Monday, May 27, 2013

เบื้องหลังการถ่ายทำรายการ I AM "ผมเป็นโปรแกรมเมอร์"




เรื่องมันมีอยู่ว่า ผมเคยไปร่วมกิจกรรมกับทาง Software Park หลายครั้งด้วยกัน และพอดีทางรายการ I AM ทางช่องทรูปลูกปัญญา ต้องการจะทำสกู๊ปพิเศษในหัวข้อ "โปรแกรมเมอร์ มืออาชีพ" ทาง SWPark เลยส่งรายชื่อไปให้ทีมงานเลือก 3-4 คน

ซึ่งโชคดีเหลือเกินที่ทางรายการเลือกและติดต่อเข้ามา ตอนที่คุยกันแรกๆ ผมเข้าใจว่าเป็นสัมภาษณ์สั้นๆ ช่วงนั้นก็ค่อนข้างยุ่งมากเลยลังเลเล็กน้อย ทีมงานเลยแนะว่าให้ลองดูตัวอย่างรายการตอนก่อนหน้า เพื่อจะได้เข้าใจรูปแบบรายการ พอดูแล้วก็ตกใจว่าเฮ้ย รายการแมร่งเจ๋งว่ะ !! ตอบรับทันที


รายการ I AM

ถึงแม้จะเป็นรายการใหม่ ทางช่องที่คนยังดูไม่มากอย่างทรูปลูกปัญญา แต่คอนเซ็ปต์และโปรดักชั่นที่ทำออกมานั้นค่อนข้างดีมาก และดูโปรเลยทีเดียว

รายการ I AM เป็นรายการที่มีกลุ่มเป้าหมายคือเด็กนักเรียนนักศึกษา ที่กำลังมองหาว่าตัวเองควรจะทำอาชีพอะไร เลือกเรียนในสายไหนดี ซึ่งเป็นปัญหาคลาสสิคของเด็กไทยมาตลอดหลายปี



วิธีการคือรายการจะไปทำสกู๊ปพิเศษ อาชีพละ 1 คน โดยจะสัมภาษณ์เจาะลึกถึงการทำงาน ข้อดีข้อเสีย สิ่งที่ต้องเรียนรู้ อนาคต ตบท้ายด้วยการไปสัมภาษณ์เด็กและอาจารย์ที่สอนในสายงานนี้

ซึ่งอาชีพที่ทางรายการเคยไปสัมภาษณ์มาแล้ว ก็น่าสนใจหลายหัวข้อเลย อยากแนะนำให้น้องๆ ลองดูกันครับ




เบื้องหลังการถ่ายทำ

หลังจากที่ตอบตกลงกับทีมงานไปแล้ว ก็มีเรื่องต้องให้เครียดนิดหน่อย เพราะรายการนี้จะเน้นการถ่ายทำสถานที่ทำงาน รวมถึงการประชุม การคุยงานอื่นๆ ด้วย ซึ่งแน่นอนว่าต้องใช้สถานที่ของบริษัท Thomson Reuters Software Thailand

แน่นอนว่าบริษัทอินเตอร์อย่าง Reuters ของเราไม่ได้ให้ใครเข้ามาวุ่นวายในออฟฟิศง่ายๆ ถึงแม้จะเป็นการประชาสัมพันธ์บริษัททางอ้อมก็ตาม

เรื่องนี้เลยต้องติดต่อผ่านทาง HR และ Communication Specialist ของบริษัท ซึ่งโชคดีมากที่พี่ๆ ช่วยผลักดันจนสามารถให้รายการเข้ามาถ่ายทำได้ โดยต้องมีการเรียกทีมงานเข้ามาดูสถานที่ก่อนเพื่อจะได้รู้ว่าตรงไหนได้ไม่ได้



เลยตกลงถ่ายทำที่ห้อง Canteen กับห้องประชุม ส่วนการถ่ายทำที่โต๊ะทำงาน ให้ใช้ได้แค่ช่วงพักเที่ยงเท่านั้น ซึ่งทีมงานต้องทำเรื่องขอใช้สถานที่ตามระเบียบ

สำหรับบริษัทที่ทำรายการนี้คือ Dir4Films เป็นทีมงานที่ทรู Outsource ให้ทำรายการอีกที ฝีมือเจ๋งมาก

วันถ่ายทำจริง ทีมงานมากัน 5 คน พร้อมอุปกรณ์เพียบ แต่ปรากฏว่าถึงเวลานัด พี่รปภ.ของตึกดันไม่ยอมให้ขึ้นมาซะงั้น เข้าใจว่าทีมตากล้องแกหน้าโหดไปหน่อย เรียกว่าขำกันทั้งทีม จนต้องให้ผู้ใหญ่ในบริษัทเป็นคนพาขึ้นมา 5555555



