Thursday, June 27, 2013

พาเดินงาน Electronica ลดราคาครั้งใหญ่ของ Power Mall สอย Mac Mini มาด้วยราคาหมื่นเดียว !!



เมื่อวานนี้ได้รับเชิญไปเยี่ยมชมงาน Electronica ในฐานะสื่อบล็อกเกอร์ เดินไปเดินมา ได้ Mac Mini กลับบ้านมาด้วยเครื่องนึงเฉยเลย คือของในงานเขาลดราคาเยอะดี แถมผ่อน 0% ได้แทบทุกบัตรด้วย

งาน Electronica เป็นงานลดราคาครั้งใหญ่ของ Power Mall เขาครับ จัดปีละสองครั้ง ปีนี้จัดงานที่พารากอนฮอล์ ถึงวันที่ 7 ก.ค.นี้จ้า



ไปถึงงาน คือพี่แกปิดพารากอนฮอลล์เลย พื้นที่งานใหญ่มาก แต่ของขายก็เยอะเลยดูไม่โล่งเหมือนงานอื่นๆ

หน้างานมีบูทของค่ายมือถือ มากันครบเลย AIS, TrueMove, Dtac






ไปรอบสื่อก็มีสื่อมากันเยอะมาก สมเป็นงานใหญ่ประจำปี มีดารานักแสดงมาร่วมพอสมควร ดูจากการรุมเข้าไปถ่ายรูปจะเข้าใจว่าสื่อมาเยอะจริง


เพื่อไม่ให้เสียชื่อสาวก แน่นอนเราต้องแวะดูสินค้าแอปเปิลก่อน คือก่อนไปก็ทำใจว่าปกติเค้าไม่ลดราคาของแอปเปิลกันอยู่แล้ว แต่ปรากฏว่าในงานมีเครื่องตัวโชว์กับตัวเดโมมาลดราคาหั่นแหลกด้วย !!

iPad ราคาแค่ไม่ถึงหมื่น ถึงจะเป็นตัวโชว์แต่ก็ขายหมด คนแย่งกันซื้อภายในไม่กี่นาที
ส่วนแมคก็มี Mac Mini 11,837 บาท !! หาได้ที่ไหน

ใช้เวลาตัดสินใจอยู่ 0.12 วินาทีถ้วน ก่อนจะโทรหาคุณนาย @CherryJaja ขอซื้อมาใช้งานหน่อยนะคร๊าบบบบบบ ^__^"

ทีแรกก็โดนสวดอยู่ 3 นาทีตามสูตร แต่พอเห็นราคาแค่หมื่นเดียว ก็เลยใจอ่อน อิ๊ๆ สุดท้ายสอยมาเลย Mac Mini 1 เครื่อง

Note: Mac Mini กับ iPad ตอนนี้ของหมดแล้วนะฮะ ส่วนอย่างอื่นหมดหรือยังคงต้องไปถามที่ในงานดูครับ





กลุ่ม Gadget ก็มีมาลดราคาพอสมควร ที่สะดุดตาคือลำโพงของ JBL ที่ลดราคาจาก  7,990 บาท เหลือแค่ 2,590 บาท คือลด 70% เลย โหดมาก (แต่ไม่กล้าซื้อเดี๋ยวเมียด่า ฮะๆ)

ส่วนนาฬิกา Cookoo ที่กำลังฮิตขายกันที่ 4,990 บาท ไม่ลดราคาแต่มีผ่อน 0% นานหลายเดือน



Notebook Lenovo รุ่นนี้ เห็นราคา 17,990 บาทก็คิดว่าถูกดีแล้ว แต่ที่สำคัญคือมันเป็นจอ Touch Screen ด้วยครับพี่น้อง ราคาแค่หมื่นเจ็ด !!



