Saturday, August 04, 2012

รีวิว: รัก 7 ปีดี 7 หน - เมื่อ GTH ปล่อยของ กับหนังแนวทดลอง 3 เรื่อง


ด้วยความที่มาตรฐานของ GTH ในเรื่องก่อนๆ สร้างไว้ดีมาก + เป็นหนังฉลองครบรอบ 7 ปี และแน่นอนเพราะมีนิชคุณมาแสดงด้วย ทำให้ "รัก 7 ปีดี 7 หน" เป็นหนังที่หลายคนตั้งความหวังเอาไว้สูง(มาก)

ส่วนตัวที่เป็นแฟนตัวยงของ GTH ก็ตั้งความหวังไว้สูงเช่นกัน ซึ่งหลังจากได้ไปดูถึง 2 รอบ ก็ตอบกับตัวเองได้ว่า "ไม่ผิดหวัง"

จริงๆ แล้วอยากวิจารณ์หนังในแบบปกติที่เคยทำ แต่ในเมื่อหนังเรื่องนี้ทำขึ้นในโอกาสพิเศษ และก็มีอะไรพิเศษหลายอย่างซ่อนอยู่ บทวิจารณ์นี้เลยขอเน้นไปที่การดูความเป็น "หนังแนวทดลอง" ของ "รัก 7 ปีดี 7 หน" ครับ

[Spoil]

หนังแนวทดลอง

การทำหนังสั้นหลายตอนแล้วมารวมเป็นเรื่องเดียว ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับ GTH แต่ที่น่าแปลกใจคือถ้าได้อ่านบทสัมภาษณ์ของผู้กำกับ จะได้ยินประโยคแปลกๆ อย่าง "เราได้ทดลองทำอะไรใหม่ๆ" , "มีอะไรหลายอย่างที่เราใส่ลงไปในหนัง"

ซึ่งถ้าพิจารณาดูแล้วหนังรัก7ปีเป็นแนวทดลองทั้ง 3 ตอน
  • 14 : ทดลองเล่นกับสัญลักษณ์ต่างๆ
  • 21/28 : ทดลองการเล่าเรื่อง
  • 42 : ทดลองการสร้างนามธรรม มองได้หลากมุม 
ส่วนตัวคิดว่าที่ทีมงานเลือกจะไม่ Pay Safe กับหนังฉลอง 7 ปีบริษัท ก็ด้วยต้องการปล่อยของบางอย่างที่อยากทำมานานแต่ไม่มีโอกาส หรืออาจจะเพราะไม่อยากยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ กับหนังรักในแบบเดิมๆ ที่สร้างมาตลอด 7 ปีก็เป็นได้

14 : ทดลองเล่นกับสัญลักษณ์ต่างๆ

สัญลักษณ์ในที่นี้คือใช้ Social Network เป็นตัวเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ
  • หนังเริ่มด้วยการแนะนำชีวิตป่วนกับมิลค์ผ่าน Facebook (in relationship) 
  • พากษ์เสียงฮาๆ ทับหนังแฟนฉัน ดูบนมือถือ
  • ไปเที่ยวกันผ่าน Path
  • ส่งข้อความหากันผ่าน WhatsApp
  • คุยกันทุกวันทาง Skype
  • แชร์วิดีโอซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องดราม่าผ่าน Youtube
  • ป่วนเข้าไปถามความเห็นจากใน Pantip

  • ในตอนจบที่หน้าบ้านมิลค์ ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าภาพทั้งช่วงนี้จะเบลอทั้งหมด แต่ชัดเพียงจุดวงกลม และบางช่วงวงกลมนั้นก็ถูกลากไปมา ซึ่งถ้าใครเคยใช้ Instagram จะรู้ดีว่านี่คือ Filter Blur นี่เอง
ถ้าตัดประเด็นในหนังออกไป จะพบว่าเราสามารถเอา Social Network ทั้งหมดที่ป่วนใช้ มาร้อยเรียงกันเป็นเรื่อง 14 ได้สบายๆ การเล่าความเป็นไปในชีวิตคู่ของทั้งสองคนอยู่ใน Facebook, Youtube, Path, Pantip หมดแล้ว

