Thursday, September 29, 2011

หลากหลายความเห็นกับ Kindle Fire (Thought on Kindle Fire)



ในบรรดาบริษัทไอทีบนซิลิคอนวัลเลย์ Amazon เป็นบริษัทที่น่าชื่นชมที่สุดบริษัทหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการเสนอขายหนังสือออนไลน์เจ้าแรกๆ ผันตัวเองมาขายสินค้าหลากชนิด เคยเกือบเจ๊ง แต่ก็กลับมาได้ แถมยังผันตัวเองไปทำธุรกิจสุดล้ำอย่าง Cloud Computing, ขายหนังออนไลน์, ขาย eBook และกล้าเสี่ยงขายฮาร์ดแวร์ชิ้นแรกของบริษัทอย่าง Kindle ก็ประสบความสำเร็จอย่างดี

ทั้งหมดนี้ก็ต้องให้เครดิต Jeff Bezos ซีอีโอและผู้ก่อตั้งบริษัท น่าเสียดายที่หลายคนไม่ค่อยรู้จักคนนี้ ขอแนะนำให้ลองอ่าน "One Click: Jeff Bezos and the Rise of Amazon.com"

ทุกคนรู้ว่า Amazon กำลังทำแท็บเล็ตอยู่ แต่ก็ได้แต่รอว่ามันจะมีอะไรข้างในบ้าง และวันนี้มันก็ออกมาแล้ว
  • Kindle Fire แท็บเล็ตจอ 7 นิ้ว หนักแค่ 0.4 กิโล
  • ข้างในเป็น Android ที่ทำใหม่จนจำแทบไม่ได้
  • เนื้อที่ 8 GB, มีพอร์ทเดียวคือ Micro USB 2.0, แบตอยู่ได้ 8 ชั่วโมง
  • ฟรี Amazon Prime 1 เดือน สำหรับดูหนังกับรายการทีวีฟรี (สมัครปีละ $79)
  • เก็บข้อมูลบน Cloud ไม่ต้องกลัวพื้นที่เต็ม ลบออกเมื่อไหร่ก็ได้ที่ต้องการ
  • Browser ตัวใหม่ ใช้ Cloud ในการส่งข้อมูล เร็วกว่าเดิม 3 เท่า
  • ไม่มี 3G, ไม่มีกล้อง, ไม่มีไมค์
  • ราคาแค่ $199 (6,000 บาท !!)


ที่เหลือไปอ่านจากเว็บทั่วไปเองละกัน ที่น่าสนใจกว่าคือความเห็นของนักข่าว, บล็อกเกอร์ทั้งหลาย ว่ารู้สึกอย่างไรกับ Kindle Fire ตัวนี้
  • คุณสามารถซื้อ Kindle Fire 2 เครื่อง กับ Kindle ตัวธรรมดาได้อีกเครื่องนึง แทนที่จะซื้อ iPad [ This Is My Next ]
  • จากที่ทดสอบดู Silk Browser ทำงานได้เร็วจริง, UI ตอบรับช้าไปหน่อย, การเล่นโปรแกรมแต่ละตัวทำได้เร็วมาก [ This Is My Next ]
  • ตัวเครื่องแทบจะบอกได้เลยว่าเหมือนกับ BlabkBerry Playbook ต่างกันที่ไม่มีปุ่มอะไรเลยนอกจากเปิดปิด ซึ่งก็ไม่ได้แย่อะไร ซอฟท์แวร์ทำงานได้ดีเหมือนที่คุยไว้ เนื้อที่เครื่อง 8GB ดูจะน้อยไปหน่อย แต่ก็ยังดีที่ฝากไว้บน Cloud ได้ [ Engadget ]
  • Amazon ทำในสิ่งที่กูเกิลควรจะทำมาตั้งนานแล้ว ถึงจะใช้ Android แต่มันไม่ใช่ Honeycomb, ไม่ใช้ Browser ของกูเกิล, ไม่ใช้ App Store ของกูเกิล แต่ทุกอย่างกลับดูดีกว่าสิ่งที่กูเกิลทำ [ Chris Espinosa ]
  •  Jeff Bezos พูดถูกในสารที่ส่งถึงลูกค้าทุกคนในหน้าแรกของ Amazon.com [ Daring Fireball ]
      • "There are two types of companies: those that work hard to charge customers more, and those that work hard to charge customers less. Both approaches can work. We are firmly in the second camp."
    • แนวทางของแอปเปิลคือขายสินค้าในราคาเดิมทุกปี และเพิ่มความสามารถใหม่ๆ ลงไป แอปเปิลพยายามหากำไรจากลูกค้าเท่าเดิมหรือมากขึ้นทุกปี
    • Amazon ทำในสิ่งตรงข้าม พวกเขาพยายามขายสิ่งที่ถูกลงเรื่อยๆ ปีที่แล้วพวกเขาขาย Kindle เวอร์ชันที่มีโฆษณา เพื่อให้ Kindle ราคาถูกลง $30-$50 เน้นให้คนใช้อุปกรณ์เยอะๆ แล้วไปหากำไรจากเนื้อหา (eBook, โฆษณา) แทน
  • ต่างจากผู้ผลิตแท็บเล็ตรายอื่นอย่าง RIM, Samsung, HP เพราะ Amazon มีระบบ Echosystem ของตัวเอง ทั้ง eBook, หนัง, เพลง หรือแม้แต่ App Store ของตัวเอง ทำให้  Kindle Fire เสนอสิ่งที่ต่างออกไป และเป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อที่สุดกับ iPad [ WSJ]
  • การที่ตั้งราคามาถูกมากขนาดนี้ คาดว่า Amazon จะขาดทุนกับ Kindle Fire เครื่องละ $50 ในขณะที่แอปเปิลกำไรจาก iPad เครื่องละ 30% [ Apple Insider ]
  • Kindle Fire จะประบสบความสำเร็จของ Amazon แต่มันยังไม่ใช่ตัวที่จะมาฆ่า iPad ไำด้เลย คนอาจจะใช้ Kindle Fire อ่านหนังสือ ดูหนัง เล่นเว็บ ซึ่งมันก็ไม่มีอะไรเด่นไปกว่า iPad และคงทำได้แค่ในตลาด low-end เพราะราคาถูกเท่านั้น [ The Loop ]

จดหมายจาก Jeff Bezos ถึงลูกค้า จ่าหัวได้แร๊งงงง ส์




หน้าเว็บขาย Kindle Fire .. ดูกันชัดๆ $199

Related Link :


Wednesday, September 28, 2011

พรีเซนต์ในแบบมาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก (Present like Mark Zuckerberg)


งาน Facebook Developer Event หรือ F8 ครั้งที่ผ่านมา ในขณะที่หลายคนกำลังตื่นเต้นกับความสามารถใหม่ๆ อย่าง Timeline, Open Graph หรือ Ticker

แต่สิ่งหนึ่งที่หลายคนมองข้ามไป คือการนำเสนอความสามารถเหล่านี้ โดยมาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ที่ทำได้ดีขึ้นผิดหูผิดตาจากสมัยก่อนมาก จนหลายคนเริ่มจะตั้งคำถามว่า

"หรือมาร์คจะเป็นสตีฟ จ็อบส์คนต่อไป ?"

