Thursday, February 28, 2013

I Dreamed A Dream เราทุกคนมีความฝัน



ช่วงนี้กำลังอินกับเพลงนึงจากหนังเพลงเรื่อง Les Misérables เป็นเพลงอมตะที่ดังที่สุดเพลงหนึ่ง "I Dreamed A Dream"

I dreamed that love would never die ... เนื้อเพลงเกิดจากการที่ "ฟอนทีน" ผู้หญิงคนนึงที่เคยพบความรักที่แสนอบอุ่น มีลูกกับผู้ชายที่แสนดี เขาสร้างความฝันที่แสนหวานให้กับเธอ สร้างฝันที่ว่าความรักนั้นไม่มีวันตาย สร้างฝันถึงอนาคตอันงดงาม ...

I had a dream my life would be, So different from this hell I'm living ... แต่แล้วโลกแห่งความเป็นจริงก็มาทำลายความฝันนั้นไปหมดสิ้น ความเป็นจริงที่เขาทิ้งเธอไป ทิ้งเธอกับลูกให้ลำบาก เธอต้องยอมขายตัวเพื่อแลกเงินเพียงเล็กน้อยให้ลูกได้มีอะไรกิน

ตามในหนังหลังจากที่เธอร้องเพลงนี้จบไม่นาน ฟอนทีนก็ได้ป่วยและจากโลกนี้ไป โดยก่อนตายได้มีคนใจบุญมาดูแลลูกของเธอต่อไป


ฉันเคยใฝ่ฝันไว้เมื่อเวลานานมาแล้ว (I Dreamed A Dream)

ย้อนกลับมาดูตัวเอง ผมเป็นคนช่างฝัน (มาก) และชอบทำตามความฝันของตัวเองไปทีละข้อสองข้อ แม้ว่าจะทำได้ไม่หมด ไม่ครบ คือบางทีเราก็คิดอะไรไกลตัวเกินไปและไม่มีวันจะทำได้ เช่นเคยฝันว่าอยากเป็นนักบิน ซึ่งสุดท้ายส่วนสูงไม่ถึงและสายตาสั้น, เคยฝันว่าอยากเป็นนักวาดการ์ตูน แต่ดันเรียนมาทางวิศวะ

โชคดีเหลือเกินที่เราไม่เคยทิ้งความฝัน แม้งานที่ทำประจำจะไม่ใช่สิ่งที่เราฝันถึงในสมัยก่อน แต่มันก็เป็นงานที่เราชอบ และก็ยังช่วยให้มีเงินเลี้ยงดูตัวเอง เลี้ยงดูพ่อแม่และครอบครัวได้

ผมเคยฝันว่าอยากเป็นนักเขียน โชคดีที่โลกนี้มีบล็อก มีอินเทอร์เน็ต ทำให้ยังได้เขียนโน่นนี่จนพอมีพื้นที่ของตัวเองได้บ้าง ได้เขียนบทความ ได้ทำเว็บ ได้ออกหนังสือพ็อกเกตบุ๊ก แม้จะไม่ใช่อาชีพที่เลี้ยงตัวเองได้แต่ก็ดีกว่าเลิกที่จะฝัน

ผมเคยฝันว่าอยากมีเงินเก็บครบ 1 ล้านบาทก่อนอายุ 30 ปี ซึ่งทำไม่สำเร็จ แต่ก็ไม่ได้ยกเลิกความฝันและจะทำให้ได้ภายในไม่กี่ปีนี้

ผมเคยฝันว่าอยากมีความรัก และครอบครัวที่มีความสุข น่าดีใจเหลือเกินที่ความฝันนี้ทำได้เกินที่ตัวเองใฝ่ฝันไว้ ผมได้พบผู้หญิงที่น่ารักที่สุดในโลก และเธอก็รักผมยิ่งกว่าที่ผมรักตัวเองซะอีก

ผมเคยฝันว่าถ้าวันนึงเราตายไป จะมีคนจำเราได้บ้างในอีกหลายปีต่อมา อันนี้ยังไม่ถึงเวลาพิสูจน์เลยไม่รู้ว่าเป็นไปอย่างนั้นรึเปล่า