ผมคิดว่าป่วนรักมิลค์ แต่ก็รักตัวเอง และรักสัญลักษณ์ต่างๆ พวกนี้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน การบอกให้ลบวิดีโอที่มีคนดูกว่า 10,000 คน หรือจะให้คิดตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ โดนไม่ถามคนใน Pantip เป็นเรื่องยากสำหรับป่วน โดยเฉพาะฉากที่โพสต์ว่า "นี่คงเป็นครั้งโพสต์สุดท้าย ลาก่อน" แต่เราก็ยังเห็นว่าป่วนยังใช้ Social Network อยู่เช่นเคย


การเลือกเพลง "พูดไม่คิด" มาแทนตัวป่วน และเพลง "เธอคือของขวัญ" มาแทนตัวมิลค์ ก็สื่อถึงทั้งสองคนได้อย่างชัดเจน ในขณะที่ฝ่ายหญิงรู้สึกว่าผู้ชายเป็นคนพิเศษ แต่ฝ่ายชายกลับคิดถึงแต่ตัวเองและทำผิดครั้งแล้วครั้งเล่า

ภาพสุดท้ายที่ทั้งสองคนไปเที่ยววาเลนไทน์กันในสวนสนุก และจบที่ภาพป่วนมาพูดแบบที่คิดได้ผ่าน Youtube (อีกครั้ง) ก็เป็นบทสรุปที่ดี คือไม่ว่าทั้งสองคนจะกลับมารักกันได้หรือไม่ เราก็ได้บทเรียนที่ดีจากการยึดติดกับสัญลักษณ์เหล่านั้นไปแล้ว


21/28 : ทดลองการเล่าเรื่อง

เรื่องนี้ชัดเจนที่สุดในชั้นเชิงการเล่าเรื่อง คือโดยปกติแล้วหนังทั่วไปจะเล่าจากหลังไปหน้า มีตัดสลับไปภาพในอดีตบ้างเป็นจุดๆ แต่กับเรื่อง 21/28 ใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบวิ่งสลับทางกัน

28 ภาพปัจจุบัน : เริ่มจากเลิกกัน, เกลียดกันที่ Ocean World, โกรธกันที่ไม่มาแคสบท, เข้าใจกันที่ซ้อมบท, กลับมารักกันที่ตอนจบ
21 ภาพอดีต : เริ่มจากเลิกกันที่บ้าน,​ เกลียดกันที่งานประกาศรางวัล, เข้าใจกันที่กองถ่ายหนังในเกาะ, รักกันที่ฉากจูบบนเรือ, รู้จักกันที่ตอนแคส

ที่สำคัญคือทุกช่วงที่กำลังจะตัดสลับไปมาระหว่าง 21 กับ 28 จะมีภาพที่เหมือนกันมาเชื่อม เช่นจอนบอกไม่รับเล่นภาคสองแล้วปิดประตู (28) ภาพซูมไปที่ประตู จากนั้นก็ตัดมาประตูที่เปิดออก เป็นแหม่มมาเก็บของออกจากบ้าน (21)

จะเห็นว่าแม้ทั้ง 2 เรื่องย่อยจะวิ่งไปคนละทาง แต่อารมณ์กลับไปในทางเดียวกัน คือเกลียด -> รัก ซึ่งถ้าคิดว่าเราเป็นคนเขียนบท หรือผู้กำกับ โจทย์นี้ยากมากจนปวดหัวตายแน่นอน ต้องชมการแสดงของคริสและซันนี่ด้วยที่ทำให้เราเชื่อในความต่างของเวลาจริง โดยเฉพาะเรื่องอ้วน/ผอม


ประโยคนึงที่แหม่มพูดในฉากแคสตัวละครคือ "มันเป็นเรื่องของคนสองคน ที่เกลียดกัน แต่กลับต้องมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน" ไม่ใช่แค่ประโยคบอกผ่าน แต่เป็นประโยคที่สะท้อนชีวิตของแหม่มและจอนอย่างชัดเจน

พูดง่ายๆ คือ Sea You ก็คือชีวิตจริงของทั้งสองคนนั่นเอง หนังเรื่องนี้นำทั้งสองคนมารักกัน เลิกกัน เกลียดกัน แต่สุดท้ายประโยคที่เป็นบทเริ่มของ Sea You ภาค 2 กลับมาเป็นประโยคส่งท้ายของชีวิตแหม่มกับจอน นั่นคือ "เราจะกลับมารักกันอีกได้หรือเปล่า ?"