ในงานมีทีมบัตรเครดิตของแทบทุกเจ้ามาจัดบูท เพราะสินค้าในงาน หลายตัวเป็นตัวใหญ่ ราคาหลายพันหลายหมื่น พวกโปรลดแลกแจกแถม พร้อมผ่อน 0% นี่แข่งกันใหญ่
 

 

ที่เห็นบูทเยอะสุดน่าจะเป็นทีวี เพิ่งเคยเห็นทีวี Samsung ที่จอ 85 นิ้วแล้วตะลึงไปชั่วขณะ จะใหญ่ไปไหนนิ



ชอบบูท Sony สุด ไม่ใช่เพราะพริตตี้ (แต่ก็มีส่วนนะ) แต่เป็นราคาขาย ที่ข้างนอกขายเท่าไหร่ ในงานลดราคาเพิ่มอีก 8% แถมโปรผ่อนอีกเพียบเบย ที่บ้านใช้ทีวี Sony อยู่ฮะ ของเค้าอึดจริง


สะดุดตากับทีวีของ TCL คือยี่ห้ออาจจะไม่ดัง แต่เห็นราคาแล้วจะตกใจ ทีวี LED 32 นิ้ว ขายแค่ 6,990 บาท !! เฮือก !!

สุดท้ายก็ได้ถอย Mac Mini มาตัวนึง ทีแรกเข้าใจว่าเป็นรุ่นเก่าและตัวโชว์เพราะเห็นราคาแค่หมื่นเดียว แต่พอคุยไปคุยมา ปรากฏว่าเป็นมือ 1 แกะกล่องเลย ประกันเหลือเต็มที่ O_o"

ถึงจะเป็นรุ่นเก่าแต่ก็ใช้งานได้ เขียนแอพ ตัดต่อหนัง เหมาะกับการเป็นแมคประจำบ้านที่งบไม่บานปลายด้วยจ้า หรือทำให้มันเป็น Windows ก็ยังได้ อิๆ

อ้อ งาน Electronica เค้าจัดถึงวันที่ 7 ก.ค. เท่านั้นนะฮะ ว่างๆ แวะไปเดินเล่นดูได้ที่พารากอนฮอลล์ :)



Sunday, June 23, 2013

วิธีดูแลเว็บเมื่อเกิดดราม่า : กรณีศึกษาจาก MacThai vs ร้านแอพตู้



ว่ากันว่าการจะทำเว็บในยุคนี้ เว็บจะเกิดได้ต้องมี 3 สิ่ง นั่นคือ คุณภาพ, ความสม่ำเสมอ และดราม่า

สองอย่างแรกเป็นสิ่งที่สร้างได้ และเป็นสิ่งที่ควรจะต้องทำอยู่แล้ว ซึ่งเราในฐานะที่เปิดเว็บหน้าใหม่อย่าง MacThai.com ที่ตั้งมาได้เพียง 6 เดือน ก็ต้องค่อยๆ เรียนรู้และพัฒนากันต่อไป

แต่แล้วปัจจัยที่ 3 ก็มาถึงอย่างไม่คาดคิด เมื่อเกิดกรณีดราม่าจากข่าว "รู้จักกับ Activation Lock ฟีเจอร์ใหม่ใน iOS 7 หายนะสำหรับผู้ลงแอพร้านตู้" ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ผู้ประกอบการร้านแอพตู้จำนวนหนึ่ง

และมันก็เป็นที่มาของดราม่าเข้มข้น ซึ่งไปตามอ่านกันได้ที่เว็บ "Drama Addict - ตอน น้อยคนจะไม่รู้จัก" แต่สำหรับบล็อกตอนนี้ ผมอยากจะแชร์ประสบการณ์ การรับมือในฐานะผู้ดูแลเว็บ และสิ่งที่เกิดจากกรณีที่เว็บเข้าสู่โหมดดราม่าครับ



อะไรทำให้เกิดดราม่า

แท้จริงแล้วบทความนี้ผู้เขียนคือ @nutmos ทีมงานนักเขียนของเว็บ MacThai ซึ่งทีแรกเราต้องการนำเสนอฟีเจอร์ใหม่ใน iOS นั่นคือ Activation Lock แต่แค่แนะนำเฉยๆ มันไม่มีความน่าสนใจ น้องมอสเลยเสนอไอเดียพูดโยงไปถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นได้สำหรับคนที่ลง "แอพตู้"

