Monday, January 14, 2013

ครบรอบ 1 ปีของการแต่งงาน กับรักที่มากขึ้นทุกวัน


14 มกราคม 2555 คือวันแต่งงานของผมกับเชอรี่ (@CherryJaja) เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว มารู้สึกตัวอีกทีเรายังหัวเราะกันอยู่เลยว่า นี่เราแต่งงานกันครบ 1 ปีแล้วนะ

365 วันที่ผ่านมามีเรื่องราวผ่านมามากมาย มากกว่าที่เราทั้งสองคนจะคาดคิด โชคดีที่เรื่องราวส่วนใหญ่เป็นเรื่องดีๆ และทำให้เรามีความสุข

เนื่องในโอกาสวันดี เลยอยากจะเขียนบันทึกเรื่องราวของเราสองคนเอาไว้ ว่า 1 ปีที่ผ่านมา ระหว่างเราสองคนมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง



ไม่ต้องปรับตัว แต่ปรับความเข้าใจ

ว่ากันว่าปีแรกของการแต่งงาน คือปีแห่งการปรับตัว แน่นอนว่าการที่เราต้องตื่นนอนขึ้นมาแล้วพบกับใครที่อยู่ข้างกาย มันคือการเปลี่ยนแปลง

ในระดับที่ลึกลงไป การใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมันมีรายละเอียดมากกว่านั้น การทำงานบ้าน การเข้านอน การแบ่งพื้นที่ส่วนตัว การเข้ากับครอบครัวใหม่ของทั้งสองฝ่าย

เราสองคนซื้อคอนโดและแยกออกมาอยู่ด้วยกัน ปัญหาเรื่องเข้ากับพ่อแม่ทั้ง 2 ฝ่ายเลยไม่มี ก็เหลือแค่การใช้ชีวิตของสองคนเท่านั้น

ผมพบว่าความเกรงใจเป็นเรื่องที่สำคัญมาก คือเราเกรงใจกันมาก เวลาผมจะเล่นเกมส์ก็กลัวอีกฝ่ายจะไม่มีใครสนใจ เวลาเชอรี่จะนอนก่อน ก็กลัวว่าปิดไฟแล้วผมจะอ่านหนังสือไม่ได้ เราอยู่ด้วยความเกรงใจ แต่ก็ไม่ได้ละความเป็นตัวของตัวเอง

ที่สุดแล้วก็ใช้ความเข้าใจ เชอรี่เข้าใจว่าผมนอนดึก ตื่นสาย ขี้เกียจบ้าง ขยันเกินไปบ้าง
ผมเข้าใจว่าเชอรี่ชอบความสะอาด รักสวยรักงาม ต้องการเวลาพักผ่อน อยากให้เราอยู่ใกล้ตลอดเวลา

ขอโทษกันเมื่อมีปัญหา

ผมว่าเชอรี่เก่งมากที่อยู่กับผมได้โดยไม่งอแง คือด้วยความที่เราก็เป็นคนชอบทำโน่นนี่อยู่ตลอดเวลา มีเวลาพักผ่อนน้อย บางทีก็พูดน้อย บางทีก็อยากมีเวลาอยู่คนเดียว แต่เธอก็ดูจะเข้าใจและอยู่กับสิ่งที่ผมเป็นได้เป็นอย่างดี

ส่วนนึงก็ต้องขอบคุณตัวเองด้วยที่ผมรู้ว่าจุดอ่อนของผมคืออะไร ผมรู้ว่าผมเป็นคนช่างจิตนาการ เจ้าเหตุผล ตามประสาหนุ่ม Geek ผมรู้ว่าวันนึงถ้าทะเลาะกัน ต้องมีอารมณ์ที่ผมว่าผมถูก หรือเชอรี่บอกว่าเชอรี่ถูก

ปัญหาจะเกิดถ้าคนนึงยอมแพ้ คนนึงคิดว่าฉันชนะแล้ว ดีใจไชโย
ทะเลาะกันไม่มีใครชนะ ไม่มีใครแพ้ ... เพราะเราแพ้ทั้งคู่