อดีต Mark Suck

เมื่อเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมาเฟสบุ๊คได้เชิญนักข่าวมาที่สำนักงานใน Palo Alto เพื่อเปิดตัวความสามารถใหม่คือ Video Chat ที่เฟสบุ๊คร่วมมือกับ Skype

โดยในวันนั้นแค่สไลด์แรก มาร์คก็สร้างความตื่นตะลึงให้กับนักข่าวด้วยการเปิดกราฟ "Logarithmic graphs" หรือกราฟล็อกที่นอร์มอลไลซ์แล้วอธิบายว่านี่คือกราฟที่อธิบายได้ง่าย แต่เสียงตอบรับจากนักข่าวที่กำลังรายงาน Live Blog ในตอนนั้นคือ
  • "Logarithmic graphs? Jesus Christ."
  • "After this, I need an UM detox program.."
  • "Someone needs to bump him to get him to stop saying UM"
ภาพจาก Business Insider
ไม่เพียงเท่านี้ การนำเสนอของมาร์คในวันนั้นก็เข้าขั้นแย่มาก ทั้งสไลด์ที่ใช้ดูน่าเบื่อ ห้องที่พูดเล็กเกินไป  การพูดที่ไม่น่าฟัง จนนักข่าวหลายสำนักต้องออกมาเขียนบล็อกวิจารณ์การพรีเซนต์ของมาร์คกันยกใหญ่



F8 งานใหญ่ที่พลาดไม่ได้

บางคนบอกว่างาน Facebook Developer ในปีนี้ เป็นก้าวใหม่ของที่สำคัญระดับ Facebook 2.0 เลยทีเดียว ซึ่งงานนี้นอกจากจะมีสื่อมวลชนที่มาทำข่าวกันมากมายแล้ว ก็ยังมีการถ่ายทอดสด Keynote ครั้งนี้ไปทั่วโลกผ่านทาง Facebook Live อีกด้วย

ซึ่งมาร์ค ซัคเกอร์เบิร์กก็สร้างความแปลกใจให้สื่อหลายสำนักด้วยการเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี การพูดที่ลื่นไหล มีสไลด์ที่เข้าใจง่าย และเห็นได้ชัดว่ามีการซ้อมมาอย่างหนักก่อนงานในครั้งนี้ (วิดีโอ Keynote Facebook F8)


การเตรียมตัว, อุปกรณ์, เวที

ในงาน Skype Event ทีมงานเฟสบุ๊คเลือกใช้สถานที่คือห้องประชุมของบริษัท ซึ่งคับแคบ และมีแสงลอดมาจากหน้าต่าง โปรเจ็คเตอร์ขนาดเล็ก 2 ตัว ผู้พูดถือไมค์จ่อที่ปาก ผู้ฟังหันข้างให้เวที และหันหน้าหากันบนโต๊ะ ทำให้สมาธิในการฟังลดลงมาก

ภาพจาก CNet
ในงาน F8 นั้นทีมงานเตรียมการโดยใช้สถานที่ The Concourse ใน San Francisco ซึ่งกว้างขวางกว่าเดิมมาก ใช้พื้นหลังเป็นจอโปรเจ็คเตอร์ขนาดใหญ่ มีหน้าจอขนาดเล็กข้างล่างไว้ให้ดูสไลด์ต่อไปได้ถึง 3 จอ ใช้ไมค์ลอยขนาดเล็กติดที่ตัวผู้พูด เช่นเดียวกันกับงานใหญ่อย่าง WWDC หรือ Google IO

ข้อดีคือทุกคนจะได้โฟกัสมาที่ผู้พูดและสไลด์อันเดียวกัน ห้องที่จัดแสงเป็นอย่างดีจะทำให้เวทีดูน่ามองขึ้น  นอกจากนี้ยังมีการวางไมค์ที่พื้น เพื่อให้เสียงเฮหรือเสียงปรบมือจากผู้ชมดังขึ้นจนงานดูน่าสนใจอีกด้วย

การแต่งตัว มาร์คใส่เสื้อยืดแนบตัว กางเกงยีนส์ และรองเท้าผ้าใบอย่างที่เราคุ้นเคย ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร

ภาพจาก Facebook F8 Page

เปิดงานด้วยเซอร์ไพรส์ !!

เฟสบุ๊คทำเซอร์ไพรส์คนในงานด้วยการให้แอนดี้ แซมเบิร์ก (Andy Samberg) นักแสดงตลกชาวอังกฤษจากรายการ Saturday Night Live มาแสดงเป็นมาร์ค ซัคเกอร์เบิร์กตัวปลอม และปล่อยมุขตลกอยู่นานกว่า 5 นาที ก่อนที่มาร์คตัวจริงจะออกมา เรียกเสียงฮาได้มากทีเดียว



จริงๆ แล้วการเชิญตัวปลอมมาพูดแทนนั้น สตีฟ จ็อบส์ก็เคยทำอยู่ครั้งหนึ่งด้วยการเชิญโนอาร์ เวล์ (Noah Wyle) ซึ่งแสดงเป็นจ็อบส์ในหนังเรื่อง The Pirate of Silicon Valley เพียงแต่โนอาร์ไม่ได้เล่นมุขนานเท่าแอนดี้ในครั้งนี้


