Tuesday, August 30, 2011

ประสบการณ์สัมภาษณ์งานกับกูเกิล ตอนที่ 2 (My Job Interview with Google #2)




ต่อจากตอนที่แล้วหลังจากที่ผมได้รับอีเมล์จากกูเกิลเพื่อนัดสัมภาษณ์งานในตำแหน่ง Software Engineer ผมใช้เวลา 4-5 วันในการเตรียมตัวด้วยการอ่านหนังสือ เข้าไปอ่านตามบล็อกต่างๆ มาถึงวันนี้ก็เป็นวันสัมภาษณ์จริงแล้วครับ ><

Note: หากใครสนใจ ผมเคยเขียนเรื่อง "บอร์ดรับสมัครงานจากกูเกิล" เอาไว้ตอนหนึ่ง ลองไปอ่านดูได้ครับ

....................................................................................................................................


:: Wed 19 / 11 / 2008 - Google .. Talk ::

ผมนั่งรอโทรศัพท์ด้วยใจจดจ่อ และตื่นเต้น ตรงหน้าคือโน๊ตบุ้คที่เปิดค้างเอาไว้ เผื่อยามฉุกเฉิน ผมใส่หูฟังเสียบกับไอโฟนไว้ เพราะคิดว่าคงจะช่วยให้คุยกันได้สะดวกกว่าเอาโทรศัพท์มาแนบหู

เปิดเพลงฟังและรอด้วยใจระทึก .. ตึ่กๆ ตึ่กๆ ตึ่กๆ  ....

กรี๊งงงง ... ฮว๊ากกก มาแล้วๆๆๆ 

ไม่ทันไรเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เบอร์ยาวๆ เลขนำหน้าด้วย +65 .. ใช่แน่แล้ว คนจากกูเกิลโทรมา ผมรีบปิดเพลงที่ฟังอยู่ เตรียมเปิด dict ไว้ตรงหน้าเผื่อฟังอะไรไม่ออก

ต่อไปนี้คือบทสนทนาครั้งแรกของผมกับกูเกิล (ขอแปลเป็นไทย)

"สวัสดีครับ"
"เอ่อ .. อืม .. คุณคือคา .. คาจอน .. ใช่ไหม ?" เข้าใจว่าทางนั้นคงพยายามสะกดคำว่า khajorn อยู่
"ใช่ครับ ผมขจร"
"สวัสดีครับ ผมอลันแชงจากกูเกิล คุณสะดวกที่จะคุยหรือเปล่าครับ"
"แน่นอนครับ"
"ดีครับ งั้นเริ่มกันเลย"

อลันเริ่มด้วยการอธิบายว่าเค้าเป็นฝ่ายแผนกบุคคลของกูเกิล ทำงานอยู่ที่สิงคโปร์ และอยากจะขอพูดคุยกับผมสักครู่เพื่อสอบถามข้อมูลต่างๆ จากประวัติการทำงานที่ผมส่งไป

อลันไล่ถามตั้งแต่งานปัจจุบันที่ผมทำอยู่ ตำแหน่งงาน หน้าที่รับผิดชอบ งานที่ทำก่อนหน้านี้ รายละเอียดแต่ละ product ที่ทำ skill ที่ใช้

"คุณบอกว่าคุณทำซอร์ฟแวร์ที่มีลูกค้าใช้ในหลายประเทศ ไหนช่วยอธิบายหน่อยสิครับว่ามันทำงานยังไง"

ผมเริ่มโม้ไปว่าโปรแกรมที่ทำอยู่ตอนนี้มีลูกค้าในหลายประเทศหลายภาษาใช้อยู่ และมีความสามารถรองรับผู้ใช้จำนวนมาก

"ใช่ครับ ระบบที่เราออกแบบนั้นสามารถรองรับการทำงานได้ทีละจำนวนมาก ซอฟท์แวร์ของเรามีใช้อยู่ในสถาบันการเงินหลายแห่งทั่วโลก" ผมเริ่มโม้

"งั้นถ้าผู้ใช้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สมมุติว่าอยู่ดีๆ เพิ่มขึ้นซัก 2-3 เท่า .. คุณจะทำยังไง ?" อลันแทงเข้าปลาไหลซ้ายเต็มแรง

["โอ้วววว ชิท !!" ผมคิดในใจ ...]

เอา แล้ว ไม่น่าโม้ไปเยอะเลย .. ผมใช้เวลาคิดซักครู่ แล้วตอบกลับไปว่าระบบของเราสามารถขยายการทำงานทั้งด้าน scalability โดยการเพิ่มตัวกระจายงาน และซอฟท์แวร์เราก็ออกแบบมาเพื่อรองรับการเพิ่ม load ที่เยอะขึ้นได้ โดยไม่ต้องเพิ่มฮาร์ดแวร์ .. แต่ถ้าจำเป็นก็อาจจะต้องซื้อฮาร์ดแวร์เพิ่ม หรือออกแบบใหม่ในจุดที่รับงานจากผู้ใช้

"คุณช่วยอธิบายเพิ่มในส่วนนั้นอีกหน่อย ขอเป็นรายละเอียดที่ชัดเจน ว่าคุณจำทำอะไร ยังไง และใช้เวลาเท่าไหร่ ?"

["โอ้วววว มายยยบุ๊ดด้าเบ๊ส !! กูอยากตายยยยย !!" ผมคิดในใจอีกครั้ง ...]

เอ่อ .. อืม .. งานเข้าอีกแล้ว .. ผมเริ่มเข้าใจถึงเวลาที่เราโดนถามเจาะลึกลลงไปเรื่อยๆ มันก็จะเริ่มยากขึ้นๆ เหมือนที่ใครคนนึงเขียนไว้ว่า ถ้าสัมภาษณ์กับกูเกิลล่ะก็ อย่าโม้ .. ให้พูดไปตามจริง .. ผมบอกว่ารายละเอียดคงมีเยอะ แต่เอาเท่าที่ผมพอจะนึกออก

"อื้ม ดีครับ .. คุณถนัดเรื่อง algorithm รึเปล่า ?"
"อ๋อ แน่นอนครับ (ผมพอรู้ว่าที่กูเกิลชอบคนที่เก่ง algorithm)"

"ช่วยยกตัวอย่าง algorithm ที่คุณใช้ในการทำงานหน่อย"

ผม ยกตัวอย่างให้ฟังเรื่องการคำนวณที่เคยใช้ .. หลังจากนั้นผมโดนรุกหนักขึ้นเรื่อยๆ ถึงหลักการ และชื่อของ algorithm .. อลันพยายามเจาะลึกลงไปในแต่ละคำพูดที่ผมตอบมา ทำอะไร ใช้วิธีการยังไง ให้อธิบายรายละเอียด .. ดูท่าคุณอลันคงไม่ใช่ HR ธรรมดาๆ

ถึงแม้จะไม่มีคำถามในเชิงเทคนิคมากนัก แต่ก็ไม่มีคำถามของตายประเภท "คุณมองตัวเองในอีก 5 ปียังไง" หรือ "อะไรเป็นจุดอ่อนของคุณ"(มีใครตอบตามความจริงบ้าง)

ช่วงครึ่งหลังของการคุย อลันสอบถามถึงความเข้าใจของผมที่มีต่อกูเกิล ว่ารู้จักกูเกิลมากแค่ไหน รู้ไหมว่าเราทำเงินยังไง หรือแม้แต่คุณใช้ product อะไรของกูเกิลบ้าง ..

