Wednesday, February 29, 2012

รวมภาพการ์ดเชิญงานเปิดตัวสินค้าของแอปเปิล ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน




ความสนุกอย่างหนึ่งในการติดตามข่าวของแอปเปิล คือด้วยความที่บริษัทโรคจิตนี้ชอบเก็บความลับอย่างยิ่งยวด เก็บมิดซะจนแฟนๆ หลายคนเริ่มหมั่นไส้ว่าจะลับไปไหนครับพี่ครับ

และเมื่อถึงเวลาอันสมควรที่จะเปิดตัวสินค้าใหม่ซะที แอปเปิลก็จะออกบัตรเชิญนักข่าว สื่อมวลชล และสาวกทั้งหลายมาร่วมชาบูๆ กัน

แต่ขึ้นชื่อว่าแอปเปิลแล้ว จะออกบัตรเชิญเป็นอีเมล์ที่มีแต่ตัวอักษรล้วนก็ไม่ด๊ายยย มันผิดกฏหมาย ไม่เดิ้ล มันต้องมีอะไรที่ไม่ธรรมดาซะหน่อย ซึ่งปกติผมจะเซฟรูปการ์ดเชิญพวกนี้เก็บไว้ทุกปีๆ พอถึงเวลาเอากลับมาดู บางทีก็ทึ่งในความเก๋ไก๋ของการ์ดเชิญ และความหมายที่มันซ่อนอยู่ภายใน

ว่าแล้วเราไปย้อนอดีตดูการ์ดเชิญงานเปิดตัวสินค้าของแอปเปิลกันดีกว่า


iPod รุ่นแรก - 23 October 2001

การ์ดเชิญยุคแรกๆ ไม่มีอะไรเลย นอกจากจะใส่ข้อความข้างล่างที่ใบ้ให้ว่า "นี่ไม่ใช่งานเปิดตัวแมค"

เล่นเอานักข่าวงงกันเป็นแถว สร้างกระแสบอกต่อ และข่าวลือมากมาย สุดท้ายก็ไม่ใช่แมคจริงๆ แต่เป็นการเปิดตัว iPod รุ่นแรก ทำให้การ์ดใบนี้เป็นเหมือนตำนาน ที่เป็นตัวจุดกระแสในการสร้างข่าวลือ จากการส่งการ์ดเชิญแค่ใบเดียวก็ทำให้เกิดพื้นที่ข่าวในสื่อได้มากมาย และกลายเป็นกลยุทธที่แอปเปิลใช้มาตลอดในยุคหลังจากนั้น




Mac OS X Panther - 23 June 2003

ไม่มีอะไรมากมายสำหรับงานนี้ แต่ที่ชอบคือการ์ดเชิญใบนี้จะถูกส่งตรงมาจากอีเมล์ของสตีฟ จ็อบส์ และในเนื้อหาก็ลงท้ายชื่อผู้ส่งว่า "Steve"




Mac OS X Tiger -  6 June 2005

ไม่ใช่การ์ดเชิญ แต่เป็นป้ายแบนเนอร์ในงานที่ชอบมาก เพราะเขียนกัดไมโครซอฟท์แบบชัดเจนว่า "Redmond, start your photocopiers." ซึ่งภายหลังก็เหมือนทีมงานที่เรดมอนด์จะเอามาถ่ายจริง (ฮา)




iPod Nano - 7 September 2005

เป็นหนึ่งในการ์ดเชิญรุ่นที่ชอบที่สุด เพราะก่อนหน้างานนี้ทุกคนก็เข้าใจว่าแอปเปิลก็คงเปิดตัว iPod รุ่นใหม่แค่นั้น แต่พอถึงเวลากลับเป็น iPod Nano ที่มีขนาดเล็กมากเป็นพิเศษ รวมทั้งภาพและข้อความกำกับภาพ สื่อถึงสโลแกนเดิมของ iPod คือ "1000 เพลงในกระเป๋าของคุณ"

ความเจ๋งอีกอย่างของการ์ดเชิญใบนี้คือ เมื่อถึงเวลางานตอนจ็อบส์เปิดตัว iPod Nano จ็อบส์ให้กล้องส่องมาที่กางเกงของเขา และหยิบ iPod Nano ออกมาจากกระเป๋าใส่เหรียญ ซึ่งตรงเป๊ะกับรูปในการ์ดเชิญเลย (ลึกซึ้งมาก)




iPod Video - 12 October 2005

เป็นครั้งแรกๆ ที่เปิดตัว iPod ในโรงละครเวที ซึ่งใช้ฉากสีแดง พร้อมจะเปิดม่าน สื่อถึงสินค้าที่กำลังจะเปิดตัว ว่ามันเล่นวิดีโอได้ ซึ่งก็คือ iPod Video นี่เอง




iPod Hi-fi - 28 February 2006

หนึ่งในการ์ดเชิญที่ออกแบบได้ห่วยที่สุด คือไม่มีอะไรเลย และภายในงานมันก็ไม่มีอะไรเลยจริงๆ นอกจาก iPod Hi-fi ลำโพงรุ่นแรกรุ่นเดียวและน่าจะเป็นรุ่นสุดท้ายที่แอปเปิลทำขายเอง เพราะเจ๊งสนิท







Apple TV - 12 September 2006

การ์ดเชิญที่เรียบง่ายมาก แต่เข้าใจได้ไม่ยากกว่าเกี่ยวข้องกับภาพยนต์ ซึ่งงานนี้ก็เปิดตัว Apple TV (ชื่อเดิม iTV) จริงๆ





iPhone - 9 January 2007

สตีฟจ็อบส์เคยบอกไว้ว่างาน Macworld 2007 คืองานเปิดตัวสินค้าที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของแอปเปิล ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง เพราะแอปเปิลทำการเปิดตัว iPhone รุ่นแรก ซึ่งเปลี่ยนแปลงแนวทางของโทรศัพท์ทั่วโลกไปเลย

อีกทั้งยังเปลี่ยนชื่อบริษัทจาก Apple Computer Inc. เป็น Apple Inc. เพื่อสะท้อนว่าตอนนี้บริษัทไม่ได้ขายแค่คอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว ปัจจุบันรายได้เกินครึ่งของทั้งบริษัทแอปเปิลมาจากไอโฟน

