Tuesday, March 27, 2012

เซอร์ไพรส์ในงานแต่งงานของเอ็มกับเชอรี่



"วันนี้ .. ผมจะขอทำสิ่งที่ค้างคาใจผมตลอด 16 ปีที่ผ่านมาครับ"

นั่นคือสิ่งที่ผมพูดบนเวทีในงานแต่งงาน โดยที่เจ้าสาวซึ่งกำลังนั่งอยู่กลางเวที ไม่รู้ตัวมาก่อนเลยว่าสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่นี่คืออะไร .. ก็แน่ล่ะ เพราะมันเป็นเซอร์ไพรส์ในงานแต่งงาน ที่ผมแอบเตรียมตัวมาตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา

คิดเอาไว้ว่าใช่ ต้องใช่แน่ๆ

ย้อนกลับไปเมื่อ 16 ปีที่แล้วสมัยม.ต้น หลังจากที่เราสองคนได้เริ่มรู้จักกันจากงานกีฬาสีของโรงเรียน (อ่าน: การ์ตูน iStory) ด้วยความที่เรากลัวเพื่อนล้อ เราจึงแอบติดต่อกันด้วยการเขียนจดหมายและโทรศัพท์หากันทุกวัน

มันเป็นช่วงที่ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าความสัมพันธ์ของเรามันเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ๆ คือเราทั้งสองคนมีความสุขกับช่วงเวลานั้นมาก


เราโทรหากันทุกวันครับ แต่แล้วในคืนหนึ่งที่ผมโทรไปหาเชอรี่ตามปกติ แต่เชอรี่กลับไม่ได้รับสาย เพราะคืนนั้นเธอต้องไปธุระกับที่บ้าน

มันเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่ามันมีอะไรหวิวๆ อยู่ในอก มันรู้สึกแปลกไปกว่าที่เคย ผมนั่งอยู่ที่โทรศัพท์เหม่อลอยไปเรื่อย จนถึงเวลาของรายการวิทยุที่เราสองคนชอบเปิดฟังไปด้วยกัน วันนั้นดีเจเปิดโอกาสให้คนทางบ้านได้โทรศัพท์เข้ามาร้องเพลงได้ 1 เพลง

แล้วผมก็หยิบหูโทรศัพท์ โทรเข้าไปในรายการ ...

ไม่รู้อะไรดลใจให้เด็กชายม.ต้น ตัวเล็กๆ คนนึง โทรศัพท์เข้าไปในรายการวิทยุที่ดังที่สุดในจังหวัดสมัยนั้น แต่ผมก็โทรเข้าไป และก็ขอร้องเพลงที่เป็นความรู้สึกจริงๆ ที่ผมมีต่อเด็กผู้หญิงคนนึงในเวลานั้น เพลงนั้นคือเพลง "คิดถึงเธอ" ของแร็พเตอร์

หลังจากที่ร้องจนจบและวางสายไป ผมรู้สึกมือชา ตัวสั่นไปด้วยความตื่นเต้น แต่ก็แอบหวังว่าอีกฝั่งหนึ่งที่ได้ฟังอยู่ คงจะเข้าใจในความหมาย ... แต่น่าเสียดายครับ ที่วันนั้นเชอรี่ไม่ได้ฟังรายการอยู่ ซึ่งภายหลังพอเธอได้ยินเพื่อนมาบอกว่าผมโทรเข้าไปในรายการ ก็รู้สึกเสียดายเอามากๆ เลย

และนั่นก็เป็นสิ่งที่ค้างคาใจผมมาตลอดเวลาสิบกว่าปี ว่าซักวันนึง ผมจะต้องร้องเพลงนี้ให้เชอรี่ได้ฟังให้ได้ ซึ่งผมก็ตัดสินใจแล้วว่าจะขอทำสิ่งนั้นในงานแต่งงานของเราสองคน

วางแผนเซอร์ไพรส์

ผมเคยเรียนเปียโนมานิดหน่อยเมื่อตอนอายุ 10 ขวบ หลังจากนั้นก็ไม่ได้จับอีกเลย แต่ด้วยความชอบเครื่องดนตรีนี้มากเป็นพิเศษ ผมเลยไปสมัครเรียนเปียโนที่ Crescendo รร.สอนดนตรีชื่อดังแถวสยาม

