Sunday, October 23, 2011

ผมเลือกคนไม่ผิดจริงๆ


ผมรู้สึกผิดมาตลอดอาทิตย์ที่แล้ว ผิดที่ในขณะที่ชาวกรุงเทพฯ ต้องเผชิญกับน้ำท่วม แต่ผมกลับขับรถไปต่างจังหวัดเพื่อถ่ายรูป Pre Wedding .. แต่มันก็เป็นสิ่งที่ต้องไปเพราะทุกอย่างได้จองไว้หมดแล้ว

เช้าวันนี้ (ส.21/10/2011) ผมตื่นมาด้วยแรงใจเต็มร้อย ที่จะไปช่วยเป็นอาสาสมัคร ทำอะไรก็ได้ช่วยให้เราผ่านวิกฤติน้ำท่วมครั้งนี้ไปด้วยกัน

ผมบอก @CherryJaja ว่าจะไปกรอกกระสอบทรายที่ รพ.ศิริราช

"ป่ะ !!" เธอตอบแบบไม่ต้องคิด .. เธอใส่เสื้อแมนยูที่ผมซื้อให้ บอกว่าอยากไปลุยด้วยกัน และรู้ว่าผมชอบเห็นเธอใส่เสื้อตัวนี้

เมื่อไปถึง ผมคว้าถุงมือ ผ้าปิดจมูก หันไปบอกเชอรี่แค่ว่า "ลุย !!"

เราสองคนแยกย้ายไปคนละทาง ผมไปถือจอบตักดินอยู่หลายชั่วโมง .. แดดร้อน อากาศอบอ้าว จนผมรู้สึกหน้ามืดจนต้องหยุดมองไปรอบข้าง

แล้วผมก็พบภาพผู้หญิงคนนึง ใส่เสื้อแมนยู ลงไปคลุกกับดิน มือขวาถือกระสอบทราย มือซ้ายถือเชือกมัดปากถุงไว้ให้แน่นหนา ตัวเปื้อน หัวยุ่ง เหงื่อเต็มหลัง

ทั้งที่อีกไม่กี่วันผู้หญิงคนนี้จะต้องเป็นเจ้าสาว จะต้องแต่งงาน เธอควรที่จะต้องไปเข้าคอร์สเจ้าสาว ห่วงสวยอยู่บ้าน ขัดผิว หลบแดด นั่งฝันถึงงานแต่งงานในฝัน กับชุดเจ้าสาวสีขาวแสนสวย

ผมเห็นภาพนี้แล้วก็รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปนี้เอาไว้ ..​ นาทีนั้นผมคิดออกอยู่แค่ประโยคเดียว

"ผมเลือกคนไม่ผิดจริงๆ"

:)

Related Link:


Wednesday, October 19, 2011

ผมคือสต๊อปจีฟ ( I'm @SteveJobsThai )



คุณอาจจะได้เห็น หรือผ่านตากับข้อความมุขขำบ้าง แป๊กบ้างของสตีฟ จ็อบส์ตัวปลอมแต่พูดไทยได้ที่ชื่อ @SteveJobsThai หรือที่เรียกตัวเองว่า "สต๊อป จีฟ" ...​ ใช่ครับ เจ้าของทวิตเตอร์แอคเคาท์นั้นคือผม (@Khajochi) เอง

ความจริงแล้ว ตั้งแต่เริ่มที่จะสร้าง @SteveJobsThai นั้น ผมไม่เคยคิดที่จะเปิดเผยตัวเอง เพราะการสร้างตัวตนเสมือนในโลกออนไลน์นั้น ถ้าคุณรู้ว่าเบื้องหลังนั้นคือใคร มันจะหมดความน่าเชื่อถือลง 200% ทันที (ในกรณีนี้คือความฮาจะหมดลงทันที)

แต่ความตั้งใจนั้นก็ต้องหมดไป ... ก็อย่างที่ทุกคนรู้กันว่าสตีฟได้จากโลกไปแล้ว เช่นเดียวกับตัว @SteveJobsThai เองที่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของบุคคล ก็คงจะไม่มีประโยชน์ในการทวีตอีกต่อไป และด้วยความเคารพต่อศาสดา ผมคงไม่คิดว่าจะสร้างความฮาโดยการทวีตจากสวรรค์ลงมาได้

ผมเชื่อว่าประสบการณ์ 1 ปีกับอีก 3 เดือนที่ผ่านมาของ @SteveJobsThai ที่มี Follower 3,583 คน จากการทวีตไปแค่ 587 ครั้ง ก็น่าจะพอเป็นประโยชน์ในการแชร์ที่มาที่ไป การคิดมุข การโปรโมท และเรื่องน่าสนใจอื่นๆ ครับ

คำเตือน: ยาว !! เพราะตั้งใจจะเป็นให้บล็อกตอนนี้เป็นการจดบันทึกของผมเองด้วยครับ

กำเนิด @SteveJobsThai

โดยส่วนตัวผมก็เป็นสาวกแอปเปิลคนนึง และรู้จักกับความเป็นสตีฟ จ็อบส์ ค่อนข้างดีทีเดียว (link: ผมกับสตีฟ จ็อบส์) .. เรื่องมันเกิดขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายน 2010 หลังแอปเปิลเปิดตัว iPhone 4 ไปได้ไม่กี่วัน ก็พบกับปัญหาผู้ใช้จับเครื่องแล้วสัญญาณตก ตามที่เราได้อ่านข่าวกันไป

ผมก็เข้าไปเล่นมุขหนึ่งในข่าวของ Blognone คือเอารูป L ถือโทรศัพท์ แล้วบอกว่านี่คือ "ท่าถือ iPhone 4 ที่ถูกต้อง !!" ซึ่งปรากฏว่าผลตอบรับดีมาก มีคนเข้ามาฮากันเยอะทีเดียว

ผมเลยปิ๊งไอเดียแว๊บนึงขึ้นมาว่า "ถ้าเกิดว่าสตีฟ จ็อบส์ขึ้นไปเล่นมุขนี้บนเวทีรับรองว่าฮาโคตรรรร" แล้วไอเดียต่อยอดต่อมาคือ "ถ้าเกิดว่าจ็อบส์พูดไทยได้ขึ้นมาล่ะ ?"