ผมเคยฝันว่าอยากทำหนังสักเรื่องหนึ่ง เป็นความฝันที่ไกลตัวที่สุดในตอนนี้ แม้จะได้ใช้เวลาว่างตัดต่อวิดีโอทำโน่นทำนี่บ้าง อย่างน้อยก็ได้สูดอากาศของการทำหนังบ้างนิดนึงก็ยังดี

ผมเคยฝันว่าอยากเล่นเปียโนในงานแต่งงานของตัวเอง อันนี้ทำได้ตามฝัน ไชโย

ผมเคยฝันว่าอยากทำงานในบริษัทระดับโลกสักแห่ง อันนี้มาได้ครึ่งทาง จะว่าไปที่ทำอยู่ตอนนี้ก็ดีมากแล้ว แต่ก็หวังไว้ว่าซักวันจะมีโอกาสไปได้ไกลกว่านี้

ผมเคยฝันว่าตัวเองจะแข็งแรงไม่เจ็บไม่ป่วย อายุยืน เป็นคนแก่ที่มีความสุข ซึ่งยังไม่ถึงเวลา แต่ถ้าพูดถึงความแข็งแรงนี่ก็ถือว่ายังไม่ผ่าน หลายปีมานี้ร่างกายอ่อนแอเลยทีเดียว


ชีวิตของฉันมันพรากความฝันของฉันไป (Now life has killed the dream I dreamed)

ผมชอบท่อนจบของเพลงนี้ ที่บอกว่าโลกแห่งความเป็นจริงมันได้พรากความฝันของฉันไป ขโมยสิ่งที่เราเคยคิดว่าเป็นของเราไปหน้าตาเฉย

สำหรับหลายคนแล้ว การที่โลกแห่งความเป็นจริงขโมยความฝันของเราไปอาจจะดูเป็นเรื่องปกติพบได้ทั่วไป

แต่สำหรับคนช่างฝัน คนที่ลืมตาตื่นขึ้นมาก็มองเห็นจุดหมายปลายทาง การที่ความฝันมันลอยห่างออกไป ทุกที ทุกที ทุกที ... สิ่งที่เคยคิดว่าอยู่ตรงหน้า วันนี้มันหายไปไหนหมดแล้ว

ความรัก, การงาน, การเงิน, ครอบครัว, สุขภาพ, สิ่งของ, อาชีพ ฯลฯ

ช่วงนี้ผมอยู่ในช่วงเริ่มต้นครึ่งหลังของชีวิต คือตัวเราเข้าสู่อายุ 31 ปีแล้ว ถ้าอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 60 ปี แปลว่าผมมีเวลาอีกแค่ครึ่งเดียวบนโลกใบนี้

ชีวิตมันสั้นจริงๆ ผมรู้สึก

ระหว่างที่กำลังหาข้อสรุปให้กับความฝันของตัวเองในครึ่งหลังของชีวิต ผมก็ได้ฟังเพลง I dreamed a dream เข้าพอดี และก็เปิดฟังเกือบร้อยรอบในวันนี้ แม้ว่าเนื้อเพลงดูเหมือนจะโทษกับโชคชะตาของตัวเอง มีทั้งโกรธและเกลียดสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่

แต่มีอยู่ท่อนนึงที่ทำให้รู้สึกสะดุดใจ



ในตอนที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง ชีวิตนั้นคุ้มค่าแก่การอยู่ (When hope was high and life worth living)

มันก็คงเป็นเพราะว่าเราเคยฝันเอาไว้เยอะแยะตอนเด็ก ตอนวัยรุ่น ตอนเรียนหนังสือ ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ ตอนที่เริ่มมีความรัก ... ก็เพราะความฝันไม่ใช่เหรอที่ทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตนี้มันคุ้มค่าจังเลยนะที่จะไล่ตามมันต่อไป

แล้วตกลงเราหยุดสร้างความฝันไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ?
หรือคิดว่าตัวเองมีความฝันที่มากพอแล้ว ไม่คิดจะทำอะไรต่อไปแล้ว ?

เมื่อถามเองตอบเองไปได้ซักพัก สำหรับตัวเองในวัยขวบปีแรกของชีวิตครึ่งหลัง ก็ได้ข้อสรุปว่า ..