ผมเล่าให้อาจารย์ฟังว่าผมอยากจะเล่นเปียโนและร้องเพลงในงานแต่งงานของตัวเอง ผมมีเวลาอีก 7 เดือนคิดว่าน่าจะพอไหว อาจารย์เลยให้ผมลองเล่นเพลงให้ฟังก่อนเริ่มเรียน แต่หลังจากที่อดทนฟังผมจิงเกิลเบลไปได้แค่ 5 นาที

"นี่คุณเคยเรียนเปียโนมาจริงรึเปล่าเนี่ย !! แสดงว่าตั้งแต่เด็กคุณไม่ได้เล่นอีกเลย รู้ไหมว่ากว่าจะปรับพื้นก็ต้อง 4 เดือน กว่าจะเล่นเพลงก็อีกหลายเดือน ไหนจะร้องไปด้วยอีก เล่นต่อหน้าคนไม่ใช่ง่ายๆ นะ .. เดี๋ยวนะ คุณว่าคุณจะแต่งวันไหนนะ ?" อ.พูดให้กำลังใจ

ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม สิ่งเดียวที่ต้องทำตอนนี้คือซ้อม ซ้อม ซ้อม และก็ซ้อม ผมไปขอยืมเปียโนไฟฟ้าจาก @chat9780 และใช้บริการรับแกะโน๊ตเปียโนจาก NotePiano.net แต่นั่นก็ยังไม่น่าหนักใจเท่ากับการต้องเล่นเปียโนพร้อมร้องเพลง ต่อหน้าผู้คนบนเวทีครั้งแรกในชีวิต ทุกครั้งที่คิด ขามันก็สั่นยิกๆ จนเล่นไม่เป็นเพลงเลย


เมื่อความเครียดมาเยือนจนถึงขีดสุด ผมเลยพิมพ์ Twitter Message ไปขอคำแนะนำจากคุณทฤษฎี ณ พัทลุง (@Trisdee) วาทยกรระดับโลกของไทย ซึ่งบังเอิญได้รู้จักกันทางทวิตเตอร์ คุณทฤษฎีก็ให้คำแนะนำที่ดีมาก

"ผมว่าเราต้องมั่นใจในสิ่งที่เรากำลังจะทำมากๆ แล้วก็ทำด้วยใจ .. คิดว่าในห้องมีแต่เรากับเจ้าสาวสองคน แล้วเราร้องให้เขาเท่านั้นครับ" (นาทีนั้นผมรู้สึกโชคดีมากที่เล่นทวิตเตอร์ ToT)



14 มกราคม 2555 - 19.34 น. วันแต่งงาน

เมื่อแขกเข้าไปในงานจนครบแล้ว พิธีกรก็ขึ้นมาแนะนำประวัติของเจ้าบ่าวเจ้าสาว ผมกับเชอรี่นั่งพักทำสมาธิกันอยู่นอกงาน เชอรี่ดูจะตื่นเต้น แต่เธอไม่รู้หรอกว่าคนที่ตื่นเต้นกว่า คือคนที่นั่งข้างๆ เธอ

ผมเตรียมการเซอร์ไพรส์กับทีมงานซึ่งเป็นพี่น้อง เพื่อนๆ และตากล้อง รวมแล้วกว่า 20 คน มานานหลายเดือน ในที่สุดก็ถึงเวลาจริง

พิธีกรกล่าวเปิดงานเสร็จ ก็เชิญแขกในงานชมวิดีโอ ซึ่งพอเสียงเพลงดังขึ้น เชอรี่ก็เข้าใจว่านี่คือวิดีโอขอแต่งงานของเราสองคนอย่างที่ผมเคยบอกสคริปต์ไว้ แต่เธอไม่รู้ว่าผมแอบสลับเป็นวิดีโอเวอร์ชันพิเศษ ซึ่งมีข้อความดังนี้





ระหว่างนั้นทีมงานอีก 7 คน รีบแจกแท่งไฟเรืองแสงที่แอบไปซื้อก่อนงานจำนวน 500 แท่ง ให้แขกในงานร่วมเซอร์ไพรส์เชอรี่ไปพร้อมกับผมด้วย