หลังจากนั้นไม่กี่วันผมจึงไปสมัคร Twitter ในชื่อ @SteveJobsThai ขึ้นมาอีกอันหนึ่ง โดยไม่ได้มุ่งหวังอะไรนอกจากทำเอาสนุกๆ สร้างความฮาในอีกมุมหนึ่งของโลกแอปเปิล แต่แทรกความเป็นไทยเข้ามาด้วยการจับสตีฟ จ็อบส์มาพูดไทยซะเลย

ชื่อภาษาไทยทีแรกคิดไว้เยอะมาก "สตีฟ 3 ช่า", "สตีฟ จ็อบส์เชิญยิ้ม".. แต่ก็หาชื่อที่เข้าท่าไม่ได้ซะที สุดท้ายเลยมาจบที่การใช้คำผวน "สต๊อป จีฟ" ซึ่งคนอ่านทีแรกจะงงๆ ก่อน จากนั้นก็จะอมยิ้มในความฮาเล็กๆ

รูป Avatar ใช้เป็นตุ๊กตาสตีฟ จ็อบส์เพราะมันน่ารักดี ดูทีไรก็ขำ และเพิ่มความเป็นไทยด้วยการใส่สัญลักษณ์ "++" ที่กำลังฮิตกันอยู่ในช่วงนั้น

และทวีตแรก ก็ได้เริ่มขึ้นในวันที่ 2 ก.ค. 2010 และคำนี้ก็กลายมาเป็น Description ของตัว @SteveJobsThai
"เฮ้ย !! ผมพูดไทยได้มานานแล้วนะ .. นี่ไม่เชื่อกันจริงๆ เหรอ"






ฉีกตำรา - ไม่โปรโมท, ไม่ RT, ไม่ Reply

หลังจากสมัครทวิตเตอร์แล้ว ผมเริ่มต้นด้วยการ Follow คนรู้จักและคนที่คิดว่าอยาก Follow 500 คน หลังจากนั้นถ้าใครมา Follow เราก็จะ Follow กลับ

สำหรับเรื่องการโปรโมทนั้น ตำราการสร้างแบรนด์บนโลก Social Network โดยเฉพาะ Twitter นั้นมีกฏอยู่หลายข้อที่น่าสนใจ
  • พยายามสร้างเครือข่าย ให้คนดัง คนรู้จักช่วยโปรโมท
  • พยายาม RT ในสิ่งที่ Follower ของเราสนใจ
  • พูดคุย ตอบรับ สร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ให้มากเข้าไว้
แต่เนื่องจากผมต้องการพิสูจน์อะไรบางอย่างว่า สิ่งเหล่านี้มันไม่มีความจำเป็น เพราะผมมีความเชื่อหนึ่งที่ใช้มาตลอด ตั้งแต่เริ่มเขียนบล็อกมา 6 ปีคือ "ทำเนื้อหาให้ดี แล้วอย่างอื่นจะตามมาเอง (Content is King)"

ดังนั้น @SteveJobsThai จึงสร้างขึ้นมาด้วยกฏ 3 ข้อนี้คือ
  1. ไม่โปรโมท : การไม่บอกใครว่าผมคือ @SteveJobsThai ทำให้การโปรโมทโคตรยากเลยครับ เพราะผมจะมาเป็นหน้าม้าเองก็ไม่ได้ เพราะเดี๋ยวคนก็รู้หมด จะไปสมัครบริการแนะนำให้คนมา Follow เราก็ขี้เกียจทำด้วยสิ
  2. ไม่ RT : ผมรู้สึกว่าการ RT มันเปลือง Timeline และถ้าจะสร้างขึ้นมาเพื่อเล่นมุขตลก ก็ควรจะเล่นด้วยตัวเอง ไม่ต้องไป RT ข้อความอะไรของคนอื่น
  3. ไม่ Reply : อันนี้ก็รู้สึกว่าไม่จำเป็น การจะเล่นมุขให้ตลก คงไม่ต้องทวีตเพื่อตั้งคำถาม "อ้าว วันนี้ใครไปซื้อไอโฟน ส่งเสียงหน่อยยย ?" แล้วก็รอตอบ "@xyz ดีจังเลยครับ อย่าลืมแวะไปซื้อที่ร้าน ...."

อันที่จริงมันก็ไม่ใช่กฏเหล็กซะทั้งหมด เพราะบางทีผมก็ทดสอบลอง RT หรือ Reply ไปบางครั้ง แต่ 95% จะเป็นข้อความที่เขียนขึ้นมาเองครับ

เพราะฉะนั้นโมเดลเริ่มต้นของ @SteveJobsThai คือการเล่นมุขขำขันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยมีเป้าหมายคือมีจำนวน Follower 500 คนขึ้นไป ก็ถือว่าผ่านแล้วครับ (ซึ่งช่วงหลังโชคช่วยให้ไปไกลกว่านั้นมาก)

แอบชงเองตบเองอยู่ทีนึงด้วย คริ คริ
เริ่มต้นก็แป๊กแล้ว

ด้วยความเป็นบล็อกเกอร์ ผมเลยเริ่มมี Mindset ที่ว่า การจะขำได้มันต้องมีทั้งตัวอักษร รูปภาพ วิดีโอ แชร์โน่นนี่ ผมเลยสร้างบล็อกขึ้นมาอันหนึ่ง ( http://stevejobsthai.blogspot.com ) ซึ่งถ้าเข้าไปดูจะเห็นว่ามันเหมือนบล็อกที่ผมเขียนเป็นประจำเลย จากนั้นผมก็ทวีตให้คนเข้าไปอ่าน โดยหวังว่าเขาจะฮากัน

ผลคือ แป๊กสนิทครับ แทบจะไม่มีใครเข้าไปอ่านเลย ตามความเข้าใจของผมคือ "บล็อกมันย่อยยาก" ผมพบว่าโมเดลเดิม [อ่านทวีต -> กด link -> รอ browser เปิด -> อ่าน -> ฮา -> กลับไปหน้าทวีตใหม่ -> แชร์] มันมีขั้นตอนมากเกินไป คนขี้เกียจเปิดว่างั้นเหอะ โดยเฉพาะคนที่อ่านทวีตจากมือถือ

หลังจากลองผิดลองถูกไป 2 เดือน จึงได้ตรัสรู้ว่าเราควรทำให้มันย่อยง่ายที่สุด จึงเกิดเป็นโมเดลใหม่

"ขำภายใน 140 ตัวอักษรเท่านั้น !!"

ซึ่งเหมือนจะง่าย แต่เอาเข้าจริงโคตรยากเลย บางทีเราอยากเล่นมุขที่เล่าเรื่องราว แต่ 140 ตัวอักษรก็ทำให้ต้องคิดใหม่ บางทีเล่นมุขสั้นๆ ก็อ่านไม่รู้เรื่องอีก

ตัวอย่างมุขแป๊กหลังเปลี่ยนมาใช้โมเดลให้จบใน 140 ตัวอักษร
  • พวกคุณไม่รู้เหรอว่าการแจก bumber ให้ทุกคนฟรีมันเสียตังค์มากแค่ไหน .. นั่นสิ เท่าไหร่หว่า ? [ เล่นเองตอบเอง งง ]
  • พายุสงบแล้ว แต่ทำไมรู้สึกเหงาๆ นะ [ บ่นอะไรของแก ]
  • เราไม่เคยไปเหยียบดวงจันทร์ เรือ Titanic ไม่เคยล่ม .. และเราไม่เคยทำให้คุณต้องผิดหวัง [ หืม ?? ]
บล็อก ... ไม่เวิร์ค ...