รูปการ์ดเชิญใบนี้เป็นโลโก้แอปเปิล ที่มีแสงส่องออกมาจากข้างหลัง เหมือนว่าจะมีอะไรบางอย่างที่พิเศษมากกำลังออกมา (สังเกตุที่มุมซ้ายบนของโลโก้แอปเปิล) รวมทั้งข้อความข้างบน ก็กินขาดในเรื่องของความสำคัญในงานนี้




iPod Touch - 5 September 2007

เห็นรูปก็รู้ว่ามันคืองาน iPod แน่นอน แต่ที่ไม่ธรรมดาคือรูป Cover Flow ที่มีแสงเงาสะท้อน สรุปแล้วคือการเปิดตัว iPod รุ่นแรกที่เป็นจอสัมผัสหรือ iPod Touch ซึ่งปัจจุบันกลายเป็น iPod รุ่นที่ขายดีที่สุดไปแล้ว





Macbook Air - 15 January 2008

เป็นอีกครั้งที่ประโยคสั้นๆ เพียงประโยคเดียวสร้างความฮือฮาเป็นอันมาก "There's something in the air" ที่สุดท้ายคือการเปิดตัว Macbook Air โน๊ตบุ้คที่บางที่สุดในโลก ที่จ็อบส์ดึงมันออกมาจากซองเอกสาร

นอกจากนี้แอปเปิลยังใส่ลูกเล่นลงไปในตัวอักษรที่ทำบางเป็นพิเศษ จากที่สมัยก่อนมักใช้ตัวอักษรขนาดปกติหรือหนาไปเลย ธีมของการ์ดเชิญก็เป็นสีดำ ซึ่ง Macbook Air เป็นสินค้าตัวแรกของแอปเปิลที่ทั้งหน้าเว็บและกล่องใส่เป็นสีดำล้วน (ปกติจะเป็นสีขาว)

เป็นอีกครั้งที่แสดงให้เห็นว่าทีม PR ของแอปเปิลนี่เทพระดับโลกแค่ไหน





Macbook Pro Unibody - 26 February 2008

งานนี้ชัดเจนว่าออก Macbook รุ่นใหม่แน่นอน แต่ที่คาดไม่ถึงคือการนำเอาเทคโนโลยี Unibody ที่ใช้ในการสร้าง Macbook Air มาใช้ทำ Macbook Pro ด้วย

ภาพแสงที่ส่องลงมา เหมือนแสงสปอร์ตไลท์ที่คราวนี้ทุกคนจะต้องมาจับตามองที่ Macbook Pro บ้างแล้วล่ะ ซึ่งหลังจากนั้น Macbook Pro รุ่นนี้ก็ขายดีมากจริงๆ




iPod (Update) - 9 September 2008

งานอัพเดต iPod ที่ไม่มีอะไรมากไปกว่าการ์ดมันดูสวยดี







iOS Event

เป็นงานพิเศษที่ชัดเจนไปเลยว่าจะเปิดตัว iOS รุ่นใหม่ ซึ่ง iOS 2 เน้นไปที่คำว่า "SDK" คือบอกว่าตรูลงโปรแกรมอื่นได้แล้วนะ งาน iOS 3 และ iOS 4 ในการ์ดก็ไม่ได้มีอะไรชัดเจนมากมาย

ส่วน iOS 5 เปิดตัวในงาน WWDC ปี 2011 ครับ


WWDC 2007, 2009, 2010

WWDC มักไม่มีอะไรชัดเจน แต่ภาพบัตรเชิญก็สวยไม่เสื่อมคลาย




iPod (Update) - 9 September 2009

งานเลขสวย 09-09-09 นี้ไม่มีอะไรนอกจากเปิดตัว iPod รุ่นอัพเดต (อีกแล้ว) ซึ่งก็อย่างที่การ์ดใบนี้บอกเลย ว่าถึงมันจะมีแค่ Rock and Roll เก่าแก่ แต่เราก็ยังชอบมันอยู่ดี (ก็ซื้ออยู่ดี)





iPad - 12 March 2010

สีสันอันสวยงาม โลโก้แอปเปิลตรงกลาง พร้อมประโยคที่ว่า "Come see our latest creation."

เป็นบัตรเชิญที่สร้างความปวดหัวให้กับทุกคนมากที่สุด เพราะทุกคนที่เห็นก็จะยกมือขึ้นเกาหัวแล้วบ่นว่า "อะไรของมันวะ(ครับ) ??" เมื่องานเปิดตัวไปว่าเป็น iPad แล้วพอกลับมาดูที่การ์ดเชิญอีกรอบ ก็ได้บ่นกันอีกทีว่า

"แล้วมันเกี่ยวอะไรกันวะ(ครัีบ) ??"





iPod iPod iPod - 1 September 2010

เห็นการ์ดแล้วกรี๊ดดดด ด้วยความสวย และเท่ห์มาก ถ้ามีกีตาร์จะซื้อลายแบบนี้เลย ฮะๆ
งานนี้ก็ไม่มีอะไร อัพเดต iPod ก่อนช่วงขายดีท้ายปี เช่นเคย




Mac OS X Lion - 20 October 2010

ชัดเจนว่าเปิดตัว OS X รุ่นใหม่ ชอบโลโก้แอปเปิลที่แอบแง้มให้เห็นเสือตัวต่อไปที่กำลังจะมา ผมว่ามันสวยคลาสสิคดีนะ






iPad 2 -  2 March 2011

หลังจากทำชาวโลกงงกับการ์ดเชิญ iPad รุ่นแรกไปแล้ว มางานนี้ไม่ต้องกั๊กอะไรกันอีกต่อไป ฮาร์ดเซลล์กันไปเลยว่านี่คืองาน iPad แน่นอน แต่ที่เก๋คือวันที่เปิดตัวเป็นวันที่ 2 ซึ่งตรงกับรุ่นพอดี (ไม่รู้เป็นความตั้งใจรึเปล่า)




iCloud - 6 June 2011

ไม่มีอะไรมาก แค่อยากเอามาย้ำเตือนตัวเองเล่นๆ เฉยๆ T_____________T
(ใครไม่เก็ต โปรดดู -> Youtube)






iPhone 4S - 4 October 2011

เป็นการ์ดเชิญที่ชัดเจนในความเรียบง่ายมาก ไล่จากซ้ายไปขวา คือขอเชิญมาวันที่ 4, เวลา 10.00 น., ที่สำนักงานแอปเปิล, และนี่คืองานเปิดตัวไอโฟน

น่าเศร้าที่หลังจากวันนั้นเพียงหนึ่งวัน สตีฟจ็อบส์ก็เสียชีวิตลง T___T




iPad 3 ?? - 7 March 2012

จากรูปค่อนข้างชัดเจนว่า iPad มาแน่ แต่มันจะมีอะไรมากกว่านั้นรึเปล่า ?
ต้องคอยติดตามกันต่อไป

---------------------------------------------------------------

ส่วนตัวผมชอบการ์ดเชิญงาน iPod Nano เมื่อปี 2005 กับงาน Macbook Air ปี 2008 มากที่สุด เพราะมันได้ทั้งความสวยงามและความหมายที่จะสื่อ

แล้วคุณล่ะ ชอบการ์ดใบไหน ?