เจ้าหน้าที่ของโรงแรมที่ได้เตรียมกันไว้ เอาเก้าอี้มาวางที่กลางเวที ระหว่างนั้นทีมงานคนหนึ่งคอยดูต้นทางที่ประตูทางเข้า ไม่ให้เชอรี่ได้มองเห็นว่าในห้องกำลังทำอะไรกันอยู่


เมื่อทุกอย่างในห้องพร้อม ทีมงานมาแจ้งเราสองคนว่าได้เวลาเดินเข้างานแล้ว ผมพาเชอรี่มารอที่หน้าประตู

"ค่ะ ขอเชิญทุกท่านพบกับ เจ้าบ่าวเจ้าสาวของงานในคืนนี้ได้เลยค่ะ~~~"


ผมกับเชอรี่ค่อยๆ เดินเข้ามาตามทางในงาน เชอรี่เริ่มเอะใจว่าทำไมทุกคนถึงมีแท่งเรืองแสงในมือ (แต่เสียดายที่แสงในงานสว่างมาก เลยมองไม่ค่อยเห็นแท่งไฟเท่าไหร่)


เราสองคนเดินมาจนถึงทางขึ้นเวที เชอรี่หยุดชะงักกับเก้าอี้ที่วางอยู่กลางเวที ผมบอกไม่เป็นไร แล้วก็พาเธอขึ้นไปบนเวที จากนั้นผมก็หยุดเดิน แล้วหันหน้ามาบอกกับเชอรี่ว่า

"เชอรี่ครับ วันนี้เอ็มมีอะไรพิเศษบางอย่างอยากจะให้ ช่วยนั่งรอเอ็มอยู่ตรงนี้ก่อนนะ"
"เอ๋ .. อะไรเหรอคะ ?"
"เดี๋ยวก็รู้ :)"


หลังจากที่เชอรี่นั่งเด่นอยู่กลางเวทีแล้ว ผมก็เดินไปที่แกรนด์เปียโนสีดำวาวตรงหน้า พร้อมเสียงกรี๊ดกร๊าดจากกองเชียร์เกือบ 400 คนในงาน


เป็นไปตามคาดที่มือผมสั่นไม่หยุด ขาแข็งจนเหยียบ Pedal ไม่ลง .. แต่หลังจากที่ลองกดมือลงไปที่เปียโนเพื่อทดสอบเสียง ความคุ้นเคยที่ซ้อมอย่างหนักมากว่าครึ่งปี ก็ทำให้ความมั่นใจกลับมา ผมอธิบายเรื่องราวที่โทรไปร้องเพลงในรายการวิทยุ เมื่อสมัยเด็กให้แขกในงานฟัง

"เพราะฉะนั้น วันนี้ .. ผมจะขอทำสิ่งที่ค้างคาใจผมมาตลอด 16 ปีที่ผ่านมาครับ"

แสงไฟดับลง เสียงเปียโนเพลง "คิดถึงเธอ" ที่คุ้นหูก็ดังขึ้น ทีมงานฉายวิดีโอพิเศษอันหนึ่ง ซึ่งเป็นวิดีโอที่ผมแอบถ่ายเชอรี่ในมุมน่ารักๆ ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นการบอกความรู้สึกที่ว่า ผมไม่เคยมองเห็นใครนอกจากเค้าคนเดียวเท่านั้น



ระหว่างที่เล่นและร้องเพลงไปได้แค่ท่อนเดียว ผมแอบมองมาที่เจ้าสาวกลางเวที ปรากฏว่าเธอกำลังน้ำตาไหลโฮกๆ อยู่ ทำเอาคนร้องเพลงอยู่เสียงสั่นไปด้วยเลยทีเดียว แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้จนถึงท่อนสุดท้ายของเพลง

"จะมีให้เธอเท่านั้น ให้เธอรู้ไว้ว่าฉัน ........"