แต่แหม่มก็ออกมาถือไมค์แล้วปฏิเสธอย่างน่ารักว่า "ประโยคนั้น ฉันต้องเป็นคนพูดไม่ใช่เหรอ ?"



42 : ทดลองการสร้างนามธรรม มองได้หลากมุม 

ถ้าโจทย์ของหนังเรื่อง 42 ที่พี่เก้งต้องการจะสื่อคือการให้แรงบันดาลใจกับใครสักคน โดยมากหนังแนวนี้ก็มักจะไปในทางเดียวกัน เช่นหนังกีฬา เต้น ใช้การแข่งขันเป็นตัวนำ ซึ่งหล่อน (สู่ขวัญ) ในเรื่อง 42 ก็เป็นเช่นนั้น คือสู้กับตัวเองทั้งทางร่างกาย และจิตใจ

ถ้ามองเรื่อง 42 จริงๆ แล้วจะพบภาพการวางสัญลักษณ์ และเป็นเชิงนามธรรมไว้เกลื่อนกลาดเต็มไปหมด

สัญลักษณ์เชิงสิ่งของ : ปืน, รองเท้าแตะ, ดอกกุหลาบ, รองเท้าผ้าใบ, ขวดน้ำ, ส้ม, โทรศัพท์, รูปภาพ, เชือกรองเท้าขาด
สัญลักษณ์เชิงคำพูด : เช้าวันหนึ่ง ผู้หญิงคนหนึ่ง ปืนกระบอกหนึ่ง, Turning Poing, หนังคาซัคสถาน, โอยแม่ทำให้หล่อนคิดอะไรไม่ออก, ถนนพระสุเมรุ, เยี่ยงมนุษย์

รวมถึงการไม่บอกชื่อของพระเอกและนางเอก นามธรรมทั้งหมดที่วางไว้ เราไม่จำเป็นต้องหาความหมายหรือคำอธิบายที่ชัดเจน เราไม่จำเป็นต้องรู้ว่าหนังคาซัคสถานมันเป็นยังไง ? ส้มมีความหมายยังไง ?



สุดท้ายทุกอย่างที่รวมๆ กันในเรื่อง 42 คือบ่วงที่ดึงหล่อนเอาไว้ หล่อนมีความหลังมากมายในตอนต้น และเหมือนจะลืมทุกอย่างได้เมื่อมาเจอกับเขา (นิชคุณ) แต่สุดท้ายเมื่อวิ่งผ่าน Turning Point บ่วงเหล่านั้นก็กลับเข้ามาอีกครั้ง

ประโยคที่พูดกันในช่องหนีไฟ เป็นบทพูดที่จริงใจที่สุดในหนังหลายๆ เรื่องในรอบปีนี้
"ฉันพยายามบอกคุณแล้วใช่ไหมว่าฉันชอบคุณ"
"ครอบครัวคุณรับไม่ได้หรอก ไม่มีครอบครัวไหนรับได้"
"ถ้าผมกับคุณเป็นคนธรรมดา ถ้าไม่มีเรื่องสามีคุณ เราจะคบกันได้ไหม ?"

