Tuesday, July 26, 2011

ใครจะมาแทนสตีฟ จ็อบส์ (on Steve Jobs Succession)


จริงๆ ข่าวบอร์ดแอปเปิลเริ่มมองหาใครมาแทนที่สตีฟ จ็อบส์ก็มีให้อ่านกันอยู่เรื่อยๆ แต่ช่วงหลังเริ่มมีการพูดกันจริงจังมากขึ้น ถึงขนาด WSJ, Reuters เผยว่าได้ข่าวมาจากระดับผู้บริหาร ถึงแม้ภายหลังจะออกมาบอกว่าเป็นเรื่องไร้สาระ (Cnet)

จ็อบส์ตอนนี้อายุ 56 ปีถึงจะไม่ได้แก่มากมายในระดับตำแหน่ง CEO (สตีฟ บอลเมอร์อายุ 55 ปี) แต่ปัญหาสำคัญคือโรคมะเร็ง ที่ทำให้จ็อบส์ต้องลาป่วยบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ใช่ว่าเป็นศาสดาแล้วจะไม่มีวันตายซะหน่อย เพราะฉะนั้นในสถานการณ์ที่แอปเปิลเติบโตก้าวกระโดดแบบนี้ การที่จะมองหาแผนสำรองไว้ก็ไม่ได้เสียหายอะไร

คำถามสำคัญคือ แล้วใครจะมาแทนจ็อบส์ได้ ?

คำตอบในอุดมคติสำหรับคนที่จะมาแทนสตีฟ จ็อบส์ ก็คือคนที่เหมือนกับสตีฟ จ็อบส์ ... แต่จะหาจากที่ไหนล่ะคนที่เหมือนสตีฟ จ็อบส์

สำนักข่าวหลายแห่งก็มีเขียนวิเคราะห์ไว้เยอะเหมือนกัน  Business Insider บอกน่าจะเป็น Tim Cook แต่ Technorati บอกว่าน่าจะมาจากคนนอกบริษัท และก็มีอีกหลายบทความที่พูดกันไปต่างๆนาๆ แต่ที่ดูเข้าท่าที่สุดและมีหลายคนออกมาบอกว่าเห็นด้วย คือบทความของ Daring Fireball (John Grubber บล็อกเกอร์+สาวกชื่อดัง)

โดยการวิเคราะห์บุคคลที่น่าจะเข้าข่ายมาเป็น CEO ของแอปเปิลแทนที่สตีฟ จ็อบส์ได้มีดังนี้

:: คนนอกแอปเปิล ::
  • Eric Schmidt (อดีต CEO Google) - ทุกคนรู้ดีถึงความเก่งกาจของ Schmidt  แต่ความเป็นไปได้นั้นแทบจะเป็นศูนย์ เพราะในมุมมองของแอปเปิลนั้น Schmidt  ไม่ต่างอะไรกับคนทรยศ ที่ช่วงเป็นบอร์ดบริหารของแอปเปิล ดันแอบไปทำ Android ที่กูเกิลด้วย สุดท้ายโดนกดดันจนต้องลาออกไป
  • คนอื่นจากกูเกิล - ไม่มีเครดิตที่ดีพอ โดยเฉพาะความรู้ทางด้านการทำฮาร์ดแวร์ของคนในกูเกิลนั้นมีน้อยมาก
"ตรูจะให้สาวกไปถล่มออฟฟิศเมิง"
"กลัวแล้วจ้า อย่าทำข่อย  ><"
  • Jeff Bezos (CEO Amazon) - ดูดีมากในทุกด้าน แต่นึกภาพไม่ออกว่าจะยอมลาออกจาก Amazon ที่เขาก่อตั้งมาเอง บริหารเองกับมือไปได้ยังไง
  • Larry Ellison (CEO Oracle) - เหมือน Jeff Benzos คงไม่มีทางออกจาก Oracle ไปง่ายๆ แน่นอน
  • ใครก็ตามที่มาจากไมโครซอฟท์ - จะบ้าเหรอ
  • Steve Wozniak (ผู้ก่อตั้งแอปเปิลร่วมกับจ็อบส์) - ยังคงเป็นที่รักของคนในแอปเปิล แต่เอาเข้าจริงๆ Woz ก็ออกจากวงการไปเป็นสิบปีแล้ว
  • Guy Kawasaki - เคยเป็นเพียงพนักงานคนนึงของแอปเปิล ถึงจะดังในการเขียนหนังสือ แต่ไม่ใช่กับ Wall Street
  • Jack Dorsey (ผู้ก่อตั้ง Twitter) - คนหนุ่มที่มาแรงสุดใน Silicon Valley เก่งทั้งไอทีและบริหาร แต่ทั้ง Twitter และ Square ที่บริหารอยู่ก็ยังทำเงินได้ไม่เท่าไหร่ ยังไม่มีรัศมีพอจะมาเป็น CEO แอปเปิล
  • Mark Zuckerberg (CEO Facebook) - จะบ้าเหรอ 2
  • กลุ่ม CEO บริษัทไอทีอื่นๆ - Nokia, RIM, Yahoo!, Adobe .. เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ


:: คนในแอปเปิล ::
  • Jonathan Ive (VP Hardware Design) - ขวัญใจแม่ยก หล่อ เท่ห์ คนสนิทที่สุดของจ็อบส์ (คนแรกที่จ็อบส์โทรหาตอนเปิดตัว iPhone 1 และคนแรกที่ Facetime ด้วยตอนเปิดตัว iPhone 4) แต่ดูเหมือนจะไม่สนใจงานบริหารมากไปกว่างาน Creative แถมเคยมีข่าวว่าอยากกลับไปอยู่อังกฤษ
  • Phil Schiller (VP Marketing & Mac) - ตัวเลือกอันดับแรกในการขึ้นพูด Keynote แทนจ็อบส์ แต่ CEO ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นคนพูด Keynote เสมอไป เหตุที่จ็อบส์เป็นคนพูด Keynote เพราะเค้าเป็นคนที่ทำมันได้ดีที่สุดในบริษัทเท่านั้นเอง
  • Scott Forstall (VP iOS) - ไม่น่าจะขึ้นมาได้ตราบใดที่แอปเปิลยังมี Tim Cook ทำหน้าที่ COO อยู่

เพราะฉะนั้นตัวเลือกที่ดีที่สุดที่ทุกสำนักยกให้คือ ...



Tim Cook (COO Apple) 

เคยทำที่ IBM มา 12 ปี จ็อบส์ไปถูกชะตาด้วยเลยชวนให้มาอยู่กับแอปเปิลตั้งแต่ปี 1998 คุมงานด้านการขายและการจััดการ ขึ้นมาเป็น COO ตั้งแต่ปี 2007 (ปีที่แอปเปิลเปิดตัว iPhone รุ่นแรก) มีความเป็นไปได้ที่จะเป็น CEO คนต่อไปของแอปเปิล ด้วยเหตุผลสนับสนุนมากมาย
  • ด้วยงาน COO ที่ทำอยู่ในตอนนี้ ก็แทบจะทำเหมือน CEO ที่บริษัทอื่นอยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่อง Operation, Finance และการเจรจาธุรกิจ การรายงานผลประกอบการก็จะเป็นหน้าที่ของ Cook โดยตลอด
  • เป็นคนที่ Wall Street ให้การยอมรับ
  • จ็อบส์ยกงาน CEO ให้ทำในช่วงที่ลาป่วย 2 เดือน ตอนปี 2004 และอีกครั้งตอนปี 2009
  • ได้รับการยอมรับภายในแอปเปิลเอง อันนี้สำคัญมาก*
  • เสียงที่บอกว่า Cook ยังไม่เหมาะก็มีหลายเหตุผล
    • ยังไม่ได้มีส่วนตัดสินใจเรื่อง Innovation ซึ่งเป็นงานสำคัญในแอปเปิล -&amp;amp;gt; ก็จ็อบส์แกทำอยู่คนเดียว
    • ไม่ได้เป็นตัวเลือกแรกในการพูด Keynote -&amp;amp;gt; กลับไปอ่านเรื่อง Phil Schiller ข้างบน
    • จ็อบส์ยังไม่ตาย -&amp;amp;gt; เออกูรู้

ส่วนตัวค่อนข้างเห็นด้วยว่า Tim Cook เป็นตัวเลือกที่เหมาะที่สุด ถ้าไม่ใช่คนนี้แล้ว ก็ควรจะเป็นคนนอกเข้ามาเลยมากกว่า