ผมหยุดร้องเพลง เสียงเปียโนเงียบลง บรรยากาศในห้องเงียบกริบ ผมค่อยๆ หันไปมองที่เจ้าสาวแสนสวยกลางเวที ผมมองเชอรี่อยู่นาน ก่อนจะบอกกับเธอผ่านเสียงในลำโพงว่า

"เชอรี่ครับ ... ผมรักคุณ"


เสียงเปียโนท่อนจบดังขึ้น ท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้องของคนในงาน ภาพสุดท้ายบนจอคือภาพที่ผมมอบดอกไม้ให้กับเชอรี่ในชุดนักเรียน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมเคยอยากจะทำในสมัยก่อนแต่ไม่กล้าพอ


ผมลุกขึ้นไปหยิบดอกกุหลาบช่อหนึ่ง ค่อยๆ เดินไปหาเชอรี่ แล้วก็คุกเข่า มอบดอกไม้ดอกนั้นให้กับเธอ
เรากอดกันแบบที่ไม่เคยรู้สึกมีความสุขแบบนี้มาก่อน



เริ่มต้นชีวิตคู่

และนั่นคือเซอร์ไพรส์ที่ผมเตรียมงานมาเกือบปี หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมต้องทำอะไรมากมายขนาดนี้ด้วย ผมเชื่อว่าแต่ละคนให้ความสำคัญกับงานแต่งงานแตกต่างกันไป บางคนอาจจะให้ความสำคัญกับครอบครัว กับเพื่อนฝูง กับสไลด์เปิดตัว กับสถานที่สวยงาม

งานแต่งงานสำหรับผมแล้ว ผมให้ความสำคัญกับเชอรี่ กับเจ้าสาว กับคู่ชีวิตของผม ผมแค่อยากเห็นเค้ามีความสุขมากๆ แค่นั้นเอง ซึ่งช่วงเวลา 3 นาที กับอีก 52 วินาทีนั้น มันก็เป็นช่วงเวลาที่เราสองคนมีความสุขมากที่สุดในชีวิตช่วงหนึ่งเลยทีเดียวครับ

มีคนเคยบอกว่าการแต่งงาน เป็นแค่จุดเริ่มต้นของชีวิตคู่ ... ถ้าอย่างนั้น ผมคิดว่าเราสองคน ก็น่าจะเริ่มต้นได้ดีเลยทีเดียวว่าไหมครับ :)



ส่งยิ้มสื่อความหมาย หวังให้เธอรู้ความในใจ
เธอรู้อยู่บ้างไหม ว่าอยากเจอเธอทุกวัน

ขอเพียงเท่านี้ รู้สึกดีที่มีให้กัน
ให้เธอรับไปจากฉัน ให้เธอรู้ไว้ว่าฉัน

คิดถึงเธอ


อ่านเพิ่มเติม


Sunday, March 25, 2012

ทำไมเกาหลีถึงมีแต่หนังรัก ไทยมีแต่หนังตลก


ได้พูดคุยกับเพื่อนสาวชาวเกาหลีคนหนึ่ง หลังจากที่ผมชื่นชมว่าชอบดูหนังเกาหลี ที่ส่วนใหญ่เป็นหนังรักโรแมนติค ทำได้ซาบซึ้งกินใจ เนื้อหาดี พร้อมกับบ่นว่าหนังไทยมีแต่หนังตลกโปกฮา ทุกปีจะมีหนังตลกเข้าโรงเกือบ 10 เรื่อง

"คุณเคยฟังเพลงชาติเกาหลีรึยัง ?" สาวเกาหลีถาม

ผมตอบไปว่าเคยฟังผ่านๆ เธอเล่าให้ฟังว่าเพลงชาติเกาหลีนั้นเป็นเพลงที่เศร้า ฟังแล้วจะร้องไห้ สะท้อนความเป็นคนเกาหลีอย่างมาก เพราะประวัติศาสตร์ของประเทศเธอมีแต่สงคราม คนแบ่งแยกเป็นสองฝ่ายจนต้องแยกประเทศออกจากกัน

ทุกเช้าเธอต้องตื่นขึ้นมารับฟังข่าวความโหดร้ายของฝ่ายเหนือ (เกาหลีเหนือ) เธอบอกว่าให้ผมลองหลับตานึกภาพคนกรุงเทพกับคนเชียงใหม่ต้องมาถือปืนไล่ยิงกันให้ตาย คุณจะเข้าใจความเจ็บปวดนี้

"เพราะฉะนั้นในจิตสำนึกของคนเกาหลีจึงต้องการความรักมากเป็นพิเศษ จึงไม่แปลกเลยที่เราทำแต่หนังรัก เพราะเราอยากให้คนรักกัน ยิ่งซึ้งกินใจแค่ไหน คนยิ่งอยากดู"