บ่วงทั้งหมดก็ดูเหมือนจะยังคาใจอยู่ แต่หล่อนก็ออกมาวิ่งมาราธอนโดยที่ไม่เข้าใจเหตุผลของการออกมาวิ่งอยู่ดี

จนถึงวินาทีสุดท้ายของเรื่อง ที่เขากลับมาถามหล่อนว่า "คุณพูดกับปีศาจกิโลเมตรที่ 35 ว่ายังไง ?" หล่อนไม่ตอบ ได้แต่วิ่งไปข้างหน้า และจบที่คำบรรยาย

บางทีชีวิต มันก็ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล ไม่จำเป็นต้องมีคำสัญญา บ่วงทุกอย่างที่ผูกติดเราไว้ก็เหมือนกัน ขอแค่เราใช้ชีวิตต่อไปแล้วก็มุ่งไปข้างหน้า ... เยี่ยงมนุษย์



:: สรุป ::

"รัก 7 ปีดี 7 หน" เป็นหนังที่แทรกอะไรไว้มากมาย ทั้งดารารับเชิญ การเอาประโยคเด็ดๆ จากหนังเก่าของ GTH ภาพของหนังแฟนฉันที่เป็นจุดเริ่มต้นของบริษัท รวมไปถึงการทำหนัง 3 เรื่องให้หลุดออกไปจากสูตรสำเร็จเดิมๆ

ผลคือคนดูถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน คือที่ชอบก็จะชอบมาก คนที่ไม่ชอบก็จะไม่ชอบไปเลย
ก็ไม่แปลกที่รายได้จะไม่สูงเหมือนที่หลายคนคาดคิด (7 วันไม่ถึง 50 ล้านบาท)

อย่างไรก็ดี "รัก 7 ปีดี 7 หน" คือหนังที่คุณภาพดีเยี่ยม มีอะไรมากมายให้เก็บระหว่างทาง สมกับที่เป็นหนังฉลองครบรอบ 7 ปีของค่ายหนังที่ล้มลุกคลุกคลานมาตลอด กว่าจะประสบความสำเร็จในวันนี้ได้ ดูจบก็แอบยิ้มเล็กๆ ได้ข้อคิดหน่อยๆ แต่ก็ Feel Good ตามระเบียบครับ :)



ประโยคเด็ด

14
  • น่ารักเหี้ยๆ
  • ถ้า Public แบบนี้ใครๆ ก็ดูได้สิ, ก็ใช่ไง
  • หมื่นแล้วโว้ยยยยยย
  • ก็ไหนว่าทำให้มิลค์คนเดียวไง, คนอื่นเค้าก็ชอบกันทั้งนั้นเลยนะ
  • นี่แคร์ไอ้หมื่นวิวนั้นมากกว่ามิลค์อีกเหรอ
  • ไอ้เหี้ย
  • พี่ไม่มีมิลค์คนเดียวไม่เป็นอะไรหรอก มีคนรักพี่อีกเป็นหมื่นเป็นแสนคนในนั้น
21/28
  • ก็ถ้าคนเก่ามันเวิร์ค จะไปมีคนใหม่ทำไม
  • หนังเรื่องนี้ทำให้ผมรู้จักผู้หญิงคนนึง .. ผมรักเค้ามาก
  • แม่งแรด 
  • Oh Baby Smile ~~
  • หนังเรื่องนี้มันเป็นโอกาสสุดท้ายของฉันแล้ว ฉันอยากกลับมาดังอีกครั้ง
  • เราโทษตัวเองทุกวัน
  • เราจะกลับมารักกันได้อีกรึเปล่า ?
42.195
  • หน้าที่ของเราก็คือมองถนน 7 ฟุทข้างหน้า แล้วก็แค่วิ่งผ่านมันไปเท่านั้น
  • คุณคิดว่าฉันวิ่งมาราธินได้ไหม, ทำไมไม่ลองดูล่ะครับ
  • ฉันก็แค่อยากวิ่ง แต่ไม่อยากเหนื่อย
  • ถ้าคุณอยากวิ่ง คุณวิ่งกิโลเดียวก็พอ แต่ถ้าคุณอยากพบชีวิตใหม่ล่ะก็ คุณค่อยมาวิ่งมาราธอน
  • พวกมึงจะมาวิ่งทำอะไรกันวะ ? (เสียงจากปีศาจกิโลเมตรที่ 35)
  • อีก 20 ปีเธออยากจะป้อนแอนมัมฉันก่อนนอนรึไง ?
  • คุณคงไม่อยากคบฉันเพื่อมีเรื่องเสียใจใช่ไหม, แล้วตอนนี้คุณเสียใจรึยังล่ะครับ



Related Link