  • ช่วงติดตั้งอุปกรณ์พวกไฟและกล้อง ก็มีทีมครีเอทีฟมา Brief ให้ฟังว่าจะถามอะไรบ้าง (จริงๆ ส่งเมล์มาให้อ่านก่อนแล้ว แต่ดันไปตกใน Spam เลยไม่ได้อ่าน)
  • เราก็ถามกลับหลายประเด็นว่าตรงนี้อยากให้คนดูรู้เรื่องอะไร บางคำถามต้องคิดนานหน่อยเพราะใช้ศัพท์เทคนิคมากไม่ได้ เด็กๆ ไม่เข้าใจ
  • พอเริ่มถ่ายทำ ก็ไล่ตอบไปทีละคำถาม โดยไม่ต้องมองกล้อง แต่มองคนที่ถามแทน
  • มีเพื่อนๆ ในบริษัทเดินผ่านไปมาบ้าง แอบเขิลและเกรงใจ แต่ทุกคนก็ไม่ได้ว่าอะไร และมองๆ ว่าเมิงมาทำอะไรตรงนี้ #ฮา
  • มีหลายคำถามที่พอตอบไปแล้ว ขอทีมงานว่าขอตอบใหม่ คือพอตื่นเต้นจะชอบพูดวกไปวนมา
  • เพิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นคนชอบคิดนาน และตอบอะไรสั้นๆ จนทีมงานขอให้อธิบายยาวหน่อย
  • รายการออกจริง 30 นาที แต่ต้องสัมภาษณ์ไว้เป็นชั่วโมงๆ เหนื่อยมาก เข้าใจเลยว่าดาราที่ถ่ายละครทั้งวันนี่เขาเหนื่อยจริง
  • ช่วงที่สนุกสุดคือมาถ่ายทำที่โต๊ะทำงาน และได้มีเพื่อนๆ มาช่วยเข้าฉาก
  • คือทีมงานบอกให้ทำแบบเฟคๆ ก็ได้ แต่ปรากฏว่าเราประชุมกันจริง บางเรื่องก็พูดมีสาระและไม่มีสาระ แต่ก็เป็นลักษณะที่เราทำงานกันจริงๆ
  • ช่วงท้ายมีถ่ายฉากคั่นรายการ ให้นั่งเท่ๆ กับ MacBook Air แล้วก็มองมาที่กล้องช้าๆ ตอนถ่ายก็งงๆ ว่าจะให้ก้มๆ เงยๆ ทำไมหลายรอบ นั่งย้อนแสงอีกตะหาก แต่ภาพออกมาโคตรเท่ห์เลยเว้ยเฮ้ย
  • พอรายการออกอากาศจริง ได้ฟัง Feedback คนที่ดูจากช่องทรูก็ค่อนข้างโอเคนะ ผมว่าเขาเลือกคำถามมาดี ถ่ายทำและตัดต่อได้โปรมาก
ส่วนตัวแล้วรู้สึกดีใจและภูมิใจมากๆ ที่ได้ออกรายการนี้ จะขอเก็บไว้เป็นพอร์ทส่วนตัวเลยทีเดียว ขอบคุณทีมงาน Dir4Films, True Visions, Software Park และ Thomson Reuters ด้วยครับที่ให้ความกรุณาเด็กน้อยคนนี้ :)

ปล. คิดถึงที่ Reuters นะ จุ๊บๆ





Thursday, May 23, 2013

สรุปผลงาน Manchester United 2012/2013 ฤดูกาลแห่งการอำลา



เป็นปีที่ได้ดูแมนยูลงสนามแบบสดๆ น้อยที่สุดตั้งแต่ดูแนยูมา เนื่องจากภารกิจเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ตามดูในเทปและไฮไลท์อยู่ทุกนัด