แต่ไม่ว่าใครจะเข้ามาก็ตาม แอปเปิลที่ไม่มีสตีฟ จ็อบส์ก็คงจะไม่ได้เป็นแอปเปิลเหมือนเดิมอีกต่อไป





Monday, July 25, 2011

โหวตให้ Khajochi Blog ใน Thailand Blog Awards 2011


ในฐานะบล็อกเกอร์ก็อยากจะขอส่งบล็อกเข้าประกวดในรายการ Thailand Blog Award กะเค้าซะหน่อย

เหมือนปีที่แล้วคือไม่ได้หวังรางวัลครับ แต่รายการประกวดเช่นนี้ เราควรจะ "มีส่วนร่วม" เพื่ออย่างน้อยก็อยากจะบอกว่าสนับสนุนโครงการดีๆ แบบนี้ครับ

เนื่องจากเลือกไม่ถูกว่าจะส่งเข้าประกวดในหมวดอะไรดี เลยส่งมันทั้ง 3 หมวดเลย โดยตัวอย่างบล็อกที่เขียนในรอบปีสำหรับ 3 หมวดนี้มีดังนี้ (เพิ่งรู้ว่าเขียนไปเยอะเหมือนกันนะเนี่ย)

บันเทิง (Entertainment)

ไอทีและคอมพิวเตอร์ (Computer)

หมวดทั่วไป (Recreation)










Wednesday, July 20, 2011

วิเคราะห์ผลประกอบการแอปเปิล Q3 2011: เมื่อ iPad ขายดีกว่า Mac


แอปเปิลรายงานผลกระกอบการ Q3 ปี 2011 แล้ว สำหรับเรื่องตัวเลขว่าอะไรเท่าไหร่ หาอ่านได้จากเว็บทั่วไป (Blognone, Macrumors) แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่า และมันน่าสนใจจนอยากเขียนเก็บไว้ มีอยู่ 2-3 ประเด็น





1. แอปเปิล(แมร่ง)โคตรรวย

จริงๆ ทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่าแอปเปิลมันรวยมาก แต่คำถามคือรวยแค่ไหน ?

จากกราฟราคาหุ้นของแอปเปิลในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่ามันขึ้นมาตั้งแต่ระดับ 70-80 มาจนถึงตอนนี้ 376.85 เข้าไปแล้ว เพิ่มขึ้น 5 เท่าในรอบ 5 ปี

จากตัวเลขนี้ ทำให้แอปเปิลมี Market Cap อยู่ที่ 3.47 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ($347 Billion) ตัวเลขนี้อาจจะไม่มีความหมายนักถ้าไม่ใส่คำว่า "แอปเปิลกำลังจะเป็นบริษัทที่รวยที่สุดในโลก"

บริษัทที่มี Market Cap สูงสุดของโลกตอนนี้คือ Exxon เป็นแชมป์ยืนยาวมานาน มี Market Cap อยู่ที่ 4.1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ($410 Billion) ถ้าแอปเปิลยังรักษาความเร็วได้ขนาดนี้ (ซึ่งหลายคนวิจารณ์ไว้ว่าแอปเปิลไม่มีทางโตไปมากกว่านี้ตอนขาย iPhone 3G) อีกไม่นานเราอาจจะได้แชมป์บริษัทที่รวยที่สุดในโลกบริษัทใหม่

ขายอุปกรณ์ไอทีรวยกว่าขายน้ำมัน ??




รูปจาก Macrumors

2. iPad ขายดีกว่า Mac แล้ว

ผมยังจำวันแรกที่แอปเปิลเปิดตัว "The Magical Device" หรือ iPad รุ่นแรกได้ดี แทบจะทุกคนที่ผมรู้จักไล่โห่ด้วยความเซ็งแล้วก็บ่นว่า มันก็แค่ "iPhone ยักษ์ที่โทรศัพท์ไม่ได้"

หลังจากนั้นทุกคนก็ปิดจอ ไม่สนใจ เพราะมันไม่ได้มีอะไรใหม่ไปกว่าสิ่งที่เรารู้จักคุ้นเคย จอทัชสกรีน มีปุ่มเพิ่มลดเสียง กล้องก็ไม่มี (ตอนนี้มีแล้ว) ทุกคนกลับมาตื่นเต้นกับ Macbook แทนว่าจะใช้ชิป Intel รุ่นไหน แรมจะกี่กิ๊ก HDD จะเท่าไหร่