เธอเล่าต่อว่าครั้งแรกที่เธอได้ฟังเพลงชาติไทย เธอรู้สึกว่าเป็นเพลงที่สนุกสนาน ฟังแล้วอารมณ์ดี สะท้อนภาพของคนไทยที่ทั้งโลกเห็นเหมือนกันว่าเป็นคนอารมณ์ดี ยิ้มง่าย หัวเราะตลอดเวลา

เธอบอกว่าไม่แปลกใจเลยที่ทำไมเมืองไทยถึงมีแต่หนังตลก ถ้าหนังรักก็เป็นแนว romantic comedy ซะส่วนใหญ่ เธอวิเคราะห์ว่ามันสะท้อนความเป็นคนไทย โดยการมองผ่านเพลงชาติเข้ามา

"แต่คนในเมืองหลวงจะชอบบอกนะว่าเบื่อหนังตลก ไม่อยากดูตลก" ผมถาม
"แล้วคุณคิดว่าคนในกรุงโซลไม่เบื่อหนังรักเหรอ ? พวกเราก็เอียนมันจะแย่อยู่แล้วล่ะ ฮะๆ"

เธอเชื่อว่าหนังตลกไทย ถ้ายังทำออกมาได้ก็แปลว่ามีคนดู แล้วก็รายได้ดี คนเมืองอาจจะเบื่อแต่คนต่างจังหวัดอาจจะไม่ ก็ไม่ต่างกับหนังเกาหลีที่ทำหนังรักออกมาเท่าไหร่ คนก็ยังคงดูอยู่ต่อไปนั่นเอง

Link 
- "Aegukga" เพลงชาติเกาหลี
- โพสต์ครั้งแรกใน Google +



Friday, March 23, 2012

ขั้นตอนและวิธีการซื้อแอพใน iPhone, iPad เป็นของขวัญให้เพื่อน



ความสามารถนึงใน App Store ของแอปเปิลที่อยากจะลองมานานแล้วแต่ไม่ได้ใช้ซะที คือการซื้อแอพแล้วส่งเป็นของขวัญให้เพื่อนได้ (Gift App) พอดีตอนนี้มีเกมส์ Angry Bird Spaces ออกมาใหม่พอดี เลยซื้อเป็นของขวัญให้ @CherryJaja ซะหน่อย

Gift App ก็ตามชื่อของมัน คือเราสามารถที่จะเข้าไปใน App Store แล้วแทนที่จะซื้อแอพมาใช้บน iPhone หรือ iPad ตามปกติ เราสามารถจะซื้อแอพนี้แล้วส่งไปเป็นของขวัญให้เพื่อน พี่น้อง แฟน หรือแม้แต่หลานของเราได้ด้วย

วิธีการส่งแอพเป็นของขวัญให้เพื่อน


  • เข้า App Store เลือกแอพที่เราต้องการจะซื้อเป็นของขวัญให้เพื่อน 
 
  • เลื่อนลงมาข้างล่างสุด จะมีคำว่า "Gift This App"

 

  • จะมีหน้าจอสรุปให้ว่าเราจะซื้อแอพอะไร ราคาเท่าไหร่ ใช้กับไอโฟน / ไอแพดรุ่นไหนได้บ้าง กดปุ่ม "Next"
  • ใส่ชื่อผู้ส่ง ชื่อผู้รับ อีเมล์ของผู้รับ แล้ว็ข้อความถึงผู้รับ ใส่เสร็จกด "Next"
 

  • หน้าสรุปสุดท้าย จะบอกชื่อแอพ ราคา และอีเมล์ผู้รับ ตรวจสอบดีแล้วก็กด "Buy Gift" เล๊ยยยย
  • รอซักพักจะมีอีเมล์ส่งไปถึงผู้รับ อีเมล์หน้าตาน่ารักอย่างที่เห็น ถ้าเพื่อนของเราเปิดอีเมล์นี้บนไอโฟน กดไปที่ปุ่ม "Redeem" จะเข้าหน้า App Store ให้อัตโนมัติ กดปุ่ม "Continue" แล้วใส่ Username / Password