กฏของบ้านเราที่ว่า "ถ้าทะเลาะกัน ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม สุดท้ายจะต้องขอโทษซึ่งกันและกัน"
ต้องขอบคุณตัวเองด้วยที่ตั้งกฏนี้ เพราะทุกครั้งที่เราทะเลาะกัน ผมจะขอโทษเชอรี่ เชอรี่จะขอโทษผม

และเราก็ได้รู้ว่าที่เราทะเลาะกันนั้นไม่มีใครชนะ .. เราแพ้ทั้งคู่จริงๆ

เชอรี่ทำป้ายไฟไปเชียร์ตอนแข่งแฟนพันธุ์แท้
มีคนดูแล

Geek เป็นมนุษย์ที่ต้องการคนดูแลจริงๆ นะ คือใช้ชีวิตบนโลกนี้มาตั้ง 30 ปี มารู้สึกตัวว่าทำไมเราไม่ดูแลตัวเองเลย ก็ตอนแต่งงานแล้วนี่แหล่ะ

ประโยคที่ได้ยินคุณนายทำคิ้วขมวด แล้วก็แว๊กๆ ใส่ประจำก็มีเช่น
  • ทำไมไม่อาบน้ำ !!
  • กินเลาะมือแล้วดูดนิ้วได้ยังไงคะ
  • หนวดยาวเฟื้อยอย่างงี้ไม่ให้ออกจากบ้านนะ
  • ใส่กางเกงตัวเดิมอีกแล้วววว
  • ห้ามนอนดึกนะคืนนี้ นับ 1 ถึง 3 เข้านอนเดี๋ยวนี้ !!
ปีที่ผ่านมาเราสองคนก็ผลัดกันป่วย แต่ผมว่าเชอรี่ดูแลผม ดีกว่าที่ผมดูแลเชอรี่ 10 เท่าเห็นจะได้

มันเป็นความรู้สึกที่ดีจริงๆ นะ เวลาที่เราป่วยแล้วมีคนดูแลเราก่อนจะหลับตานอน และมีคนทำข้าวต้มมาให้ในเช้าของอีกวันนึง

นอกจากเวลาป่วยแล้ว ก็มีคนที่ดูแลเราเวลาที่เราเศร้า ท้อถอย เหนื่อย มีปัญหา ฯลฯ
ทุกครั้งที่ผมบ่นเรื่องอะไรซักอย่าง จะได้ยินเสียงจากเชอรี่ออกมาเสมอว่า "ไม่เป็นไรเน๊อะ"

มันทำให้เราได้รู้ว่า เค้าไม่ได้พร้อมแค่ที่จะร่วมสุขไปกับเรา ... แต่เค้าพร้อม ที่จะร่วมทุกข์ไปกับเราด้วย

ลอยกระทง 2555
ความรักส่งต่อกันได้

ผมชอบแชร์เรื่องราวความรัก โดยเฉพาะเรื่องดีๆ เรื่องที่เราประทับใจ
มีหลายคนถามเหมือนกันว่าทำไมชอบแชร์เรื่องความรักจัง

ไม่รู้สิ .. ผมเชื่อว่าความรักมันส่งต่อกันได้

ตอน 10 ขวบ ผมไปเห็นพ่อแอบซื้อดอกไม้มาให้แม่ในวันวาเลนไทน์ วันนั้นผมยิ้มทั้งวันเลย เจอใครก็วิ่งเข้าไปกอด คือเรารู้สึกโลกสดใส เห็นพ่อแม่รักกัน เราก็อยากเข้าไปกอดทุกคนที่เจอเลย

อีกครั้งนึงคือตอนที่เห็นพี่ชายตัวเองยืนสวดมนต์อยู่หน้าห้องคลอด ขอให้ภรรยาและลูกของเขาปลอดภัย ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นก็มีเสียงอุแว๊ดังออกมา ทั้งบ้านเรากอดกันดีใจ หลายคนน้ำตาซึมไปกับพี่ชายด้วย

ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ผมพยายามสังเกตคนรอบข้างที่ได้มาอ่านเรื่องราวความรักของเรา