ผ่านไป 1 ปี โอเค มันขายดี(มาก) แล้วก็น่าใช้เพิ่มขึ้นไปอีกเมื่อออก iPad 2 ท่ามกลางกระแส Tablet ที่มี Android, มีช่องเสียบ USB, มีกล้อง, มีแรมขนาดเป็นกิ๊ก แต่ก็อย่างที่เห็นว่าจนทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ก็ยังอยากซื้อ iPad มากกว่า

สิ่งที่น่าสนใจคือแอปเปิลโยน iPad 1 ทิ้งแล้วออกแบบใหม่เกือบหมด ภายในเวลาแค่ 10 เดือน แต่กับ Macbook Pro ที่ใช้แบบเดิมมา 3 ปีแล้ว, iMac ที่ดีไซด์เดิมมา 5 ปีแล้ว จริงๆ ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะ Tablet ยังมีช่องว่างให้พัฒนาต่อได้อีกเยอะมาก ถ้าเทียบกับ PC ตั้งโต๊ะหรือแล็ปท็อปวางตัก

มีประโยคนึงที่ Tim Cook พูดไว้เรื่องที่ iPad ขายดีกว่า Mac
We would have never predicted this. It’s clear that some customers chose to purchase an iPad instead of a new Mac

โลกของ Tablet กำลังหมุนไปเร็วมาก ใครตามไม่ทันโปรดระวัง






3. แอปเปิลกำลังจะเข้าสู่ Major Transition รอบที่ 4

ประโยคนึงที่หลุดออกมาในรายงานผลประกอบการครั้งนี้ ที่เล่นเอานักข่าวตะลึง

Katy Huberty from Morgan Stanley asks — why is your guidance for the September quarter so conservative? Oppenheimer drops a bomb, pointing to a ‘future product transition that we’re not going to talk about today that will impact our coming quarter.’ Interesting. Did I hear that right?

ก่อนอื่นขอย้อนความหน่อยว่าในประวัติศาสตร์แอปเปิลเคยทำ Major Transition ไปแล้ว 3 รอบ (ตามประโยคของจ๊อปส์)

  • เปลี่ยนชิปจาก Motorola 68k มาใช้ Power PC (1994 - 1996)
  • OS 9 มาเป็น OS X (2001 - 2003)
  • เปลี่ยนชิปจาก Power PC ไปใช้ Intel (2005 - 2007)

โลกของเทคโนโลยีเปลี่ยนไปเร็วมาก เราคงไม่มีทางใช้เทคโนโลยีเดิมไปได้เกิน 5 ปี ถามว่าหลังจากแอปเปิลไปใช้ชิป Intel แล้วทำให้เกิดอะไรบ้าง ?

ถ้าตามคำบอกของจ๊อปคือเค้าต้องการชิปที่ประหยัดพลังงาน (Power per Watt)  ที่สูงกว่าเดิม คำตอบก็ไปอยู่ที่ Macbook และ Macbook Air ที่เราก็เห็นกันอยู่ว่ากินไฟน้อย แบตฯอยู่ได้นาน ขนาดเล็กลงมาก ในขณะที่ความเร็วไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญแล้วในตอนนี้

แต่ถ้ามองในมุมปัจจุบัน ที่ตลาด iPhone + iPad ทำเงินให้บริษัทไปเกือบ 70% แล้ว การเอาเงินไปลงทุนในเทคโนโลยีที่เป็น Mobile Device ก็น่าจะถูกต้องกว่า ซึ่งจริงๆ เราก็เิริ่มเห็นกันไปแล้วว่าบริษัทขี้งกอย่างแอปเปิลลงทุนมหาศาลทำ Data Center ของ iCloud ทั้แล้วเปิดให้ใช้บริการฟรี

สิ่งที่เห็นอีกอย่างคือการขยันเปิดตัว Apple Store โดยเฉพาะภายในกันยายนนี้จะเปิดให้ครบ 363 สาขาทั่วโลก  (จากปัจจุบัน 330 สาขา) ซึ่งถ้านับดูแล้วจากวันนี้แอปเปิลจะเปิด Store ของตัวเองใหม่ทุก 50 ชั่วโมง !!

Transition ที่ 4 จะเป็นยังไง ?

มันคือ OS X + iOS, iPhone 5, iPad HD ?? หรือว่า iCloud นี่แหล่ะที่เป็น Transition ??