Monday, February 27, 2012

แอปเปิลเตรียมลุยตลาดการศึกษาไทย เปิดรับสมัคร Education Manager 3 ตำแหน่ง


ถึงแม้จะไม่ได้เป็นข่าวกับโครงการแท็บเล็ตเพื่อการศึกษาของรัฐบาลมากนัก แต่ล่าสุดแอปเปิลประเทศไทย เปิดรับสมัครงานในตำแหน่งเพื่อการศึกษา (Education Manager) พร้อมกันทีเดียวถึง 3 ตำแหน่ง ทั้งที่ ปกติแล้วแอปเปิลประเทศไทยจะรับสมัครงานในตำแหน่งที่เกี่ยวกับการขายสินค้าเป็นหลัก

โดยตำแหน่งงานล่าสุดที่แอปเปิลประเทศไทยประกาศรับคือ
  • Education Solution Manager, Thailand
  • Education Content Manager, Thailand
  • Education Development Manager
เมื่อเข้าไปอ่านในเนื้องานที่ต้องทำของทั้ง 3 ตำแหน่งนี้ นอกจากจะต้องดูแลลูกค้าในสถานศึกษาแล้ว ยังจะต้องทำงานเกี่ยวข้องกับทีม iBookstore, App Store และ iTunes Store อีกด้วย โดยควรจะต้องมีประสบการณ์ในแวดวงการศึกษาระดับ K-12 (เทียบได้กับระดับมัธยมปลายในไทย) 

จุดสังเกตุอีกอย่างหนึ่ง คือตำแหน่งงานที่เปิดรับนี้ ประกาศหลังจากที่แอปเปิลจัดงาน Education Event ในนิวยอร์กเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น

ถึงแม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นตลาดที่ทำรายได้ในการขายสินค้ามากมายนักเมื่อเทียบกับฮ่องกง, จีน หรือสิงคโปร์ แต่เชื่อว่าเมื่อดูมูลค่าของตลาดการศึกษาเมืองไทยก็คงไม่แพ้ที่ไหนเหมือนกันครับ

ที่มา - Apple Jobs, Apple Education





Wednesday, February 22, 2012

เมื่อสตีฟ จ็อบส์เข้าฝัน



ช่วงที่อยู่ระหว่างการรอคำตอบจากทีมงานเรื่องที่ว่าจะได้เข้ารอบ 5 คนสุดท้ายในการแข่งแฟนพันธุ์แท้สตีฟ จ็อบส์รึเปล่านั้น ผมก็อ่านหนังสือและศึกษาข้อมูลไปด้วย แต่ด้วยความที่เป็นเรื่องที่ตัวเองชอบอยู่แล้ว ก็เลยจริงจังมากไปหน่อย

ผมอ่านหนังสือเช้าจรดเย็น ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ระหว่างเดินทางไปทำงานก็นั่งดู Keynote กลับถึงบ้านไม่ทำอะไรนั่งเปิดเว็บเก็บข้อมูล จดนั่นโน่นนี่ หักโหมหนักจนนอนตี 4 ทุกคืน เรียกได้ว่าอาทิตย์นั้นผมอยู่แต่กับเรื่องของจ็อบส์ตั้งแต่ลืมตายันหลับตานอน

จนในที่สุดก็ลามไปถึงในฝัน ...

ใช่ครับ .. สตีฟ จ็อบส์มาเข้าฝัน (กรี๊ดดดดด) ><



ในฝันเป็นยังไงบ้าง .. คือผมจำได้รางๆ นะ ผมเห็นภาพสตีฟ จ็อบส์ในเวอร์ชันที่แก่แล้ว ใส่แว่น หน้าตาเหมือนกับในหน้าปกหนังสือ แต่เป็นภาพสีไม่ใช่ขาวดำ

ในฝันเราไม่ได้คุยอะไรกัน คือผมกำลังเดินไปที่ไหนซักแห่งนึงอยู่ เป็นถนนสีขาว ยาวไปแบบไม่รู้จบ แล้วก็เห็นจ็อบส์แกลอยมา แล้วก็ลอยไป จะว่าคล้ายๆ ผีหลอกก็ได้นะ ผมก็เดินไปเรื่อยๆ ปรากฏว่าช่วงท้ายเหมือนมีผีจ็อบส์โผล่ออกมาหลายตัว เยอะขึ้นเรื่อยๆ บินว่อนบนล่างซ้ายขวาเลย ไอ้ผมก็กลัว ก็พยายามวิ่งหนีสุดชีวิต

สุดท้ายผมก็ตื่นขึ้นมา เหงื่อแตกพลั่กๆ นาทีที่ลืมตา ก็เห็นหนังสือจ็อบส์เล่มหนาวางอยู่ข้างเตียง (ผมอ่านทุกคืนก่อนนอน) ก็มีอาการตกอกตกใจเล็กน้อย เพราะหน้าปกพี่แกจ้องเขม็งซะขนาดนั้น

คือปกติแล้วผมเป็นคนไม่เชื่อเรื่องหมอดู หรือเรื่องบนบานศาลกล่าวอะไรนะ แต่ไม่รู้เพราะอะไรเหมือนกัน ผมหยิบหนังสือจ็อบส์มาวาง แล้วก็พนมมือไหว้ พูดในใจว่า

"อย่ามาหลอกหลอนกันเลยนะจ็อบส์ ... ถ้าลูกช้างผ่านเข้ารอบ 5 คนสุดท้ายได้ จะกลับมาทำสต็อปจีฟแก้บนละกันนะ" (-_____-")

note: จริงๆ แล้วผมโคตรอายเลยนะที่จะเขียนเรื่องนี้



....

..

ข้อความที่เคยประกาศไว้ว่าจะเลิกทำ


แล้วก็อย่างที่ทุกคนเห็นว่าผมโชคดีผ่านเข้ารอบจนได้ และก็ได้ทวีตข้อความบน @SteveJobsThai จำนวน 2 ข้อความในวันที่เทปออกอากาศ

อาจจะว่าผิดคำพูดที่ตัวเองเคยประกาศไว้ว่าจะเลิกทำสต็อปจีฟก็ได้ครับ (อ่าน: ผมคือสต็อปจีฟ) แต่ผมก็ต้องขอยอมผิดคำพูดตัวเอง และประกาศว่าจะทำ @SteveJobsThai ต่อไปเรื่อยๆ ทั้งที่ก็รู้ว่าคนคงไม่ฮากันแล้วล่ะ เพราะรู้แล้วว่าคนทำคือใคร แต่ก็อย่าไปคิดอะไรเลยครับ ถือซะว่าผมแก้บนละกัน (>__<")

แต่ลึกๆ แล้วผมก็ยังรู้สึกอยู่นะครับ ว่าสตีฟจ็อบส์ไม่ได้ตายจากไปไหนซะหน่อย ก็ยังคงวนเวียนอยู่แถวๆ นี้แหล่ะ ...

