปิดช้ากว่าตั้งหลายนาที มายืนต่อคิวก่อนแล้ว .. ฮาๆๆ

สรุปผมได้คิวที่ 10 คุณนายได้คิวหลักร้อย .. แต่พอเข้าไปซื้อตั๋วปรากฏเจ้าหน้าที่บอกว่าคนนึงซื้อกี่ใบก็ได้ ก็เลยรอดหวุดหวิด ซื้อบัตร 13 ใบที่พ่อแม่พี่น้องฝากกันมาได้เป็นผลสำเร็จ Mission Complete !!

คิวยาวเป็นร้อย ไม่แปลกที่บัตรจะขายหมดในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

หลายคนอาจจะรู้สึกว่า เฮ้ย !! ชีวิตมันต้องขนาดนั้นเลยเหรอ ทำไมไม่ไปทำอะไรอย่างอื่นแทนฟะ ??

แต่ผมว่ามันก็เป็นรสชาติของชีวิตดีนะ การได้ชื่นชอบศิลปินซักคน การได้ขวนขวายหาบัตร หรือพยายามทำอะไรแล้วได้ดังหวัง มันก็เป็นความสุขทางใจอย่างนึง .. ผมไม่แปลกใจเลยที่ทำไมเห็นเด็กวัยรุ่นไปยืนรอในสนามบินหลายชั่วโมงเพื่อพบดาราเกาหลีเดินผ่านหน้าไป 1 แว๊บ

ชีวิตมันต้องซักซี๊ดนึงครับ !!


แอบไปดูคิวที่ CTW
ยาวม้วนไปมา จนอ้อมไปถึงปลายลานสเก๊ตน้ำแข็ง
Mission Complete !!

:: Fact เดี่ยว 9 ::
  • เปิดแสดงทั้งหมด 18 รอบ ที่พารากอนฮอลล์
  • บัตรทั้งหมด 54,000 ใบ ขายหมดภายใน 1 วัน
  • รวมราคาค่าบัตรทั้งหมด 94.7 ล้านบาท
  • ซื้อบัตรแถมทิชชู่ !!
  • มีการเปิดรอบเพิ่มอีก 1 รอบคือบ่าย 12 สิงหาคม



Friday, June 17, 2011

การทำบุญสะเดาะเคราะห์ ที่วัดเล่งเน่ยยี่ 2



อันว่าตัวเราเกิดมาเป็นพุทธศาสนิกชนนั้น ก็ควรจะใช้เวลาในการทำบุญ ตักบาตร เข้าวัดว่า เพื่อเป็นการทำนุบำรุงศาสนา และปรับจิตใจให้มีความบริสุทธิ์

อันว่าในยามที่บ้านเมืองแตกแยก ศาสนานั่นแลที่จะช่วยชักจูงจิตใจเราให้ผ่องใสได้

เนื่องจากปีนี้ข้าพเจ้าเอง ก็เป็นปีชง ช่วงเมื่อต้นปีจึงได้เข้าไปทำการทำบุญสะเดาะเคราะห์ เพื่อความสุขกายสบายใจ

และนอกจากนี้ก็ยังได้ชักชวนพ่อแม่ พี่น้อง ร่วมกันไปทำบุญร่วมกันด้วยประการฉะนี้

การเดินทางไปวัดเล่งเน่ยยี่ 2 นั้น ก็ไม่ยาก เพียงท่านค้นหาข้อมูลจาก กูเกิล ก็จะได้ข้อมูลครบทั้งที่อยู่ เบอร์โทร หรือแม้แต่แผนที่ทางไปวัด

ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณทาง กูเกิล ที่ได้สรรสร้างข้อมูลอันมีประโยชน์ ให้แก่พุทธศาสนิกชนเช่นข้าพเจ้าด้วยครับ


เป็นวันจีนที่ใหญ่โตจริงๆ
พระพุทธรูปองค์ใหญ่มาก

ขอถ่ายรูปเยอะหน่อย

ได้เข้ามาไหว้พระอย่างนี้ รู้สึกดีจริงๆ เลยครับ

แผนที่การเดินทางจาก Google Map ครับ



Tuesday, June 14, 2011

ทดลองขึ้น Airport Link ไปสนามบินสุวรรณภูมิ



เรื่องน่าเบื่อที่สุดของการไปขึ้นเครื่องบินในเมืองไทยคือ ปัญหารถติด กะเวลาไม่ได้ และไปขึ้นเครื่องไม่ทัน ซึ่งประเทศเราก็แก้ปัญหาด้วยการสร้างรถไฟฟ้าเข้าเมือง ถามวิถีนิยมที่ทุกประเทศเค้าทำกัน