สำหรับผมแล้วเรียกได้ว่าเป็นคำถามที่หวานหมูมาก !! ก็แน่ล่ะ นอกจากเป็นแฟนแอปเปิลแล้ว ผมก็เป็นแฟนที่เหนียวแน่นอีกคนของกูเกิลด้วย

ผมเริ่มโม้สิ่งที่ผมรู้จักกูเกิลออกมาอย่างละเอียด .. อาจจะละเอียดมากไปด้วยซ้ำ จนบางช่วงอลันแอบขำเล็กน้อย ประมาณว่าไอ้เด็กคนนี้ท่าจะเป็นแฟนของกูเกิลจริงๆ

ช่วงท้าย อลันอธิบายถึงขั้นตอนการสัมภาษณ์ว่าหลังจากนี้เค้าจะส่งผลการคุยไปให้กับทีมที่อยู่เมืองจีน(เซี่ยงไฮ) และก็จะติดต่อกลับมาทางอีเมล์เพื่อนัดวันเวลาคุยกันอีกที และก็อธิบายถึงตำแหน่งที่รับว่าต้องการคนที่เชี่ยวชาญและเข้าใจ ในวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ อย่างเช่นประเทศไทย เข้ามาเพิ่มความสามารถให้กับ product ต่างๆของกูเกิล โดยเฉพาะ Google Doc (เอาล่ะ .. ได้การบ้านเพิ่มอีกอัน)

อลันเปิดโอกาสให้ถามคำถามได้ ผมก็ถามเป็ฯพิธีไปข้อหนึ่งเรื่องขั้นตอนการสัมภาษณ์ว่าจะคุยทางโทรศัพท์ตลอดเลยรึเปล่า อลันก็บอกว่าคงเป็นแค่เฉพาะการคุยช่วงแรก หากเราสามารถผ่านเข้าไปรอบลึกๆได้ ก็จะได้ไปคุยแบบตัวต่อตัวที่เมืองจีน .. "we will fly you to shanghai"

อลัน พูดจบท้ายว่า จะติดต่อกลับมาในอีก 1-2 วัน ซึ่งคุณน่าจะได้คุยกับพนักงานกูเกิลที่เมืองจีน ซึ่งจะเป็นการคุยในเชิงเทคนิคมาก (แปลว่าผ่านใช่ไหมเนี่ย)

เสร็จแล้วก็วางสายกัน ใช้เวลาคุยไป 30 นาที

ถ้าถามว่าผ่านไหม ก็ต้องบอกว่า 50/50 เพราะก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจำนวนคนสมัคร ต่อประวัติการทำงานและก็การศึกษาเราจะไปสู้ได้แค่ไหน

หลัง จากนี้คงได้แต่นั่งเฝ้ารอ email ..​ ถ้าตามที่คุณอลันบอกน่าจะนัดภายใน ส. - อา. นี้ เพื่อจะได้คุยรอบต่อไปในวันทำงานอาทิตย์หน้า (ที่ผ่านมาคุณอลันตอบเมล์ผมในวันหยุด)

ถ้าผ่านไป 1 อาทิตย์แล้วยังเงียบฉี่ก็คงได้บ๊าบบายโรงเรียนกูเกิลกัน

โปรดติดตามตอนต่อไป ..

Tips: 

  • อย่าโม้
  • การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ควรใช้ Hand Free จะช่วยได้มาก เพราะจะได้ยินเสียงชัดทั้งสองทาง
  • ภาษาอังกฤษเป็นเรื่องที่ฝึกกันได้ แต่เวลาสัมภาษณ์มักจะมีกรณีที่เรานึกคำพูดไม่ออก ถ้าเป็นไปได้ควรจะฝึกซ้อมพูดภาษาอังกฤษกับตัวเองล่วงหน้าเพื่อให้ชินปาก เวลาตอบจะได้ลื่นไหล




:: Sun 23 / 11 / 2008 - Gooooooooor ::

ผ่านมาแล้ว 5 วัน ไวเหมือนโกหก .. ผมนั่ง refresh email แทบทุกชั่วโมงเผื่อจะมีข่าวดี แต่ก็ยังคงเงียบฉี่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

5 วันจะว่าน้อยไปสำหรับการพิจารณาอะไรซักเรื่องก็ว่าใช่ แต่ถ้าดูจากการนัดคุยกันที่ผ่านมา ก็คงต้องบอกว่านานผิดจากปกติ จำได้ว่าคราวก่อนที่ทางกูเกิลตอบเมล์มาก็วันเสาร์-อาทิตย์

วันที่สัมภาษณ์ คุณอลันเองก็บอกว่าจะติดต่อกลับมาใน 2-3 วันนี้เลย

ความหวังชักห่างไกลจากความเป็นจริง มากขึ้นทุกทีๆ ....



:: Mon 24 / 11 / 2008 - Google ... Layoff ::

6 วันผ่านไป ..

เช้านี้อากาศสดใส แต่ข่าวที่ได้รับจาก feed มาช่างน่าหดหู่

กูเกิลประกาศ layoff พนักงานที่เป็น contract กว่าหมื่นตำแหน่ง และลดการรับพนักงานใหม่ เพื่อลดค่าใช้จ่าย
http://news.cnet.com/8301-1023_3-10107141-93.html

หลังจากนั้นไม่นานกูเกิลก็แถลงข่าวปิดโปรเจ็คหลายๆตัว อย่างเช่น lively.com ออกไป

พาดหัวข่าวตัวโต เนื้อหาชวนหมดกำลังใจ แถมรูปประกอบข่าวยังเป็นรูปมุมบนของกูเกิลสำนักงานใหญ่ ...

ใครนะที่บอกว่าชีวิตมันก็เหมือนละคร




:: Tue 25 / 11 / 2008 - Thank you from Google ::

วันนี้ ผมยังคงนั่ง refresh mail อยู่ทุกชั่วโมงตามปกติ ความหวังเริ่มเลือนลาง เมื่อคืนก็นั่งอ่านข่าวการปลดพนักงานและเลิกจ้างของกูเกิลจากหลายแหล่ง ในเว็บบอร์ดบางที่ก็มีคนบ่นว่าถูกกูเกิลปฏิเสธการสัมภาษณ์ ทั้งที่เคยนัดไว้ก่อนหน้านี้ ...

และแล้วก็มีเมล์เข้ามาจากคุณ อลันแชง !!

ผมรีบกวาดตาไปดูที่เมล์ทันที ... แต่ก็ต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ แค่เห็น subject ..

"Thank you from Google"

ผมนั่งอึ้งอยู่ซักพักนึง .. แล้วก็ค่อยๆ ถอนหายใจ พร้อมยิ้มรับสภาพนิดๆ ก่อนจะเปิดเข้าไปดูเนื้อหาข้างใน

"ถึงคุณขจร

เรา รู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้พูดคุยกับคุณเกี่ยวกับงานในตำแหน่งนักพัฒนา โปรแกรมให้กับกูเกิล ทางเราได้พิจารณาคุณสมบัติและประสบการณ์ของคุณอย่างละเอียด และพบว่าเรายังไม่สามารถหาตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับคุณได้ อย่างไรก็ตามเรายังคงเก็บรักษาประวัติของคุณในระบบเป็นอย่างดี เพื่อที่โอกาสหน้าหากมีตำแหน่งที่เหมาะสม ทางเราจะติดต่อคุณไปอีกครั้งนึง

เรา ขอขอบคุณอีกครั้งในความสนใจของคุณที่มีต่อกูเกิล และหวังว่าคุณจะยังคงความสนใจในกูเกิลอย่างเช่นเคย หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ โปรดส่งมาพูดคุยกับผมได้โดยตรง

อลัน แชง
แผนกบุคคล บริษัทกูเกิล"

ผม อ่านอีเมล์นี้กลับไปกลับมาอยู่หลายรอบ แน่นอนว่าทางบริษัทคงไม่ได้บอกเหตุผลที่ชัดเจน ตัวผมเองก็ไม่ได้ติดใจอะไรมาก เพราะคิดว่าหมดหวังตั้งแต่ได้อ่านข่าวที่ออกมา สุดท้ายผมก็กดปุ่ม reply กลับไป บอกเพียงสั้นๆว่า ขอบคุณที่ทางกูเกิลให้ความสนใจเข้ามาพูดคุยเช่นกัน ผมจะยังคงพัฒนาตัวเองเรื่อยๆ ต่อไป และหวังว่าเราคงจะได้พูดคุยกันอีกในอนาคต :)

Thank you Google


Tips: 

  • กูเกิลมักจะตอบผลสัมภาษณ์มาทางอีเมล์ ส่วนระยะเวลานั้นไม่แน่นอน
  • จากที่อ่านบล็อกหลายที่มา แนะนำว่าไม่มีประโยชน์ที่จะโทรหรือเมล์กลับไปถามว่าไม่ผ่านเพราะอะไร ทำไม ควรจะรอเวลาผ่านไป 6-7 เดือน จากนั้นลองส่งไปอีกรอบหนึ่ง
  • หลายคนสัมภาษณ์ไม่ผ่าน แต่ก็ลองใหม่ 3-4 รอบ สุดท้ายก็ผ่านจนได้





:: Wed 26 / 11 / 2008 - GReview ::

เมื่อ คืนผมนั่งถอนใจหลายรอบ แต่จะว่าไปมันก็เป็นไปอย่างที่เราคาดคิดตั้งแต่แรก เพราะงานนี้มันก็ดูจะห่างไกลจากความเป็นจริงมากเหลือกัน .. แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ได้วิเคราะห์เหตุผลออกมาได้ประมาณนี้

ทำไมถึงไม่ผ่าน ?