เตรียมมุขล่วงหน้า คัดเฉพาะที่ฮาจริง

หลังจากพยายามและแป๊กหลายต่อหลายครั้ง ผมเลยได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า ปริมาณไม่ได้ช่วยอะไรเลย การทวีตบ่นโน่นนี่วันละ 4-5 ครั้ง อย่าง หิว, เบื่อ, ร้อนจังวันนี้ ก็ไม่ได้บ่งบอกความเป็นตัวตนที่เคยคิดไว้ของสต๊อปจีฟ

ผมเลยแก้ปัญหาด้วยการทำ "สมุดจดมุข" (จริงจังไปไม๊เนี่ย) คือบางทีคิดอะไรออกขำๆ ก็จดเก็บไว้ ทำเป็นรายการ แยกประเภท จัดระดับความฮา คือคิดมุขไว้เยอะมาก .. จากนั้นก็มานั่งคัดว่า อันไหนฮาจริง อันไหนแค่อมยิ้ม อันไหนแป๊ก

จากสถิติคือคิดได้ซัก 10 มุข จะโพสต์จริงแค่ 1-2 มุขเท่านั้น เพราะบางอันก็ต้องคนวงในจริงๆ ถึงจะเก็ต บางมุขก็แรงเกินไป แต่อย่างไรก็ดี วิธีนี้ก็ทำให้ได้มุขที่มีคุณภาพมากขึ้นเยอะกว่าแต่ก่อน และก็เริ่มกลายเป็น Daily Joke คือทวีตอย่างมาก วันละครั้งเท่านั้น

ซึ่งปรากฏว่าวิธีคิดนี้ประสบความสำเร็จมาก จากเดิมที่มีคน Retweet แค่ 2-4 ครั้ง ก็เริ่มเพิ่มเป็น 20-30 ครั้ง บางมุขฮาแสรดก็มีคน Retweet มากถึง 100+ ครั้ง ทั้งที่จำนวน Follower ไม่ได้มากมายอะไร

ผมจดมุขล่วงหน้าไว้ใน Google Mail ครับ ในนั้นจะมีหลายร้อยมุข
แต่ที่ใช้จริงๆ มีไม่กี่อัน เพราะคิดว่าไม่ขำครับ

มุขตามกระแส ต้องไว และเข้าบรรยากาศ

บางครั้งการเกิดกระแสฮ๊อตบนทวิตเตอร์ขึ้น แล้วเราเลือกปล่อยมุขที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นออกไป ก็สร้างมุมมองที่แตกต่างได้ และมีคนสนใจจำนวนมาก แต่มุขตามกระแสข้อเสียคือต้องคิดไว ทำไว เพราะถ้าเลยเวลาช่วงนั้นไปแล้ว มุขเหล่านี้ก็จะ out ไปตามกาลเวลา

ตัวอย่างมุขตามกระแส
  • นายไตรภูมิก็ใช้ iPhone 4 ครับ ผมเห็นกับตา [ 15 RT - กระแสละครรักไม่มีวันตาย ]
  • โฆษณา Magic Mouse ตัวใหม่จะให้แฮรี่ พอตเตอร์ถือเมาส์แทนไม้กายสิทธิ์ [ 27 RT - ช่วงหนังแฮรี่ภาคจบเข้า ]
  • เตรียมฟ้องโน้สอุดม ข้อหาเปิดร้านไอติมใช้ชื่อละเมิดลิขสิทธิ์แอปเปิล #iBerry [ 54 RT - ช่วงกระแสจองบัตรเดี่ยว 9 ]
  • iPhone 5, iPhone 6, iPhone 7 และ iPhone 8 เราจะยังคงใช้ระบบ 3G ไปก่อน เพื่อให้ทันใช้ได้ในบางประเทศ [ 20 RT - ช่วงระงับประมูล 3G ]
  • มันช่างเป็นภาพที่สวยงาม #Dtac3GExpo http://twitpic.com/6fa90u [ 400+ RT - ดราม่างาน Dtac 3G  Expo ]
  • ผมเข้าใจแล้ว !! ที่คนไทยอยากได้ไอโฟนลด 50% มากขนาดนี้ เพราะจะเอาเงินที่เหลือไปซื้อแอพแท้มาลงเครื่องแน่นอน [ 300+ RT ]
  • วันไอโฟฆระบูชา เป็นวันที่ทิมคุกขุจะแสดงคีโนระปาฏิโมก โดยมีสาวกมาเฝ้ารอดูอย่างพร้อมเพียงกันโดยมิได้นัดหมาย [ 500+ RT ]
  • ที่เราเก็บความลับ iPhone 5 เป็นอย่างดี ก็เพราะถ้าแม้กระทั่ง iPhone ตนเองยังปกป้องไว้ไม่ได้ แล้วประเทศนี้.. เอ๊ย บริษัทนี้จะปกป้องได้อย่างไร? [ 300+ RT กรณีนายกหญิงโดนแฮ็กทวีตเตอร์]

มุขเกรียน ใช้ได้ทุกเวลา แต่คิดยาก

มีมุขอีกประเภทหนึ่งที่ผมตั้งชื่อหมวดนี้ว่า "มุขเกรียน" คือเป็นมุขที่เล่นตอนไหนก็ได้ ไม่ขึ้นอยู่กับเวลา ซึ่งเป็นข้อดีทำให้มุขกลุ่มนี้เล่นช่วงที่ข่าวแอปเปิลซบเซา ไม่มีสินค้าอะไรใหม่ออกมาได้ แต่ข้อเสียคือคิดยากโคตร และโอกาสแป๊กมีสูงทีเดียว

ตัวอย่างมุขเกรียน
  • วิธีแก้ปัญหาเล่นเกมส์แล้ว iPhone ร้อนผิดปกติ ... ปิดเครื่อง [ 10 RT ]
  • abcdefghi™jklmnopqrstuvwxyz [ 3 RT แป๊ก ]
  • มื$อถือ_ของเรา:฿ไม่เคยมีปั!.ญหาเรื่อง#%สัญ¥•ญาณ เชื่}*อผม;€สิ [ 50 RT ]
  • iPhone 5 จะมีโลโก้เป็นรูปแอปเปิล [ 43 RT ]
  • วิธีแก้ปัญหา iPhone ตกน้ำ .. ซื้อใหม่ [ 150+ RT ]

Klout Score ของสต๊อป จีฟ

ตัวเลข True Reach อันนี้สถิติบอกไว้ว่า @StebeJobsThai สามารถสร้าง
highly engaged network ได้ ซึ่งก็น่าพอใจครับ

มุขเต็มแม๊ก ทวีตยาวๆ ป้องกันการ Unofficial Retweet

เป็นที่รู้กันว่าเซเล็บเมืองไทย ทั้่งดารา นักข่าว และเน็ตเซเล็บทั้งหลายไม่ชอบใช้ Official Retweet จะด้วยเหตุผลที่อยากโปรโมทตัวเอง หรือต้องการให้รู้นะว่าข้อความนี้มันมาจากฉันนะยะ !! 