  • จากนั้นเครื่องของเพื่อนเราจะดาวน์โหลดแอพมาลงให้ทันที (เจ๋งมาก) แล้วก็รอเล่นแอพไป นึกถึงหน้าคนส่งมาให้ไปอย่างมีความสุข :)

ไม่แน่ใจว่าถ้าเราส่งแอพให้เพื่อนที่มีแอพนั้นอยู่แล้วในเครื่อง เราจะได้เงินคืนหรือเปล่านะครับ อันนี้อาจจะต้องแอบถามเพื่อนเราดูก่อนว่ามีแอพนี้ๆ แล้วรึยัง

Gift App ก็เป็นฟีเจอร์น่ารักๆ อันนึงของ App Store ที่ไม่ค่อยมีใครรู้ แต่จริงๆ แล้วในต่างประเทศใช้กันเยอะมาก บางทีปู่อยากเล่นเกมส์กับหลานก็ซื้อแอพให้กัน มันก็ดูน่ารักดีนะครับ ^___^



Tuesday, March 20, 2012

รีวิว: The new iPad - จอเป็นเหตุให้บาดตาและเผลอซื้อได้


ได้ลองเล่น iPad รุ่นใหม่ หรือที่เรียกกันว่า The new iPad / iPad 3 / iPad HD หรือจะชื่อไหนก็เถอะ ก็ได้พบเห็นกับตัวเองว่า จอที่เค้าว่าเทพ คมนักคมหนานั้นจริงหรือเปล่า กล้องดีกว่าเดิมแค่ไหน หลังจากที่ได้อ่านรีวิวจากหลายสำนักในต่างประเทศจนน้ำลายหกมาแล้ว

เนื่องจากมีหลายสำนักรีวิวเรื่องสเป็คไปมากแล้ว รีวิวนี้จะขอเน้นที่ความรู้สึกแล้วกันครับ ว่าหลังจากได้ลองใช้มาซักพักแล้วเป็นยังไงบ้าง

หมายเหตุ: ในรีวิวนี้จะขอเรียกมันว่า "iPad ใหม่" แล้วกันนะครับ ถือว่าเป็นที่รู้กันว่ามันคือ iPad รุ่นที่ 3 ที่ออกในปี 2012

ขอบคุณ @XPeterTwiz ที่ให้ยืมเครื่องมาลองครับ





จอใหม่ - มองได้แต่อย่าชอบ เพราะมันจะทำให้ตาฉันบอบช้ำ

อย่างที่ทุกสำนักได้รีวิวไปว่าการดูภาพจากเว็บจากวิดีโอรีวิวต่างๆ ไม่สามารถทำให้คุณมองเห็นได้ว่าจอมันคมชัดแค่ไหน (เพราะเราก็มองผ่านจอที่เราใช้อยู่ทุกวัน)

สัมผัสแรกที่จะได้เห็นก็คือจอ Retina ของ iPad ใหม่นี้ ก็ต้องบอกว่ามันคมชัดจริง สีสันดูสดขึ้น ถ้าดูภาพจะเหมือนเอาภาพที่พิมพ์ออกมาแล้วมาแปะเอาไว้ที่จอเลย ถ้าดูหนัง HD ก็ชัดยิ่งกว่าดูบนจอทีวีซะอีก ผมว่าคุณได้ลองใช้งานจอนี้ไปซักพักแล้ว คุณจะไม่อยากกลับไปใช้จออื่นเลย

ลองทดสอบขยาย Text ให้ใหญ่ที่สุดบนหน้าจอก็จะมองเห็นความโค้งของตัวอักษร แบบที่มองไม่เห็นจุด Pixel บนหน้าจอเลย

เมื่อลองเปลี่ยนขนาดตัวอักษรให้เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วมองจากไกลๆ ก็จะยังมองเห็นว่านี่คือตัวอะไร อ่านออก ซึ่งตรงนี้จะต่างจาก iPad 1, iPad 2 อย่างเห็นได้ชัด

แนะนำความหมายสูตรคำนวณ Retina Display ของแอปเปิล : a = 2 arctan ( h / 2d )

เกมส์ Sky Gamblers ที่แอปเปิลโชว์ในงาน (บังคับโคตรยากเลย)
ขยาย Font ใหญ่สุด ดูที่จุดโค้งของตัวอักษรก็ยังเนียน ไม่เห็นจุด Pixel เลย
Capture หน้าจอมา ไม่รู้สึกว่ามีอะไรเปลี่ยน นอกจาก Pixel ที่เยอะขึ้น