รอดูกันต่อไปครับท่านผู้ชม ..

Tuesday, July 19, 2011

รีวิว: DVD Suck Seed รุ่น Fan Club Edition



ขึ้นชื่อว่าเป็น DVD ของ GTH ย่อมต้องไม่ธรรมดาอยู่แล้ว แถมหนังอย่าง "Suck Seed ห่วยขั้นเทพ" ก็ทำรายได้ดีระดับ 80 ล้านบาท (เท่าๆ กับเพื่อนสนิท, ปิดเทอมใหญ่)

ด้วยความชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็ต้องจัดเต็ม DVD รุ่น Fan Club Edition ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ต่างจากรุ่น Box Set ตามปกติเท่าไหร่ มีเพียงแค่เสื้อที่แปะข้างหลังว่า "FC SuckSeed" เท่านั้นเอง ราคา 999 บาท ก็เหมือนจะแพง แต่ถ้ารวมเสื้อและของแถมข้างในแล้วก็ถือว่าโอเค

Boxset รุ่น Fanclub สั่งซื้อได้กับทาง GTH โดยตรงครับ ณ เวลาที่เขียนของหมดไปแล้ว แต่ถ้าใครสนใจลองตามได้ที่ GTH Fanpage

ว่าแล้วไปดูกันเลยดีกว่าว่ามีอะไรข้างในบ้าง

กล่องสี่เหลี่ยม ทำเหมือนแอมป์กีตาร์

เปิดมาข้างใน มีเสื้อซ่อนอยู่ รวมทั้งที่ใส่ DVD
ส่วนข้างบนปุ่มปรับเสียงก็มีแก๊งตัวห่วยทั้ง 4 คนอยู่

มาดูในแนวตั้ง

ที่ปรับเสียงจริงๆแล้วก็คือที่ปับเก็บเจ้าแก๊งตัวห่วยทั้ง 4 นี่เอง
เก๋ไก๋ดี แต่เล่นบ่อยๆ ก็เสียวหักมากมาย

เสื้อรุ่น FC จะเป็นสีฟ้า ส้ม แรดมาก

ป้ายยี่ห้อบอกชัดว่า GTH

ด้านหลัง คำว่า FC ใหญ่สะใจมาก

มาดูที่กล่องใส่ DVD และของแถมอื่นๆ

เปิดมาขั้นแรกมี DVD 2 แผ่น กับรูปกีตาร์ EPED

เปิดมาจนสุด จะได้เห็นของแถมขนาดอย่างหนาตรงกลาง

ที่ใส่ DVD ทำเรียบง่าย เพราะช่วงหลัง GTH หาวิธีใส่แบบพิศดารไปหน่อย
แฟนๆ มึณกันไปหลายรอบ

ข้างล่าง เป็นพื้นที่เขียนคำขอบคุณของนักแสดงแต่ละคน

ของในกล่องชิ้นแรก อะไรเอ่ย ?

เป็นการ์ดยูกิ ที่มีตัวละครเป็นตัวเอกในเรื่องทั้ง 5 คน

ดูชัดๆ ข้างในจะมีพลัง มีท่าไม้ตาย ภาพในการ์ดวาดใหม่หมดทั้ง 5 คน ลงทุนมากๆ
ตรงกลางมีรอบปะ ให้เราดึงออกมาเป็นปิ๊กกิตาร์ได้ด้วย (ใครจะดึงฟะ)

อันนี้เปิดมาทีแรกงงว่ามันคืออะไร

แต่พอดันข้างล่างขึ้นมา เป็นที่เก็บฟิล์มที่ตัดมาให้นั่นเอง

ผมได้ฟิล์มช่วงที่กำลังลุ้นเข้ารอบ Hot Wave กันอยู่

สมุดวาดภาพ

ข้างในเป็นภาพ Animation ที่วาดตอนกำเนิดวง Suck Seed
เข้าใจว่าทำให้เหมือนกับว่าคุ้งวาดภาพพวกนี้ไปโชว์เพื่อนตอนตั้งวง

โปสเตอร์ ภาพมาจากการ์ดทั้ง 5 ใบ

สุดท้าย สติ๊กเกอร์ เอาไว้แปะ Macbook เอ๊ย !! กีตาร์
แอบฮา "เบสตัวนี้สีเขียว"