ซึ่งทำให้เราวัดประสิทธิภาพของ Twitter เราได้ยากมาก เพราะนอกจากจะนับไม่ได้แล้วว่าข้อความนี้มีการ RT กี่ครั้ง มันยังทำให้เวลา Search ข้อมูล จะมีชื่อเซเล็บทั้งหลายติดมาตลอด

วิธีแก้คือการทวีตให้มันยาวๆ เต็มแม๊ก เอาแบบที่เมิงเอาไปย่อไม่ได้แน่นอน แล้วก็หัวเราะในใจ วะ ฮะ ฮ่า (โรคจิต -_-") ซึ่งก็ได้ผลดีเหมือนกันในแง่ที่ว่า บางทีแม้แต่เซเล็บที่ร้อยวันพันปีไม่เคย Official RT ก็กดตามกะเค้าบ้าง

ตัวอย่างมุขเต็มแม๊ก
  • (1) ถึงบอร์ดบริหารแอปเปิลและชุมชนชาวแอปเปิล, ผมเคยพูดไว้เสมอว่าเมื่อถึงวันที่ผมไม่สามารถทำหน้าที่ซีอีโอของแอปเปิลได้ตามที่ตัวเองคาดหวังแล้ว [ 16 RT ]
  • ลาออกแล้วว่าง ว่าจะไปเรียนแต่งหน้า นั่งสมาธิ ดำน้ำ ปลูกประการัง ทำอาหาร นวดสปา ปลูกป่า ดำนา แรลลี่ ตีกอล์ฟ ทัวธรรมมะ .. เเล้วก็เรียนร้องเพลง [ 300+ RT ]
  • เฟบาเระ เฟบาเระ เฟสบุ๊คของมาคซัก ซักไปซักมา ซักซักซัก ซักเคอเบิกมาซัก ซักจนกลมกล่อม ซักซักซัก วู้วว ฮาราคีรี ฮาราคีรี มาคซัก มาคซัก อรู๊ว [ 150+ RT มุขนี้ไม่รู้คิดอะไรอยู่ แต่อยากลองทวีตมั่วซั่ว ไม่มีความหมาย แต่อ่านแล้วมันฮาดี]
  • ฝ่ายกฏหมายอธิบายว่าเพราะ Apple ฟ้อง HP, HP ฟ้อง Oracle, Oracle ฟ้อง Google, Google ฟ้อง Microsoft, Microsoft ฟ้อง HTC, HTC เลยฟ้อง Apple #งง [ 99 RT ]
Your Opinions are wide-spread and highly trusted ... ตรงไหน (ฮา)


And One More Things ...

นอกจากทวิตเตอร์แล้ว สต๊อปจีฟ ก็ยังมีตัวตนใน Social Network อื่นๆ ด้วยนะครับ ดังรูป

Facebook แต่ไม่ค่อยได้ไปทำอะไร เพราะขี้เกียจครับ -_-"

Google+ อันนี้ไปเล่นบ่อยๆ ครับ

สรุป, อนาคต และสิ่งที่ได้จาก @SteveJobsThai

อย่างไรก็ดี เนื่องจาก @SteveJobsThai เป็นเหมือนตัวแทนบุคคล นั่นก็คือตัวสตีฟ จ๊อบส์เอง เพราะฉะนั้นในวันที่เจ้าตัวไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้ว จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมจะต้องทำ @SteveJobsThai ต่อ

เพราะฉะนั้น ผมจึงขอประกาศเลิกทำ @StebeJobsThai ไว้ตรงนี้ และจะไม่มีการทวีตอะไรอีกต่อไปครับ โดยได้เปลี่ยน Avartar ของทุกแอคเคาน์เป็นสีขาวดำ เพื่อเป็นการบอกว่าไม่มีการอัพเดตใดๆ อีกแล้วครับ

แต่หากใครจะนำไอเดียและประสบการณ์ตรงนี้ไปใช้ก็ทำต่อได้เลยครับ แต่ผมคิดว่าคงไม่แล้ว (และ @TimCookThai ไม่ใช่ผมครับ ถ้าอ่านจากวิธีทวีตก็จะรู้)






ผมไม่รู้ว่าสรุปแล้ว @SteveJobsThai ประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน รู้แต่เพียงว่า มันก็เป็นเพียงเรื่องสนุกๆ เรื่องนึงที่ผมใช้คลายเครียดยามว่าง และก็มีความสุขกับสิ่งที่ทำ ตลอด 1 ปี 3 เดือนที่ผ่านมา

ผมเคยตั้งเป้าไว้ว่าถ้ามีคน Follow ซัก 500 ก็ดีใจแล้ว มีคน RT ซัก 10 ครั้งก็ดีใจมากแล้ว เพราะงั้นที่ทำมาได้ถึงวันนี้ โดยส่วนตัวก็ต้องบอกว่าเกินที่ตัวเองคาดไว้เยอะมากๆ เลยครับ

บางทีการที่เรามีใครซักคนนึงเป็น "แรงบันดาลใจ" ก็ทำให้เรามีแรงที่จะลุกขึ้นมาทำเรื่องที่ไม่เคยคิดว่าจะทำมาก่อนได้ 

Stay hungry Stay foolish ครับ :)

@SteveJobsThai
First Tweet : 2 Jul 2010
Tweet : 587
Following : 2,038
Follower : 3,566

Update: ด้วยเหตุผลบางประการ ผมจึงตัดสินใจกลับมาทำ @SteveJobsThai ใหม่ สามารถอ่านเหตุผลนั้นได้ที่ -> เมื่อสตีฟ จ็อบส์เข้าฝัน


Related Link:


Wednesday, October 12, 2011

เรื่องควรรู้ก่อนอัพเดตเป็น iOS 5 คืนนี้



คืนนี้ตามกำหนดการณ์แล้วแอปเปิลจะเปิดให้ผู้ใช้ iPhone 3GS, iPhone 4, iPad, iPad 2 อัพเดต Firmware เป็น iOS 5 ได้

หลังจากที่ผมลองใช้ iOS 5 Beta มาตั้งแต่ยังด๋อยอยู่ มาจนเวอร์ชัน GM ก็มีเรื่องขอเตือนท่านๆ ผู้ใช้ iProduct ดังนี้
  • สมัคร Apple ID ไว้เสียเนิ่นๆ บางคนซื้อเครื่องมาจากร้านแล้วก็ไปลงแอพหรือเพลงที่ MBK นั่นจะทำให้คุณใช้บริการ iCloud ไม่ได้ และจะมีคำเตือนขึ้นมาเป็นระยะให้คุณสมัคร เพราะงั้นไปสมัครไว้เสียก่อนที่ me.com
  • Backup !! สำคัญมาก โดยเฉพาะรูปกับเบอร์โทรเพื่อนๆ เสียบเข้า iTunes แล้ว Backup ไว้ ผมเคยรูปหาย ชื่อใน Contact List หายมาแล้ว อย่าไว้ใจแอปเปิลมาก
  • เหลือเนื้อที่บนเครื่องไว้ซัก 1GB เพื่อกันเนื้อที่เต็มระหว่าง Update Firmware
  • ใคร Jailbreak เครื่องไว้ ก็ควรเจียมตัวนิดนึงว่าอย่าเพิ่ง