  • ไม่เก่งพอ : คนที่จะเข้าทำงานกับกูเกิลได้ ถ้าไม่เกียรตินิยมก็ต้องมีผลงานโดดเด่นมากด้านคณิตศาสตร์, คอมพิวเตอร์โอลิมปิค
  • งดรับพนักงาน (ชั่วคราว) : จากข่าวที่ออกมา มันค่อนข้างจะขัดกับสิ่งที่ได้พูดคุยกันก่อนหน้านั้น ผมค่อนข้างมั่นใจว่าคุณอลันจะตอบกลับมาในวัน ส. - อา. ที่ผ่านมา และอย่างน้อยคงได้คุยกับพนักงานกูเกิลที่เมืองจีน จากคำที่คุณอลันบอกไว้ว่า "คุณคงจะได้คุยกับพนักงานกูเกิลที่เมืองจีน ขอให้เตรียมเรื่อง algorithm มาด้วย .. แล้วผมจะติดต่อกลับมาใน 2-3 วันนี้"
  • ภาษาอังกฤษไม่ดี ภาษาจีนไม่ได้ : ช่วงนึงของการคุยกัน คุณอลันถามผมว่าผมพอจะพูดภาษาจีนได้รึเปล่า ผมบอกว่าได้นิดเดียวเท่านั้น แค่นับหนึ่งสองสาม .. นอกจากนั้นก็มีครั้งสองครั้งที่ผมฟังเค้าไม่ทัน และขอให้พูดซ้ำอีกครั้งนึง
  • ไม่เคยทำงานด้าน Distribute System มาก่อน : กูเกิลต้องการคนที่เคยมีประสบการณ์ในการทำงานกับระบบใหญ่ๆมาก่อน ใหญ่ขนาดไหน ? ก็น่าจะใหญ่ระดับงานที่มีลูกค้าเป็นหมื่นรายเข้ามาใช้งานได้ในช่วงเวลาเดียว กัน ความต้องการนี้ระบุอยู่ใน job description ด้วย
  • เด็กเกิน : ถึงจะดูอายุระดับ senior ในบริษัท แต่ถ้าเอาเข้าจริงๆ ผมพึ่งทำงานมาแค่ 5 ปี เทียบกับตำแหน่งงานที่ต้องการคนมีประสบการณ์พอสมควร ก็คงจะลำบากอยู่
  • มีคนเก่งกว่า : เป็นไปได้มาก แต่ข้อนี้น่าจะวัดกันได้ที่การสัมภาษณ์ในเชิงเทคนิด แต่รอบนี้เป็นแค่รอบแรกและดูเหมือนจะเป็นคำถามเกี่ยวกับประวัติทั่วไปซะ มากกว่า
  • ไอ้อ่อน ความรู้แค่นี้จะมาสมัครบริษัทเทพ ถุยชีวิต : อันนี้คิดเอาไว้ตอนปรอบใจตัวเอง (ฮา)

ผมเขียนจุดอ่อนด้อยของตัวเองไว้เป็นข้อๆ แล้วก็แบ่งเรื่องที่ต้องพัฒนาไว้เป็นอย่างๆ ... หลังจากนั้นก็เปิดปฏิทินขึ้นมา มองตัวเองไปข้างหน้า อย่างน้อยเราก็ได้หนึ่งอาทิตย์ที่ตื่นเต้นไม่เลวเลย และก็ได้เก็บเป็นความทรงจำสนุกๆ ครั้งนึงในชีวิต หลายปีหลังจากนี้กลับมาอ่านคงได้แอบอมยิ้มบ้างล่ะ :)

I think .. I'm Feeling Lucky






Monday, August 29, 2011

ประสบการณ์สัมภาษณ์งานกับกูเกิล ตอนที่ 1 (My Job Interview with Google #1)


ใช่ครับ ผมเคยได้มีประสบการณ์ สัมภาษณ์งานกับกูเกิล หนึ่งในบริษัทที่ขึ้นชื่อว่าน่าทำงานมากที่สุดในโลก แต่นั่นก็เป็นเวลาเมื่อ 3 ปีก่อนครับ

ด้วยความเป็นบล็อกเกอร์ก็ไม่ลืมที่จะจดบันทึกเหตุการณ์ในครั้งนั้นไว้ทุกขั้นทุกตอน ทำไมถึงโดนเรียกสัมภาษณ์ ขั้นตอนต่างๆ การเตรียมตัว คุยอะไรกันบ้าง เขียนเอาไว้ความยาวถึง 6 ตอนด้วยกัน

แต่เนื่องจากเพิ่งเข้างานที่บริษัทได้ไม่นาน ถึงแม้ว่าผมจะได้เล่าเรื่องนี้ให้ทางผู้ใหญ่ฟังไปแล้วก็ตาม แต่ด้วยเหตุผลส่วนตัวหลายอย่าง จึงได้เก็บบล็อกชุดนี้ไว้ โดยเปิดให้อ่านเฉพาะกลุ่มคนที่สนิทรอบตัวเท่านั้น

เนื่องในโอกาสดีที่กูเกิลได้ประกาศตั้งสำนักงานในประเทศไทยหลังจากที่ได้ข่าวมานาน และเรื่องนี้ก็ผ่านมานานถึง 3 ปีแล้ว ก็คิดว่าได้เวลาเหมาะสมที่จะมาแชร์ประสบการณ์ให้ได้ฟังกัน :D

3 ปีที่แล้วผมออกจะ Alert นิดหน่อยนะครับ และการเขียนบล็อกในตอนนั้นก็เป็นการเขียนที่สดมาก สดถึงขนาดก่อนสัมภาษณ์ 10 นาทียังบล็อกอยู่เลย (55)

จากเดิม 6 ตอนดูแล้วยาวไป เลยขอรวมเป็น 2 ตอนนะครับ

ตอนที่ 1 - ขั้นตอนการเรียกสัมภาษณ์, ทำไมถึงถูกเรียกสัมภาษณ์, การเตรียมตัว
ตอนที่ 2 - วันสัมภาษณ์จริง(ทางโทรศัพท์), การแจ้งผล, เรื่องราวหลังจากนั้น

....................................................................................................................................




:: Fri 14 / 11 / 2008 - Googleezzz ::

วันนี้ผมได้รับอีเมล์ฉบับหนึ่งเพื่อขอสัมภาษณ์งาน ... ส่งมาจาก Google !!