เดือนก่อนตอนไปเที่ยวกระบี่ เนื่องจากต้องไปนั่งเครื่องที่สุวรรณภูมิ เลยอยากลองไปสนามบินด้วยการนั่ง Airport Link ดูซักรอบ โดยไปขึ้นที่ทางเชื่อมต่อจากรถไฟฟ้า BTS สถานีพญาไท




ไปถึงสถานี มีป้ายบอกทางไปสถานีเชื่อม Airport Link ชัดเจนดี




ทางเดินเชื่อมต่อกันเลย ไม่ต้องลงหรือขึ้นบันไดอีก




ป้ายบอกทางชัดเจนดี แต่แอบสงสัยว่าทำไมไม่เรียกว่า Airport Link เพราะมันก็ไปลาดกระบัง หรือสถานีย่อยกลางทางได้เหมือนกัน




ที่ซื้อตั๋วเหมือนของ BTS เจ้าหน้าที่ก็หน้าบูดบึ้งเหมือน BTS เช่นกัน

เข้าไปถามว่าจะขึ้นแบบ Express Line ไปสนามบินเลย ตั๋วใบเท่าไหร่ เจ้าหน้าที่บอกปัดที่นี่ไม่มี Express Line แล้วก็ดึงเงินไป ออกเป็นเหรียญเดินทางให้ 2 เหรียญ พร้อมเรียกคนข้างหลังเรามาทันที ทำเอางงว่าพี่แกจะรีบไปไหน



สถานีกว้างขวางดี หลังคาครอบหมด ไม่มีช่องตรงกลางเหมือน BTS



มีป้ายโฆษณา พร้อมนาฬิกา แต่ไม่ยักกะบอกว่าอีกนาทีมาถึงเหมือนของ MRT



รอไม่นานรถไฟก็มา หน้าตาญี่ปุ่นมาก มีฝุ่นติดเต็มคัน เข้าใจว่ารถไม่ได้เก่า แต่วิ่งไกล เลยเหมือนโดนฝุ่นเมืองไทยรุมโทรมมา




ข้างในก็ใหม่เอี่ยม ที่นั่งจะไม่เต็มขบวนเพราะเหลือที่ให้วางกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ๆ ได้




ทางเชื่อมแต่ละขบวนมีประตูเปิดปิด




เห็นป้ายนี้แล้วอดถ่ายไม่ได้ #ซาบซึ้ง



ได้เห็นวิวกรุงเทพในอีกมุมก็แปลกดี



ถึงสุวรรณภูมิ จะเป็นชั้นใต้ดินล่างสุดของสนามบินเลย



มีลิฟท์ขนาดใหญ่โตสำหรับคนที่กระเป๋าใบใหญ่ๆ


ประตูทางออกจะใหญ่เป็นพิเศษ เผื่อลากกระเป๋าไปด้วย แต่เค้าไม่ให้เอารถเข็นเข้ามานะ


เดินเข้าสนามบิน มีป้ายบอกเที่ยวบินตรงหน้าเลย ก็ดีเหมือนกัน
เดินเข้าไปข้างในจะเจอ Subway และร้านอาหารพอสมควร



ถามเจ้าหน้าที่ในสนามบิน (ซึ่งยิ้มแย้มกว่าอีตาขายตั๋วเยอะ) ได้ความว่า Express Line จะวิ่งจากสุวรรณภูมิ ไปจอดที่มักกะสันเท่านั้น น้องขึ้นที่พญาไท จะเป็นแค่สุดสายของสายปกติ (กะเหรี่ยงเอง โฮะๆ)

สรุปเวลาการเดินทางจากพญาไทไปสุวรรณภูมิไม่ถึง 40 นาที ก็นับว่าเร็วพอสมควร  แต่เห็นว่าถ้าขึ้น Express Line จะใช้เวลาแค่ 15 นาที

ค่าเดินทาง

  • สายปกติ 40 บาท ก็ถูกกว่านั่ง Taxi เยอะ
  • Express Line ราคา 150 บาท ไปไม่กี่คนก็โอเค แต่ถ้านั่งซัก 3-4 คน คิดว่าไป Taxi อาจจะคุ้มกว่า
Update: ได้ยินมาว่าตอนนี้ Express Line วิ่งไปถึงพญาไทแล้ว via @Vavar