แววตาที่มั่นใจ, ใช้ท่าทางประกอบ, พูดช้าลง

ข้อเสียอันดับแรกของมาร์คคือการพูดที่เร็วมาก (จนหลายคนบ่นว่าอ่านซับในเรื่อง The Social Network ไม่ทัน) ซึ่งจะเห็นว่ามาร์คในวันนี้พูดช้าลงอย่างเห็นได้ชัด พยายามใช้ประโยคที่เข้าใจง่าย

นอกจากนี้ยังมีแววตาที่ดูมั่นใจ มีการใช้ท่าประกอบในการนำเสนอ จากเดิมที่มือคอยถือแต่ไมค์ (ข้อดีของการใช้ไมค์ลอยติดที่ตัว) รู้จักจังหวะที่ต้องเน้น และจังหวะที่ต้องผ่อน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลไปถึงการนำเสนอที่ดูน่าเชื่อถือและคนฟังคล้อยตามได้ง่ายขึ้นมาก



สไลด์ที่เข้าใจง่าย, รูปที่สื่อ, แอนิเมชันในระดับพอดี

สไลด์ของมาร์คในงานนี้ใช้โทนสีฟ้า-เขียว ซึ่งก็เป็นสีประจำบริษัทของเฟซบุ๊คอยู่แล้ว

รูปภาพที่ใช้เข้าใจง่ายขึ้นมาก ทั้งความสวยงาม รูปที่สื่อถึงสิ่งที่กำลังพูดได้เป็นอย่างดีภายในรูปเดียวจบ ตัวอย่างเช่นการพูดนำเข้าเรื่อง Open Graph มาร์คใช้รูปเพียง 3 รูปเพื่อให้เข้าถึงเนื้อหาที่เรามีสิ่งที่ทำมากมายรอบตัว ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง



ในหน้าจอที่มีรายละเอียดค่อนข้างมาก อย่างเช่นหน้า Profile ใหม่ที่เรียกว่า Timeline มาร์คใช้วิธีไฮไลท์ทีละจุด และส่วนอื่นๆ ก็จะเปลี่ยนเป็นเงา วิธีนี้จะทำให้ผู้ฟังพุ่งความสนใจไปทีละจุด ไม่สับสน



กราฟที่เคยเป็นปัญหาเดิมก็หมดไป ด้วยการใช้กราฟที่เข้าใจง่ายขึ้น และยังเพิ่มลูกเล่นด้วยการขยายส่วนที่สำคัญภายในกราฟให้เห็นชัดขึ้นมาอีก



ลูกเล่นแอนิเมชันก็เป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในการนำเสนอยุคใหม่ ในช่วงการนำเสนอความสามารถใหม่อย่าง Timeline มาร์คอธิบายตั้งแต่หน้าบนสุด แล้วก็เล่นแอนิเมชันให้ Timeline วิ่งลงมาเรื่อยๆ จนถึงหน้าล่างสุดซึ่งก็คือวันแรกที่เริ่มใช้เฟซบุ๊ค ซึ่งนอกจากจะดูน่าสนใจแล้ว ยังสื่อความหมายของความสามารถใหม่นี้ได้เป็นอย่างดี

และยังมีหน้ากราฟฟิคสรุปอีกหนึ่งสไลด์ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นว่า Timeline คืออะไร



นำเสนอความเป็นมาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก

การยกตัวอย่างในพรีเซนต์เทชันโดยทั่วไปเรามักจะยกตัวอย่างจากเรื่องสมมุติ อย่างเช่นในพรีเซนต์ของแอปเปิล เราก็มักจะเห็นรูปหรือเรื่องราวที่ถ่ายทำใหม่ขึ้นมา

แต่ในการนำเสนอครั้งนี้ มาร์คเลือกที่จะนำเสนอเรื่องของตัวเอง อย่างช่วงเวลาที่สำคัญใน Timeline ก็เลือกจะโชว์รูปของเขากับแฟนสาว รูปที่ออฟฟิศ สุนัขที่เลี้ยง ซึ่งถือว่าแปลกใหม่กว่าการนำเสนอในระดับซีอีโอคนอื่นๆ

ไม่แน่ใจว่าทีมงานหรือตัวมาร์คเองที่เป็นคนตัดสินใจเลือกใช้เนื้อหานี้ แต่ก็เป็นการชี้ให้เห็นชัดว่า เฟซบุ๊คเริ่มโปรโมทมาร์คในฐานะผู้นำองค์กรสู่ภายนอกมากขึ้น เช่นเดียวกับสตีฟ จ็อบส์หรือบิลเกตส์



ไม่ใช้คลิกเกอร์ !!

คลิกเกอร์ (Clicker) คืออุปกรณ์ที่ไว้ควบคุมการเปลี่ยนสไลด์ไปหน้าต่างๆ ตามที่ผู้พูดต้องการ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการนำเสนองานในรูปแบบพรีเซนต์เทชัน และเรื่องที่น่าแปลกใจที่สุดในการพรีเซนต์ครั้งนี้คือมาร์คเป็นคนเดียวที่พูดตลอด 50 นาทีโดยไม่ใช้คลิกเกอร์เลย ในขณะที่แขกรับเชิญคนอื่นๆ ใช้คลิกเกอร์กันหมด

การพูดโดยไม่ใช้คลิกเกอร์ แปลว่าจะต้องมีผู้ช่วยคนหนึ่งคอยกดสไลด์หน้าต่อไปให้แทน ซึ่งการจะทำแบบนี้ได้ต้องมีการซักซ้อมที่มากกว่าปกติ และเสี่ยงต่อการเลื่อนสไลด์ผิดพลาดกับบทพูดมาก

มาร์คเองถึงจะทำการบ้านมาค่อนข้างดี แต่ก็ยังมีหลายต่อหลายจังหวะที่ดูเหมือนจะต้องยืนนิ่งรอให้สไลด์เลื่อนไป หรือบางทีก็ต้องหันไปอ่านบทบนหน้าจอเล็กบ่อยครั้ง เพื่อให้รู้ว่าจะถึงจังหวะเปลี่ยนไลด์ ส่วนตัวผมมองว่ามันเป็นข้อเสียมากกว่าข้อดีนะ


พูดเปิดและปิดท้าย

การพูดเปิดและปิดท้ายงานของซีอีโอแต่ละคนจะมีรูปแบบที่ต่างกันไป อย่างถ้าเป็นบิลเกตส์ จะพยายามสรุปสิ่งที่พูดมาและโยงว่ามันเหมาะกับผู้ใช้ยังไง แต่ถ้าเป็นสตีฟ จ็อบส์ เรามักจะได้ฟังวิสัยทัศน์ การมองไปในอนาคต หรือคำคมต่างๆ

สำหรับประโยคที่มาร์คพูดปิดท้ายงาน F8 คือ
At Facebook, we exist at the intersection of technology and social issues.
it's really an hornor to be here with all you guys. Because looking back 7 year, who thought that we will be here today.
It's really a dream and I wake up every single day and I thankful for an opportunity to work on these problem for you guys.
So let's take the next stop of the curve. Thank you.