ไม่รู้จะอธิบายยังไงถึงความรู้สึกตื่นเต้นตอนที่ได้รับ .. อีเมล์ฉบับนี้ส่งมาจากแผนกบุคคลของกูเกิลที่สิงคโปร์ เนื้อความข้างในไม่ได้บอกรายละเอียดมากนัก เพียงขอให้เราส่งวันเวลาที่สะดวกเพื่อพูดคุยกัน แล้วทางกูเกิลจะส่งอีเมล์มาคอนเฟิร์มเวลาอีกที

ผมยังไม่ได้ตอบอะไรกลับไป .. แน่นอนผมเองก็ต้องให้เกียรติบริษัทที่ทำอยู่ด้วยตอนนี้ เพราะผมเองก็ไม่ได้คิดจะออกจากงาน .. แต่เฮ้ย !! นี่มัน Google นะ .. เชื่อได้เลยว่าเป็นใครถ้าได้เรียกสัมภาษณ์จาก Google ก็ต้องลองคุยกันซักตั้งล่ะน่า

ผมค่อนข้างจะรู้จักกูเกิลดีพอสมควร และก็รู้ด้วยว่าการจะได้เข้าทำงานที่นี่มันยากแค่ไหน คุณไม่ใช่แค่ต้องเก่ง มีความสามารถ แต่ต้องเก่งในระดับสุดๆ เลยแหล่ะ แค่เทพยังไม่พอ ต้องโคตรเทพว่างั้น

คงไม่เว่อร์จนเกินไปถ้าจะบอกว่านี่คือความฝันอย่างนึง แม้จะรู้ตัวดีกว่าโอกาสจะได้เข้าไปนั้นมันน้อยจนแทบจะติดดิน .. แต่ใครล่ะจะยอมทิ้งความฝัน ในเมื่อโอกาสเปิดกว้าง อ้าแขนมาให้แล้ว

ในหัวของผมเตรียมเขียน Blog ไว้เลย 3 เรื่อง ..
- ทำไมผมถึงได้สัมภาษณ์กับกูเกิล (ความหลัง)
- ที่กูเกิลเค้าถามอะไรกันบ้างนะ
- ทำไมผมถึงไม่ผ่านสัมภาษณ์ [อันนี้ถ้าไม่ต้องเขียนก็คงจะดี :) ]

โปรดติดตามตอนต่อไป ...

Tips:

  • กูเกิลมักจะเรียกสัมภาษณ์รอบแรกผ่านทางโทรศัพท์ก่อน โดยจะได้คุยกับ HR เพื่อสกรีนคนในระดับหนึ่ง
  • ควรจะเลือกวันเวลาที่เหมาะสมและมากพอ เนื่องจากที่อ่านบล็อกมาบางคนก็ใช้เวลาสัมภาษณ์ 1 ชั่วโมง บางคนก็ 1 ชั่วโมงครึ่ง




:: Sat 15/ 11 / 2008 - ความหลัง ::

เรื่อง มันเกิดหลังจากตอนที่ไปงาน Google DevFest ที่จุฬาเมื่อเดือนก่อน วันนั้นทางกูเกิลก็ให้ลิงก์มาตัวนึงซึ่งเป็นหน้ารับสมัคร Software Engineer ที่ระบุเลยว่าเป็นคนไทย พูดไทยได้ แต่จะต้องไปทำงานที่เซี่ยงไฮ้นะ ด้วยความไม่คิดอะไรก็เลยส่งสมัครไปขำๆ เพราะนานๆทีจะมีตำแหน่งที่ระบุเชื้อชาติไทยลงไปขนาดนั้น

แล้วทำไมกูเกิลถึงส่งเมล์ตอบกลับมา ?

นั่งวิเคราะห์แบบไม่เข้าข้างตัวเอง เป็นข้อๆ

  • หน้าเว็บที่รับสมัครอยู่รวมกับกูเกิลจีน ซึ่งถ้าคนทั่วไปจะค้นหาตำแหน่งนี้จะต้องไล่ไปจากหน้ากูเกิลจีนซึ่งเป็นภาษา จีน ลงไปเรื่อยๆ 3 ชั้นถึงจะเจอ เพราะงั้นคิดว่าคนสมัครเลยไม่น่าเยอะ
  • ต้องการคนไทยเท่านั้น ข้อนี้ลดคู่แข่งไปได้มากโข
  • ผมจบวิศวะคอมฯ ตรงตามเป้าหมายมาก
  • ชื่อของ Reuters น่าจะช่วยให้ดูมีความน่าเชื่อถือขึ้น
  • ผม ใส่คำพูดบางอย่างที่อยากเขียนมานานใน Resume แต่ไม่กล้าใส่ลงไปเวลาสมัครงานทั่วไป แต่กับกูเกิล คำพูดพวกนี้อาจจะน่าสนใจ เช่น "ผมเล่นคอมฯ มาตั้งแต่อายุ 11 ขวบ จอขาวดำ แผ่นดิสก์ 5 นิ้ว" "โปรแกรมแรกในชีวิตที่ผมเขียนคือโปรแกรมที่ทำให้เปิดเครื่องมาแล้วเข้าไป เกมส์ที่ผมชอบเลยทันที"
  • ผมใช้สินค้าของกูเกิลแทบทุกชนิด เข้าแข่ง google code jam รวมไปถึงสมัครเข้างานสัมนา google devfest ล่าสุด .. อันนี้ไม่รู้่ว่าเกี่ยวรึเปล่า แต่ผมเชื่อว่ากูเกิลจะสัมภาษณ์ใคร คงต้องลงค้นหาชื่อคนนั้นในกูเกิลเองซักรอบก่อน

วันนี้ได้อ่านบล็อกของคนที่เคยไปสัมภาษณ์กับกูเกิลมาเยอะเลย แต่ที่ชอบสุดคืออันนี้

Link : http://steve-yegge.blogspot.com/2008/03/get-that-job-at-google.html


Tips:

  • วันนึงมีคนส่งใบสมัครไปที่กูเกิลหลายร้อยหลายพันฉบับ การส่งใบสมัครไปควรที่จะตรวจสอบให้ดีว่าน่าสนใจพอรึเปล่า
  • ถ้าเรามีกิจกรรมที่เคยทำกับกูเกิลเช่น ได้ลำดับที่ XXX ในการแข่ง Google Code Jam เป็นต้น ก็จะเป็นเรื่องดีมาก



:: Sun 16/ 11 / 2008 - เตรียมตัว + เริ่มจิตตก ::

สองวันหลังจากได้รับ อีเมล์ฉบับนั้น .. ผมเริ่มจิตตก ไม่รู้ตัวว่าจะเริ่มอะไรยังไงดี

บางทีความฝันถ้าเราเข้ามาใกล้มันมากเกินไป มันก็ทำให้เราทำอะไรไม่ถูกไปเหมือนกัน ...

หลัง จากตั้งสติได้ ผมเริ่มมองวันเวลาที่น่าจะเหมาะสมในการเตรียมตัวเข้าสัมภาษณ์กับกูเกิล .. กี่วันดีนะ .. อืมๆ ต้องอ่าน computer olympic, math, data structure, algorithm, java, programming practice และเตรียมฝึกภาษาอังกฤษ .. รวมๆแล้วต้องขอเวลาอีกซักปีนึงถึงจะพร้อม

"Hey Googler, Thanks for your interested .. but could you wait for me just a year after ?"

สงสัยคงจะได้ตอบกลับมา

"Ok .. Good bye .. Next please .." - Googler

ว่าแล้วก็เลยตอบเมล์กลับไปแบบจริงๆจังๆไป สรุปได้วันนัดเป็น 5 วันหลังจากนี้ .. เอาล่า ขโจชิ นายมีเวลา 5 วัน

เราต้องอ่านหนังสือ !!

เป็น สิ่งแรกที่คิดออก .. ว่าแล้วก็ตรงดิ่งไปที่ tk park หาหนังสือดีๆมาอ่าน แล้วก็ได้หนังสือที่ชีวิตนี้ไม่เคยคิดจะแตะมาหลายเล่ม .. ยากๆ ทั้งน๊านนน

Concurrent and Distributed Computing in Java - Vijay K. Garg
Program Construction, Calculation Implementation from Specifications - Ronald Backhouse
คณิตย์ศาสตร์ New SAT - TGRE
English Structure - Recovery
พร้อมได้อ่านบล็อกดีๆอีกหลายที่ .. เค้าว่ากันว่า มีคัมภีร์ดีๆอยู่ใกล้ตัว กันผีได้ดีระดับนึง 55

รู้ กันว่าเวลาสัมภาษณ์กับกูเกิล ลืมคำถามงี่เง่าๆ ไปได้เลย คำถามแปลกๆ โหดๆ ที่ต้องใช้สมองทั้งสองซีก มากกว่าเอาคำตอบแบบมาตรฐานจะประทังเข้ามา .. ไหวพริบคงเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็ต้องไปลืมหาความรู้ใส่หัวไว้เยอะๆ เผื่อเจอคำถามเทคนิคโหดๆเข้า

บางทีก็คิดเหมือนกันนะ .. เฮ้ย นี่เราจริงจังเกินไปรึเปล่าเนี่ย ..