  • Photo Stream จะทำให้รูปที่คุณเคยถ่ายสาวๆ บนไอโฟน ไปโผล่บน iPhoto บนแมค หรือ iPad ที่แฟนคุณใช้อยู่ได้ เพื่อความปลอดภัยในชีวิต ควรตรวจดูรูปทั้งหมดให้ดีเสียก่อน (แอปเปิลจะดึง 1,000 รูปล่าสุดไปลง Photo Stream)
  • iCloud มีเนื้อที่ให้แค่ 5GB เพราะงั้นถ้าคุณลงแอพที่มี Save ข้อมูลไว้เยอะๆ เช่น USB Disk, VLC, iWork, iMovie ให้เซฟไปเก็บไว้เครื่องตัวเองก่อน และระวังอย่าไปกดซื้อเนื้อที่เพิ่ม ตามที่ iOS แจ้งเตือนเนื้อที่เต็ม (กดครั้งเดียวเสียตังค์ทันที)
  • ถ้าเครื่องคุณมีแอพที่ซื้อไว้จากหลาย apple id เช่นโปรแกรม 1 ซื้อโดยใช้ id A, โปรแกรม 2 ใช้ id B มันจะทำให้มีปัญหาในการแบ็กอัพข้อมูลลง iCloud เพราะแอปเปิลอนุญาตให้ back up ได้จาก apple id เดียวต่อเครื่อง
  • iTunes Match ใช้ได้เฉพาะในอเมริกา
  • Siri มีเฉพาะ iPhone 4S (บางคนไม่รู้นะเออ)
 

  • โดย Default ตัว Notification ของ Email, SMS, Whatsapp, Facebook, Twitter จะไปโผล่ในหน้า Lock Screen ข้อเสียคือมันจะโชว์ข้อความบางส่วนในเนื้อหาที่ส่งมาด้วย ถ้าคุณกลัวใครแอบมาอ่านข้อความนั้นๆ ก็จงตามไปปรับค่าซะที่ Setting -> Notification -> App -> Show Preview [On/Off]
  • iCloud Backup จะทำงานก็ต่อเมื่อคุณเสียบสายชาร์ตแบตเครื่องเอาไว้ เพราะงั้นอย่าโวยวายถ้ามันไม่ยอมแบ็คอัพให้
  • โปรแกรมส่วนใหญ่ถ้าใช้บน iOS 4 ได้ก็ใช้บน iOS 5 ได้ แต่ก็อย่าไว้วางใจมากนัก ควรอ่านตามเว็บหรือทวีตว่ามีใครบ่นอะไรรึเปล่า
  • สุดท้าย ระหว่างอัพเดต หลับตา ภาวนาถึงสตีฟ ที่ประทาน iOS นี้มาให้ก่อนจากไป ... เอเมน

Related Link :




Tuesday, October 11, 2011

ไปดูคอนเสิร์ต Raptor 2011



แร็พเตอร์ 2011 เป็นหนึ่งในคอนเสิร์ตที่หลายคนรอคอยโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่ฟังเพลงในยุค 90 ที่มีเพลงของ RS, Grammy, Kita เป็นความบันเทิงหลักของวัยรุ่นในสมัยนั้น

แร็พเตอร์ออกอัลบั้มแรกปี 2537 ตอนนั้นผมอยู่ ม.1 พอดี ซึ่งก็เหมือนกับวัยรุ่นทั่วไปที่ไปซื้อเทปตั้งแต่วันแรกที่ออกวางขาย

  • วัยรุ่นสมัยนั้นจะจำได้หมดว่าเพลง "คิดถึงเธอ" อยู่เพลงที่สองหน้า A อะไรแบบนั้น
  • คอยเปิดรายการทีวีดูมิวสิควิดีโอ
  • เนื้อเพลงก็ไม่ต้องห่วง จำกันได้ทั้งโรงเรียนทุกท่อนแม้แต่ท่อนแรพ
  • คืนวันอาทิตย์ 4 ทุ่มคือเวลาที่รอดูเทปบันทึกภาพคอนเสิร์ตแร็พเตอร์ทางช่อง 7
  • แล้วก็ไม่พลาดกดเครื่องอัดวิดีโอไว้ดูวันหลังด้วย (ต้องซื้อวิดีโอเปล่ายาวซัก 90 นาทีด้วยนะ)
  • จะตื่นเต้นเป็นพิเศษเวลารู้ว่าแร็พเตอร์จะมาแสดงคอนเสิร์ตที่ขอนแก่น


อันที่จริงยุคนั้นเราก็ไม่ได้ฟังนักร้องแค่บางคน แต่ฟังมันทุกคนทุกค่าย ตามประสาวัยรุ่นที่ไม่ต้องมาคอยเช็ค Facebook, twitter, BB แบบในสมัยนี้

คอนเสิร์ต Raptor 2011

จอนนี่กับหลุยส์แยกวงไป 10 กว่าปีแล้ว ตามความเข้าใจของผมคือจอนนี่ไม่อยากทำวงต่อแล้ว
แต่ทางค่ายยังอยากให้ทำไปเรื่อยๆ ก็เลยน่าจะเป็นนักร้องกลุ่มแรกที่ออกอัลบั้มเพื่อบอกแฟนๆ ว่านะแยกวง แถมมีคอนเสิร์ตที่แฟนๆ มาน้ำตาท่วมกันที่ MBK Hall อีกแหน่ะ

ตอนนี้ทั้งคู่ไม่ได้อยู่สังกัด RS แล้ว ก็เลยต้องขอบคุณ Cool 93 FM ที่เป็นหัวเรือใหญ่ในการจัดคอนเสิร์ตครั้งนี้ บัตรคอนเสิร์ตที่ถึงแม้จะมี 2 รอบแต่จองยากมากกกก และกลายเป็นบัตรคอนเสิร์ตที่คนหาซื้อต่อกันให้วุ่น



  • หน้างานคนเยอะมากกกกก
  • โปรเจ็คน่ารักๆ ของกลุ่มแฟนคลับ ทำป้ายกระดาษ "คิดถึงเธอ" มาแจกให้คนดู แล้วขอให้ชูพร้อมกันเมื่อเพลงคิดถึงเธอดังขึ้น
  • เริ่มคอนเสิร์ต ทุกคนก็กรี๊ดดดด กันอย่างบ้าคลั่งตั้งแต่ดับไฟทั่ว Paragon Hall
  • 95% ของคนที่มาดูคือวัยทำงานทั้งสิ้น ผมแทบไม่เห็นนักเรียนมัธยม หรือเด็กมหาลัยมาดูเลย จึงนับได้ว่าเป็นคอนเสิร์ตปล่อยแก่ของแท้ทั้งคนดูและนักร้องเอง
  • สมัยเด็กผมโคตรชอบจอนนี่เลย ชอบมากกว่าหลุยส์ซะอีก ตอนนี้ทั้งคู่ก็ดูดีไปอีกแบบ แต่หลุยส์ก็หล่อขึ้นมาก พูดเก่งขึ้นเยอะ