Steve Jobs Never Die

"สีคราม" คือคำถามข้อที่ผมตอบผิดแต่ไม่ได้ออกอากาศ
ถามว่า สีของโลโก้แอปเปิลปี 1977 มีกี่สี อะไรบ้าง ให้ไล่จากบนลงล่าง
ผมไล่ได้ถูกยกเว้นสีสุดท้าย ผมตอบว่า "สีน้ำเงิน" ซึ่งเฉลยคือ "สีคราม"

Steve Jobs Never Die


Sunday, February 19, 2012

สัมภาษณ์คุณสุนาถสุดยอดแฟนพันธุ์แท้สตีฟ จ็อบส์



รู้ผลกันไปแล้วนะครับ สำหรับการแข่งขันแฟนพันธุ์แท้สตีฟ จ็อบส์ ซึ่งออกอากาศไปเมื่อคืนวันศุกร์ที่ 17 ก.พ.นี้ และผู้ที่ได้ตำแหน่งสุดยอดแฟนพันธุ์แท้ ก็คือคุณสุนาถ หรือน้องแมค เจ้าของธุรกิจหนุ่ม ที่รักและใช้งานอุปกรณ์ของแอปเปิลมานาน

บทสัมภาษณ์นี้เกิดมาจากที่ช่วงระหว่างรอรายการออกอากาศ พวกผมซึ่งรู้ผลการแข่งอยู่แล้วรู้สึกอึดอัดใจ อยากเม๊าอะไรเยอะแยะ ผมก็เลยออกไอเดียว่า ถ้าให้คนที่ได้เป็นแฟนพันธุ์แท้ที่สอง มาตั้งคำถามสัมภาษณ์ที่หนึ่ง ก็คงน่าจะสนุกดี และก็ยังมีบางคำถามที่พอออกอากาศไปแล้ว คนทางบ้านยังข้องใจอยู่ ก็จะมาเล่าสู่กันฟัง

ก็ไม่ต้องเป็นห่วงว่าเราจะถามแบบเกรงใจ เพราะบทสัมภาษณ์ครั้งนี้จัดเต็มกับคำถามที่หลายคนสงสัย ไม่ว่าจะเป็นของรางวัลน้อยไปรึเปล่า, คิดยังไงกับที่คุณหนุ่ยมาเป็นคนเฉลยคำตอบ หรือจริงๆ แล้วรายการนี้เป็นแฟนพันธุ์แท้หรือแฟนพันธุ์เตี๊ยมกันแน่ ?

หมายเหตุ: ในฐานะที่ตัวเองก็แข่งด้วย ผมเลยขอแจมตอบคำถามในบางข้อด้วยครับ เพราะงั้นก็จะไม่เหมือนบทสัมภาษณ์ทั่วไปเท่าไหร่



@khajochi : สวัสดีครับแมค ไม่เจอกันนานเลยตั้งแต่วันแข่ง
@themacci : สวัสดีครับพี่ เพิ่งแข่งเสร็จไป 2 วันเองนะ (-_-")
@khajochi : เออๆ นั่นแหล่ะนานแล้ว พี่ยังตื่นเต้นอยู่เลย

ช่วยแนะนำตัวเองหน่อยสิครับ

@themacci : ครับ ชื่อสุนาถ ธนสารอักษร หรือ "แมค" ครับ อันนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับแมคอินทอชนะครับ คือคุณแม่ตอนท้องผมตอนนั้นทานบิ๊กแมคเยอะครับ เลยตั้งชื่อลูกว่าแมค ตอนนี้อายุ 24 ปี จบ ป.ตรีจากจุฬาฯ รหัส 47 แล้วก็เพิ่งจบป.โท การตลาดจากจุฬาฯ เช่นกัน

ปัจจุบันเปิดบริษัท Digital Creative Studio ชื่อ Rabbit's Tale รับทำแอพบน iOS, Android หรืองานออกแบบเว็บไซท์, Digital Campaign, งานออกแบบ, งานพิมพ์ต่างๆ


ชอบแอปเปิลกับสตีฟจ็อบส์ตั้งแต่เมื่อไหร่

@themacci : จริงๆ แล้วผมรู้จักกับผลิตภัณฑ์ของแอปเปิลเครื่องแรกคือ iMac G3 สมัยเรียนเรื่อง Graphic Design ตอนนั้นเรียนอยู่ม.3 ที่เซนต์คาเบรียลครับ รู้สึกประทับใจกับความสวยของเครื่องและภาพที่เห็นบนจอมาก ต่อมาสมัยเรียนมหาลัยปี 2 พอดีที่บ้านทำโรงพิมพ์ก็เลยซื้อ iBook G3, eMac ทำให้ได้ลองเล่นทั้ง 2 เครื่องจนเริ่มสนใจด้านนี้จริงจัง และได้รับคำแนะนำจากเพื่อนของคุณพ่อว่าให้ลองใช้แทนคอมพิวเตอร์ปัจจุบันไปเลย แล้วชีวิตจะเปลี่ยน ก็เลยตัดสินใจซื้อ Macbook Pro และได้ใช้แมคมาตลอดหลังจากนั้น

จุดประสงค์ผมจริงๆ ที่รู้จักกับแอปเปิลคือเพื่อนำมาใช้งาน พอใช้งานแล้วพบว่ามันดีจริงก็เลยชอบ ก็เริ่มสนใจศึกษาประวัติของแอปเปิลและตัวสตีฟ จ็อบส์ ตอนปี 3  เริ่มรอดู Keynote กับกลุ่มเพื่อนๆ ในมหาลัย ตอนนั้นเค้าเรียกเราว่าเป็นกลุ่ม Super Geek (ฮา) แล้วก็เริ่มฟังรายการ Dual Geek ของคุณวีและคุณเดฟ พอเรียนจบเริ่มทำงาน ก็เลยเก็บเงินซื้อ iPhone 3GS มาใช้ครับ ไม่เคย Jailbreak เครื่องเลยด้วย

ทำไมถึงไม่ Jailbreak เครื่องล่ะ ? Geek แถวนี้หลายคนชอบบอกว่า Jailbreak เพื่อปลดปล่อยอิสระภาพอะไรแบบนั้น

@themacci : ผมรู้สึกว่าการ jailbreak เป็นการไปฝืนความสามารถของเครื่องนะ และด้วยความที่บ้านเป็นธุรกิจโรงพิมพ์ก็จะเห็นคุณค่าของระบบคอนเทนต์ เลยรู้ว่ากว่าคนจะทำเนื้อหาหรือแอพดีๆ ออกมาได้เนี่ยมันยากลำบากมากแค่ไหน


แล้วไปไงมาไงถึงมาสมัครแฟนพันธุ์แท้ ?