ผมเองก็เห็นว่ามันมีความน่าสนใจดี เพราะเราอยากเสนอประเด็นนี้มานานแล้ว แต่ไม่มีเนื้อหาที่เหมาะสม และการตั้งหัวข่าวที่มีคำว่า "หายนะ" นั้นก็เรียกคนเข้ามาอ่านได้ เราเลยเพิ่มเนื้อหาด้านการสมัคร Apple ID และให้ความรู้กับผู้ใช้ไปในตัว

ข่าวใหม่ทันสมัย (iOS 7) + เนื้อหาดี (แอพตู้) + หัวข่าวที่โดน = บทความคุณภาพ

เมื่อมีผู้อ่านมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ย่อมมีผู้เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยเป็นธรรมดา แต่แล้วจุดเปลี่ยนก็เกิดขึ้นเมื่อมีเจ้าของร้านแอพตู้ท่านหนึ่งเข้ามาโพสต์แบบรัวไม่ยั้งถึง 4 ครั้งในข่าวเดียว และเนื้อหามีความเกรียนเข้าขั้น



ผมซึ่งตรวจดูเนื้อหาเว็บโดยตลอดเข้าไปพบ ทีแรกคิดว่าจะลบคอมเม้นต์พวกนี้ซะด้วยเหตุ Spam เว็บ แต่ด้วยความเซ็งเลยขอบ่นบนทวิตเตอร์ @Khajochi ซะหน่อยผ่านทางทวิตเตอร์ จำนวน ภ ข้อความ

และแล้วก็มีการพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ หลายคนเริ่มแชร์ เริ่มเข้าไปเม้นด่ากลับ จนไปถึงหูจ่าพิชิตสุดหล่อแห่งเว็บดราม่าเข้า และวินาทีที่จ่าเอาข่าวนี้ไปแชร์ในทวิตเตอร์และ Facebook ดราม่าจึงบังเกิด ผมเลยขอสรุปปัจจัยในดราม่าครั้งนี้คือ

บทความคุณภาพ + เกรียน + แชร์  + จ่า = ดราม่าเต็มตัว

สรุปคือถ้าบทความไม่ดีพอ หัวข่าวไม่ดีพอ ไม่มีเกรียน ไม่มีการแชร์ และไม่มีจ่า ดราม่านี้จะไม่บังเกิด

ขั้นตอนการรับมือเมื่อเกิดดราม่า

ผมเฝ้าดูเหตุการณ์ตั้งแต่ช่วงเวลา 5 ทุ่ม เฝ้าดูการพูดถึงใน Social Network รวมถึงสถิติคนเข้าเว็บตลอดเวลา และนี่คือเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นครับ