แต่ก็มีอีกคำนึงที่ตอบได้ทุกคำถามในทันที ..

"นี่กูเกิลนะเว้ย !!"

Tips:

  • HR ของกูเกิลตอบเมล์ไวมาก เพราะงั้นถ้าไม่มีอะไรตอบกลับมาภายใน 1-2 วันก็ควรสอบถามกลับไปว่าได้รับหรือไม่
  • ทีมงานกูเกิลใช้ภาษาอังกฤษที่ไม่ยืดยาว ตอบสั้นๆ ได้ใจความ เพราะงั้นไม่ต้องบรรยายอะไรมากมาย บอกไปเลย ขอวันนี้ สะดวกช่วงนี้ แค่นั้นจบ


:: Tue 18 / 11 / 2008 - A Day ... before ::

พรุ่งนี้แล้ว ...

หลายวันที่ผ่านมาผมนั่งศึกษาตำรา คู่มือ เว็บ และหาข้อมูลบนเน็ตอย่างหนัก .. หลายเรื่องที่ชีวิตนี้ไม่เคยได้ยินมาก่อน ก็ต้องรู้จัก และเข้าใจ จนถึงขนาดต้องเขียนโปรแกรมมันออกมาเพื่อแสดงความหมายของสิ่งนั้นได้

ข้อดีคือ ยิ่งศึกษาเยอะ ก็รู้สึกว่าเรารู้เยอะขึ้นจริงๆ โลกของ Computer Science นี่มันช่างกว้างใหญ่นัก
ข้อเสียคือ เหนื่อยโคตรๆ ..​ ไม่เคยเหนื่อยสมองขนาดนี้ มันไม่เหมือนกับการอ่านหนังสือไปสอบ เพราะนอกจากเราจะต้องเข้าใจแล้ว ต้องเรียนรู้การนำไปใช้ในชีวิตจริง บางทีต้องพิสูจน์มันออกมาให้ได้เลย

ต้องขอบคุณโลกแห่งอินเตอร์เน็ตจริงๆ ที่อยากรู้อะไรก็สามารถหาได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที .. บางที่อธิบายไม่ดี เราก็ไปอ่านที่อื่นเผื่อจะเข้าใจมากขึ้น บางทีอ่านแล้วยังสงสัยอยู่ก็ไปดูรูปแทนได้

ความรู้ใหม่อีกอย่างนึงก็คือ มีคนที่เคยผ่นประสบการณ์สัมภาษณ์(โหด) กับกูเกิลเยอะมากเหมือนกัน ก็แน่ล่ะบริษัทที่มีพนักงานเขียนโปรแกรมเป็นหมื่นก็ต้องสัมภาษณ์คนหลักแสน แถมยุคนี้ถ้าใครได้ประสบการณ์อย่างนี้กลับมาก็ต้องมาแชร์ในบล็อกไม่ก็บนเว็บบอร์ดกันบ้างแหล่ะ

ขณะ ที่ผมเขียนบล็อกนี้อยู่ ก็ไม่มีใครได้อ่านเหมือนกัน คือเขียน draft ไว้ก่อน เพราะอยากได้อารมณ์สดๆ ความรู้สึกในเวลานั้นๆ ดีกว่ามาเขียนสรุปทีหลังมากโข ..​เชื่อว่าอีก 2 ปีกลับมาอ่านคงสนุกไม่ใช่น้อย

มานั่งนับสิ่งที่ผมรู้เพิ่มจากเดิมที่รู้นิดหน่อยๆ หรือความรู้ใหม่ๆในช่วงสองสามวันนี้ดู ...

** ถ้าข้อความในบรรทัดหลังจากนี้ ทำให้คุณอ่านแล้วรู้สึกว่า อะไรของมันวะ ... ขอแสดงความยินดีด้วย คุณปกติดี

Big-O , Data Structure , anagram , histogram , heap / binary / quick search , merge search , memory management , tcp , udp , python , c++ , google treasure , distributed file system , dfs , bfs , big table , google file systems ฯลฯ

มาวิเคราะห์ดูแล้ว ก็ยังรู้สึกห่างไกลเหลือเกินกับคำว่า Google's Software Engineer .. แต่ก็เถอะ เราก็ได้พยายามแล้ว

แอบปลอบใจตัวเองว่า รอบแรกในวันพรุ่งนี้คงยังไม่มีอะไรมากไปกว่าการทดสอบเรื่องภาษาอังกฤษ ถามเรื่องงานเล็กๆน้อยๆ ทำไมถึงสนใจจะทำที่กูเกิล .. คาดว่าคงจะยังไม่มีคำถามเชิงเทคนิคมากนัก แต่ถ้าเกิดเค้าโอนสายไปให้ กูเกิลเลอร์ตัวจริงเสียงจริงขึ้นมาก็คงได้ปาดเหงื่อกันเลยทีเดียว

นอนดีกว่า .. เก็บแรงไว้ .. อยากรู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นยังไงนะ .. ถ้ามีใครซักคนสร้างแว่นส่องอนาคตในอีก 12 ชั่วโมงได้ จะรีบไปซื้อเลย ...

แต่เอ .. จะว่าไปแล้ว ..​อย่าเลยดีกว่า ..

ปล่อยให้ชีวิตพาไป ...​


Tips:

  • กูเกิลขึ้นชื่อว่าเป็นบริษัทGeek โดย Geek และเพื่อ Geek เพราะงั้นตำแหน่ง Software Engineer จึงต้องมีการคัดคนที่เข้มข้นมาก
  • การอธิบายอัลกอริธึมจะต้องเจอแน่นอน คำถามแนว Com Sci ก็จะต้องเจอมาก โดยเฉพาะการหาค่าที่ดีที่สุด เร็วที่สุด วิเคราะห์การแก้ปัญหาต่างๆ
  • คนที่ไปสัมภาษณ์กับกูเกิลแล้วมาเขียนบล็อกไว้มีเยอะมาก ลอง Search ดูคำถามต่างๆ เผื่อจะช่วยให้เตรียมตัวได้ดีขึ้นมาก


....................................................................................................................................

ติดตามตอนต่อไป (วันสัมภาษณ์จริง และเรื่องราวหลังจากนั้น)



Friday, August 26, 2011

Timeline การประกาศลาออกของสตีฟ จ็อบส์



ตั้งใจจะเขียนซักเรื่องนึงเกี่ยวกับจ็อบส์ แต่ไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไรดี ท่ามกลางข่าวมหาศาลที่มีให้อ่านกันจนต้องอ่านข่าวบริษัทอื่นแก้เลี่ยนกันบ้าง

ระหว่างที่คิดอะไรไม่ออกด้วยความเศร้า เลยเอาข่าวทั้งหมดมาประติดประต่อกันดู ก็จะพบความจริงบางอย่างที่ว่า การประกาศลาออกในครั้งนี้ ค่อนข้างมีที่มาที่ไป และก็ได้มีการเตรียมการไว้แล้วเป็นอย่างดี

ปฏิกริยาหลังจากการประกาศลาออกของจ็อบส์ แน่นอนว่าเป็นข่าวช็อคมากสำหรับในกลุ่มนักข่าวและคนทั่วไป แต่ถ้าหากคุณสังเกตุให้ดี มันถูกที่ ถูกเวลา ถูกจังหวะ และมีการเตรียมการทุกอย่างมาแล้วเป็นอย่างดี โดยจะขอไล่ Timeline ดังนี้