@themacci : ผมเชื่อว่าคนที่เข้ามาแข่งทุกคนจะมีประสบการณ์คล้ายๆ กัน คือเวลาเราพูดอะไรดีๆ ก็มักจะถูกเพื่อนแซวว่าพ่อแกเป็นสตีฟจ็อบส์เหรอ คือจริงๆ แล้วเราก็ชอบของเราจริงๆ ก็ตามอ่านข่าวสตีฟจ็อบส์มาตลอดทั้ง Blognone, Thumbsup, Engadget อ่านหนังสือเล่มอื่นๆ เกี่ยวกับจ็อบส์ด้วย ตอนหนังสือประวัติออกนี่รีบซื้อมาอ่านเลย

วันนึงเพื่อนแชร์ที่รายการรับสมัครแฟนพันธุ์แท้สตีฟจ็อบส์ทาง Facebook ก็เลยสมัครไป แล้วทีมงานก็ติดต่อมาครับ

ช่วยเล่าบรรยากาศตอนรอบคัดเลือกให้ฟังหน่อย ?

@themacci : ผมจะไม่ว่างเวลาทำงาน ทีมงานก็นัดผมเวลา 6 โมงครึ่ง ผมรู้สึกว่าทีมงานทำงานหนักมาก อยู่รอพวกเราจนดึกดื่น ไปถึงก็มีทดสอบนิดหน่อย แต่จริงๆ แล้วทีมงานอยากพูดคุยมากกว่า อยากรู้ว่าเราเป็นคนที่ชื่นชอบทั้งสตีฟ จ็อบส์และแอปเปิลมากแค่ไหน เค้าให้เล่าประวัติสตีฟ จ็อบส์ในเวลา 10 นาที จุดหลักๆ ที่ผมเล่าคือ จ็อบส์มีวิธีคิด มีวิสัยทัศน์ที่แตกต่าง เมือเทียบกับชาวตะวันตกคนอื่นๆ ใช้หลักเหตุผลที่ใช้ในการคิด เขาจะใช้สัญชาตญาณ การหยั่งรู้มากกว่า เป็นคนที่มองไปไกลๆ

ผ่านรอบแรกทีมงานให้เข้ามาทดสอบรอบ 2 ก็ได้เจอพี่เอ็มกับเพื่อนๆ แต่วันนั้นยังไม่ค่อยได้คุยกัน เพราะยังเกร็งกันอยู่ ซึ่งทีมงานก็ให้ทดสอบอีกแบบนึง ก็ตอบได้ไม่หมด ช่วงสัมภาษณ์ทีมงานก็ชวนคุยและก็คุยเรื่องการแข่ง ว่าจะเน้นที่ตัวจ็อบส์จริงๆ มีคำถามหลายอันที่ยากมาก ยากกว่าที่ถามในรายการซะอีก ซึ่งตอบแทบไม่ได้เลยก็มีเหมือนกัน ทำให้รู้สึกว่าจริงๆ เราก็ไม่ได้รู้เยอะอะไรเท่าไหร่หรอก ก็รู้สึกเฟล์เหมือนกัน กลับบ้านไปก็ไม่ได้นอนรีบหาข้อมูล เพื่ออยากให้รู้ ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะได้เข้ารอบรึเปล่า

@khajochi : ใช่คือตอนสัมภาษณ์เหมือนโดนลองของตลอดเวลา ซึ่งก็อยากตะโกนออกมาดังๆ ว่า "ไม่รู้เฟ้ย \(*o*)/" แต่ก็ตอบแบบไถนางมเข็มกันไป



หลายคนบอกว่านี่มันแฟนพันธุ์แท้แอปเปิล หรือแฟนพันธุ์แท้สตีฟ จ็อบส์กันแน่ ?

@themacci : ผมว่าทีมงานพยายามที่จะให้น้ำหนักกับเรื่องของสตีฟ จ็อบส์ในระดับที่คนทั่วไปดูแล้วจะสนุก และได้ข้อมูลนะครับ เลยต้องเอาผลิตภัณฑ์ต่างๆ มาใช้เป็นคำถามด้วย แต่ก็ไม่ได้ไปไกลขนาดว่าเอาแอพในไอโฟนมาทายกัน ส่วนตัวคิดว่า อยู่ในระดับที่พอดีแล้ว รายการสนุก ได้ความรู้ เกิดแรงบันดาลใจ

@khajochi : ผมว่าชีวิตของผู้ชายคนนี้ มันแยกออกจากแอปเปิลไม่ได้หรอกครับ เหมือนบอกแฟนพันธุ์แท้พี่โน้ส อุดม แต้พานิช ยังไงก็ต้องถามเรื่องเดี่ยวไมโครโฟนอยู่แล้ว



วันที่ทีมงานโทรมาบอกว่าเข้ารอบ 5 คนสุดท้ายรู้สึกยังไง ?

@themacci : รู้สึกว่าซวยแล้ว -_-" เพราะรู้สึกว่าพี่แต่ละคนเก่งกันมากๆ รู้สึกว่าตัวเองอ่อนกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ ช่วงวันที่ถ่าย VTR 1 วันก่อนแข่ง ก็ได้พูดคุยกับพี่น้องทั้ง 5 คนก็รู้สึกได้ว่าคนที่มานี่คือคนที่รักจ็อบส์จริงๆ ไม่ได้อยากมาเพื่ออยากได้รางวัลหรืออะไร


คิดว่าทีมงานเห็นอะไรในตัวเราถึงเลือกเราเข้ารอบ 5 คนสุดท้าย ?

@themacci : ผมว่าเพราะผมไม่ได้โกหก ไม่เฟค ผมพูดตรงๆ ว่าตรงไหนที่ผมชอบสตีฟจ็อบส์ ตรงไหนที่ไม่ชอบก็บอกไปตรงๆ และผมก็ใช้สินค้าแอปเปิลด้วยเหตุผลว่าใช้งานจริงๆ และรับรู้คุณค่าของมันผ่านการทำงานจริงๆ
@khajochi : คือทีมงานเล่าให้ฟังว่าคนสมัครค่อนข้างเยอะ แล้วคนเกรียนๆ แบบก๊อบ Wikipedia มาใส่ในใบสมัครก็มี ท่องหนังสือมาแข่งเพราะอยากได้รางวัลก็มี แต่พอถามนอกเรื่องก็เริ่มเขว เหมือนไม่ได้รักสตีฟ จ็อบส์อะไรจริงจัง ก็จะไม่ผ่าน

เตรียมตัวยังไงบ้าง ?