เป็นปีที่มีอะไรเกิดขึ้นมากมายจริงๆ จนต้องขอเขียนบันทึกเอาไว้ ในฐานะแฟนผีคนหนึ่ง

  • การได้ Robin van Persie มาร่วมทีม น่าจะเป็นการซื้อนักเตะที่ดีที่สุดของเซอร์ หลังจากที่โชว์แห้วไปหลายปีจาก Berbatov, Nani, Anderson คือพวกนี้ก็เล่นดีแต่ไม่คุ้มเท่าไหร่
  • RVP แมร่งเก่งจริงๆ มาแมนยูแล้วยิ่งเก่งขึ้นไปอีก
  • Shinji Kagawa ควรจะเป็นคีย์แมนได้ในอนาคต ดูแล้วเป็นการซื้อที่ดี ถ้าไม่เจ็บบ่อยไปซะก่อน
  • หลังจากที่แห้วแชมป์ปีที่แล้ว มาปีนี้ดูจะฟอร์มคงเส้นคงวามาก ไม่แพ้ง่าย ชนะในบ้านแบบเน้นๆ แทบไม่เคยตกเลย
  • ดูจากกราฟที่สำนักข่าวคุณภาพ Reuters ทำมาแล้ว จะเห็นว่าคะแนนที่ได้เป็นขั้นบันไดตลอด อันนี้ยกความดีความชอบให้ใครไม่ได้นอกจากท่านเซอร์
  • ไฮไลท์นัดสำคัญคือการเจอ Real Madrid เป็น 2 นัดที่ตั้งใจดูมาก และก็สนุกมากด้วยถึงจะตกรอบก็เถอะ
  • ช่วงท้ายฤดูกาลแทบไม่มีกังวลอะไร ก็ดูบอลกันแบบชิวๆ คือได้แชมป์ลีกแน่อยู่แล้ว
  • มันดันมาดราม่าตอนที่เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันประกาศเลิกคุมทีมนี่แหล่ะ ช็อคกันทั้งบางเลยทีเดียว
  • ต่อด้วยการประกาศเลิกเล่นรอบสองของ Paul Scholes
  • อีกคนคือ David Gills ซีอีโอที่พาแมนยูรวยมาจนถึงวันนี้ ประกาศลงจากตำแหน่งด้วย
  • ตบหัวก่อนจากด้วยการประกาศเลิกเล่นของ David Beckham 
  • แม้เบ็คแฮมจะไม่ได้เล่นให้แมนยูนานแล้ว แต่ทุกคนก็จำภาพเขากับแมนยูได้มากที่สุด และเป็นไอดอลคนนึงของใครหลายคน รวมถึงผมด้วย
  • ภาพตอนรับถ้วยแชมป์ลีก ที่ทุกคนลงความเห็นว่าจะไม่ให้นักเตะเป็นคนชูถ้วยแชมป์ตามธรรมเนียมปฏิบัติ แต่ยกให้เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันเป็นคนชูถ้วยแทน .. เขร้ น้ำตาจะไหล
  • จบฤดูกาล ฉลองแชมป์แบบเหี่ยวๆ ไอดอลตรูไปหมดแล้ว ฤดูกาลหน้าฝากไว้กับ David Moyes รอดูกันต่อไป
  • แต่ตอนนี้ขอไปเศร้าก่อน .. จะไม่ได้เห็นเซอร์อเล็กซ์กับเบ็คแฮมในสนามบอลอีกแล้ว เดินไปในห้องน้ำ เปิดฝักบัวเอาน้ำราดหัว แล้วตะโกน(ในใจ) .....
  • แมร่งเอ๊ยยยย !!!!




Wednesday, May 22, 2013

ประสบการณ์ได้เจอตัวจริงของ SNSD ระยะใกล้เป็นครั้งแรก



วันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้มาเจอตัวจริงของ Girls Generation ในระยะ 7 เมตร หลังจากที่เป็นติ่งฝึกหัดได้ปีกว่าๆ คือพอดีได้บัตรรอบสื่อในฐานะบล็อกเกอร์ เข้างานแถลงข่าวของ True Beyond

ตอนที่เข้าไปในงานรู้สึกตื่นเต้นจริงๆ นะ คือถึงเราจะเพิ่งมาชอบ แต่ก็เหมือนแฟนคลับทุกคนที่อยากเห็นตัวจริงใกล้ๆ

เข้าใจความรู้สึกของแฟนเพลงเกาหลี หรือที่หลายคนชอบเรียกว่า "ติ่ง" ขึ้นมาทันทีเลยนะ คือเพราะเป็นศิลปินที่ดังมากจริงๆ แล้วก็ไม่ได้อยู่เมืองไทย (แต่มาบ่อยๆ) การวางตัว การพูดสด หรือระเบียบของทางทีมงาน มันเป๊ะๆๆ มาก

บล็อกตอนเก่า : แกะกล่องอัลบั้ม "I Got A Boy" ของ SNSD หน้าปกแทยอน , สาวๆ SNSD คนไหนมีแฟนคลับในไทยมากที่สุด ?