ขนาดเครื่อง - หนากว่าเดิม หนักกว่าเดิม

ถ้าใครที่ใช้ iPad 2 เป็นประจำ พอมาถือ iPad ใหม่แล้วจะรู้สึกได้ทันทีว่า "หนัก" ถึงจะไม่ได้หนักขนาด iPad รุ่นแรก แต่ก็ถือว่าพอสมควร ถ้าถือมือเดียวนานๆ จะรู้สึกเมื่อยได้เหมือนกัน

ถ้าเทียบน้ำหนักรุ่น Wifi แล้ว
  • iPad 1 = 680 กรัม
  • iPad 2 = 601 กรัม
  • The new iPad = 650 กรัม
ส่วนความหนาที่หนาขึ้นเล็กน้อยนั้นแทบจะไม่รู้สึกอะไรครับ ยังคงบางเท่าๆ กับรุ่นเก่า ถ้าดูจากภายนอกแล้ว เอา iPad ใหม่มาวางข้างๆ iPad 2 จะดูไม่ออกเลยว่ารุ่นไหนคือรุ่นไหน

แนะนำ: ทำไมถึงเรียกไอแพดใหม่ว่า "The new iPad"

ซ้าย iPad ใหม่, ขวา iPad 1

เทียบกับ iPad 1
เทียบกับ Macbook Air
ความเร็ว - แรมเยอะได้เปรียบ

แอปเปิลได้เปลี่ยนมาใช้ชิป A5X ใน iPad ใหม่ จากเดิมที่ใช้ A5 บน iPad 2 ซึ่งตามที่แอปเปิลโม้ไว้คือเพิ่มประสิทธิภาพด้านกราฟฟิค มากกว่าความเร็วในการประมวลผล ซึ่งผลรีวิวความเร็วกราฟฟิคก็เร็วขึ้นมากจริง

แต่ถ้าใช้งานตามปกติก็จะไม่รู้สึกต่างอะไรจากเดิมมาก ความเร็วในการเล่นเว็บ เปิดโปรแกรม ทำงาน ยังคงเท่าเดิม ส่วนเกมส์ที่บอกว่าทำมาเพื่อเล่นบน iPad ใหม่นี้ บอกตามตรงว่าไม่ได้รู้สึกต่างมากจากคุณภาพที่เล่นบน iPad 2 (คงเพราะยังไม่มีเกมส์ไหนกล้าทำออกมาเพื่อเล่นบน iPad ใหม่ได้อย่างเดียวเท่านั้น)

ส่วนที่ต่างออกไปคือแรม จากเดิม 512 MB เป็น 1,024 MB ซึ่งมากกว่าเดิมเท่าตัว ซึ่งผมชอบตรงนี้มาก เพราะมันทำให้การทำงานหลายอย่างลื่นขึ้นมามาก
  • ลองเปิดเว็บ Soccer Suck, Boston Picture 4 หน้า, เล่น Infinity Blade 2, เปิด iPhoto, เปิดกล้องถ่ายรูป ทั้งหมดสามารถเปิดสลับไปมาได้แบบไม่มีหน่วงเลย ไม่ต้องโหลดใหม่ คือเร็วมาก
  • แรมมากขึ้นทำให้เปิดสลับโปรแกรมได้ลื่นขึ้นมาก
  • แต่ถ้าเปิดโปรแกรมใหม่ขึ้นมา ความเร็วในการโหลดก็ยังเท่าเดิม
เล่นเกมส์ไปแล้วก็สังเกตุไม่ค่อยออกว่ามันต่างจาก iPad 2 ยังไงหว่า


กล้อง - ดีกว่าเดิมมาก แต่ไม่เท่า iPhone 4S

แอปเปิลเพิ่มความละเอียดของกล้องเป็น 5 ล้านพิกเซล และใช้เทคนิคเพิ่มกระจกเลนส์แบบเดียวกับที่ใช้บน iPhone 4S ทำให้ภาพที่ถ่ายได้จะสว่างและสดใสกว่าเดิม