รีวิว: หลุดสี่หลุด - รวมหนังโชว์พาว


เอกสิทธิ์ ไทยรัตน์ เป็นนักเขียนการ์ตูนไทยที่ดังในช่วงหลายปีก่อน กับการ์ตูนรวมเล่ม "จิตหลุด" ซึ่งขอยกขึ้นหิ้งการ์ตูนไทยในระดับ "เทพ" เล่มหนึ่งเลยทีเดียว สิ่งที่เด่นที่สุดคือบทของการ์ตูนที่แหวกแนว และเจ๋งมากว่า คิดได้ไงฟะ

จนเป็นที่มาของหนังไทยหลายเรื่องเอาไปต่อยอด ไม่ว่าจะเป็น 4 แพร่ง, 13 เกมส์สยอง

โปรเจ็คหลุดสี่หลุดก็เป็นโครงการจากที่เอกสิทธิ์มีไอเดียในหัวหลายเรื่องแต่ไม่มีเวลาเขียนเป็นการ์ตูน เลยได้ปั้นโครงการเป็นหนังสั้น 4 เรื่อง มีเสี่ยเจียงให้การสนับสนุน ซึ่งผู้กำกับที่มาก็เป็นผู้กำกับในเครือสหมงคลฟิล์มอยู่แล้ว

[Spoil]




เกรียนล้างโลก - เอกสิทธิ์ ไทยรัตน์ กำกับ

ว่าด้วยเด็กเกรียนวัยรุ่นนั่งคุยกันในห้าง ว่าโลกมีปัญหาล้านแปด สมควรจะล้างโลกเสียที แล้วก็มีเด็กคนนึงทำไวรัสกระจายทางโทรศัพท์มือถือ ทำให้ตายกันไปทั้งห้าง

  • เล่นท่ายากด้วยการถ่าย Long Take รวดเดียวจบ 15 นาทีไม่มีตัด
  • ข้อดีของการถ่าย Long Take คือมันให้ความรู้สึกจริงมากขึ้น Reality มากขึ้น แต่ข้อเสียคือถ้ามือไม่ถึงมันจะกลายเป็นทุกอย่างดูหลอกไปหมด
  • ซึ่ง "เกรียนล้างโลก" จัดอยู่ในข้อหลัง มันดูไม่สมจริง ไม่น่าเชื่อถือ ไม่อินต์ และก็กลายเป็นตอนที่แย่ที่สุดใน 4 ตอนไปเลย
  • เท่าที่อ่านจากทุกคนที่วิจารณ์ยังไม่พบใครชอบเรื่องนี้เลยนะ



ร้านของขวัญเพื่อคนที่คุณเกลียด -  ก้องเกียรติ โขมศิริ กำกับ (เฉือน)

ธาดา (บอย ปกรณ์) ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการ แต่ศุภกร (โจ๊ก อัครินทร์) ไม่พอใจ เลยให้ของขวัญไป ธาดามารู้ทีหลังว่าของขวัญนั้นคือซื้อมาจากร้าน "ของขวัญสำหรับคนที่คุณเกลียด" ซึ่งพอใช้แล้วอาจถึงตายได้ สุดท้ายกลัวของทุกชิ้นจนประสาท และมาจบที่ต้องก้มกราบเท้าขอโทษเพื่อนคนนั้น

  • มุมกล้องแปลก มีแต่งแสงสีให้ดูจินตนาการหน่อยๆ
  • ดูสนุกมาก ทำให้เชื่อได้จริงๆ ว่าคนเราก็กลัวทีวี รองเท้า ร่ม กระเป๋าได้ด้วย
  • นักแสดงก็แสดงได้ดีมาก
  • ใครที่ก้าวหน้าแซงเพื่อน อย่าไปคิดว่าเพื่อนๆ ไม่รู้สึกอะไร อย่าเก๊กนัก เดี๋ยวโดนดี (ฮา)



คืนจิตหลุด - ภวัต พนังคศิร กำกับ (นาคปรก)