ซึ่งก็ฟังดูดี คือทั้งพูดสิ่งที่เฟซบุ๊คกำลังทำอยู่ คือแก้ปัญหาโลกโซเชียลไลฟ์ที่เราพบกันอยู่ทุกวันนี้ รวมไปถึงขอบคุณทุกคนที่ทำให้มีวันนี้ และก็ให้วิสัยทัศน์ในอนาคตต่อไปข้างหน้า

มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก vs สตีฟ จ็อบส์

คงจะสรุปได้ยากถ้าหากไม่ได้เปรียบเทียบการนำเสนอของมาร์ค ซึ่งเป็นซีอีโอที่มาแรงที่สุดในยุคนี้ กับสตีฟ จ็อบส์ที่ขึ้นชื่อว่านำเสนองานได้น่าประทับใจที่สุดในปัจจุบัน

แน่นอนว่าในส่วนของการสร้างเสียงฮือฮา ลูกล่อลูกชนบนเวที และการควบคุมผู้ฟังได้อยู่หมัดนี่คงหาใครเทียบจ็อบส์ได้ยาก ซึ่งมาร์คเองก็ยังขาดในส่วนนั้นอยู่มาก อาจจะต้องใช้เวลาบนเวทีสะสมประสบการณ์ต่อไป

สไลด์ของจ็อบส์จะค่อนข้างเน้นความเรียบง่ายมากๆ (Minimal) ขนาดที่บางทีมีแค่รูปไอคอนเดียว แต่มาร์คจะเน้นไปที่รูปสวยและสื่อความหมายชัดเจน มีการใช้วิดีโอประกอบที่มากกว่าจ็อบส์พอสมควร

แต่โดยรวมแล้ว ในส่วนของรูปแบบการนำเสนอ การใช้ท่าทาง สไลด์ และที่สำคัญความมั่นใจบนเวที ก็ถือได้ว่ามาร์คทำได้ดีมากทีเดียว จนได้รับคำชมจากหลายฝ่าย ว่าไม่แน่เด็กหนุ่มคนนี้ในอีกไม่กี่ปีหลังจากนี้ อาจจะเป็น "สตีฟ จ็อบส์คนต่อไป" ก็เป็นได้

รูปจาก Hollywood Reporter

สรุป
  • การนำเสนอที่เคย "ห่วย" ก็สามารถเปลี่ยนให้กลายมาเป็น "ยอดเยี่ยม" ได้ถ้ามีการวางแผนที่ดี ยอมรับคำวิจารณ์ ปรับปรุงตัวเอง และซ้อมอย่างหนัก
  • ภาพที่สื่อความหมาย ไม่กี่ภาพ ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้ฟังเข้าใจได้
  • ใช้แอนิเมชันเมื่อจำเป็น และภาพเคลื่อนไหวนั้นควรสื่อได้ถึงสิ่งที่ต้องการบอกจริงๆ
  • การไม่ใช้คลิกเกอร์มีความเสี่ยงสูง
  • การซ้อมอย่างหนัก ช่วยลดความผิดพลาดไปได้เยอะ
  • แค่มั่นใจ ก็ชนะไปแล้วกว่าครึ่ง
  • จาก Suck ก็กลายเป็น SuckSeed ได้เหมือนกัน

Related Link


Monday, September 26, 2011

วิธีขายถ่านไฟฉายของ Apple, Microsoft, Google, Oracle


เมื่อบริษัทไอทีในซิลิคอนวัลเลย์ต้องมาขายถ่ายไฟฉาย


  • กูเกิล
    • ถ่ายไฟฉาย GBattery
    • แค่นี้แหล่ะ ไม่บอกอะไรเลย ลองไปใช้ดูละกันนะ
  • แอปเปิล
    • สุดยอดถ่านไฟฉาย iPower S (ลืม i ไปไม่ได้ และต้องต่อท้ายด้วย S ซักตัวให้ดูเก๋ไก๋) 
    • ใช้ง่ายสุดยอดแทบจะไม่ต้องคิด 
    • มาทีเดียว 7 สี 7 แบบ
    • แต่วงเล็บเล็กๆ ข้างล่างว่าใช้ได้เฉพาะกับ iCharger 4 เท่านั้น
    • ออกอะไรก็ออกมาเถอะ คนก็อยากได้อยู่แล้ว สาวกเค้าเยอะ
  • ไมโครซอฟท์
    • บอกทุกอย่างพร้อมสรรพในแพ็คเกจ ขั้วบวกอยู่ตรงนี้ ขั้วลบอยู่นี่ 
    • ใช้พลัง Li-on Inside ต้องไม่ลืมใส่ Power by Microsoft กลัวคนไม่รู้ 
    • ส่วนชื่อก็ไม่ต้องห่วง ต้องยาวจนคนจำไม่ได้ พร้อมใส่ลิขสิทธิ์ที่ไปจดมาแต่เนิ่นนาน Windows™ Live™  Portable Source™ 
    • ต้องไม่ลืมความต้องการของระบบขั้นต่ำ ต้องใช้ Windows™  Vista™ , 1 GB Ram, Microsoft™ .Net™ Framework™ 2.1
  • ออราเคิล :
    • ให้พลังงานมากกว่า 3 เท่า ในราคาที่ถูกกว่า (IBM) ครึ่งนึง
    • ต้อง Font แดงใหญ่ๆ เน้นว่าของเขาดีจริง
    • อย่าลืมคาดแดง ใส่โลโก้อันใหญ่ๆ ไม่งั้นผิดกฏ

  • ไอบีเอ็ม :
    • ยุคนี้ใครเค้าใช้ถ่านไฟฉายกัน สมัยนี้เค้าไม่ซื้อของเล็กๆ กันแล้วคุณ คุณเอาไปทั้งเครื่องวิทยุเลยดีกว่า เราประกอบให้คุณเสร็จหมดแล้ว (แต่โบราณหน่อยนะ)
  • HP :
ที่มา - Bonker World