สรุป DVD Suck Seed Fan Club Edition

  • แพงหน่อย แต่ถ้าอยากได้เสื้อแบบไม่เหมือนใคร ก็ถือว่าโอเค
  • ของแถมโคตรเยอะ อันนี้คุ้มค่าดีครับ
  • ทีมงานใส่ใจกับรายละเอียดดี การทำการ์ดขึ้นมาใหม่นี่ก็ลงทุนพอสมควร
  • สมุดภาพ + โปสเตอร์ ถือว่าเก็บเล็กๆ น้อยๆ จากในหนังได้ดีครับ
  • กล่องแกะบ่อยๆ แล้วที่เปิดปิดมันเกือบขาดบ่อยๆ ต้องระวังนิดนึง
DVD สำหรับนักสะสม มันต้องแบบนี้แลห่ะครับ ... DVD มันต้องซักซี๊ดดดด นึงงงงง

Link


Friday, July 15, 2011

Easter Egg DVD Suck Seed ห่วยขั้นเทพ




ขึ้นชื่อว่า GTH แล้ว เวลาออก DVD ไม่ว่าหนังเรื่องไหนก็ตามจะเต็มไปด้วยของแถม เบื้องหลัง ฉากที่ถูกลบออก ฯลฯ

แต่ที่ขาดไม่ได้ในช่วงหลังคือวิดีโอลับ หรือ "Easter Egg" ที่อาจจะต้องใช้เทคนิคซะหน่อยกว่าจะได้ดูกัน (ตัวอย่าง Easter Egg DVD กวนมึนโฮ)

สำหรับเรื่อง Suck Seed ห่วยขั้นเทพนี้ ก็มี Easter Egg ด้วยเหมือนกัน โดยจะอยู่ในแผ่น DVD แผ่นที่ 2 Special Feature

ขั้นตอนคือเปิดไป "ดูหนังพร้อมแก๊งค์ตัวห่วย"




ช่วงที่ดูหนังอยู่ ให้สังเกตุจอเล็กขวาล่าง ถ้ามีรูปโลโก้ Suck Seed ขึ้นมา จะสามารถกดเข้าไปได้




แต่มีข้อแม้ว่า โลโก้ที่ถูกต้องนั้นจะต้องเป็นสีน้ำเงินเท่านั้น ถ้าเป็นสีแดง กดแล้วจะเข้ามาเริ่มใหม่ที่หน้าหลัก






ถ้ากดถูก จะได้เข้าไปดูวิดีโอสัมภาษณ์ศิลปินต่างๆ ที่ได้รับเชิญมาร่วมแสดงในหนังด้วย อย่างพี่ป๊อด Modern Dog, พี่ตูน Body Slam หรือ บร๊ะเจ้า โจ๊ก โซคูล (เสียดายไม่มีพี่เป้ เสลอ)




เท่าที่หาดูยังเจอเท่านี้ ถ้ามีอะไรเพิ่มอีกจะมา update กันครับ :)




Tuesday, July 12, 2011

เพื่อน, โชคชะตา, เวลา, ระยะทาง ...






นั่งเขียนโปรแกรมแล้วอยู่ดีๆ ก็นึกอยากวาดขึ้นมา

สำหรับคู่ที่เพิ่งคบกันใหม่ๆ ขอให้อ่านจากล่างขึ้นบนครับ
ความรักช่วงแรกอาจจะหวาน แต่ขอให้ผ่านสิ่งต่างๆ ไปให้ได้ 
เพื่อให้ความรักของคุณยั่งยืนตลอดไปครับ

ส่วนคู่ที่คบกันมากกว่า 2-3 ปีขึ้นไป ขอให้อ่านจากบนลงล่างครับ
บางทีคุณอาจจะลืมไปว่าคนข้างๆ คุณ เคยผ่านสิ่งเหล่ามีมาด้วยกัน
ขอให้ลองมองสิ่งเหล่านี้ 
แล้วย้อนตัวเองกลับไปสู่วันแรกๆ ที่เรารักกันครับ


"I Love .. " is mean nothing with out "U"

<3

- แด่คนแถวนี้ -

happy 2,046 day ครับ


Monday, July 11, 2011

จัดงานแต่งงานแบบ Open Source


ตั้งแต่ตัดสินใจจะแต่งงาน ความตั้งใจแรกของผมในฐานะคนในแวดวงไอทีและก็เป็นบล็อกเกอร์ คือ

"จัดงานแต่งงานแบบ Open Source"