ฝันต่อไป ไล่ตามมันต่อไป และจงอย่าหยุดที่จะฝัน

:)


 I dreamed a dream in time gone by 
ฉันเคยใฝ่ฝันไว้เมื่อเวลานานมาแล้ว 

When hope was high 
ในตอนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง 

And life worth living 
และในยามที่ชีวิตนั้นคุ้มค่าแก่การอยู่


Friday, February 22, 2013

รีวิว: จันดารา ปัจฉิมบท - จุดจบของนมดารา (18+)


จันดาราเป็นนวนิยายอีโรติคที่มีเนื้อหาลึกซึ้งและมีความยาวพอสมควร ซึ่งเมื่อ "หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล" ตัดสินใจจะนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ ก็พบว่าเนื้อหานั้นมีความยาวมาก จึงตัดออกเป็น 2 ภาค คือปฐมบท  และปัจฉิมบท โดยฉายห่างกัน 5 เดือน

สำหรับใครที่สนใจอ่านรีวิวภาคที่แล้วก่อนได้ฮะ
-> จันดารา ปฐมบท  - พลังแห่งนมดารา จะลงทัณฑ์แกเอง (18+)



บทสรุปของตัวละคร

ความเป็นหนังไทยยังไงก็คงหลีกหนีไม่พ้นเรื่องของ "กรรม" ซึ่งในภาคนี้คุณหลวงก็ได้รับกรรมโดยการแก้แค้นจากจันดาราอย่างสาสม (เกินไปรึเปล่า) ส่วนจันดาราเองก็ได้รับกรรมกลับมาในเรื่องของความรัก, ลูก และชีวิตในช่วงท้ายที่ไม่มีใคร

[Spoil]

โป๊เหมือนเดิมแบบ

  • ใครที่อยากดูความโป๊ของหนัง ภาคนี้อาจจะผิดหวังเพราะยิ่งดูยิ่งห่อเหี่ยว
  • ภาคนี้เราจะได้เห็นนมญาญ่าหญิง แต่ไม่ได้เต็มตาเต็มจอแบบตั๊ก บงกชในภาคที่แล้ว
  • ปริมาณนมในภาคนี้จะน้อยกว่าเดิม 30% ได้เห็นโช นิชิโนะมากขึ้น
  • ฝ่ายชายก็ไม่น้อยหน้า คุณจะได้เห็นก้น และฉากเกือบนู้ดของมาริโอ้ กับณัฏฐ์ เทพหัสดิน
  • มีฉากเลสเบี้ยนระหว่างคุณบุญเรื่องกับคุณแก้ว ความยาว 2 วินาที โปรดรีบพิจารณา



ดราม่ากว่าเดิม งงกว่าเดิม
  • หนังช่วงแรกเริ่มได้ดี มีการพยายามตามหาที่มาว่าใครคือพ่อของจันดารา และก็ได้พบความจริงอันน่าเศร้า เพราะสุดท้ายแล้วแม่ของจันโดนรุมข่มขืนจนไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่เป็นพ่อ
  • จันดารากลับมาแก้แค้น ซึ่งช่วงนี้แหล่ะที่หนังเริ่มมั่วมาก ทุกอย่างเป็นไปอย่างมึนงง เดี๋ยวคนนี้โผล่ เดี๋ยวคนนี้หาย
  • ภาพ เพลง สวยงามเหมือนที่ผ่านมา
  • พิงกี้ในหนังสวยมาก ไม่แปลกใจที่หลายค่ายเลือกเธอไปแสดง (เรื่องส่วนตัวว่ากันอีกที)
  • เนื้อหาของหนังจะไม่เหมือนกันจันดาราในภาคของนนทรีย์ นิมิบุตร (2544) ซึ่งเราจะได้เห็นที่มาที่ไปมากกว่าเดิม

  • อยู่ดีๆ คุณขจร ก็หายตัวไป และโผล่มาอีกทีตอนทิ้งระเบิด แล้วก็ตาย แอ่ก ...
  • อยู่ดีๆ คุณแก้วก็มาแต่งกับจันดารา แล้วก็หายไป แล้วก็มาเลสเบี้ยนกับคุณบุญเรื่อง แล้วก็กลายเป็นทอม แล้วก็ตาย แอ่ก ...
  • ตลอดเวลาช่วงท้ายของหนัง ตัวละครโผล่ไปมาสลับกัน แล้วก็เปลี่ยนแปลงตัวเองไปจนคนดูตามไม่ค่อยทัน เข้าใจว่าเพราะเนื้อหาในหนังสือมันยาว แต่หนังก็ทำออกมาเป็น 2 ภาคแล้ว น่าจะทำให้ดูง่ายกว่านี้หน่อย
  • เท่าที่ตามอ่านใน Timeline หลายคนก็บ่นแบบเดียวกัน ซึ่งน่าเสียดายจริงๆ กับหนังที่คุณภาพดีเอามากๆ ในภาคแรก กลับออกมาแปลกๆ ในภาค 2 อย่างนี้
  • ส่วนที่ดีของภาคนี้ก็คงเป็นการแสดงของมาริโอ้ ที่พัฒนาไปมาก ไม่ใช่เด็กๆ แบบสมัยก่อนแล้ว รวมทั้งญาญ่าหญิง เป็นนักแสดงฝ่ายหญิงที่เล่นดีสุดเลย