จากที่ลองถ่ายทั้งกลางวันและกลางคืน ภาพในตอนกลางวันออกมาสวยน่าประทับใจ แม้จะไม่ได้คมชัดแบบถ่ายบน iPhone 4S แต่ก็ได้ระยะตื้นลึก สีสัน และแสงที่ดูดี
  • ระยะโฟกัสดีขึ้น เวลาถ่ายระยะประชิดจะเก็นภาพหลังที่เบลอมากขึ้น
  • แสงในมุมมืดจะสว่างขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
  • เมื่อเทียบกับกล้องของ iPhone 4 แล้วถือว่าดีกว่า ทั้งสีสันและคุณภาพ
  • ถ่ายวิดีโอ ภาพกระตุกลดลงเยอะมากด้วย Image Stabilize เพราะปกติถือ iPad ถ่ายวิดีโอจะได้ภาพกระตุกๆ กว่าถ่ายบน iPhone
  • กล้องหน้า(ห่วย)เหมือนเดิม
  • กล้องยังไม่ดีเท่ากับ iPhone 4S
ถึงจะมีน้อยคนที่ใช้กล้อง iPad ถ่ายรูปเป็นประจำ แต่มีก็ยังดีกว่าไม่มี และตัว Image Stabilize ก็มีประโยชน์มากในการจับเครื่องขึ้นมาถ่ายเวลาเฉพาะกิจ

ภาพในสภาพแสงไม่มากก็ยังดูคมสวยดี มองเห็นฝุ่นบนหัวแมวได้เลย
ซ้ายถ่ายโดยกล้อง The new iPad, ขวากล้อง iPhone 4

สรุป 

เรื่องอื่นๆ ที่ยังไม่ได้ทดสอบคือ 4G ที่ไม่รู้จะทดสอบยังไง, ความอึดของแบตที่ไม่มีเวลาลองที่นานพอ และความเร็วในการประมวลผลหนักๆ

แต่โดยส่วนตัวแล้วประทับใจกับความคมชัดจัดจ้านของจอมาก และแรมที่มีมากขึ้นเยอะทำให้การใช้งานในชีวิตประจำวันไม่ติดขัด เร็วปื๊ดๆ เลยแหล่ะ

ถ้าใครมี iPad 2 อยู่แล้ว ก็แทบจะไม่มีความจำเป็นจะต้องควักเงินซื้อ iPad รุ่นใหม่นี้ เพราะ iPad 2 ก็ยังเร็วดีอยู่ และกล้องก็ไม่ได้เลวร้าย ส่วน 4G ในเมืองไทยประโยชน์ก็ยังคงเป็นศูนย์อยู่ตอนนี้ (คาดว่าคงอีกนานมากกว่าจะได้มีบุญใช้กัน)

แต่ถ้าใครที่มี iPad รุ่นแรก, ยังไม่มีแท็บเล็ต หรือใช้แท็บเล็ตตัวอื่นอยู่ ก็อย่าเพิ่งตัดสินใจอะไรไป ขอแนะนำอย่างแรงๆ ว่าให้ไปลองจับ iPad ใหม่เสียก่อน สินค้าทุกอย่างมีข้อดีข้อเสียครับ โดยเฉพาะจอ Retina ใหม่ที่บางคนเห็นก็บอกเฉยๆ บางคนเห็นก็บอกโอ้ว้าว

ข้อดี
  • จอสวยมาก คมบาดตา ขอแนะนำให้ลองไปดูด้วยตาตัวเอง
  • แรมเยอะขึ้นมาก เปิดโปรแกรมสลับไปมาลื่นสุดๆ
  • กล้องหลัีงถ่ายรูปชัดดี ถ่ายวิดีโอแล้วได้ภาพนิ่งกว่าเดิมเยอะ
ข้อเสีย
  • หนักกว่าเดิมมาก จนรู้สึกได้
  • ใช้ไปนานๆ เครื่องจะอุ่นขึ้นเหมือนกัน 
  • เคสบางตัวของ iPad 2 จะมีปัญหาไม่ยอมปิดหน้าจอให้ แต่ Smart Cover ของแอปเปิลจะไม่มีปัญหาอะไร
  • ดูภายนอกต่างจากเดิมไม่เยอะ เอาไปโม้ลำบากว่าใช้ iPad ใหม่
จอมันคมจริงๆ นะ ^__^