มกราคม 2011 - จ็อบส์ประกาศลาป่วยอีกครั้งเป็นรอบที่ 3 แต่ไม่ได้ระบุว่าจะลาป่วยนานแค่ไหน (ครั้งเมื่อปี 2009 ประกาศว่าลา 6 เดือน)




ปลายมกราคม 2011 - หลายสำนักออกข่าวเรื่องบอร์ดบริหารแอปเปิลเริ่มมองหาคนมาแทนจ็อบส์ในตำแหน่ง CEO หุ้นลงไป 3%

มีนาคม 2011 - ปรากฏตัวในงานเปิดตัว iPad 2





เมษายน 2011 - สำนักพิมพ์ Simon & Schuster ประกาศเตรียมจัดทำหนังสือชีวประวัติของสตีฟ จ็อบส์ โดยได้รับการอนุญาตอย่างเป็นทางการ หนังสือมีชื่อสั้นๆ ว่า "Steve Jobs"



มิถุนายน 2011 - ปรากฏตัวอีกครั้งในงาน WWDC 2011 เพื่อเปิดตัว iCloud



กรกฏาคม 2011 - ก่อนเวลาที่แอปเปิลจะประกาศผลประกอบการในไตรมาส 2 ไม่นาน ก็มีข่าววงในจาก WSJ ว่าได้มีการยกเรื่องคนที่จะมาแทนจ็อบส์ ขึ้นมาคุยในการประชุมระดับบอร์ดบริหาร

พุธที่ 24 สิงหาคม 2011 (เวลาตามประเทศสหรัฐ)

18.45 น. จดหมายลาออกของจ็อบส์ถูกโพสต์บนหน้าเว็บของแอปเปิล พร้อมทั้งหน้าข่าวว่า Tim Cook จะได้เป็น CEO คนใหม่และจ็อบส์เป็นประธานบอร์ด



18.50 น. หุ้นของแอปเปิลร่วงลง 5.4% ในช่วง after-hours trading
1.10 น. แอปเปิลอัพเดตหน้าผังองค์กรใหม่ โดยมี Tim Cook เป็น CEO และหนึ่งในบอร์ดบริหาร ส่วนจ็อบส์ได้เป็นประธานบอร์ด




พฤ. 25 สิงหาคม - หุ้นแอปเปิลปิดตลาดที่ -0.65% ซึ่งลงน้อยกว่่าที่คาด (ดาวโจนส์ -1.51%)



ถ้าหากไล่ตาม Timeline ดูแล้วก็จะเห็นว่าการลาออกครั้งนี้ค่อนข้างถูกที่ถูกเวลาพอสมควร

  • มีการประกาศเปิดตัวหนังสือชีวประวัติของจ็อบส์ ซึ่งผิดวิสัยเป็นอย่างมาก กับคนที่แทบจะไม่เคยเปิดเผยเรื่องส่วนตัวใดๆ เลย และหนังสือมีกำหนดวางขาย 21 พฤศจิกายน
  • แอปเปิลมักเลือกเปิดตัวสินค้าใหม่ในวันจันทร์หรืออังคาร ช่วง 10 โมงเช้า แน่นอนเพื่อให้หุ้นขึ้น และมีเวลาให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม
  • การประกาศข่าวที่ไม่ดีเลยทำกลับกัน คือเลือกวันพุธ กลางสัปดาห์ และประกาศตอนเย็น ช่วงที่ตลาดหุ้นปิดไปแล้วแทน
  • เป็น Breaking News ไปทุกหนทุกแห่ง แน่นอนว่าคงมีบทความหลายอย่างตามมา แต่จ็อบส์ก็แยบยลพอที่จะใส่เนื้อหาว่าตัวเองจะไปเป็นประธานบอร์ด ไม่ได้หายไปไหน
  • 6 ชั่วโมงต่อมา เวลาตี 1 โพสต์หน้าผังองค์กรใหม่ พร้อมตำแหน่งที่ชัดเจนของ Tim Cook (CEO) และจ็อบส์ (ประธานบอร์ด)
  • เช้าวันต่อมาก็ไม่มีผลอะไรมากกับหุ้น
และหลังจากนี้ (อันนี้เดา) ...
  • กันยายน เปิดตัว iPhone 5 และ iPhone 4S (เอ้าเฮ หุ้นขึ้น !!)
  • จ็อบส์จะไปโผล่ในงานด้วย แต่จะขึ้นพูด Keynote รึเปล่า อันนี้ต้องรอดู (เดาว่าขึ้น)
  • ตุลาคม iPhone 5 หรือ iPhone 4S วางขายจริง
  • พฤศจิกายน หนังสือชีวประวัติของตัวเองออกวางขาย สยบทุกข่าวลือ

คิดว่านี่เป็นแผนที่แยบยลทีเดียว ทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่าจ็อบส์มีผลกับความเป็นไปของบริษัทแค่ไหน (เคยมีคนแซวว่า จ็อบส์ไอครั้งนึง หุ้นก็ลงไป 1% แล้ว) การลงจากตำแหน่งด้วยท่านี้ ก็เป็นช่วงเวลาที่เหมาะเจาะ และส่งผลกระทบน้อยที่สุดแล้ว

โดยส่วนตัวรู้สึกเศร้าครับ ถึงจะรู้ว่าจ็อบส์มันไม่ได้ตาย แต่หลังจากนี้เราคงได้เห็นจ็อบส์น้อยลงไปเรื่อยๆ จากเดิมที่ก็น้อยอยู่แล้ว ถ้าใครได้รู้จักผมจะรู้ว่าผมนอกจากเป็นสาวกตัวยงแล้ว ยังเป็นคนที่คลั่งไคล้สตีฟ จ็อบส์มากๆ คนนึงอีกด้วย

เชื่อว่าหลังจากนี้แอปเปิลมันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนหรอก ยังเป็นแอปเปิลของตาลุงใส่แว่นหัวล้านคนเดิม แต่ยังไงก็ ..

รักนะ จ๊อบส์ จ๊อบส์  ...








Thursday, August 25, 2011

รีวิวหนังสือ: คู่มือหาคู่ที่พ่อแม่ไม่เคยสอน .. สาวโสดโปรดอ่าน หนุ่มโสดโปรดฟัง


แทบทุกคนรอบตัวผมเกิดอาการแปลกใจที่เห็นผมอ่านหนังสือเล่มนี้ บอกจะแต่งงานอยู่แล้วจะอ่านทำไม ? นั่นสิจะอ่านไปทำไม ..

แต่ผมพบว่า หนังสือ "คู่มือหาคู่ที่พ่อแม่ไม่เคยสอน" เล่มนี้ ไม่ใช่แค่หนังสือแนะนำการหาคู่เหมือนเล่มอื่นทั่วไป หากแต่เป็นหนังสือที่ถ่ายทอดประสบการณ์ตรง จากคุณบี (กุลชุลี ทรัพย์สินอุดม) เจ้าของเว็บหาคู่อันดับหนึ่งของเมืองไทย BangkokMatching.com

  • ความสนุกมันอยู่ที่การได้เข้าไปรู้ถึงบริการจัดหาคู่ในเมืองไทย ซึ่งไม่ได้หาอ่านได้ง่ายนัก
  • เหมาะสำหรับคุณผู้หญิงโสด ที่มองหาหนุ่มๆ ที่นับวันจะหายากขึ้นทุกทีๆ
  • หลายคนมองบริการจัดหาคู่ไปในทางลบ ถึงลบโคตรๆ และเป็นเรื่องน่าอายที่จะเดินเข้าไปใช้บริการเหล่านี้
  • แต่เชื่อว่าหลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ความคิดเหล่านี้ของคุณจะหมดไป
  • หลายเรื่องแค่เห็นชื่อหัวข้อก็สะท้านแล้ว
    • วิธีขอชายหนุ่มแต่งงาน
    • ผู้ชายประเภทใดควรหลีกเลี่ยง
    • สถานที่ออกเดทที่เหมาะสม
    • เราควรจีบหนุ่มก่อนดีไหม
  • คุณบีเล่าได้สนุก มีแง่มุมที่น่าสนใจ และออกมาจากประสบการณ์ตรง มีตัวอย่างหลายคู่ให้ฟัง
  • อ่านจบแล้วในฐานะผู้ชาย ก็ได้เข้าใจผู้หญิงมากขึ้นในอีกระดับหนึ่ง
  • ผมเล่าเรื่องหนังสือเล่มนี้ให้คนรอบข้างฟัง ปรากฏว่าสาวๆ รอบตัวแห่กันไปซื้อ นับตอนนี้ได้ 5 เล่มเข้าไปแล้ว (แสดงถึงคุณภาพของหนังสือในระดับหนึ่ง)


คนรู้จักผม 2 คนเคยใช้บริการที่เว็บนี้ครับ แนะนำว่าดีครับ


เนื่องจากคนอ่านบล็อกนี้ส่วนใหญ่เป็น ชายหนุ่ม+โสด (ตามสถิติ Facebook Insight) พออ่านหนังสือเล่มนี้จบ เลยได้ข้อคิดบางอย่างมาบอกต่อ ดังนี้ ...