Tuesday, September 20, 2011

Geek อย่างไรให้ไม่โสด




ในงาน Barcamp Bangkhen ครั้งนี้ ผมมีหัวข้อที่อยากไปแชร์เรื่อง "Geek อย่างไรให้ไม่โสด" ซึ่งก็ไม่น่าเชื่อว่าจะได้รับความสนใจเกินคาด คนโหวตเต็มกระดาน คนฟังเต็มห้อง จนคนพูดกดดันเล็กน้อยถึงปานกลาง ><

แต่เท่าที่ฟังจาก Feedback ก็ออกมาค่อนข้างดี และก็มีหลายคนที่ไม่ได้ไปฟัง ขอเข้ามาว่าให้ Replay อีกรอบ ..​ แต่เนื่องจากไม่ได้อัดวิดีโอไว้ ก็เอาเป็นว่าจะเอาที่พูดในงานวันนั้นมาใส่ในบล็อกแทนละกันนะครับ (อาจจะไม่ได้อารมณ์เฮฮาเท่าฟังสด แต่ก็น่าจะมีประโยชน์กับทุกท่าน)

คำเตือน: ยาวมาก เพราะถอดเทปจากที่คุยในงานมา



------------------------------------------------------------------------------------------------------

Geek อย่างไรให้ไม่โสด by @Khajochi



สวัสดีครับ ผม @Khajochi ครับ หรืออาจจะเรียกว่าเอ็มก็ได้ครับ
ก็ตอนนี้ผมทำงานเป็น Senior Software Engineer อยู่ที่บริษัท Thomson Reuters ครับ แล้วก็มีบล็อกของตัวเองอยู่ที่ Khajochi.com
ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ก็ตามสไลด์ครับ

ส่วนตัวแล้ว ผมก็เป็น Geek ธรรมดาคนนึงนี่แหล่ะครับ แต่เนื่องจากว่ากำลังจะมีข่าวดี คือกำลังจะแต่งงานในช่วงปลายปีนี้ ระหว่างที่ประกาศไปว่าตัวเองจะแต่งงาน ก็ปรากฏว่ามีหลายต่อหลายคนมาก เข้ามาปรึกษาเรื่องความรัก ทั้งแอบรัก อกหัก ทะเลาะกับแฟน สารพัดเข้ามาเต็มไปหมด

พอผมถามว่าทำไมต้องมาปรึกษาผม เพื่อนมันก็ตอบว่า "ก็มึงไม่มีอะไรจะเสีย" (ฮาทั้งห้อง)




ถ้าใครได้เคยเข้าเว็บ Pantip เมื่อ 3-4 เดือนก่อน อาจจะคุ้นๆ กับภาพถ่าย Pre Wedding ในชุดนักเรียนนะครับ (ร้องอ๋อกันทั้งห้อง)

เอ่อ ... ทำไมเหรอครับ คือตัวจริงหน้าแก่ใช่ไม๊ครับ ฮะๆ

ก็เห็นอย่างนี้แต่ผมก็อายุ 30 แล้วล่ะนะครับ แล้วก็ในฐานะที่กำลังจะเป็นฝั่งเป็นฝา ก็เลยอยากขอมาแชร์ให้น้องๆ ที่ยังไปไม่ถึงจุดนั้นได้ประโยชน์ .. ว่าแต่ใครในห้องโสดบ้างครับ (80% ของคนในห้องยกมือ)




ก่อนอื่นเลย ผมมีแบบทดสอบมาให้ทุกคนลองเล่นกันครับ อยากให้ลองนั่งนึกดูนะครับว่า ครั้งล่าสุดที่คุณกำลังนั่งเล่นคอมฯ อยู่ แล้วก็มีเพื่อนพาสาวสวยน่ารักคนนึง มาแนะนำให้เราได้รู้จัก

ในตอนนั้น คุณรู้สึกเขิลอายมากที่จะคุยกับเธอ ผมอยากรู้ว่า First Impression ที่เกิดกับคุณในตอนนั้นเป็นอย่างไหนใน 4 ข้อนี้ครับ
  • เก๊ก ทำเท่ห์ เงียบๆ (10% ยกมือ)
  • หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา คือหยิบมาทำไมไม่รู้ แต่คือไม่มีแล้วมันไม่มั่นใจ ฮะๆ ( 35% ยกมือ)
  • พูดคำสองคำ แล้วก็หันไปหน้าจอต่อ ( 30% ยกมือ)
  • เกาหัว เกาโน่นเกานี่ ( 25% ยกมือ)
จากที่ได้วิจัยมาแล้วนะครับ 4 ข้อนี้คือพฤติกรรมยอดฮิต ที่หนุ่ม Geek เวลาเขิลกับสาวๆ มักจะทำกัน




จริงๆ แล้วสิ่งที่คุณทำมันก็ไม่ได้ผิดอะไรหรอกนะครับ เพียงแต่คุณรู้ไหมครับว่า ในมุมมองของผู้หญิงเนี่ย เค้ารู้สึกยังไงกับท่าทางเหล่านั้น
  • การที่เราเก๊ก ขรึม มันทำให้เราดูเป็นคนจริงจัง ไม่เป็นมิตร ดูปิดกั้น ไม่เปิดรับคนอื่น
  • หยิบมือถือขึ้นมา เราจะดูเป็นคนขาดความมั่นใจ 
  • พูดแล้วหันไปทำอย่างอื่นทันที แสดงออกว่าเราไม่สนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ไม่สนใจเขาเลย
  • เกาโน่นนี่ อันนี้เสียบุคลิกมากครับ ดูเป็นคนไม่มั่นใจ




คุณเคยสงสัยไหมครับ ว่าทำไมผู้หญิงถึงไม่ชอบผู้ชาย Geek ?
ในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา ผมได้ไปสอบถามผู้หญิงหลายๆ คน ไม่ใช่แค่จากวงการไอทีนะครับ ว่าพวกเค้ารู้สึกยังไงกับหนุ่ม Geek ทั้งหลาย

ซึ่งก็ไม่น่าเชื่อเลยว่า เกือบทุกคนจะตอบแบบเดียวกันหมด



เหตุผลหลักที่ผู้หญิงไม่ชอบผู้ชาย Geek เพราะดูเป็นคนเก็บตัว, พูดจาไม่รู้เรื่อง (ฮา), สนใจอย่างอื่นมากเกินไป, ดูเป็นผู้ชายทื่อๆ ไม่โรแมนติค และสุดท้าย ไม่หล่อ !! (ฮาทั้งห้อง)

จำได้ไม๊ครับว่าครั้งสุดท้ายที่มีผู้หญิงมาบอกว่า ชอบคุยกับคุณจังเลย คุยแล้วรู้สึกดี คุณดูสนใจเค้าดีจังเลยนะ ... เคยมีไหมครับ ?