  • งานมีการควบคุมระเบียบค่อนข้างมาก แม้จะเป็นรอบสื่อ เข้าใจว่าเกาหลีเค้าเนี๊ยบเรื่องพวกนี้จริงๆ
  • นาทีที่สาวๆ เดินเข้ามาในงานแอบได้ยินสื่อบางคนอยากกรี๊ด แต่กรี๊ดไม่ได้ต้องถ่ายรูป ต้องทำข่าว เห็นแล้วฮาดี
  • "แทยอน" ตัวเล็กจริง ขาวจริง เหม่งจริง ... น่ารักจริงๆ อร๊ายยยยยย >////<
  • "ทิฟฟานี่" ดูเด่นที่สุดในทุกคน รวมถึงในวิดีโอโฆษณาด้วย อันนี้ไม่แน่ใจว่าเป็นความตั้งใจของทรูหรือของทางค่ายนะ แต่ฟานี่ก็ท็อปฟอร์มจริงๆ วันนี้
  • "เจสสิก้า" หน้าคมมาก แอบดูเจสตอนไม่ได้พูดมีแอบหาวด้วย สงสัยงานเยอะจัด
  • "ซอฮยอน" กับ "ยูริ" หน้าเหมือนกันชอบกล แถมยืนข้างกันด้วย แต่ยูริตัวจริงดูสวยกว่าที่เห็นในวิดีโอเยอะเลย
  • "ยุนอา" สูงเลยแฮะ เห็นชอบเล่นกับเจสสิก้าตลอด
  • "ซันนี่" กับ "ฮโยยอน" หน้าอ่อนมาก เข้าใจว่าเป็นที่สีผมด้วย
  • "ซูยอง" ....​ หายไปไหน T__T
  • ตอนที่สัมภาษณ์แทบไม่ได้ฟังเลย มัวแต่ถ่ายรูป พี่ๆ นักข่าวก็ซูมกันจัง ไอ้เรามีกล้องตัวน้อยซูมก็ไม่ค่อยจะถึง คงได้เวลาซื้อเลนส์กระบอกยาวๆ กะเค้าบ้างแล้ว
  • เข้าใจว่าเพราะมาเมืองไทยบ่อย และให้สัมภาษณ์แบบมีล่ามบ่อย เวลาพูดแต่ละคนจะเตรียมประโยคที่ไม่ยาวมากนัก แต่มีจุดเด่นที่เข้าใจง่ายไว้เลย
  • สาวๆ ตอนช่วงไม่ได้ถึงคิวพูดดูออกเลยว่าเหนื่อยมาก แต่พอถึงเวลากลับคืนร่างได้ปุ๊บ ร่าเริงสดใสขึ้นมาฉับพลัน มืออาชีพจริงๆ
  • แปลกใจตอนถ่ายรูปรวมเล็กน้อย คือทุกคนสามารถยืนท่าเดิม ยิ้มแบบเดิม ค้างไว้ได้นานเกิน 1 นาที ในขณะที่ท่านผู้บริหารมีเมื่อยและยิ้มตกบ้าง อันนี้คือเขาเป๊ะจริง
  • ฟินและตะลึงอยู่ได้ไม่นาน ก็หมดเวลา สาวๆ เดินลงเวที โบกมือบ๊ายบายแล้ว เวลาผ่านไปไวมาก เหมือนเพิ่งเห็นหน้าแทยอนได้ไม่นานนี้เองง๊าาาา ToT #เมนแทยอน



พอเดินออกจากงาน เห็นแฟนๆ หลายคนที่มารอตั้งแต่เช้า เพื่อจะได้เจอหน้าศิลปินที่รัก นาทีนั้นรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้ไปงานรอบสื่อแบบนี้ เอาจริงๆ ผมก็คนธรรมดา ไม่ได้เป็นนักข่าวอะไรหรอก แต่ที่ได้ไปเพราะการที่ได้เริ่มเขียนบล็อก และทำเว็บเป็นของตัวเองนี่แหล่ะ ถ้าไม่เริ่มเขียนบล็อกเมื่อ 7 ปีก่อนก็คงไม่ได้มางานแบบนี้

เพราะฉะนั้น ขอแนะนำว่าถ้าใครอยากได้ไปงานรอบสื่อ หรือใกล้ชิดดารา มีเส้นทาง(ไม่)ลัดทางหนึ่ง คือลองทำเว็บทำบล็อกให้มันเจ๋งๆ แล้ววันนึงโอกาสมาแน่นอนจ้า ^___^

แต่ตอนนี้ขอบอกว่า

ฟินนน มากกกกกกกกกกกกกกกก





Sunday, May 12, 2013

2 สัปดาห์ที่ว่างเปล่าหลังลาออกจากงาน


2 สัปดาห์แล้วที่ได้ลาออกจากงานประจำ มาเป็นคนว่างงานแบบ Full Time เต็มตัว เป็นช่วง 2 สัปดาห์ที่ก็ยังดูวุ่นๆ กับหลายเรื่องที่เดินทางเข้ามาในชีวิต จนตอนนี้กลับมามองตัวเอง ก็แทบจะไม่รู้สึกแตกต่างอะไรจากช่วงเวลาก่อนหน้านี้เลย

ช่วงแรกผมลองใช้ชีวิตแบบชิวๆ ด้วยการไปนั่งชิมร้านกาแฟ วันละ 1 ร้านทั่วกทม.