ภาพจาก Raptor 2011 Fanpage

  • เปิดตัวด้วยเพลง Super Hero อย่างอลังการ และเต้นต่อ 3 เพลงรวด
  • สิ่งที่น่าแปลกใจมากคือคอนเสิร์ตนี้มีงาน Production ที่สุดยอดเกินคาด แสงสีเสียง แด๊นเซอร์ VTR รวมไปถึงการเต้นอย่างพร้อมเพรียงกับเพลงเร็วกว่า 15 เพลง ถือว่าสุดยอด
  • เสียงทั้งคู่ไม่แหลมเหมือนที่เราเคยฟังในเทปอีกแล้ว แต่ก็เพราะไปอีกแบบ
  • แขกรับเชิญทั้งตุ๊กกี้ก็เรียกเสียงฮาได้มาก แถมตุ๊กกี้ยังขุดเพลงนักร้องหญิง RS มาให้เต้นกันอย่าง ถอนสายบัว ของนุ๊ก, ยูเอฟโอ ราฟฟี่, ชักกระดุ๊กชักกระดิ๊ก โมเม
  • ผมมองไปรอบข้างทุกคนก็เต้นท่าประจำของเพลงเหล่านี้ได้ครบถ้วน
  • ช่วงพูดคุยกับคนดูเป็นกันเองดี หลายมุขที่พยายามเล่นยังคงแป๊ก สมกับที่เป็นแร็พเตอร์จริงๆ ฮะๆ
  • การปรากฏตัวของลิฟท์กับออย ด้วยการใช้เครื่องดันให้กระโดดโผล่ออกมาจากใต้เวที ในภาพที่ทั้งสองคนใส่ชุดสีสันแสบตา มันช่างเหมือนกับภาพเดียวกันนี้เมื่อปี 2538 (ลิฟท์ออย ออกอัลบั้มหลังแร็พเตอร์ 1 ปี)
  • กางเกงออยฟิตมาก !!

  • เป็นการเลือกแขกรับเชิญที่เหมาะมาก ลิฟท์ออยเองก็ดูจะสนุกกับการได้มาขึ้นเวทีคอนเสิร์ตอีกครั้ง

  • ช่วงเพลงคิดถึงเธอ จอนนี่กับหลุยทำเซอร์ไพรส์แฟน ด้วยการมาโผล่ที่สแตนด์ด้านหลัง แล้วเดินทักทายแฟนๆ มาเรื่อยจนถึงหน้าเวที


  • ช่วงท้ายถึงจุดพีคเล่นเพลงเร็ว 4 เพลงรวด ทั้งร้องทั้งเต้นไม่หยุด จนจอนนี่เกือบเป็นลม คนอื่นวิ่งไปรวมกันหลังเวทีหมดแล้ว จอนนี่ยังเบลอเต้นอยู่ด้านหน้าคนเดียว (ฮา)
  • จบช่วงพีค ทั้งสองคนถึงกับขอเวลาหอบเป็นนาที (คนดูยังเหนื่อยเลย)
  • จบด้วยเพลงเกรงใจ ซึ่งเป็นเพลงที่ล่ะงงจริงๆ เลยว่าสมัยก่อนไม่ได้ดังอะไรมาก แต่กลับมาดังโคตรในยุคนี้
  • เอฟเฟ็คอลังการมาก นักร้องใส่เสื้อพลังแสงไฟแว๊บๆ ด้วย





จบคอนเสิร์ตไปแบบประทับใจ ต้องบอกจริงๆ ว่าคอนเสิร์ต Raptor 2011 เป็นคอนเสิร์ตที่สนุกที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา จอนนี่ หลุยส์ ทั้งสองคนใช้เวลาซ้อมคอนเสิร์ตนี้กว่า 2 เดือน งานแสงสี เอฟเฟ็ค แขกรับเชิญ ทุกอย่างเยี่ยมมากสมกับการรอคอย

ประโยคเด็ด

  • "ผมจำได้ว่า คอนเสิร์ตครั้งล่าสุดของเรานี่จัดที่ มาบุญครอง .." จอนนี่
    • "เอ๊ย !! เค้าเปลี่ยนชื่อเป็น MBK แล้ว !!" หลุยส์
  • "เราสองคนต้องขอขอบคุณเฮียฮ้อมากเลยนะครับ ที่ให้โอกาสพวกเราได้ออกเทป .." หลุยส์
  • "พี่เต้นท่าเกรงใจได้ แต่ตอนเต้นพี่ไม่เกรงใจนะ" ตุ๊กกี้
  • "เฮียฮ้อบอกผมครับว่า ออกเดี่ยวไปเลยหลุยส์ ดังแน่ !! ... เฮียครับ ถ้าเป็นวันนี้ผมขอไปเล่นละครดีกว่าครับ ฮะๆๆ ... ผมล้อเล่นนนน" หลุยส์
  • "นางเอก MV คนแรกของแร็พเตอร์ก็มาวันนี้ครับ คุณพลอย เฌอมาลย์"
  • "เรามาเป็นแขกรับเชิญคอนเสิร์ตแร็พเตอร์ เราก็ต้องร้องเพลงแร็พเตอร์" ลิฟท์
    • "หรือไม่ร้อง ... ก็ด๊ายยย" ออย
  • "อีก 10 ปีข้างหน้าเจอกันใหม่ครับ" จอนนี่ + หลุยส์





สมัยที่ผมยังเป็นวัยรุ่น ผู้ใหญ่หลายคนเคยบอกว่าเพลง RS ไม่มีความคลาสสิค เป็นความฉาบฉวยที่เอาใจวัยรุ่นก็เท่านั้น

แต่ผมว่า การที่เพลง เพลงนึงดังขึ้น แล้วมันมาพร้อมกับความทรงจำมากมายของคนที่ได้รับฟัง ไม่ใช่แค่ภาพนักร้อง แต่มันรวมไปถึงเรื่องราว

  • ตอนที่เราฟังเพลง "คิดถึงเธอ" ช่วงนั้นเราทำอะไรอยู่นะ ? 
  • เราเคยเต้นท่า "เกรงใจ" ตอนไหน ? 
  • เราซื้อเสื้อ Spider Man หรือชุดสีๆ มาใส่แล้วรู้สึกเท่ห์แค่ไหน ?


ผมคิดว่าเพลงของ RS ในยุค 90 ทั้งเพลงแร็พเตอร์, ลิฟท์ ออย, นุ๊ก สุธิดา, เต๋า สมชาย, เจมส์, โดม ฯลฯ มันคือความคลาสสิคสำหรับคนรุ่นผมครับ

คิดเอาไว้ว่าใช่ ต้องใช่แน่ๆ ....