อนันดากับเพื่อนเป็นโจร ตั้งแต่อนันดามีปืนก็เปลี่ยนเป็นคนละคน คิดว่าตัวเองมีอำนาจมาก ยิงคนโน้นคนนี้ จนสุดท้ายโดนเอาคืนที่รพ.ร้างแห่งหนึ่ง โดยผีเล่นเกมส์จับน้องอนันดาไป จนต้องยอมตัดนิ้วตัวเองเพื่อแลกกับน้อง สุดท้ายโดนยิงตาย

  • มันคือหนังอนันดาโชว์เดี่ยว ที่เล่นเอง ชงเอง ตบเอง
  • ก็ต้องขอชมว่าแสดงดีโคตรๆ
  • ฉากตัดนิ้วตัวเองสยองถึงไส้ หลายคนไม่กล้าดู แต่พอเริ่มตัดจริงๆ เหมือนกำลังตัดกุญเชียงไปหน่อย
  • สภาวะกดดันมาก แต่ออกจะน้ำเยอะไปหน่อย


ฮู อา กง - มะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล กำกับ (13 เกมส์สยอง, รักแห่งสยาม)

อากงตาย แต่ก่อนตายบอกลูกๆ ว่าห้ามเผา แต่พูดไม่ทันจบก็ม่องซะก่อน ลูกๆ เลยต้องเอาอากงไว้ที่บ้านพร้อมให้หลานๆ มาเฝ้า อากงก็หลอกหลอนหลานทีละคน จนสุดท้ายก็ได้รู้ว่าอากงอยากออกจากบ้านไปหาสาวที่เคยรักกันในอดีต ซึ่งก็ตายแล้วเหมือนกัน
  • ฮามาก เป็นหนังผีที่สนุกและฮามากกว่าน่ากลัว
  • เจ๊สอง (อลิส ทอย) น่าร๊ากกกกกกก
  • มะเดี่ยวมีจังหวะเล่าเรื่องที่ดี กระชับไม่นอกเรื่องไปมากนัก
  • เข้าใจว่าเป็นหนังทำเอาสะใจ คืออยากด่าก็ด่าเลย อยากฮาก็ฮาเลย

โดยสรุปแล้วหลุดสี่หลุดก็เป็นหนังที่โอเค ดูสนุกบ้างไม่สนุกบ้าง มีหลากแนวและน่าสนใจ เพียงแต่การรวมเรื่องแปลกมันก็ทำให้คนดูไม่รู้ว่าจะเข้ามารับความบันเทิงอะไรดี ไม่รู้ว่าหนังมันฮา มันน่ากลัว 

ก็เลยน่าเสียดายที่ทำรายได้น้อยไปหน่อย แต่ก็นับว่าเป็นหนังทางเลือกที่คุณภาพดีเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

การ์ตูน จิตหลุด ในตำนาน


ของขวัญสำหรับคนที่คุณเกลียด
เหล่าเกรียนล้างโลก ที่ทำให้พี่งงเต๊กไปเลยคับน้อง

อนันดา พระเอกแห่งสยามประเทศ
แถมรูปน้อง อลิส ทอย .. กรี๊ดดดด
แถมอีกรูป


Thursday, June 09, 2011

iCloud ในมุมมองนักพัฒนาโปรแกรม (My Thought on iCloud)



งาน WWDC ของแอปเปิลในครั้งนี้ สำหรับนักพัฒนาโปรแกรมแล้ว สิ่งที่น่าสนใจมากไปกว่า OS X Lion หรือแม้แต่ iOS 5 ก็คือการเปิดตัว iCloud โดยเฉพาะนาทีที่สตีฟ จ็อบส์ประกาศว่าจะเปิด API สำหรับบริการ iCloud ให้กับนักพัฒนาโปรแกรมได้ใช้งานด้วย

มีเหตุผลอะไรที่แอปเปิลต้องสร้าง Data Center ที่ใหญ่โตขนาดนั้นเพียงเพื่อรองรับโปรแกรมเพียง 9 โปรแกรมที่จ็อบส์ประกาศออกไป นั่นเป็นเพราะแอปเปิลได้เปิดให้ทุกโปรแกรมที่ทำงานอยู่บนอุปกรณ์ iOS สามารถใช้งาน iCloud API ได้ทั้งหมด เราสามารถเขียนโปรแกรมให้ Sync ไฟล์ทั้งหมดได้เหมือนกับที่จ๊อปส์โชว์โปรแกรม Keynote เก็บเซฟของเกมส์ พอร์ตหุ้น รูปที่เพิ่งแต่งเสร็จ ไฟล์ทุกชนิดที่ใช้ในโปรแกรม สามารถที่จะไปเก็บไว้บน iCloud ได้นั่นเอง