โดยสรุปแล้วจันดารา ปัจฉิมบท เป็นจุดจบของหนังภาคต่อที่ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ คุณภาพงานผลิตยอดเยี่ยม แต่บทหนังช่างสร้างความงง และฉากที่หนังไม่ได้ตั้งใจจะตลก คนดูก็ขำกลิ้งไปซะงั้น

อย่างไรก็ดีเข้าใจว่าท่านหม่อมคงอยากเก็บรายละเอียดให้ได้มากที่สุด ตามแบบฉบับของท่านอยู่แล้ว รอดูใน DVD ภาค Director Cut แทนแล้วกันครับ







ฉากน้ำแข็งสยิวกิ๊ว ภาค 2544


ฉากน้ำแข็งสยิวกิ๊ว ภาค 2520


Thursday, February 21, 2013

10 เทคนิคการเป็นบล็อกเกอร์อย่างไร "ให้ไม่ได้ตังค์"



วันก่อนได้อ่านบล็อกของอ.ศุภเดช @Ripmilla เรื่อง "10 เทคนิคการก้าวสู้อาชีพบล็อกเกอร์แบบหาตังค์ได้" แล้วรู้สึกมีประโยชน์ดี วันนี้เลยอยากเขียนในมุมกลับกัน ซึ่งผมก็มีเทคนิคของการเป็นบล็อกเกอร์แบบที่ไม่ได้ตังค์เหมือนกันนะ (ฮา)

หัวข้อนี้เหมือนจะเอาฮา คือจริงๆ แล้วผมเชื่อว่าบล็อกเกอร์ส่วนใหญ่เริ่มจากความชอบ มากกว่าเรื่องเงินแน่นอน แต่ช่วงหลังก็เริ่มเห็นน้องๆ หลายคนมองว่าบล็อกเกอร์มันทำเงินได้ด้วยเว้ยเฮ้ย !! แค่เคาะแป้นในคีย์บอร์ดไม่กี่ครั้งก็ได้เงิน ก็เริ่มกระโดดเข้ามาลองดู

แต่เท่าที่สังเกตคือไม่เกิน 3 เดือน จากทำๆๆๆๆๆ ก็กลายเป็นเลิกๆๆๆๆๆ

เพราะงั้นจะรอช้าอยู่ใย เรามาหาวิธีการเป็นบล็อกเกอร์แบบที่ไม่ได้ตังค์กัน ณ บัดนาว นาว~ นาว~~



1. เขียนบล็อกเดือนละครั้ง

ว่างอ่ะ แต่ขี้เกียจเข้าใจป๊ะ อยากเขียนนะ แต่ไม่มีอารมณ์ บล็อกที่เคยเขียนมาตอนแรกๆ ก็มีคนเข้ามาดูอยู่เรื่อยๆ อยู่แบบนี้ก็ดีแล้ว ไม่เห็นต้องไปสนใจอะไร ชีสสส (สะบัดบ๊อบ)

2. บ่นทุกครั้งก่อนเข้าสู่เนื้อหา

"ช่วงนี้ไม่ค่อยมีเวลาเขียน แต่ก็เอาเถอะ เขียนบ้างละกัน ..."
"หายไปนานเลยครับ กลับมาแล้ว บล็อกเกอร์เจ้าเก่าคนนี้ กลับมารายงานตัว ท่านผู้อ่านคงคิดถึงแน่นอน ที่หายไปก็แบบว่า บลา บลา บลา ..."
"ไม่เข้าใจอ่ะ ทำไมพอเขียนเรื่องดีๆ คนไม่ค่อยอยากอ่านกันนะ เริ่มไม่อยากเขียนละ ..."