Friday, October 07, 2011

สตีฟ จ็อบส์กับผม (Steve Jobs and I)



เช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2011 ผมทราบข่าวการเสียชีวิตของสตีฟ จ็อบส์จาก @CherryJaja ที่โทรมาปลุก ความรู้สึกแรกในตอนนั้นมันบอกไม่ถูก รู้สึกมึนๆ เบลอๆ แต่ก็ลุกขึ้นมากดดูจากโทรศัพท์ พอรู้ว่าเป็นเรื่องจริง ก็เปิดคอมฯ อ่านข่าวโน่นนี่ให้วุ่น


ก่อนหน้านี้ ผมรู้ว่าจ็อบส์กำลังจะตาย เพราะถึงแม้จ็อบส์จะต่อสู้กับโลกมะเร็งในตับ ซึ่งคนทั่วไปจะเสียชีวิตภายใน 3 ปี มีแค่ 25% เท่านั้นที่รอดมาได้ 5 ปี .. แต่จ็อบส์สู้กับโรคนี้มานานถึง 8 ปีแล้ว พอได้ข่าวว่าเขาประกาศลาออกจากการเป็น CEO มันก็พอจะทำใจไว้ล่วงหน้าบ้าง แต่ไม่ใช่ตอนนี้


พอรู้สึกตัวอีกที น้ำตาก็ไหลออกมา ...

ผมนั่งร้องไห้เป็นเด็กน้อยอยู่นานพอสมควร ความรู้สึกมันไม่เหมือนกับคนใกล้ตัวต้องมาจากไป แต่มันเหมือนกำลังสูญเสียสิ่งที่เคยยึดเหนี่ยว และเป็นแรงบรรดาลใจมาตลอด คล้ายกับวันที่รู้ว่าไมเคิล แจ็คสันจากโลกนี้ไปแล้ว

มันอาจจะดูโอเวอร์ บางคนอาจจะถามว่าเป็นเอามากนะเนี่ย .. ซึ่งก็เป็นเอามากจริงๆ นั่นแหล่ะ แต่ถ้าคุณได้รู้จักผม ก็จะรู้ได้ทันทีว่าเพราะอะไร



ครั้งแรกกับแมค

คนรอบข้างผมจะรู้ว่า ผมมีสิ่งที่ชอบอยู่ไม่กี่อย่างในชีวิต และถ้าชอบก็จะชอบมากถึงขั้นเอามาเป็นส่วนนึงของชีวิต ซึ่งสตีฟ จ็อบส์และแอปเปิลก็เป็นหนึ่งในนั้น

ไม่น่าเชื่อว่า ครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้จับเครื่องคอมพิวเตอร์ คือเครื่องแมคอินทอช ตอนนั้นผมเรียนอยู่ป. 5 อายุแค่ 11 ขวบ วันนั้นผมไปนอนบ้านเพื่อนของพ่อ แล้วก็เปิดเกมส์บนคอมพิวเตอร์ให้ผมเล่น

ถึงแม้หลังจากนั้นผมจะไม่ได้ใช้แมคเพราะด้วยราคาที่สูงมาก แต่พ่อของผมก็ซื้อพีซีมาที่บ้านเครื่องหนึ่ง ซึ่งมันก็เป็นแรงบรรดาลใจทางด้านไอทีมาจนถึงวันนี้



บ้าแอปเปิล

ผมรู้สึกตัวมาตลอดว่าผมชื่นชอบผลิตภัณฑ์ของแอปเปิล เพียงแต่ไม่มีเงินพอที่จะซื้อ ผมติดตามข่าวสารของบริษัทนี้ ผ่านทางนิตยสาร และอินเทอร์เน็ต จนค่อยๆ รู้จักกับประวัติของสตีฟ จ็อบส์มากขึ้นทีละนิดๆ

สินค้าของแอปเปิลชิ้นแรกที่ผมซื้อคือ iPod Mini สีฟ้า ซื้อเมื่อปี 2005 และมันก็ไม่เคยทำให้ผมผิดหวังเลย ครั้งแรกที่ผมหมุน Click Wheel เพื่อใช้งานมัน ผมถึงกับเผลอตะโกนออกมาว่า "สุดยอดดดดด"

หลังจากนั้นสินค้าแอปเปิลก็เริ่มเต็มบ้าน ไล่ตั้งแต่

  • iPhone Original (2007)
  • iPod Shuffle 3rd Generation (2007)
  • Macbook Air 1st  Generation (2008)
  • iPad 1st Generation (2010)
  • Apple TV 2nd Generation (2010)
  • iPhone 4 (2010)

ไม่รวมอุปกรณ์เสริมพวกเม๊าส์ รีโมท หูฟัง ฯลฯ

ผมซื้อหนังสือไทยทุกเล่มที่เป็นเรื่องของสตีฟ จ็อบส์ รวมทั้งภาษาอังกฤษด้วยเท่าที่จะหาได้ เวลาว่างก็จะหยิบมันขึ้นมาอ่านอยู่เสมอๆ

งานอดิเรกของผม คือการดู Stevenote (การพูด Keynote ของสตีฟ จ็อบส์) ผมมีวิดีโอที่เขาพูด Keynote ทุกอันเท่าที่จะหาได้ วิดีโอให้สัมภาษณ์ ออกรายการโน่นนี่ เวลานั่งรถไปทำงานหรือกลับบ้าน ช่วงว่างก็จะหยิบมันขึ้นมาดูอยู่เสมอๆ จนภาพที่ผมใส่หูฟังสีขาว กลายเป็นภาพจำของใครหลายคน

บางครั้งก็รู้สึกอินมาก บางทีก็ขำไปกับมุขที่จ็อบส์เล่นบนเวที ทั้งที่ฟังมาเป็นสิบๆ รอบแล้ว

Stevenote ที่ดูบ่อยที่สุดคืองาน Macworld 2007 และคิดว่าเป็นการพูดที่ดีที่สุดเท่าที่จ็อบส์เคยทำมา (จ็อบส์เคยให้สัมภาษณ์ว่า งานเปิดตัวไอโฟนรุ่นแรกในวันนั้น คือการเปิดตัวสินค้าที่สำคัญที่สุดของบริษัทแอปเปิล)










iKhajochi

เรื่องตลกอีกอย่างคือ ทุกคนจะรู้ว่าผมบ้าแอปเปิลและสตีฟ จ็อบส์มาก จนเวลาที่ผมซื้ออะไรมาใหม่ ก็จะมีคนเดินเข้ามาแล้วบอกให้ช่วยโชว์ให้ดูหน่อยซิว่ามันดียังไง ซึ่งส่วนใหญ่พอผมเดโมให้ดูซัก 5-6 นาที สิ้นเสียง "โอ้ววว", "ว้าววว", "เจ๋งโคตรรรร" ก็จะถามราคา แล้วภายหลังคนรอบข้างผมก็เป็นสาวกแอปเปิลตามกันไปหมด