จากทั้งหมด 5 ข้อเนี่ย ... แน่นอนครับ ข้อสุดท้ายเราแก้อะไรไม่ได้ ก็พ่อแม่ให้มาเท่านี้
แต่ 4 ข้อที่เหลือ มันคือสิ่งที่แก้ไขได้ครับ ทั้งหมดนี้รวมกัน เรียกสั้นๆ ว่า "บุคลิกภาพ" ครับ




บุคลิกภาพ ภาษาอังกฤษเค้าเรียกว่า Personality
Personality มีรากศัพท์มาจากคำว่า Person ครับ คือความเป็นตัวคุณนั่นแหล่ะ

ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา ท่าทาง การพูดการจา ลุก นั่ง เดิน พูดคุย สบตา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นตัวคุณ


แล้ว Personality ในแบบ Geek เป็นแบบไหน ? ลองดูตัวอย่าง 3 คนนี้ครับ
  • คนแรก Mark Zukerberg ก็เป็น Geek คนนึง ที่พูดไม่รู้เรื่อง แต่งตัวแปลกๆ ไม่สนใจอย่างอื่น
  • L จาก Death Note ก็เป็น Geek ในอีกแบบหนึ่ง ที่มีท่าทางประหลาด ชอบเก็บตัว
  • หรือ Geek อีกแบบที่หน้าตาลามก ตัวเหม็น ไม่ดูแลตัวเอง อันนี้เรียกว่า Geek หื่น
มุมมองที่ผู้หญิงเวลานึกถึงผู้ชาย Geek จะเห็นภาพแบบนี้แหล่ะครับ

เพราะงั้นวันนี้เรามาช่วยกันลบภาพแบบนี้ออกไป เรามาหาวิธีให้พวกเราหลุดจากวงโคจรโสดกันเสียทีนะฮร๊าฟฟฟ (ฮา)



ถ้าเปรียบเทียบเป็นกราฟ แกน Y เป็น Smart หรือความฉลาด ส่วนแกน X เป็น Personality หรือบุคลิกภาพ

ผู้หญิงเค้าจะชอบผู้ชายใน Area ขวาบนครับ คือฉลาดและมีบุคลิกภาพที่ดี เป็นคนเปิดกว้าง น่าคบหา น่าเข้าไปพูดคุยด้วย อยู่ด้วยแล้วมีความสุข

แล้วคุณคิดว่า Geek อยู่จุดไหนของกราฟนี้ครับ ?
ใช่ครับ มุมซ้ายบน คือ Geek เนี่ย ฉลาดแน่นอนครับ เราพัฒนาเรื่องความฉลาดกันเต็มที่ เราฝึกเขียนโปรแกรม อ่านข่าว เรียนโน่นนี่ ทำได้ทุกอย่างหลากหลายมาก

เราพัฒนาทุกอย่างเพื่อให้เราฉลาดขึ้นครับ แต่เรากลับไม่เคยมาพัฒนาบุคลิกของเราเลย ครั้งสุดท้ายที่คุณฝึกพูด ฝึกการเข้าสังคม พยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดูน่าคบหา คือเมื่อไหร่ครับ ?




มีคนบอกผมว่า "Geek เป็นคนที่มีความสนใจทุกสิ่งทุกอย่างรอบด้าน ยกเว้นตัวเอง"
เราสนใจทุกอย่างครับ สนใจแล้วก็ทำได้ดีด้วย เราสนใจไอที เกมส์ โทรศัพท์ ฟุตบอล รถยนต์ เครื่องเสียง กีฬา เพลง ฯลฯ

เราสนใจทุกอย่าง .. ยกเว้นตัวเราเองครับ



เพราะฉะนั้น ถ้าถามว่าคนเป็น Geek ควรจะทำยังไงให้ไม่โสด .. ผมก็คงบอกได้ว่าคุณแทบจะไม่ต้องพัฒนาด้านความ Smart เลยครับ แต่สิ่งที่คุณควรต้องพัฒนาอย่างเร่งด่วนเลยคือ Personality ครับ การพูดการจา การเข้าสังคม การใช้ชีวิตประจำวันของคุณ




งั้นเราลองกลับมาที่คำถามแรกดูกันนะครับ ว่าในสถานการณ์แบบนี้ คุณควรจะทำตัวยังไง

อย่างแรกเลยครับ ถึงแม้คุณจะเขิลกับความน่ารักของสาวๆ ผมอยากให้คุณยิ้มครับ ยิ้มมากยิ้มน้อยไม่สำคัญ แต่การยิ้มเป็นการบ่งบอกถึงการเปิดกว้าง พร้อมรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามา

คุณเคยไปทักผู้หญิงซักคน แล้วเขายิ้มรับตั้งแต่แรกก่อนที่จะตอบอะไรด้วยซ้ำไหมครับ ^___^ ?
มันทำให้คนที่เข้ามาหารู้สึกดีใช่ไหมครับ

  • จากนั้น ให้คุณหยุดทุกสิ่งที่อย่างที่ทำอยู่ หยุดกิน หยุดทวีต ปิดมือถือ หันไปสนใจเธอคนนั้น
  • พยายามแนะนำตัวเองก่อนครับ 
    • "สวัสดีครับ พี่ชื่อเอ็มครับ เป็น Developer ครับ น้องชื่ออะไรเอ่ย ?"
  • ลองถามคำถามง่ายๆ เพื่อให้ได้พูดคุยเพิ่มเติม 
    • "อ๋อ .. ชื่อจอยเหรอครับ เอ๊ะจอยเรียนวิศวะเกษตรใช่ไม๊ รู้จักกับโจ้รึเปล่าครับ เป็นรุ่นพี่เราสองปี .. ใช่ๆ นั่นเพื่อนสนิทพี่เลย บลา บลา บลา ..."
  • สำคัญคืออย่าหม้อครับ อย่าเล่นมุขเห่ยๆ ตั้งแต่เจอกันครั้งแรก Geek อย่างคุณทำได้ไม่เนียนหรอกครับ เชื่อผมเถอะ