  • วินาทีที่จ่าพิชิตเริ่มแชร์ดราม่านี้ใน Twitter + Facebook ในใจผมไม่ได้บอกว่า "ดีใจจังเลย" แต่มันตะโกนออกมาว่า "ชิปหายแล้ว !!"
  • คำว่า "ชิปหายแล้ว" เพราะถ้าคุณอยู่ในวงการนี้มานาน คุณจะเข้าใจพลังของดราม่า ว่ามันรุนแรงจนทำให้เว็บคุณเจ๊ง ชื่อเสียงที่เคยทำมาอาจจะเจ๊งได้ (กรณีดราม่าที่เว็บเป็นฝ่ายผิด) และที่สำคัญคือเว็บระดับกลางที่ปกติคนเข้าไม่ถึงหลักแสนคนต่อวัน มีอันต่อล่มทุกรายไป
  • ผมเปิด Tools ทุกตัวที่เก็บสถิติและใช้จัดการดูแลเว็บ เริ่มจาก ...
    • Twitter - เปิดหน้า Search ที่ดัง Keyword "MacThai", "ดราม่า", "แอพตู้"
    • Facebook - เปิดหน้า Analytic ของแฟนเพจ, เปิดหน้า Manage Comment เพื่อกรองคอมเม้นต์ที่ไม่เหมาะสม
    • Web - เปิดหน้า Google Analytic แบบ Realtime เพื่อดูสถิติการเข้า ณ เวลานั้น
    • Web - เปิดหน้า Admin ของเว็บ เพื่อรอแก้ไขทุกอย่าง กรณีเหตุไม่คาดฝัน
  • และแล้วสิ่งที่คิดไว้ก็เกิดขึ้น เมื่อ @icez ผู้ดูแลโฮสต์ของเว็บ MacThai ได้ส่งสัญญาณมาบอกว่าให้ติดตั้ง Plugin SuperCache ในเว็บโดยด่วน
  • @icez กล่าวว่า "wordpress ถูกออกแบบมาเพื่อเป็น blog มีความยืดหยุ่นสูง ง่ายต่อการทำความเข้าใจสำหรับนักพัฒนาเว็บไซต์ แต่การออกแบบนี้แลกมาด้วยการใช้งาน CPU ที่สูงมากในเวลาที่มีคนเข้าใช้งานเว็บ"
  • "ในภาวะปกติที่มีคนเข้าใช้งานน้อย server อาจไม่มีปัญหาอะไรเนื่องจากมี CPU เหลือว่างประมวลผลเยอะ แต่เมื่อมีผู้เข้าใช้งาน "พร้อมกัน" ปริมาณมากๆ จะทำให้เกิดเหตุการณ์ CPU overload ขึ้นมาทันที เพราะต้องประมวลผลเว็บใหม่ทุกครั้งที่มีคนเรียกใช้งาน"
สังเกตช่วงเวลาประมาณ 23.40 ที่กราฟสีน้ำเงินพุ่งจนติดเพดาน นี่คือช่วงที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นครับ
  • กรณีนี้คือมีคนเข้าเว็บ MacThai เพิ่มขึ้นทันที 500% !!
  • ผมเริ่มเข้าเว็บตัวเองไม่ได้ เริ่มแก้ไขอะไรไม่ได้ บางครั้งหน้าเว็บขึ้น Error โผล่ออกมา
  • เว็บเริ่มโหลด โดยเฉพาะการเรียกเข้ามาใช้ Database เริ่มเยอะและตอบสนองช้า
  • ผมคุยกับ @icez ผ่านทางทวิตเตอร์ ซึ่งเป็นเรื่องดีมากที่ผู้ดูแลเว็บเข้ามาช่วยเหลือในทันทีที่เว็บเกิดดราม่า ต้องขอบคุณเขาจริงๆ ... โฮสต์เว็บขั้นเทพ ดราม่าไม่เดี้ยง ใช้แล้วเร็วปรื๊ด เจ้าของหล่อ ต้อง THZHosting สิครับ [โฆษณา]
  • หลังจากที่ติดตั้ง plugin เพื่อให้เว็บทำระบบ cache แล้วทุกอย่างก็ดีขึ้นทันตา เรารอดูกันอยู่ 10 นาทีจนมั่นใจได้ว่า "เว็บไม่ล่มแล้ว" \(^___^)/
สถิติคนที่พูดถึงเว็บ MacThai ในทวิตเตอร์ที่เพิ่มขึ้นจากปกติจนน่าตกใจ
  • ปัญหาต่อมาคือคนพูดถึง "ดราม่า" และ "MacThai" ใน Social Network เยอะมาก (ประโยชน์จากการ Monitor Keyword) แต่คนไม่รู้ว่ามันดราม่าอะไร ดราม่าตรงไหน ดราม่าข่าวอะไร
  • หน้าที่ของเราคือชี้ทางสว่าง คือไม่ใช่ส่งเสริมให้คนมาดราม่ากัน แต่เพราะเริ่มมีคนด่าเว็บด้วย เช่น ดราม่าไรวะ, เว็บนี้มันดราม่าอะไรอีกแล้ว กรูเซ็ง, ดราม่าอะไร อยากรู้ๆ
  • ผมเข้าไปแก้หัวข่าวนี้ เพิ่มคำชี้เป้าเข้าไป "[ดราม่า] รู้จักกับ Activation Lock ฟีเจอร์ใหม่ใน iOS 7 หายนะสำหรับผู้ลงแอพร้านตู้" พร้อมปักหมุดให้ดันอยู่บนสุดของหน้าแรก
  • จำนวนคอมเม้นต์เพิ่มจากเดิม 30 ครั้ง เป็น 200 ครั้งใน 5 นาทีแรก (รวม reply ด่ากันด้วย) เริ่มมีเม้นที่ต้องลบ เม้นที่ก้าวข้ามความพอดี เม้นที่จุดไฟจนเกินเลย
  • แต่แล้ว 15 นาทีผ่านไป ความรุนแรงเพิ่ม เมื่อร้านแอพตู้เจ้าของดราม่าเริ่มเข้ามาด่ากลับคนที่เม้นด่าแก จนเม้นเพิ่มระดับ 500+ ผมเริ่มตามอ่านไม่ทัน กรองได้ไม่หมด ซึ่งอันนี้ต้องยอมแพ้จริงๆ ว่าดูแลลำบาก
  • เมื่อเจ้าตัวเริ่มเคลื่อนไหว สิ่งที่ต้องทำตามมาคือการเก็บหลักฐาน เผื่อมีการลบเม้นออก ด้วยการ Capture Screen หน้าเว็บไว้ (แนะนำ Google Screen Capture บน Chrome)