จากที่ได้ศึกษา iCloud จากเอกสารที่แอปเปิลแจกจ่ายให้กับนักพัฒนาโปรแกรม มีหลายสิ่งที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว iCloud เป็นอย่างไร ทำอะไรได้บ้าง เราลองมาดูกัน









:: รู้จักกับ  iCloud และ iCloud API ::

ข้อควรรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับบริการ iCloud ของแอปเปิลมีดังนี้
  • เป็นบริการสำหรับจัดเก็บข้อมูล ให้บริการโดยแอปเปิล
  • ข้อมูลนั้นจะต้องเป็นข้อมูลของผู้ใช้ หรือ User Data
  • ต่างจากบริการ Cloud ของบริษัทอื่นๆ ตรงที่ iCloud API จะต้องเรียกใช้งานจากโปรแกรมที่ลงบน อุปกรณ์ iOS เราไม่สามารถเขียนโปรแกรมจากที่อื่นเข้ามาเรียกใช้งานได้
  • เป็นบริการฟรี ผู้ใช้แต่ละคนจะมีพื้นที่จัดเก็บข้อมูล 5GB (คาดว่าจะสามารถจ่ายเงินเพื่อเพิ่มเนื้อที่ได้ในอนาคต)
  • พื้นที่ 5GB นี้แชร์ร่วมกันหมดสำหรับทุกโปรแกรม
  • ตามเอกสารของแอปเปิล ผู้ใช้สามารถเข้ามาลบไฟล์ต่างๆ ใน iCloud ได้เอง คาดว่าน่าจะมีหน้าเว็บสำหรับจัดการข้อมูลเองได้
  • iCloud Service จะทำงานเป็น Background Process บนอุปกรณ์ iOS สามารถเปิด/ปิดได้

บริการ iCloud จะแบ่งการเก็บข้อมูลของเราเป็น 2 ประเภท
  1. ไฟล์เอกสารต่างๆ (Document Storage) ไม่ว่าจะเป็นรูป วิดีโอ ไฟล์พรีเซ็นเทชั่น ไฟล์ PDF ทั้งหมดถือว่าเป็นไฟล์เอกสาร ขนาดของไฟล์ไม่จำกัด
  2. สถานะของโปรแกรม (Key-Value Data Storage) เช่น ตอนนี้เราเล่นเกมส์ Angry Bird ไปถึงด่านที่ 5 มีนกเหลืออยู่ 2 ตัว และหมูที่ยังไม่ตายอีก 1 ตัว เป็นต้น ขนาดของข้อมูลต้องไม่เกิน 10 กิโลไบต์



:: การทำงานของ iCloud Service ::

บน iOS 5 จะมีบริการใหม่ที่ชื่อ iCloud Service มีหน้าที่คอยจัดการเรื่องการรับและส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ กับเซิร์ฟเวอร์คลาวด์ของแอปเปิล มีขั้นตอนการทำงานดังนี้

  • โปรแกรมที่เรียกใช้ iCloud API จะไม่ได้ติดต่อกับเซิร์ฟเวอร์ของแอปเปิลโดยตรงอย่างที่หลายคนเข้าใจกัน
  • ตรงกันข้าม เมื่อเราเรียกใช้ iCloud API ไฟล์เอกสารจะถูกนำไปจัดเก็บใน directory พิเศษ (local system-managed directory)
  • ซึ่ง directory นี้จะเป็นที่รวมไฟล์ของทุกโปรแกรมที่ต้องการส่งขึ้นไปที่ iCloud
  • เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม iCloud Service จะเข้ามาจัดการส่งไฟล์ขึ้นไปบนคลาวด์ให้เองโดยอัตโนมัติ
  • iCloud Service จะแจ้งเตือนมายังโปรแกรม เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ กับไฟล์ เช่นมีเวอร์ชันที่ใหม่กว่าอยู่บนคลาวด์ หรือผู้ใช้เข้าไปลบไฟล์นี้ออกไปจากคลาวด์