@themacci : คือพอรู้ตัวเองว่าเข้ารอบ ก็รู้สึกได้ว่าต้องรีบหาข้อมูล อะไรที่ไม่รู้ก็ต้องทำให้รู้ ไฮไลท์บุคคลสำคัญ อ่านหนังสือแบบรวดเร็ว นั่งดู Keynote ครั้งสำคัญๆ ก็พยายามหาข้อมูลเต็มที่ แต่มันกลายเป็นว่าข้อมูลมันเยอะมากๆ บางอย่างก็จำได้ไม่หมด
@khajochi : แฟนพันธุ์แท้อื่นเค้ามีเวลาเตรียมตัวเป็นอาทิตย์ แต่ของเรานี่รู้ว่าเข้ารอบ ก็มีเวลาแค่ 3 วัน ก็อ่านกันแทบอ้วกเลยล่ะ ไม่ใช่กลัวแพ้ แต่กลัวไปปล่อยไก่กลางรายการมากกว่า -_-"

ในการแข่งขันจริง รอบไหนที่รู้สึกกดดันที่สุด ?

@themacci : รอบที่เครียดที่สุดคือรอบ 3 วินาทีครับ คือมันเครียดมาก คำถามจริงๆ มันไม่ได้ยาก แต่มันขึ้นอยู่กับสติและการควบคุมตัวเอง ผมว่าทั้ง 5 คนเก่งมาก ถ้าถามนอกเวทีนี่ตอบได้ทุกคน แต่ด้วยความตื่นเต้นบนเวที ก็ทำให้ผิดพลาดได้
@khajochi : อย่างน้องก้อง (Kongwiz) จริงๆ แล้วเค้ารู้เยอะมากที่สุดในพวกเรา 5 คนเลยนะครับ แต่ด้วยความตื่นเต้นและความซวยที่ได้ตอบคนแรก เลยตอบไม่ทัน แล้วพอดวลตัวต่อตัว ก็แค่กดช้าไปนิดเดียวแค่นั้นเอง


บนเวทีแมคดูจะนิ่งที่สุดในทั้ง 5 คน มีเคล็ดลับอะไรพิเศษรึเปล่า ?

@themacci : คงเพราะผมเคยผ่านการทำงานที่ต้องพรีเซนต์งานต่อหน้าคนบ่อยๆ คือส่วนตัวก็ชอบการพรีเซ็นต์ด้วย ทำให้เราก็พอจะเคยผ่านเรื่องแบบนี้มาบ้าง จริงๆ รอบ 3 วินาทีนี่ตื่นเต้นมาก ตอนถึงรอบตัวเองก็มองปากพี่กฤษณ์ก่อนเลย ใช้สมาธิให้มาก ถ้าสังเกตุจะเห็นว่าตอนคำถามเรื่องผู้กำกับ Toy Story ผิดในครั้งแรก แต่ด้วยสติเลยกลับมาตอบได้

รอบที่สอง ที่ให้ทายผลิตภัณฑ์รู้สึกยังไงบ้าง ?

@themacci : ตอนทายผลิตภัณฑ์ ตอนนั้นมั่นใจว่า 3 ข้อตอบได้ แต่ไม่มั่นใจข้อ 2 เลยไม่กล้ากด แต่พอดีน้องแบงก์ (@yotsiri22) กดก่อน คือผมไม่มั่นใจเกิน 50% ก็เลยไม่กด ซึ่งก็รู้สึกดีนะที่ไม่ได้กด
@khajochi : พอจบรอบนี้มารู้ทีหลังว่า ทั้งสามคนไม่มีใครกดเลยเพราะกลัวผิด แต่มีแบงก์กดคนเดียว มันเลยซวยไป (ฮา)

รอบต่อมาคือเปิดภาพ แมคกดเร็วมากๆ คือมั่นใจขนาดไหนตอนนั้น ?

@themacci : มันเป็นความแค้นใจ ที่ทีมงานเคยถามเรื่อง Apple Store แล้วตอบไม่ได้ ก็เลยไปเตรียมตัวเรื่อง Apple Store มากเป็นพิเศษ พอเปิดจริงๆ เห็นภาพที่คุ้นตาเห็นแสงสีแดงก็พอรู้ได้ว่าเป็นสาขาในเอเชีย นาทีนั้นก็เลยคิดว่าน่าจะตอบได้ มั่นใจเกินครึ่ง ก็เลยกด ตอนตอบถูกก็ดีใจมาก




ช่วงเบรคการแข่งทั้ง 5 คนทำอะไรบ้าง ?

@themacci : ช่วงพักทุกคนก็จะมานั่งแชร์ข้อมูลกันครับ จะมาสุมหัวกันว่ารอบต่อไปทีมงานจะถามอะไรพวกเรา ซึ่งเป็นอะไรที่น่ารักมากเพราะไม่มีใครกั๊กข้อมูลอะไรกันเลย

ช่วงที่เหลือแค่ 2 คน เราก็นั่งเครียดกันอยู่สองคน ซึ่งก็ดีมากที่เพื่อนคนที่เหลือเดินมาช่วยกัน ตอนนั้นทุกคนมานั่งรวมกัน เอาข้อมูลมากางออก มาให้ข้อมูลกับเราสองคนเยอะมาก เพราะอยากให้ทุกคนตอบคำถามให้ได้ ซึ่งก็แสดงให้เห็นถึงน้ำใจ มากกว่ามาแข่งเพื่อเอาผลแพ้ชนะครับ

คิดยังไงกับคำถามที่ออกมาในรายการ บางคนบอกง่ายไป ?

@themacci : คิดว่าสุดท้ายแล้วมันโหดทุกคำถาม แต่มันขึ้นอยู่กับดวง ก็ขึ้นอยู่กับว่าคำถามยากง่าย ก็ผมว่าผมก็ดวงดีที่เปิดเจอคำถามที่รู้ จริงๆ ข้อสุดท้ายที่พี่เอ็มตอบ จริงๆ ผมก็ตอบเหมือนพี่เอ็ม ซึ่งก็อาจจะตอบผิดเหมือนกัน
@khajochi : เทปที่ออกอากาศ จะเห็นว่ารอบสองคนสุดท้ายมีแค่ 2 คำถาม แต่จริงๆ แล้วเราตอบกัน 4 คำถาม เผอิญว่าสองข้อแรกผมและแมคตอบผิดทั้งคู่ ทางรายการเลยตัดออกไปอย่างน่าเสียดาย
(คำถามคือ 1. วันที่รัฐแคลิฟอเนียร์ตั้งให้เป็นวันสตีฟจ็อบส์ คือวันอะไร 2. สีในโลโก้ของแอปเปิลปี 1977 มีกี่สี สีอะไรบ้าง ไล่ลำดับจากบนลงล่างให้ถูก)

เพราะงั้นถ้าไม่นับรอบ 3 วินาที มีคำถามในรายการทั้งหมด 8 ข้อ พวกผมที่เตรียมตัวกันมาอย่างหนักยังตอบได้แค่ 4 ข้อเอง ผิดตั้งครึ่งหนึ่ง ซึ่งผมว่ามันไม่ง่ายเลยนะ

ช่วงที่ตอบคำถามสุดท้าย พอเห็นรางวัลแล้วรู้สึกยังไง ?