เห็นไหมครับ ว่ามันดูดีขึ้นกว่าตอนแรกตั้งเยอะเลย

และผมก็มี 6 คำขอร้อง ... ที่สาวๆ ฝากมาบอกให้หนุ่ม Geek ช่วยปรับปรุงตัวเองหน่อยเถอะ ดังนี้ครับ



1. ยิ้มกว่านี้หน่อยเถอะนะครับ หนุ่ม Geek จริงๆ แล้วก็เป็นคนน่ารักนะครับ ถ้ารู้จักยิ้มให้มากกว่านี้ พูดคุยกับเพื่อนๆ ให้มากกว่านี้

ผู้หญิงชอบผู้ชายที่อารมณ์ดีครับ ชอบคนที่อยู่ด้วยแล้วรู้สึกมีความสุข



2. เก็บโทรศัพท์มือถือของคุณลงไปเถอะครับ เวลาคุยกัน กินข้าวกัน หรือเวลาเธออยากจะเล่าอะไรให้คุณฟังซักอย่าง

ผู้ชายเราจะเคยชินกับการทำโน่นนี่ไปด้วยคุยไปด้วย แต่คุณเคยเห็นเวลาผู้หญิงคุยกันไหมครับ เค้าจะหันหน้าเข้าหากัน ตั้งใจฟังสิ่งที่อีกฝ่ายจะพูดเสมอ




3. ลดเวลาบนหน้าจอลง 20% ถ้าคุณเล่น Dot A วันละ 2 ชั่วโมง คุณเล่นชั่วโมงครึ่งได้ไหมครับ ? ถ้าคุณหยิบมือถือมาทวีตทุก 20 นาที คุณลดลงมาเป็น 30 นาทีครั้งได้ไหมครับ ?

แล้วก็เอาเวลาไปทำกิจกรรมอื่นๆ ครับ ไปเรียนโท เรียนทำอาหาร ชวนเพื่อนๆ ไปเที่ยว ไปออกกำลังกาย ไปฟิตเนส .. ถึงคุณอาจจะไม่ได้แฟนจากการไปกิจกรรมเหล่านี้ แต่มันจะช่วยพัฒนาการเข้าสังคมของคุณครับ

ครั้งสุดท้ายที่คุณเป็นคนเอ่ยปากชวนเพื่อนไปเที่ยวทะเล คือเมื่อไหร่ครับ ?



4. พยายามอย่าชกนอกลีกครับ คำนี้มาจากหนังสือ "คู่มือหาคู่ที่พ่อแม่ไม่เคยสอน" เค้าบอกว่า คนที่มาใช้บริการบริษัทจัดหาคู่เนี่ย ผู้ชาย 90% เลือกผู้หญิงจากแค่ 3 อย่าง คือ หน้าตา รูปร่าง และอายุ

คือผมเข้าใจครับ เพราะเราเติบโตมากับการ์ตูนอย่าง I''s หรือ Video Girls ที่เด็กผู้ชายธรรมดาๆ ได้แฟนเป็นสาวสวยดาวโรงเรียน อย่าเลยครับ อย่าคิดว่าอยู่เฉยๆ จะมีดาวโรงเรียนมาชอบคุณ อย่าคิดแค่ว่าในโลกนี้ มีผู้หญิงแค่ 9 คนที่ร้องเพลง Oh! หรือ Gee .. ในโลกความเป็นจริงมันไม่มีหรอกครับ อยากให้ลองมองดูรอบๆ ตัวบ้าง

เชื่อไหมว่าผมเจอสาวๆ น่ารักในงานนี้เยอะมาก คือไม่ใช่ที่หน้าตา แต่นิสัยน่ารัก เดินยิ้มแย้มเข้ามาทักทาย ทั้งที่ไม่รู้จักกันมาก่อน อย่าพยายามชกข้ามรุ่นเลยครับ ไม่ต้องเป็นดาว แต่แค่คนนิสัยดีๆ น่ารักๆ ลองมองคนรอบตัวคุณสิครับ มีเยอะแยะเลย





5. มั่นใจในตัวเอง กล้าคิดก็ต้องกล้าทำ อย่ามัวแต่บ่นใน Facebook หรือ Twitter ว่าคนนี้น่ารักจัง อยากเข้าไปคุย อยากขอเบอร์ อยากไปนั่งใกล้ๆ .. บ่นไปแล้วเมื่อไหร่จะได้คุยครับ ? อย่ามัวแต่เป็นนักเลงคีย์บอร์ดอยู่เลย กล้าลุย กล้าพูด กล้าเข้าไปทำความรู้จักครับ




6. กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง Geek ส่วนใหญ่ชอบบอกว่า "ก็เป็นของกรูอย่างนี้แล้วจะทำไม เกิดมาก็เป็นแบบนี้แล้ว เค้าต้องยอมรับความเป็นตัวของเราสิ" เราเชิดชู idol ที่เป็นตัวของตัวเอง ไม่อยากจะเหมือนคนทั่วไป

เราเป็นตัวของตัวเองได้ครับ ในเรื่องความคิด มุมมองชีวิต การตัดสินใจ .. แต่ในด้านพฤติกรรม ท่าทาง การพูดการจา คุณควรจะต้องปรับปรุงซะหน่อยครับ อย่างน้อยขอแค่ 20% ก็พอครับ ยอมเปลี่ยนตัวเองดูซักนิดนึง ไม่น่าจะเสียหายอะไรเน๊อะ

ลองทำตามคำแนะนำทั้ง 6 ข้อนี้ดู ผมเชื่อว่าอย่างคุณก็จะดูเป็นคนที่น่าคบหามากขึ้นเยอะเลยทีเดียว :)




สุดท้ายนะครับ ก่อนหมดเวลา 5 นาที ผมก็มี "เทคนิควิธีจีบสาว ในแบบ Khajochi" มาเล่าสู่กันฟัง




วิธีนั้นคือการ +1 ครับ ไม่ใช่ Google Plus +1 นะครับ แต่เป็นการเพิ่ม +1 ในสิ่งที่เราจะทำ

จริงๆ วิธีนี้เป็นวิธีที่คุณพ่อผมเคยสอนไว้ตั้งแต่เด็ก ว่าเวลาที่เราจะทำอะไรก็ตาม อย่าเพิ่งทำให้เสร็จ .. ให้วางงานนั้นไว้ตรงหน้าก่อน ถอยหลังไปซักหนึ่งก้าว แล้วใจเย็นๆ นั่งมองดูซิว่าเราจะสามารถเพิ่มอีกซัก 1 ขั้นได้รึเปล่า ?