หนุ่มโสดทั้งหลาย โปรดฟัง !!

  • สาวโสดในบ้านเมืองนี้มีเยอะ(มากๆ) ลองเบิกเนตรดูซักหน่อย
  • อย่ามองคนแค่ภายนอก อย่าฝันแต่ว่าอยากได้แฟนสวยระดับ 9 คนที่ร้องเพลง Oh!
  • ผู้หญิงทั้งโลกเป็นโรคเดียวกันคือโรคขาดความมั่นใจ กรุณาทำอะไรให้มันชัดเจน อย่ากั๊ก อย่าเก็บไปคนเดียว จะจีบก็บอก จะชอบก็แสดงออกให้เห็น จะเลิกก็บอกกันตรงๆ
  • เลิกเจ้าชู้ ถ้ามีแฟนแล้วอย่ามีกิ๊ก รู้จักรับผิดชอบต่อความสัมพันธ์
  • ใช้บริการหาคู่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกอะไร และสาวๆ นิสัยดี การศึกษาดี ฐานะดี และโสดสนิท มีอยู่เยอะ
  • จะจีบใครโปรดมั่นใจในความเป็นตัวของตัวเอง


สรุปแล้วเป็นหนังสือที่แนะนำครับ โดยเฉพาะสาวโสดทั้งหลาย ข้อแนะนำข้อเดียวสำหรับคุณบีเจ้าของหนังสือ คือขอให้คุณเขียน "คู่มือหาคู่ที่พ่อแม่ไม่เคยสอน ภาค 2" แต่เป็นเวอร์ชันสำหรับผู้ชายครับ :)



Monday, August 22, 2011

ประสบการณ์จองบัตรคอนเสิร์ต X-Japan live in Bangkok




ในโลกนี้มีไม่กี่อย่างที่สามารถปลุกผมขึ้นมาตอนตี 4 ของวันเสาร์ได้ หนึ่งในนั้นคือการไปจองบัตรคอนเสิร์ต X-Japan live in Bangkok เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว

แต่ขอโทษเถอะ ผมตื่นไปจองบัตรตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นขนาดนั้น ยังได้คิวที่ 207 !!
เพราะชาวบ้านเค้ามาต่อคิวกันตั้งแต่ เมื่อคืนก่อนหน้าหนึ่งวัน !!

จะเรียกพวกเราว่า ติ่งญี่ปุ่น ก็ได้นะ ถ้าคุณกำลังสงสัยว่าทำไมกับแค่วงดนตรีจากต่างประเทศแค่วงเดียว ถึงต้องทุ่มเทกันขนาดนี้ ผมจะเล่าให้ฟังสั้นๆ

  • X-Japan เป็นวงดนตรีร็อคที่ดังที่สุดในญี่ปุ่น และโด่งดังมากในเมืองไทยเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เนื่องจากสมัยก่อนไม่มีสื่อมากขนาดทุกวันนี้ ศิลปินต่างประเทศที่ดังในเมืองไทยจึงมีจำนวนน้อย แต่จะดังมาก
  • ช่วงที่กำลังดังสุดๆ ก็มีกระแสข่าวมาเปิดคอนเสิร์ตในเมืองไทย แต่สุดท้ายก็ไม่มา
  • แล้วก็ยุบวงซะงั้น ... แล้วมือกีตาร์อันเป็นที่รักของทุกคนก็ตาย (ฮิเดะ) ... แล้วก็ไม่มีผลงานอีกเลย 10 ปีเต็ม 
  • ผ่านไป 10 กว่าปี ก็ประกาศให้ดีใจว่าจะรวมวง แถมจะมาเมืองไทยด้วยนะ .. เอ้า เฮ ..... แล้วก็ไม่มา ...
  • มันคือความเศร้าเบิ้ลๆๆๆ นึกภาพเอาละกันว่าถ้าอยู่ดีๆ วง Girls Generation, Super Junior หรือ Rain อยู่ดีๆ ก็เกิดอาเพศ ยุบวง เลิกร้อง และก็ไม่มาเมืองไทยอีกเลยซัก 10 ปี .. ผมว่าสาวกเกาหลีในอีก 10 ปีข้างหน้า ก็คงมีอาการไม่ต่างจากพวกผมมากนัก
แต่แล้วก็มีข่าวดีเมื่อทาง BEC Tero ประกาศจะนำวง X-Japan มาแสดงที่เมืองไทย !!

โดยประกาศแน่ชัดว่าจะมีคอนเสิร์ตในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2011 นี้ แน่นอนสาวก X-Japan ทุกคนร้องกรี๊ดดดด น้ำตาไหลโฮก ในที่สุดสิ่งที่รอมาเป็นสิบปีก็จะเกิดขึ้นแล้ว ToT

ศุกร์ 19 สิงหาคม 

เริ่มมีคนมาต่อคิวจองบัตรล่วงหน้า 1 วัน เพื่อซื้อบัตรรอบ Pre Sale กันแล้ว โดยบัตรคิวจะเริ่มแจก 8.00 เช้าของวันถัดไป !!




เสาร์ 20 สิงหาคม

ตื่นตั้งแต่ตี 4 เพราะคาดการณ์ว่าคนส่วนใหญ่คงแห่กันไปช่วง 6 โมง






ผมไปถึงหน้า The Office Central World เวลาตี 5 กว่าๆ บรรยากาศมืดคลึ้มอย่างที่เห็น แต่โอ้วแม่เจ้า คิวยาวม้วนไปแล้ว 3 รอบ




ระหว่างที่งงๆ ว่าหางแถวอยู่ไหน ก็มีคนชี้บอกว่าให้ดูกระดาษ .. โอ้ มีกระดาษวางไว้บอกว่านี่คือหางแถว แล้วพอเรานั่ง ก็วางกระดาษนี้ไว้ส่งต่อให้คนถัดไป เพื่อกันคนมาเนียนแทรกแถว







นั่งรอไม่นาน ก็มีคนส่งปากกาเมจิก บอกให้เขียนมือไว้ว่าตัวเองเป็นคิวที่เท่าไหร่ โดยผมได้คิวที่ 213 ที่ทำเช่นนี้เพื่อกันตอนเดินเข้ารับบัตรจริง แล้วมีคนแอบมาแทรกนั่นเอง เพราะทุกคนต้องมีเลขต่อๆ กัน


คนที่จองบัตรล่วงหน้าจะต้องมีหูกระป๋องโออิชิชาคูลล์ซ่า 5 ฝา บ่นทุกคนว่าไม่อร่อยแต่ต้องกิน 55





6.30 น. พระอาทิตย์ขึ้น คิวยาว 300 กว่าคิวแล้ว

มีคนเอาแผ่นผ้ามาให้ช่วยกันเขียนข้อความถึง X-Japan







7.00 น. คนเริ่มมาทาง BTS จำนวนเลยเยอะขึ้นมากเป็น 417 คิวแล้ว


เพิ่งเห็นว่า @Ripmilla มาต่อคิวอยู่ใกล้ๆ กันนี่เอง



ทีมงานมาก่อนเวลา เพื่อเตรียมการแจกบัตรคิว และเริ่มประกาศกฏกติกามารยาท





7.50 น. ตอนนี้พี๊คสุด 750 คิวเข้าไปแล้ว (คิดถูกที่มาก่อน 6 โมงเช้า)

เริ่มแจกบัตรคิวแล้ว โดยมีการตะโกนดังๆ เรียกความคึกคัก
"We Are !!" ... ทุกคนตะโกนดังลั่น "X !!"
"We Are !!" ... "X !!"
"We Are !!" ... "X !!"