บ่นๆๆๆๆๆๆ



3. ทำให้มันยากเข้าไว้
  • ทุกคนที่อ่านต้องเขียนโปรแกรมเป็น อ่านโค้ดได้
  • ทุกคนที่อ่านต้องรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดีไม่ต้องอธิบายที่มา
  • ทุกคนที่อ่านอยากรู้อะไรเพิ่มไปเสิร์ชเอาเองไม่ต้องทำ Link ข้อมูลเพิ่มก็ได้
  • ทุกคนที่อ่านเป็นพระเจ้า ตรัสรู้ได้ทุกอย่างเอง ไม่ต้องอธิบาย เขียนให้ยาก เขียนให้มึน เขียนให้สับสนวุ่นวายเข้าไว้เถิด
4. มีแต่ Text

ท่านเคยเห็นบล็อกที่มีแต่คำพูดยาวมากไม่เคยคิดจะเว้นวรรคหรือขึ้นบรรทัดใหม่ให้ผู้อ่านได้ติดตามจะทำสีสันใส่ตัวหนาตัวขีดเส้นใต้เน้นส่วนที่น่าสนใจก็ไม่เคยมีเปิดมาปุ๊บเจอแต่คำพูดยาวเหยียดเหมือนกำลังอ่านแบบเรียนยังไงอย่างงั้นไม่มีรูปแม้แต่ใบเดียวเล่นเอามึนตึ๊บไปหลายวันเช่นเดียวกับที่อ่านอยู่ตอนนี้นี่แหล่ะปวดหัวไหมล่ะคนเขียนก็ปวดหัวฮะพอเหอะเลิกดีกว่าฮาฮาฮา

5. ไม่เคยกลับมาอ่านบล็อกตัวเอง

บางทีเราก็ควรเป็นผู้ให้อย่างเดียว คือให้ไปเลย เขียนให้ผู้อ่านได้รับรู้ก็เพียงพอ ไม่ต้องกลับมาอ่านหรอกครับว่าที่ตัวเองเขียน มันน่าสนใจหรือน่าอ่านยังไง มีคำผิดมากน้อยแค่ไหน ควรต้องพัฒนาอะไรมากขึ้นรึเปล่า




6. ชอบอยู่คนเดียว ไม่ขอข้องเกี่ยวใคร 

ไม่จำเป็นต้องไปรู้จักกับใครหรอก สังคมบล็อกเกอร์ในเมืองไทยมันเล็กมาก เราก็เขียนของเรา ทำของเราไปคนเดียว คือชอบอยู่เงียบๆ เข้าใจป่ะ งานรวมตัวบล็อกเกอร์ทั้งหลายไม่เคยเข้า ประกวดไม่เคยส่ง ขอคำแนะนำจากคนอื่นไม่เคยมี

คือคนอื่นเค้าอาจจะช่วยโปรโมทบล็อกเราได้ แต่ไม่เอาหรอก ชอบอยู่คนเดียว คนอื่นอาจจะช่วยแนะนำสปอนเซอร์ให้เราได้ก็ไม่ดี ชอบหาเอง โอกาสที่คนอื่นช่วยเหลือเราได้ จะไปดีกว่าหาเองได้ยังไงล่ะครับพี่น้องงงง


7. เบี้ยวนัด ส่งงานช้า แกล้งทำเป็นลืม รักษาความไม่เป็นมืออาชีพ

มีสินค้าหรือโฆษณาสนใจบล็อกเรา อยากให้ช่วยรีวิวอะไรหน่อย ก็โอเค๊ะ รับๆ งานมา บอกให้ส่ง Draft ให้ดูก่อนเหรอ โหยเสียเวลา พี่รออ่านของจริงเลยดีกว่าครับ พอถึงวันที่จะโพสต์ก็แบบว่าช่วงนี้กำลังงอนง้อกับแฟนอยู่อ่ะ เข้าใจกันบ้างดิ โพสต์ช้าไป 2 อาทิตย์ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย

คือสปอนเซอร์พวกนี้เป็นของตายอ่ะ เข้าใจป๊ะว่าเรามันบล็อกเกอร์คุณภาพ ไอแอมฮ๊อตแม๊นนน ยู้วโน่ว~*