@themacci : รางวัลดูมีรัศมีมาก หนังสือก็ดีมากครับ คือมัน Exclusive จริง ถ้าไม่บินไปอเมริกาก็คงไม่ได้ ส่วน Macbook Air ผมก็อยากได้มากๆ ก็ดีใจมากที่มีของรางวัลอันนี้ ส่วน Voucher 100,000 บาท ยังคิดไม่ออกว่าจะเอาไปทำอะไร

ทีมงานได้ถามผมล่วงหน้าว่าอยากได้อะไร ซึ่งก็น่าจะถามทุกคน ผมก็ตอบไปว่า "อยากไปสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของแอปเปิล" สงสัยจะขอเยอะไป (ฮา)

@khajochi : ผมขอ Apple II ไป ซึ่งทีมงานบอกถ้าตั้งโชว์เฉยๆ มันจะน่าเสียดาย ผมก็เห็นด้วย ส่วนเรื่องพาไปทัวร์ ผมว่าทีมงานอยากจัดนะ แต่จัดไม่ได้เพราะก็อย่างที่รู้กันว่าแอปเปิลมันไม่มีทางยอม แล้วมันต้องขอแบบเป็นทางการ แอบถ่ายไม่ได้ แม้แต่ทัวร์ Apple Store ก็เหอะ มันต้องออกทีวีว่าได้ไปจริง



คำถามถามข้อสุดท้ายมั่นใจแค่ไหน แล้วคิดอะไรอยู่ ?

@themacci : จริงๆ พวกเราก็เก็งคำถามกันไว้เยอะมาก ซึ่งโชคดีที่มีเรื่อง Time อยู่ด้วย ถ้าสงสัยว่าเราเก็งคำถามกันแค่ไหน ก็มีถึงขนาดพยาบาลที่มาดูแลจ็อบส์มีกี่คน ชื่ออะไรบ้าง, One More Things กี่ครั้ง, คำว่า The ในโฆษณา Think Different มีกี่ครั้ง, iPod รุ่นแปลกๆ พิเศษๆ

ก่อนจะขึ้นไปตอบข้อสุดท้าย นาทีนั้นทุกคนมาช่วยกันจริงๆ มาช่วยเอาข้อที่ตัวเองเก็งไว้มากางออก ผมแค่เหมือนเป็นตัวแทนที่ไปยืนตรงนั้น

นาทีที่ได้คำถาม จริงๆ แล้วปก Time Magazine รวมที่จ็อบส์ขึ้นปกมีทั้งหมด 11 ฉบับ แต่ถ้าไม่นับฉบับพิเศษ นับเฉพาะรายสัปดาห์ก็มี 8 ปก นาทีนั้นถึงจะมั่นใจ แต่ก็แอบหวั่นๆ เพราะมันเป็นคำถามแฟนพันธุ์แท้ กลัวทีมงานจะเล่นตลกอะไรรึเปล่า  แต่ก็มั่นใจในคำตอบที่เรามีกว่า 80% ก็เลยตอบไปครับ แต่ด้วยสีหน้าของพิธีกร ที่หลอกล่อเราตลอดเวลา ก็เลยทำให้แอบไม่มั่นใจ แต่พอเฉลยว่าถูก เป็นวินาทีที่ดีใจ ก็รู้สึกว่าเราเองก็มีความสามารถพอที่จะได้รับตำแหน่งนี้เหมือนกันครับ


คิดยังไงกับประเด็นที่คุณหนุ่ยมาเป็นผู้เฉลยคำตอบสุดท้าย ?

@themacci : จริงๆ จังหวะแรกก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แต่ผมได้อ่านบทสัมภาษณ์ หรือติดตามคุณหนุ่ยตั้งแต่ในช่วงที่ยังไม่โด่งดังขนาดนี้ ผมเชื่อว่าจริงๆ แล้วคุณหนุ่ยต้องการหา position ตัวเอง ก็อาจจะทำให้คนที่เป็นสาวกแอปเปิลบางส่วนไม่ชอบ ผมเองก็เพิ่งเริ่มทำธุรกิจของตัวเอง เราก็ได้เห็นว่าคุณหนุ่ยเค้าสร้างบริษัทตัวเอง กว่าจะมาถึงวันนี้ได้เค้าก็พิสูจน์อะไรหลายอย่างมาแล้วครับ

ประเด็นที่พรีเซ็นเตอร์ Android มาตอบ ก็ไม่มีความเห็นครับ มันเป็นเรื่องของธุรกิจ ผมว่าทีมงานได้พยายามคัดสรรคนมาเต็มที่แล้ว แต่ด้วยปัจจัยต่างๆ ก็ทำให้เลือกคุณหนุ่ยมา ซึ่งจริงๆ ทีมงานน่ารักมากครับ ใช้ใจในการทำงานมากๆ ถ้าคุณได้มาสัมผัสคนที่ทำงานในรายการนี้ คุณจะเข้าใจจริงๆ ครับ

แม้แต่พิธีกรที่หลายคนไม่ชอบอย่างคุณกฤษณ์ แต่ถ้าคุณได้มาสัมผัส คุณจะได้รู้ว่าเค้าน่ารักจริงๆ ครับ

@khajochi : ส่วนตัวผมไม่คิดว่าคุณหนุ่ยแกไม่ชอบแอปเปิลนะ คือสตีฟ จ็อบส์พากย์ไทยก็มาจากรายการเค้า ตอนที่จ็อบส์เสียก็มีอยู่รายการเดียวที่ทำสกู๊ปพิเศษ 5 วันติด ถึงขนาดไปหาเครื่อง Apple II มาโชว์ในรายการด้วย

ตอนแข่งพวกเราไม่รู้ว่าข้างนอกมีประเด็นอะไรกัน หลังจากแข่งเสร็จ ผมได้อ่านก็เลยลองเดินถามคนที่แข่ง ทั้ง 5 คน ซึ่งรักสตีฟจ็อบส์ไม่แพ้ใคร ทุกคนบอกครับว่า "ก็ดีแล้ว"


มีคนพูดกันว่ารายการนี้ ไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ แต่เป็นแฟนพันธุ์เตี๊ยม ?