ภาพจาก Pingbook
โฉมหน้าคนที่ได้บัตรคิว X-Japan คนแรก มาต่อคิวตั้งแต่ 9 โมงเช้าของเมื่อวาน !!


ข้อดีของการเปิดจองบัตรส่วนหนึ่ง รอบ Pre Sale ก่อนคือให้พวกแฟนพันธุ์แท้ได้บัตร ดีกว่าตอนจองบัตรเดี่ยว 9 ที่แย่งกันฝากกันมั่วมาก

ผมได้หมายเลข 194 ไม่ตรงกับที่เขียนมือ แสดงว่ามีคนถอดใจออกไปก่อนพอสมควร







หลังรับบัตรคิว ก็ต้องรอห้างเปิดเพื่อไปจองที่นั่งและจ่ายตังค์จริง ส่วนใหญ่เลยเข้ามาสลบตามทางเดิน The Office CTW



11.00 น. 1 ชั่วโมงผ่านไป เพิ่งขายไปถึงคิว 80 ไอ้เราคิว 194 คงได้บ่ายๆ (คนข้างๆ คิว 700 O_o")

5 คนแรก หญิงล้วน ภาพจาก Pingbook

11.30 น. บัตรคิว 101-150 ไปซื้อแล้ว กลุ่ม 151-200 ต้องต่อคิวรอเรียกต่อไป

เริ่มมีข่าวว่าบัตร 6000 หมด บัตร 4500 หมดแล้ว ทำคนที่ยังไม่ได้ซื้อแตกตื่น .. ซึ่งเป็นแค่ข่าวลือ

ระหว่างนั่งรอโดนเีรียก มีเจ๊เดินมาฝากคนหน้าโน้นซื้อ 1 ใบ ถ้าเดินมาแถวนี้จะด่าดังๆ ให้ "เจ๊อยากซื้ก็ไปต่อคิวสิ รู้ไม๊คนนั่งแถวนี้ 500 กว่าคนเค้ามากี่โมง"

ไอ้คนยอมมาต่อคิวก็ไม่น่ายอมรับพวกเดินมาฝาก แล้วแบบนี้จะต่อไปทำไมครับน้อง น้องมาเช้ากว่าพี่อีกนะ #โมโห


11.45 น. โดนเรียกแล้วกรี๊ดดดด เจ้าหน้าที่ให้เข้าได้ทีละคนตามเบอร์เท่านั้นมั่วไม่ได้





ระหว่างทางเข้ามีผีเกาะรั้วมายืนฝากซื้อบัตร "น้องๆ~~ มีบัตรป๊ะๆๆๆ" เราไม่ให้แกก็ถามคนถัดมาเรื่อยๆ จนกว่าจะได้บัตร (พวกนี้แย่มาก)






12.10 น. ได้บัตรแล้วววว ต่อคิวตั้งแต่ตี 5 ได้เป็นบัตรชั่วคราวไปก่อน รอรอบจริงพรุ่งนี้ถึงรับบัตรจริง






สรุปว่าผมได้ซื้อบัตรคอนเสิร์ตที่เฝ้ารอมาเป็นสิบปีสำเร็จ และได้ตำแหน่งดีมากอย่างที่ไม่เคยได้มาก่อน

แล้วเจอกัน 8 พ.ย. Impact เมืองทองครับ ไปทำมือท่ากากบาท กระโดดสูงๆ แล้วร้องพร้อมๆ กัน

We Are X !!


:: Timeline วิบากกรรมของคอนเสิร์ต X-Japan ในเมืองไทย ::

ความฝันสูงสุดของคนที่ชอบศิลปินนักร้อง ก็ต้องเป็นการไปดูคอนเสิร์ตสดๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นสักที คือ "คอนเสิร์ต X-Japan ในเมืองไทย" ที่พอจะมา ก็ต้องมีอันเป็นไปเสียทุกครั้ง
  • 1991 - 1995 เป็นช่วงพี๊คสุดของกระแสวง X-Japan ในเมืองไทย
  • 1996 - ออกอัลบั้มใหม่ชื่อ Dahlia ซึ่งต่อมากลายเป็นอัลบั้มสุดท้ายของวง
  • ปลายปี 1996 - มีข่าวว่า X-Japan เตรียมเปิดคอนเสิร์ตในเมืองไทย สาวกทั้งหลายฮือฮากันมาก โดยทีมงานจากญี่ปุ่นได้มาดูสถานที่ไว้แล้วในตอนนั้นคือจัดที่ "ไบเทคบางนา" (สมัยนั้นยังไม่มี Impact เมืองทอง) แต่พบว่าความสูงของฮอลล์ไม่มากพอที่จะวางอุปกรณ์ได้ จึงเลื่อนไปก่อน #เศร้า1

  • 1997 - โทชินักร้องนำ ประกาศขอลาออกจากวง เพราะอิ่มตัวกับความสำเร็จและหมดแรงใจที่จะทำดนตรีต่อ โยชิกิหัวหน้าวงออกแถลงข่าวว่าไม่มีโทชิ ก็ไม่มี X-Japan .. สรุปประกาศยุบวง #เศร้า2
  • เที่ยงคืน 31 ธันวาคม 1997 - แสดงคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายที่โตเกียวโดม ชื่อ The Last Live





ช่วงหนึ่งของคอนเสิร์ต The Last Live ที่สะเทือนใจแฟนๆ X-Japan อย่างมาก
  • 1998 - ฮิเดะมือกีตาร์ แขวนคอตาย จนเป็นข่าวดังไปทั่วโลก :'( #เศร้า3

  • 2008 - ผ่านไป 10 ปีเต็ม โยชิกิออกมาประกาศว่า X-Japan จะกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง ^o^
  • กันยายน 2008 - โยชิกิบินมาเมืองไทย ประกาศเปิดตัวเว็บ www.xjapan.in.th (ปัจจุบันเว็บปิดไปแล้ว) และแถลงข่าวคอนเสิร์ต X-Japan live in Bangkok ในวันที่ 31 มกราคม 2009


  • ธันวาคม 2008 - บริษัท Platinum ผู้จัดคอนเสิร์ตประกาศยกเลิกคอนเสิร์ตกระทันหัน อันเนื่องมาจากสถานะการณ์ความไม่สงบในเมืองไทย (ม๊อบเสื้อเหลืองยึดสนามบิน) #เศร้า4
  • สิงหาคม 2011 (3 ปีต่อมา) - BEC Tero แถลงข่าวจัดคอนเสิร์ต X-Japan Live in Bangkok ที่ Impact เมืองทองธานี โดยจะเป็นส่วนหนึ่งของคอนเสิร์ต X-Japan World Tour
  • 20 สิงหาคม 2011 - เปิดจองบัตรรอบ Pre Sale เฉพาะคนที่ลงทะเบียนเท่านั้น
  • 21 สิงหาคม 2011 - เปิดขายบัตรรอบจริง
  • 8 พฤศจิกายน 2011 - คอนเสิร์ต X-Japan ที่เมืองไทยครั้งแรก ถ้านับเวลาตั้งแต่อัลบั้มแรกของวงเมื่อปี 1988 ก็รวมเวลา 19 ปีพอดี !!




ติดตามความเคลื่อนไหวของคอนเสิร์ต X-Japan live in Bangkok ทาง Twitter ได้ที่ #XJapanLiveInBangkok