8. โฆษณา โฆษณา โฆษณา โฆษณา โฆษณา 

เปิดมาปุ๊บเจอหน้าโฆษณาเต็มๆ แบบ Full Screen ต้องดูให้จบก่อนนะ มันเป็น Flash รอซักพักมันจะมีปุ่มให้ปิดเอง เสียเวลาซัก 3 นาทีจะเป็นอะไรไป

ดูจบแล้วใช่ไหมเอ่ย มามะเข้ามาที่หน้าบล็อก เรามีโฆษณาแบบลอยฟ้า บน ล่าง ซ้าย ขวา กระพริบพึ่บพั่บ เลื่อนจอขึ้นลงก็ตามมาหลอกหลอน ปุ่มปิดน่ะมี แต่ซ่อนไว้ขนาดประมาณ 1x1 pixel ปิดให้ครบค่อยอ่านก็ได้จ้า

9. อวย

ทุกสิ่งในโลกนี้มันเลวหมด ยกเว้นเรื่องที่ข้าพเจ้ากำลังเขียน มันช่างดีเลิศประเสริฐศรี ไม่เคยเจ๊ง ไม่เคยมีปัญหาอะไรเลย ไม่มีข้อเสีย ห้ามพูดถึง เราไม่เขียน ให้คนอ่านไปซื้อมาแล้วค่อยเจอก็ได้ว่าของแบบนี้แมร่งซังกระบ๊วย หลอกขายไปวันๆ แค่เงินเค้าดี เค้าให้เงินมาอวย จะไปพูดถึงข้อเสียมันทำไมล่ะ วู๊วววว



10. ก๊อบแม่งเลย !!

เจอข่าวในเว็บนี้ รีวิวจากเว็บนั้น ประโยคเด็ดจากกระทู้ยอดนิยม โหยคนตามบล็อกเราต้องสนใจแน่เลย ไปก๊อปมาเลยดีกว่า ก๊อปมันทั้งรูป ทั้งเนื้อหา ก๊อปที่มา เอาให้ครบเลย คนอ่านจะได้ชอบในแบบที่เราชอบ

และที่สำคัญ ลืมไปไม่ได้เลยขั้นตอนนี้ คืออย่าลืมตัดเครดิตออก เอาให้เนียน ตัดไม่ให้เห็นว่ามาจากที่ไหน ไม่ต้องมีหรอก Link กลับไปต้นฉบับ ถ้าในรูปมีลายน้ำเยอะแยะมันน่ารำคาญ ก็ Crop สิครับ ตัดบน ตัดล่าง ก็ไม่เห็นละ .. หรือถ้าตัดออกไม่ได้ ก็ใส่ชื่อกูนี่แหล่ะทับลงไป คนเค้าจะได้รู้ว่าเนี่ยกรูเขียนเอง ไอเดียนี้ไม่ได้มาจากคนอื่น วะ ฮะ ฮ่า

เมื่อทำครบทั้ง 10 ขั้นตอนนี้แล้ว บล็อกของข้าพเจ้าก็จะเจริญ !! เอ้า ไช .. โย่วววว !!! \\(^____^)//

(แถม) 11. รู้ว่าไม่เกี่ยว แต่อยากเอามาใส่ มีอะไรป๊ะ ก็บล็อกตรูอ่ะ ยาราไนก้า ?? ฮา


Sunday, February 17, 2013

ของขวัญวาเลนไทน์ 2013 : Canon in C



เนื่องด้วยปีนี้ผมกับเชอรี่ตกลงกันว่าเราจะฉลองวาเลนไทน์โดยไม่ต้องมีดอกไม้ ไม่ต้องมีดินเนอร์หรู อาจจะเพราะว่าเราให้กันมาทุกปี การเว้นวรรคเพื่อ Like เว้นไว้เพื่อรัก จึงไม่ได้รู้สึกแปลกอะไร (อย่าลืมฮี้ววว)

ผมอยากทำวิดีโอที่สรุปเรื่องราวของเราสองคนในปีที่แล้วมานาน แต่ก็ไม่มีโอกาส คือปี 2012 ถือเป็นปีที่เราสองคนได้เปลี่ยนสถานะจากแฟนไปเป็นสามีภรรยา เป็นปีที่มีเรื่องราวผ่านมามากมาย แต่ทุกครั้งที่ได้มองกลับไปที่ช่วงเวลานั้น เราก็ยังเห็นภาพคนสองคนจับมือกัน ยิ้มให้กันอยู่เสมอ