ผลตอบรับ มีทั้งดีและด่า

เหรียญมีสองด้านเสมอ ไม่มีทางที่เราจะได้คำชม 100% หรือด่า 100%

มุมมองในการดูแลเว็บให้อยู่รอดนั้นยังไม่จบ เพราะสิ่งที่ต้องดูแลต่อคือการเก็บ Feedback ดูผลตอบรับในทุกๆ ด้าน ทุกๆ สื่อที่ออกไป และนำไปปรับปรุงตัวเราเอง มีบ่อยครั้งที่เราได้เห็นดราม่าทำลายชื่อเสียงของบริษัทนั้นๆ ไปอย่างถาวร

ผมยังคงตามเก็บสถิติ และรวบรวม Feedback ทุกอย่างจนถึงตี 2 ก็เปิดเครื่องให้เก็บข้อมูลต่อ และก็ตื่นขึ้นมาอีกวัน ตามอ่านทุกอย่าง
  • ผลตอบรับในแง่บวกกับเว็บมีมากถึง 90% โชคดีที่เรื่องที่เป็นดราม่านั้น เป็นเรื่องของลิขสิทธิ์และความถูกต้อง เมื่อเรายืนที่เส้นความถูกต้อง คนส่วนใหญ่เห็นด้วย มันจึงส่งผลแง่ดี
  • ลองนึกภาพว่าถ้าเว็บ MacThai ส่งเสริมการใช้แอพเถื่อนแม้แต่ครั้งเดียว จะต้องมีคนขุดขึ้นมาดราม่า และทุกอย่างจบสิ้นแน่นอน
  • จุดยืนจึงเป็นสิ่งสำคัญ คุณควรจะต้องมีจุดยืนในเรื่องที่สำคัญ และยึดสิ่งนั้นให้มั่นเข้าไว้
การ์ตูนดราม่าแอพตู้ โดย Hong14
อย่าคิดว่าคนส่วนใหญ่เห็นด้วยแล้วจะสบายใจได้ เพราะก็มีกลุ่มคนที่เขาแค้นใจกับการถูกขัดผลประโยชน์
ผลโพลในเพจแห่งหนึ่งบ่งบอกแนวคิดดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