ยกตัวอย่างง่ายๆ สมมุติผมจะเขียนบล็อก ผมพิมพ์เนื้อหาไปหมดละ ใส่ Bullet ใส่สีลงไป
บล็อก +1 ก็คือทำไมเราไม่ลองใส่ภาพลงไปเพื่ออธิบายเรื่องราวดู .. เห็นไหมครับ มันดูน่าอ่านขึ้นเยอะเลย




สมมุติว่าคุณกำลังจะเมล์ชวนเพื่อนไปเที่ยวเสม็ด แทนที่จะเปิด Gmail แล้วพิมพ์อย่างว่องไว
ทำไมเราไม่หยุดซักพัก คิด +1 ลองหา Theme น่ารักๆ ซักอันนึง ใส่ประโยคฮาๆ มันดูน่าไปเที่ยวด้วยขึ้นเยอะเลยใช่ไหมครับ



แทนที่เราจะไปเสม็ดโดยนั่งรถตู้อนุสาวรีย์ ทำไมเราไม่ลองคิด +1 ไปเช่ารถแล้วขับไปกันเองดู มันไม่แพงหรอกครับ วันละ 600-700 บาท หารกันหลายคนก็พอไปได้ แต่รับรองว่าคุณจะได้ความสนุก และสนิทกันมากขึ้นเยอะเลย




แทนที่เราจะหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปเพื่อน +1 คือเราอาจจะไปยืมกล้อง DSLR เพื่อนมา แอบถ่ายมุมน่ารักๆ ของคนๆ นั้น คุณก็จะได้รูปที่ดูดีกว่าเดิมเยอะเลย




คนอื่นเอากีตาร์ไป +1 คือทำไมเราไม่ลองหัดเล่นดนตรีบนแท็บเล็ตหรือ Smart Phone ของคุณดูบ้าง .. มีนะครับ เพื่อนผมได้แฟนจากการเล่น Ukulele บนไอโฟนมาแล้ว มันดูเจ๋งกว่าตั้งเยอะเลย




กลับมาจากทะเล แทนที่จะมา check in 4sq ว่าถึงบ้านแล้ว ทำไมไม่ลอง +1 SMS ข้อความน่ารักๆ ไปขอบคุณที่มาเที่ยวกัน หรือโทรไปถามว่ากลับถึงบ้านแล้วรึยัง พอรู้ว่าถึงบ้านแล้วก็วางเลยครับ แค่ถามด้วยความห่วงใย




แทนที่เราจะโพสต์รูปที่ไปเที่ยวทะเลบน Facebook แล้วก็ tag เพื่อนแบบคนอื่น ทำไมเราไม่ลอง +1 นั่งรถเมล์ไปเซ็นทรัลลาดพร้าว 12 บาท ข้ามไปฝั่งตรงข้าม แล้วอัดรูป 4P ใบละ 8 บาท

แล้วก็เลือกเอารูปน่ารักๆ เขียนข้างหลังว่า "ชอบรูปนี้นะ น่ารักดี" แอบเอาแปะไว้ที่จอคอมของคนนั้น หรือแอบใส่ในสมุดเรียนก็ได้

มันดูน่ารักขึ้นเยอะเลยจริงไหมครับ :)




ตัวอย่างสุดท้ายคือเมื่อ 2 ปีก่อน ผมคิดว่าจะซื้อ iPod Nano ให้ @CherryJaja ครับ จริงๆ มันก็ดูดีอยู่แล้ว แต่พอมาคิด +1 ผมก็เลยสั่งซื้อออนไลน์เพื่อให้โรงงานพิมพ์คำอวยพร ไปบนเครื่องด้วย

แล้วก็เพิ่มความพิเศษอีกอย่างคือพอได้เครื่องมา ผมเอาเครื่องมาใส่เพลงรักเข้าไป 1,437 เพลง พอเค้าถามว่าทำไมต้อง 1,437 เพลง ผมก็บอกว่า นั่นคือจำนวนวันที่เราคบกันมา จนถึงวันนี้ครับ .. ซึ่งก็ทำให้เค้าปลื้มมาก แล้วทุกวันนี้ไปไหนก็จะพก iPod เครื่องนี้ไปด้วยตลอดเลยครับ :)

ซึ่งถ้ามองในเชิง Physical แล้วมันไม่มีอะไรยากเลยครับ สั่งออนไลน์ให้พิมพ์คำอวยพรใครๆ ก็ทำได้ อัดเพลงลงไปใครๆ ก็ทำเป็น .. มันอยู่ที่เราจะหยุดคิดซักนิดก่อนจะทำอะไรรึเปล่า แค่นั้นเองครับ

อย่าลืมนะครับ +1



Credit รูปน้องคนนั้น (ฮา) จาก @FordAntiTrust ครับ




สรุปนะครับ ถ้าถามว่าเราควรจะ "Geek อย่างไรให้ไม่โสด" ผมก็จะขอตอบว่า Geek ที่ฉลาดคิดแบบเราคนเดิม แต่ก็ฉลาดที่จะปรับปรุงการพูดการจา การเข้าสังคมให้มากขึ้น

Geek ที่ยิ้มแย้ม น่าคบหา สนใจคนรอบข้าง ไม่มองแต่นางฟ้า มองคนรอบตัวมากขึ้น มั่นใจในตัวเอง และทำอะไร +1

แล้วคุณก็จะเป็น Geek ที่น่ารัก และน่าสนใจสำหรับสาวๆ มากขึ้นเยอะครับ 



หวังว่าคงเป็นประโยชน์บ้าง ไม่มากก็น้อยนะครับ ขอบคุณครับ

^______^







Geek อย่างไรให้ไม่โสด [Barcamp Bangkhen 2011]
View more presentations from khajochi