แต่ติดปัญหาตรงที่เลือกไม่ถูกว่าจะใส่เพลงอะไรลงไป เพื่อสื่อความหมายดีๆ ในช่วงเวลานั้นๆ

พอดีว่า @themacci มีไอเดียจะมอบกล่องเพลงให้กับนักเขียนหนังสือ Mind Trick เป็นของที่ระลึก ผมเลยขอพิเศษเพิ่มอีกกล่องหนึ่ง ซึ่งระบุชื่อเพลงเอาไว้ว่า ...

Canon in C

ถ้าใครยังจำหนังเรื่อง My Sassy Girl ได้จะมีอยู่ฉากหนึ่งที่พระเอกถือดอกไม้มาให้ ในขณะที่นางเอกกำลังเล่นเปียโนอยู่ที่โรงเรียน ซึ่งเป็นฉากที่คลาสสิค, น่ารัก และซึ้งที่สุดฉากหนึ่งในหนังเรื่องนี้

เพลงที่นางเอกเล่นในฉากนั้นเป็นหนึ่งในเพลงคลาสสิคที่ผมชอบที่สุด นั่นคือ Canon (in C major) ทุกครั้งที่ฟังเพลงนี้จะรู้สึกเหมือนล่องลอย อ่อนไหว ซึ้งใจ และมีบรรยากาศของเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับความรักขึ้นมาเสมอ


Canon in C เป็นเพลงคลาสสิคเพลงเดียวที่ผมสามารถเล่นได้ และวันไหนที่รู้สึกอยากคิดถึงช่วงเวลาดีๆ ที่เรามีให้กัน ผมก็มักจะเลือกเล่นเปียโนเพลงนี้ให้เชอรี่ฟังอยู่เสมอๆ

และของขวัญวาเลนไทน์ปีนี้ ก็เลยเป็นกล่องเพลง Canon และวิดีโอซึ้งๆ ที่รวบรวมช่วงเวลาดีๆ ตลอดปีที่ผ่านมา เนื่องในโอกาสวันแห่งความรักครับ




คุณนายนั่งดูไปซับน้ำตาไป
ของขวัญที่ได้ปีนี้ เป็นถุงแอปเปิล(ทำมือ) ข้างในมีช็อคโกแลต Royce และสาย Lightning


ของขวัญกับจดหมายค่า (ยังเขียนจดหมายกันอยู่)
การ์ดทำมือที่เชอรี่ทำให้
ไม่ต้องหรู ไม่ต้องแพง ไม่ต้องมีดอกไม้ ก็รักกันทุกวันจ้า ^__^
Related Link


Saturday, February 16, 2013

เยี่ยมชมงาน Sansiri Life Comes Home 2013



ช่วงนี้กำลังเลือกดูคอนโด และบ้านสำหรับครอบครัว คือเรา 2 คนอยู่คอนโดขนาด 1 ห้องนอนมาซักพักแล้วก็อยากขยับขยายไป 2 ห้องนอนหรือบ้านซักหลังนึง พอดีได้ยินว่ามีงาน Sansiri Life Comes Home 2013 ที่พารากอน เลยไม่พลาดจะแวะไปเยี่ยมชม ^__^

ผมเชื่อว่าการเลือกบ้านดีๆก็เหมือนการเลือกเพื่อนบ้านดีๆ ผมจึงให้ความสำคัญกับการเลือกที่อยู่อาศัยเป็นพิเศษ หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานแล้ว ผมชอบที่จะใช้เวลาพักผ่อนกับภรรยาอย่างเต็มที่และมีความสุข แสนสิริเป็นแบรนด์ที่ขึ้นชื่อว่าดูแลลูกบ้านดีมาก ผมคิดว่าถ้าอยากมีบ้านดีๆสักหลังคงต้องจะเป็นแบรนด์อื่นไม่ได้อย่างแน่นอน


ความฝันของผมอยากมีคอนโดใหม่ใกล้รถไฟฟ้า หรือบ้านสักหลังไว้เผื่อขยายครอบครัว วันนี้แสนสิริจัดงานใหญ่ประจำปี เปิดตัว 11 คอนโดมิเนียมโครงการใหม่ทั่วประเทศ และยังมีบ้าน ทาวน์เฮาส์ จึงไม่รอช้าที่จะไปเยี่ยมชม น่าสนใจมากตรงที่แจก iPad Mini ฟรีทุกยูนิตที่จองในงาน