@themacci : คือเมื่อก่อนเนี่ย ผมก็เป็นคนดูครับ คือตอนเราเป็นคนดูเราก็ไม่มีทางรู้หรอกครับว่ามันมีอะไรบ้าง คือรายการนี้มันดังมาก ก็มีคนพูดถึงทั้งในแง่ดีและไม่ดี ตอนแรกผมก็ไม่รู้หรอกว่ารายการนี้เป็นแฟนพันธุ์แท้หรือแฟนพันธุ์เตี๊ยม

แต่พอได้มาแข่งจริง ตั้งแต่รอบคัดเลือกจนรอบสุดท้าย เรื่องของการเตี๊ยมคือไม่มีเลย สิ่งที่ทีมงานมอบให้คือความยุติธรรมที่สุด คนที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ คือคนที่เก่งในเรื่องนั้นจริงๆ ยืนยันอีกครั้งนึงว่า แฟนพันธุ์แท้ไม่มีการเตรี๊ยมแน่นอน

@khajochi : พอคนรอบตัวรู้ว่าผมแข่ง ก็มีเข้ามาบอกเยอะเลยนะว่าเดี๋ยวก่อนแข่งเค้าจะมีโพยมาให้อ่าน ไม่ต้องไปเตรียมตัวเยอะก็ได้ ซึ่งด้วยความสัตย์จริงผมก็แอบหวังว่าจะมีนะ อย่างน้อยก็ scope มาให้เราบ้าง เพราะก่อนแข่งนี่โคตรทรมานเลย เรื่องราวของจ็อบส์มันกว้างมาก

แต่จนถึงนาทีสุดท้ายก่อนแข่งก็ไม่มีครับ ไม่มีกระดาษแม้แต่แผ่นเดียวมาให้ ตอนอื่นผมไม่รู้นะ แต่ตอนสตีฟจ็อบส์นี่ไม่มี อันนี้ผมขอยืนยันได้ ซึ่งก็อย่างที่เห็นว่าพวกเราตอบผิดกันกระจุยกระจายไปหมด (ฮา)

ถ้ามีแข่งแฟนพันธุ์แท้สตีฟ จ็อบส์อีก แล้วแมคได้เป็นคนตั้งคำถามสุดยอดแฟนพันธุ์แท้ จะถามว่าอะไร ?

@themacci : มีเรื่องนึงที่ผมอยากให้เป็นคำถาม และก็อยากตอบด้วย เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับแอปเปิลและประเทศไทยโดยตรงเลย คือเรื่องของ iPod รุ่นเฉลิมพระเกียรติ

และนี่คือ .. คำถามครับ (ตึ่งตึ่ง !!) :  iPod รุ่นเฉลิมพระเกียรติ เคยผลิตขึ้นมาในโอกาสอะไร กี่รุ่น รุ่นละกี่เครื่อง เลขที่ run ตั้งแต่เลข 1 ถึงเลขสุดท้าย แบ่งเป็นรุ่นอะไรบ้าง

เฉลย อ่านได้จากข้างล่างนี้ครับ ทำ font สีขาวไว้

>> iPod รุ่นเฉลิมพระเกียรติ ทำขึ้นเนื่องในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มี 2 รุ่นด้วยกัน คือ iPod Nano (Gen 1) ขนาด 4 GB เลข 0001 - 5000, iPod (gen 5) ขนาด 60 GB 5001 - 9999


ภาพจาก PVGroup

สุดท้ายแล้ว ได้อะไรจากการแข่งครั้งนี้บ้าง ?

@themacci : ได้เพื่อนครับ ได้รู้จักคนที่รักอะไรเหมือนๆ กัน ผมว่าพวกเรา 5 คนมีเรื่องที่คุยกันถูกคอมาก เพราะเรารักในสิ่งเดียวกัน ตอนนี้เราก็คุยกันอยู่ตลอด สุดท้ายถึงผมจะเป็นผู้ชนะ ผมไม่ได้ชนะอยู่คนเดียว พวกเราทั้ง 5 คนยินดีที่ได้เห็นว่าใครชนะก็ได้

อยากพูดถึงคนที่เห่อ ซื้อไอโฟนเพราะเห่อ ซื้อแมคเพราะเห่อ คือจริงๆ คุณมีของดีอยู่ในมือนะ คุณมีของดีๆ จากสุดยอดอัจฉริยะ อยากให้ศึกษาและใช้มันให้คุ้มค่า อย่ารักแต่เปลือกนอก ผมเองเป็นคนนึงที่ใช้สินค้าเพราะมันดีจริง

สำหรับผม สตีฟ จ๊อบส์ ยังไม่ตายและจะไม่มีวันตาย เค้ายังมีชีวิต มีลมหายใจ อยู่ในผลิตภัณฑ์ของแอปเปิลที่เราใช้กันครับ








Wednesday, February 15, 2012

ติดตามแฟนพันธุ์แท้สตีฟ จ็อบส์ ศุกร์นี้ 17 ก.พ. 2555 เวลา 22.30 ช่อง 5



มาอัพเดตแจ้งให้ทราบกันซักนิดว่า ผมไปสมัครแข่งขันรายการแฟนพันธุ์แท้ ในหัวข้อ "สตีฟ จ็อบส์" มาครับ และก็โชคดีได้เข้าไปถึงรอบ 5 คนสุดท้าย ซึ่งรายการจะออกอากาศในวันศุกร์ที่ 17 ก.พ. 2555 นี้ เวลา 22.30 น. ช่อง 5

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่ารายการแฟนพันธุ์แท้ กลับมาออกอากาศอีกครั้งแล้วครับในปี 2012 ซึ่งเพิ่งออกอากาศไปได้ 2 ตอน คือแฟนพันธุ์แท้บอดี้สแลม และเมืองทองฯ ยูไนเต็ด

แน่นอนว่าเบื้องหลังการสมัคร การทดสอบ บรรยากาศวันแข่งขัน และเบื้องลึกไม่มีใครทราบนอกจากผู้เข้าแข่งขัน ผมจะมาเล่าให้ฟังใน Khajochi บล็อก แห่งนี้แน่นอนครับ ถ้าใครอยากพูดคุยเรื่องนี้ทาง Twitter แนะนำให้ใช้แท็ก #SteveFan2012 ครับ

อย่าลืมเชียร์กันด้วยนะคร๊าบบบบ

Related Link