ในมุมของนักพัฒนาโปรแกรมแล้ว เป็นเรื่องดีที่เราไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับการรับส่งข้อมูลไปบนคลาวด์เซิร์ฟเวอร์แต่อย่างใด รวมไปถึงการเข้ารหัส, ระบบความปลอดภัย, ปัญหา Fail Over, ปัญหาพื้นที่เต็ม ฯลฯ เพราะทั้งหมดนี้ iCloud จะจัดการให้

สิ่งที่นักพัฒนาโปรแกรมต้องสนใจ คือการ Sync ข้อมูล แน่นอนว่าเราจะต้องเจอปัญหาเรื่องของเวอร์ชันของไฟล์ไม่ตรงกัน (File-Version Conflicts) เช่นนาย A และนาย B อาจจะแก้เอกสารเดียวกันอยู่ แต่อาจจะมีเครื่องของคนใดคนหนึ่งที่ไม่ได้ต่ออินเทอร์เน็ตเอาไว้ เมื่อถึงเวลาที่ iCloud ทำงาน แน่นอนว่าเวอร์ชันของไฟล์เอกสารจะต้อง Conflict กัน เป็นต้น





:: ทำไมต้องเก็บข้อมูลบนคลาวด์ ? ::

แล้วทำไมเราจะไม่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ล่ะ ? (Why Not ?)

แน่นอนว่าถ้าทุกโปรแกรมจัดเก็บข้อมูลไว้บนคลาวด์ ผู้ใช้ก็จะได้ประโยชน์มาก ลองนึกภาพนาทีที่เราซื้อ iPhone 5 หรือ iPad 3 มาใหม่ ใส่ Username+Password เสร็จแล้วก็สามารถเล่น Angry Bird ต่อจากด่านที่เล่นค้างอยู่ได้เลย, เปิดไฟล์พรีเซ็นเทชั่นเดิม เข้าไปคุยกับเพื่อนต่อใน WhatsApp  หรือแม้แต่เปิดหน้าเว็บเข้าไปจัดการกับเอกสารต่างๆ บน iCloud ด้วยตัวเองก็ยังได้

ในมุมมองเจ้าของโปรแกรม การเก็บข้อมูลไว้บนคลาวด์ก็เป็นเทรนด์ที่หลายโปรแกรมพยายามทำกันอยู่ ตัวอย่างเช่น Photoshop Express หรือ Instgram ที่ให้ผู้ใช้ตกแต่งรูปถ่ายแล้วโอนข้อมูลไปเก็บไว้บนคลาวด์ของตัวเอง iCloud ช่วยให้นักพัฒนาสะดวกมากขึ้น ลดภาระด้านการจัดการเซิร์ฟเวอร์ และช่วยให้ผู้ใช้อยู่กับโปรแกรมของเราไปนานๆ



:: สรุป ::

แอปเปิลพยายามผลักดันอย่างมากให้นักพัฒนาปรับปรุงโปรแกรมเพื่อใช้บริการ iCloud (เป็นหัวข้อแรกสุดและกินเนื้อที่กว่าครึ่งบนเอกสาร iOS 5) ซึ่งถ้าหากว่าแอปเปิลสามารถทำได้สำเร็จ จะทำให้แอปเปิลถือครองข้อมูลของผู้ใช้แทบจะทั้งหมด ไม่ใช่เพียงแค่รูปภาพ วิดีโอ หรือเพลงเท่านั้น แต่เป็นข้อมูลของทุกโปรแกรมที่อยู่บนอุปกรณ์ iOS

ซึ่งในมุมของผู้ใช้ การที่จะย้ายค่ายเปลี่ยนไปใช้แฟรตฟอร์มอื่นอย่าง Android หรือ Windows Phone ก็จะเ็ป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ในอนาคตผู้ใช้อาจจะต้องเลือกค่ายมากขึ้นกว่าในปัจจุบัน การที่แอปเปิลมีโปรแกรมอยู่ใน App Store มากถึง 500,000 โปรแกรมเป็นจุดที่ได้เปรียบมาก

ยุทธศาสตร์คลาวด์ของแอปเปิลคือเน้นไปที่โปรแกรม (Native Application) ส่วนคลาวด์ของกูเกิลนั้นเน้นไปที่โปรแกรมบนเว็บ (Web Application) ซึ่งก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป อย่างไรก็ดี นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นของยุคคลาวด์ เราคงต้องมองดูกันต่อไปยาวๆ ว่าที่สุดแล้วใครจะเป็นผู้ชนะในสงครามนี้

ที่มา - รูปจาก Engadget, Apple