ลงทะเบียนเข้างานก่อนเพื่อลุ้นรับ iPhone5 และถ่ายภาพภายในงาน Sansiri Life Comes Home แล้วใส่ #Livinstagram และ #LCH2013 เพื่อลุ้นรับ Samsung Galxy Note II จำนวน 1 รางวัล และตุ๊กตา Furby 3 รางวัล น่าสนใจอีกแล้วครับ



หลังจากลงทะเบียนเสร็จ ผมและภรรยาไม่รอช้าที่จะเข้าไปดูคอนโดใกล้รถไฟฟ้าที่ตั้งใจไว้ เข้ามาถึงก็เจอพนักงานสาวสวยถือ iPad ไว้คอยให้ข้อมูลอยู่ครับ



ภายนอกฮอลล์จะเห็นคอนโดที่เป็น Re-sale ซึ่งเป็นโครงการที่ขายหมด 100% โดย Sansiri ไปแล้ว ทาง  Plus Property มาเป็นตัวกลางในการช่วยขายห้องแทนเจ้าของห้อง ราคาซื้อขายถูกตั้งโดยเจ้าของห้อง มีหลายห้องที่น่าสนใจเลยครับ




ถัดมาจะเป็นหลายโครงการต่างจังหวัดเหมาะสำหรับซื้อเพื่อพักผ่อน กับบูธ Baan Mai Khao, Phuket Beachfront Condominium และ Vie Botani ที่ตอนนี้ Ready to move in แล้ว




บูธ dcondo เป็นอีกหนึ่งบูธที่คนให้ความสนใจเยอะมาก ด้วยความที่ราคาไม่แพงมาก และตกแต่งพร้อมเข้าอยู่ในสไตล์ โมเดิร์น ได้ยินว่าแค่ช่วงเช้ายอดจองมากกว่า 50% สำหรับ dcondo campus resort ราชพฤกษ์จรัญ 13 และ รังสิต



เข้ามาในฮอลล์จะเจอโครงการต่างๆ เช่น WYNE, NYE เป็น 2 โครงการที่เรียกว่าใกล้รถไฟฟ้ามาก คนจึงสนใจเยอะมากเป็นพิเศษ Sold out ออกไปก็เยอะแล้วด้วย



ทุกบูธคอนโดจะสังเกตเห็นหน้าจอสัมผัสแบบ interactive สามารถเลือกยูนิตที่สนใจได้เอง เมื่อสัมผัสหน้าจอจะขึ้นข้อมูลรายละเอียดและสั่งปริ้นได้เลย




ไม่ลืมที่จะเข้าไปชม The Base Condo ที่เราคุ้นหูจากรายการ The Voice มีหลายโครงการเลยครับ ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด



บูธ Ready to move in บ้าน ทาวน์เฮาส์ คอนโด ทำเลดี ลดราคาเยอะมาก ผมใช้เวลาศึกษาข้อมูลอยู่นาน โดยมีพนักงานคอยให้ข้อมูลอย่างดี ตอนนี้ Sold out ไปเยอะแล้วด้วย หากสนใจต้องรีบตัดสินใจครับ



พอมาถึงกลางฮอลล์จะเจอโครงการ EDGE สุขุมวิท 23 พร้อมห้องตัวอย่าง 1 ห้องนอนที่จัดสรรได้อย่างลงตัว ด้วยการออกแบบที่สวยงามมาก เป็นตึกสูง ทำเลดีมาก ห่างจาก BTS อโศก, MRT สุขุมวิทเพียง 300 เมตร

ห้องนอน

ห้องนั่งเล่น

ห้องครัว

ห้องน้ำ

ระบบ Security door lock ให้ความรู้สึกปลอดภัยและสะดวกสบาย



ในส่วนของบ้าน ทาวน์เฮาส์ก็ไม่น้อยหน้า มาทุกโครงการ และมีการตกแต่งเสมือนอยู่ในบ้านเลย ทั้งภายในและภายนอกบ้านเลย





งานจัดระหว่างวันที่ 15-17 กุมภาพันธ์ ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน ไปเยี่มมชมกันได้นะครับ