ถึงแม้จะมีคำบ่นมาบ้างว่าอิจฉาหรือบ่นกับตัวเองว่าทำไมไม่มีอย่างนั้นอย่างนี้
แต่สุดท้ายผมสังเกตว่าเค้ารักกันมากขึ้นในหลายๆ ด้านนะ

มีน้องหลายคนที่ส่งข้อความมาบอกว่าเรื่องราวของเราสองคน ทำให้เค้าคืนดีกับแฟน, ทำให้ผมกล้าไปขอโทษคนที่ผมรัก, ทำให้หนูมีกำลังใจที่จะรักใครซักคน .. ทั้งหมดนี้อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้นะ

ไม่รู้สิ .. ผมเชื่อว่าความรักมันส่งต่อกันได้

จดทะเบียนสมรส
ได้เรียนรู้อะไรจากการแต่งงานบ้าง

หลายคนมักมองว่า โหย พอแต่งงานแล้ว ชีวิตจะเปลี่ยน จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว .. เอาเข้าจริงๆ ผมรู้สึกว่าความเปลี่ยนแปลงของการแต่งงานมันน้อยกว่าที่คิดนะ

คือมันไม่ใช่ว่า แต่งงานแล้ว ตื่นนอนขึ้นมาจะพบกับโลกใบใหม่ .. คือเราก็ตื่นมาบนโลกใบเดิม ยังไปทำงานเหมือนเดิม เรียกชื่อกันเหมือนเดิม ไปกินข้าว ดูหนัง เที่ยวเล่นกันเหมือนเดิม

สิ่งที่เปลี่ยนคงจะเป็น "เรารักกันมากขึ้น"

ผมรู้สึกว่าผมรักเชอรี่มากขึ้นเยอะมากๆ ถ้านับจากวันก่อนแต่งงาน
ก่อนแต่งงานคือเรารู้ตัวเองว่าเรารักเค้า และอยากที่จะอยู่กับเค้า

แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปหลังจาก 14 มกราคม 2555 คือผมรู้สึกได้เลยว่าผมขาดเชอรี่ไม่ได้

มีครั้งนึงที่เราสองคนไปเที่ยวกัน ครั้งนั้นเราไม่มีโทรศัพท์และติดต่อกันไม่ได้ ถึงเวลานัดแล้วเชอรี่ไม่มาที่จุดนัดพบ ผมวิ่งตามหาเชอรี่อยู่ 5 รอบ จนมาเจอเค้าอีกทีนึง ผมเดินเข้าไปบ่นใส่เชอรี่เป็นชุดๆ เธอทำหน้าจ๋อย พอผมบ่นเสร็จ อยู่ดีๆ ผมก็น้ำตาไหลออกมา คือเรากลัวว่าเค้าจะเป็นอะไร กลัวว่าเกิดอะไรไม่ดีกับเค้ารึเปล่า

มันเป็นครั้งแรกของผู้ชายคนนึงที่มีความรู้สึกแบบนี้จริงๆ
ผมไม่รู้ว่าเชอรี่จะรู้สึกกับผมยังไงตั้งแต่แต่งงานกันมา แต่ผมอยากบอกกับเชอรี่ว่า 1 ปีที่ผ่านมา

"ผมรักเชอรี่มากขึ้นเยอะเลยครับ"

Happy 1st Anniversary
M & Cherry
14 January 2013

ฉลองวันเกิดเชอรี่ด้วยการพาไปเล่น Reverse Bungy G-Max
คุณนายไปช๊อปเหมาร้าน Charles & Keith ที่สิงคโปร์
วิ่งมินิมาราธอนด้วยกัน
ขึ้นเวทีด้วยกันครั้งแรกในงาน Barcamp
ฮันนีมูนที่มัลดีฟส์
ถ่ายกับหลานๆ
รถคันแรกของเรา
ได้รับเชิญไปคอนเสิร์ตแร็พเตอร์ ในชุดแต่งงาน
Countdown ด้วยกัน ภาพสุดท้ายก่อนสิ้นปี 2012