จริงๆ แล้วบล็อกหรือเว็บแนะนำเรื่องงานแต่งงานก็มีอยู่แล้วมากมาย แต่ด้วยความที่อยากจะบันทึกส่วนตัวและแบ่งปันประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต กับงานสำคัญอย่างการแต่งงาน

จัดงานแต่งงานไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เอาแค่คิดจะแต่งงาน คำถามมากมายก็ตามมาเต็มไปหมด
  • โรงแรมที่จะจัดงานแต่ละที่เป็นยังไง ราคาเท่าไหร่ จองยังไง ติดต่อทางไหน ??
  • พิธีแห่ขันหมาก คืออะไร ทำยังไง ใครยืนตรงไหน มีอะไรบ้าง เวลาเมื่อไหร่ ??
  • ชุดแต่งงาน การถ่ายรูป วงดนตรี แต่งหน้างาน แบ็คดร๊อป ของชำร่วย การ์ด รายชื่อแขก ลำดับพิธี บลา บลา บลา ฯลฯ
ข้อมูลซึ่งส่วนใหญ่คู่บ่าวสาวก็ไม่เคยได้รู้มาก่อน มาเรียนรู้เอาก็ตอนจะแต่งงานนี่ล่ะครับ เพราะฉะนั้นด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาลขนาดนั้น ก็คิดว่าถ้าใครที่ได้อ่านขั้นตอนการเตรียมงานแต่งของเรา ตั้งแต่ต้น จนจบ ก็คงจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย

โดยนอกจากจะเขียนถึงการเตรียมงานในขั้นตอนต่างๆ แล้ว สิ่งนึงที่จะแชร์คือเรื่องของ "ราคาค่าใช้จ่าย"

ส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยมายด์อะไรถ้าใครจะมารู้ว่าผมใช้งบจัดงานเท่าไหร่ ค่าโต๊ะจีนกี่บาท ตากล้องคิดราคายังไง แหวนที่ซื้อใช้เพชรแบบไหน เพราะสุดท้ายถ้าคุณจะมาจัดงานแต่ง ข้อมูลเหล่านี้คุณต้องรู้อยู่แล้ว

นอกจากนี้ก็คงเขียนถึงข้อดีข้อเสียที่เจอมา ใช้บริการที่ไหนดีก็ชม ที่ไหนไม่ดีก็ด่า จัดเต็มไม่มีกั๊ก

เพื่อให้ง่ายต่อการอ่าน วันนี้เลยจะขอเปิดตัว wedding.khajochi.com สำหรับใครที่อยากจะอานเฉพาะเรื่องงานแต่งงานเพียงอย่างเดียวครับ หรือทาง Twitter ที่ #MCWedding

หัวข้อที่พอจะคิดออกในตอนนี้
  • การจองโรงแรม, ราคา, พาไปดูห้องจัดเลี้ยงแต่ละโรงแรม
  • คุยกับผู้ใหญ่ จัดทีมงาน
  • ตากล้องถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอ
  • ลิสต์รายชื่อแขก, การ์ดเชิญ, ของชำร่วย
  • การเลือกชุดแต่งงาน
  • ตกแต่งงาน
  • การเตรียมตัวเองของเจ้าบ่าวเจ้าสาว

ระหว่างนี้ถ้าใครสนใจ ลองบล็อกในตอนที่ได้เขียนไปแล้วตามนี้ครับ


Note: งานแต่งของผมกับเชอรี่จัดวันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม 2554 นี้ครับ 


Tuesday, July 05, 2011

ถามนักการเมือง คิดยังไงกับ Google+ ?

มีคนเข้ามาถามว่ารู้สึกยังไงกับ Google+ ? ... พอดีวันก่อนเล่น G+ ไปด้วย นั่งดูผลการเลือกตั้งไปด้วย แบบว่าว่าง เลยลองมานั่งทำเล่นๆ

ถามนักการเมือง !! คิดยังไงกับ Google+ ??

ขำๆ ครับ .. ขำๆ

.....

(อดีต)นายกอภิสิทธิ์

.....


พรรคเพื่อไทย


.....





พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์

.....

ชูวิทย์

.....


รตอ.ปุระชัย

..... 


พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน


..... 


พันธมิตร



ขำๆ ครับ .. ขำๆ .. โปรดฟังอีกครั้ง