จากที่รอบตัวไม่มีใครใช้สินค้าแอปเปิลเลย ทุกวันนี้ผม Facetime คุยกับพ่อและพี่ชาย, เพื่อนๆ ผมใช้ Macbook Pro กันแทบทุกคน, เพื่อนๆ ในทีมใช้ iPhone กันหมด

จนเพื่อนๆ ที่ออฟฟิศหลายคนแซวว่า โต๊ะทำงานของผมเป็น Apple Store สาขาย่อย และอย่าได้เดินแวะเข้าไปเด็ดขาด ไม่งั้นจะโดนเวทมนต์เสกให้กลายเป็นสาวกไปอีกคน





iStore

ถึงผมจะไม่ค่อยชอบร้าน iStudio ที่เมืองไทยเท่าไหร่ แต่ก็จะแวะไปทุกครั้งที่ไปเดินห้าง แค่ไปแตะโน่นนี่ ก็มีความสุขอย่างประหลาด

Apple Store สาขาแรกที่เคยไปมาคือที่ญี่ปุ่น คือพอรู้ว่าจะได้ไปเที่ยวญี่ปุ่น สิ่งแรกที่ทำเลยคือเสิร์ชหาว่ามีร้าน Apple Store อยู่ตรงไหนบ้าง พอไปถึงก็ตรงดิ่งเข้าไปที่ร้านนี้เป็นเป้าหมายแรกทันที ทั้งที่จริงๆ แล้วบรรยากาศก็ไม่ได้ต่างอะไรมากไปกว่าร้าน iStudio ที่เมืองไทย

ผมพอจะรู้ว่าจ็อบส์เป็นคนออกแบบบันไดแก้วที่วนเป็นวงกลม สัญลักษณ์อย่างนึงของ Apple Store ปรากฏว่าผมไปเดินขึ้นๆ ลงๆ บันไดในร้าน ลูบๆ คลำๆ จนพนักงานในร้านมองด้วยสายตาแปลกๆ

ผมแค่อยากรู้ว่าสิ่งที่จ็อบส์ออกแบบ มันหน้าตาเป็นยังไง ก็เท่านั้น (ก็บ้านเราไม่มีนี่นา)

อีกสาขาที่เคยไปคือ Regent Street ที่ลอนดอน ตอนนั้นขึ้นชื่อว่าเป็น Apple Store สาขาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งแน่นอนว่ามันคือเป้าหมายแรกของการไปเที่ยวลอนดอนในครั้งนั้น

ผมไปเดินเล่น เข้าๆ ออกๆ ร้านอยู่หลายรอบ ถ่ายรูปเหมือนเป็นสถานที่ท่องเที่ยว จนพนักงานต้องมาเตือนบอกว่าห้ามถ่ายรูปในร้านนะ (แต่ก็ถ่ายไปเยอะแล้ว) ถึงขนาดเดินเล่นรอแถวนั้นรอให้ถึงเวลากลางคืน เพื่อแค่อยากจะถ่ายรูป Apple Store ตอนกลางคืนว่ามันหน้าตาเป็นยังไง










คำพูดของจ็อบส์

หลายคนชอบบอกว่าสตีฟ จ็อบส์เป็นศาสดา และคำพูดของเขาเป็นเหมือนคำสอนในศาสนาแอปเปิล เพื่อให้เหล่าสาวกนำมาบูชากัน

ซึ่งผมจะบอกว่ามันไม่ใช่ ... มันเป็นมากกว่านั้นอีก

สำหรับผม คำพูดหลายต่อหลายอย่างของจ็อบส์เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ เป็นแรงบรรดาลใจ บางทีถึงขนาดเป็นแนวทางการใช้ชีวิต

ผมเป็นโปรแกรมเมอร์ที่บ้าดีไซน์มาก จนแทบจะไม่สนใจว่ามันจะมีบั๊กแค่ไหน แม้แต่การเขียนโค้ด มันก็ต้องเป็นโค้ดที่ดูสวยงาม มีคอมเม้นต์ที่ดูดี ถูกต้อง เหมือนที่จ็อบส์บอกเสมอว่าทุกอย่างจะต้องสวยงาม เยี่ยมยอดทั้งจากภายนอก และภายใน

ผมเป็นคนที่บ้าทำพรีเซ็นต์มาก และใส่ใจกับทุกรายละเอียด เหมือนที่จ็อบส์ใส่ใจในพรีเซนต์ของเขา และซ้อมอย่างบ้าคลั่ง เพื่อให้สุดท้ายการนำเสนองานออกมาดูดี น่าสนใจ

ครั้งนึงผมเคยผิดหวัง กับเรื่องหน้าที่การงาน ซึ่งมันหนักมากถึงขนาดไม่ต้องการจะทำงานในอาชีพนี้อีกต่อไปแล้ว ผมเข้าไปร้องไห้ในห้องน้ำ เก็บกระเป๋ากลับบ้าน นอนมองท้องฟ้าเหมือนไม่รู้จะทำอะไรต่อไป เป็นอย่างนี้อยู่เกือบอาทิตย์

แต่ประโยค "Stay hungry stay foolish" ของจ๊อบ เหมือนมันจะดังก้องอยู่ในหู .. จริงๆ ผมไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของมันหรอก แต่แค่ได้ยิน มันก็รู้สึกว่า นี่เราจะมาเสียเวลาไปกับเรื่องพวกนี้ทำไมกันนะ ? แล้วหลังจากนั้นมา ผมก็ใช้เวลาทุกนาทีให้คุ้มค่า อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน





ถึงสตีฟ จ็อบส์,

ครั้งนึงผมเคยคิดว่า ถ้าวันนึงสตีฟ จ็อบส์จากโลกนี้ไปแล้ว ผมจะเขียนอะไรถึงเขาบ้างดีนะ ไม่นึกว่าวันนั้นจะมาถึงในเวลาที่เร็วขนาดนี้

ผมรู้สึกเสียใจอย่างที่สุด ที่จะไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้รับรู้ในสิ่งที่คุณกำลังจะทำต่อไป ... อีกแล้ว

สำหรับผม คุณเป็นไอดอล เป็นแรงบันดาลใจ เป็นหลายสิ่งหลายอย่าง เกินกว่าที่จะบอกให้คุณเข้าใจได้

ขอบคุณในทุกสิ่งที่คุณได้ทำมา คุณได้ทำมันสำเร็จแล้ว

และคุณจะยังอยู่ในใจตลอดไป

ปล. ผมส่งที่เขียนทั้งหมดหาคุณทางอีเมล์เป็นภาษาอังกฤษ แต่ผมคิดว่าไม่ว่าจะอยากบอกคุณยังไง แค่หลับตา และคิดมันออกมาดังๆ ก็น่าจะเพียงพอ .. ผมเชื่อว่าคุณกำลังฟังผมอยู่

เอ็ม