ซึ่งก็ดูชีวิตมันน่าอิจฉาดีนะ มันดูแบบว่า อร๊ายยย กิ๊บเก๋ นั่งเปิด MacBook จิบกาแฟ เปิดเน็ต อ่านข่าว เขียนบล็อกไปเรื่อย ดูเป็นคุณชายแสนสุขสบาย

แต่ความเป็นจริงแล้ว ผมเพิ่งได้สัจธรรมข้อนึงว่า ไอเดียมากมายมันมาจากร้านกาแฟก็จริง แต่การค้นพบตัวเองว่าต้องการอะไร มันแทบจะทำไม่ได้เลย

ช่วงต่อมาก็มีเริ่มมีงานอีเวนต์ หรืองานจำเป็นและไม่จำเป็นหลายอย่าง ทำให้ต้องออกเดินทางจากบ้าน ไปที่โน่น พักที่นี่ คุยกับคนนั้น คุยกับคนนี้ เป็นช่วงเวลาที่ผมได้คุยกับผู้คนมากมายจริงๆ

แต่ที่สุดแล้ว สิ่งที่ขาดไปคือ การได้คุยกับตัวเอง ผมรู้สึกได้เลยว่าผมมีเวลาคุยกับตัวเองน้อยมากๆ

เวลาผ่านไป 2 สัปดาห์ เมื่อเช้าผมยืนมองตัวเองในห้องน้ำ ผมมองเห็นผู้ชายเหนื่อยๆ คนนึง ที่ชีวิตวุ่นวายตลอดเวลาไม่เคยได้หยุดพัก ผมเริ่มเจ็บคอเพราะนอนดึก เริ่มโทรมเพราะเดินทางตลอดเวลา เริ่มปากแห้งเพราะขาดน้ำ จากการกินกาแฟทุกวัน

"ตกลงแล้วเราลาออกมาเพื่ออะไร ?"

ภายนอกผมเป็นคนง่ายๆ ยิ้มแย้ม ดูเป็นกันเอง
แต่ภายใน ไม่มีใครรู้หรอกว่าช่วงเวลาแบบนี้มันสับสนมากมายจริงๆ นะ

2 วันที่ผ่านมา ผมเลยเคลียร์ทุกงานที่ค้างคา ของดรับงานหรือนัดเชิญอื่นๆ ทั้งหมด และตัดสินใจว่า คงต้องขอเวลาไปอยู่เกาะสักแห่ง อยากทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองห่างจากเมืองหลวง ห่างจากร้านกาแฟที่ชอบ ห่างจากอินเทอร์เน็ต ห่างจาก Push Notification ที่เด้งขึ้นมาทุก 15 วินาที

สรุปแล้ว ผมจะขอไปพักผ่อนสมองและค้นหาตัวเองที่เกาะเสม็ด เป็นเวลา 5 วัน โดยอาจจะงดกิจกรรมออนไลน์บางอย่างออกไป

การเลิกเล่นเน็ตอาจจะไม่ใช่เรื่องจำเป็นนัก ผมยังคงอยากติดต่อผู้คน อยากแชร์อะไรหลายๆ อย่าง แต่คงเหลือเพียง 20% จากปกติเท่านั้น ขอเอาอีก 80% ไปทำไปคิดในสิ่งที่ตัวเองอาจจะค้นหามานาน

ตอนนี้จะเป็นห่วงก็แค่เชอรี่ ภรรยา เพราะตั้งแต่แต่งงานกันมาก็ไม่เคยห่างกันไกลๆ นานๆ ถึงแม้จะรู้ว่าเราไม่ได้ไปเที่ยว ไม่ได้ไปไหนไกล แต่การแบกเป้ไปอยู่เกาะคนเดียว และให้ภรรยาอยู่บ้านคนเดียวก็เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดอยู่เหมือนกัน

ต้องขอบคุณเชอรี่ที่เข้าใจ และให้กำลังใจตลอดมา

เป็นบล็อกที่เริ่มต้นด้วยเรื่องรกๆ แต่ก็ขอจบด้วยเรื่องรักๆ ละกันนะ #ฮี้ววว #แหม่