มิตรแท้และศัตรู

มีคนเคยบอกว่า เวลาที่เกิดเหตุสำคัญๆ ขึ้นมา เราก็จะได้รู้ว่าใครคือมิตรแท้และศัตรูที่แท้จริงของเรา ซึ่งกรณีนี้แม้ว่าจุดยืนของเราจะถูกต้องสำหรับคนหมู่มาก แต่ก็มีผู้ไม่เห็นด้วยหรือจ้องจะเล่นงานเราไม่น้อย

ผมในฐานะที่น่าจะได้อ่าน Feedback จำนวนมาก ก็พอจะบอกได้ว่ามันมีเนื้อหาประเภทว่าร้าย รวมถึงการข่มขู่พอสมควร ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากกลุ่มผู้เสียประโยชน์ ประโยคเช่น "มึงอย่าให้กูเจอนะ" หรือหลายอย่างที่เราได้ยินมา ว่ามีการยำใหญ่เว็บและทีมงาน MacThai ในเพจกลุ่มที่เสียประโยชน์ (ซึ่งไม่ขอแชร์เพื่อไม่ให้บานปลายนะฮะ)

เราไม่รู้ว่านี่เป็นคำขู่จริงหรือแค่พูดด้วยอารมณ์ แต่ก็มีบล็อกเกอร์บางคนหรือแม้แต่ตำรวจนอกเครื่องแบบที่เคยโดนร้านโทรศัพท์มือถือรุมกระทืบมาแล้ว ทีมงานของเราบางท่านจึงต้องขอ private รูปและ FB ส่วนตัว รวมถึงผมเองที่ชีวิตน่าจะ Public สุดก็ต้องของดเดิน MBK หรือการปะทะทุกรูปแบบไปซักช่วงหนึ่ง


จากกรณีนี้ ผมจึงได้พบกับมิตรสหายจำนวนมากที่ให้กำลังใจ ช่วยเหลือ สนับสนุน รวมถึงช่วยบอกต่อสิ่งที่เราต้องการจะบอกกับสังคม ซึ่งเราไม่ได้ต้องการจะว่ากล่าวใคร เพียงแค่เราอยากสนับสนุนผู้ใช้ให้โหลดแอพด้วยตัวเอง อย่างถูกลิขสิทธิ์ก็เท่านั้น

ถ้ามิตรสหายทุกท่านได้อ่านอยู่ ผมก็ขอบอกตรงนี้เลยว่า "ขอบคุณจากใจครับ"
และถ้าท่านที่เกิดความไม่พอใจอันใดได้อ่านอยู่ ผมก็ขอบอกตรงนี้เลยว่า "ขอโทษด้วยครับ"


หวังว่ากรณีศึกษานี้จะได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ หากท่านใดชื่นชอบในจุดยืนของเว็บ MacThai เราขอเสนอบทความคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็น น้องออม #1, น้องออม #2, น้องเพลิน, น้องน้ำ, น้องภา และน้องกิพจัง ครับ ^___^



สรุปสถิติหลังดราม่า

  • คนอ่านข่าวดราม่า 70,000++ (ถ้ารวมกับในเว็บจ่าน่าจะเกิน 150k++)
  • Like 14,000+
  • Comment 880+
  • Like Fanpage 400+
  • Twitter share 500+
  • คนเข้าเว็บเพิ่ม 4 เท่า
  • ผลการเสิร์ชคำว่า "iOS 7" ในกูเกิล จะโชว์ข่าวดราม่าเป็นข่าวแรก
  • คนพูดถึง MacThai ใน Social Media เพิ่มขึ้น 25 เท่า
  • คนพูดถึงเว็บในแง่บวก 95% แง่ลบ 4% อื่นๆ 1% (วิเคราะห์ด้วยตัวเอง)

คนกด Like Fanpage เพิ่มทันที 300 กว่าคนในคืนแรก





Monday, June 17, 2013

ครั้งหนึ่งที่เคยขึ้นปก The Nation กับครอบครัว


ผมมีพี่เป็นเซเล็บในโลก Social Network อยู่ 2 คน แต่คนที่รู้จักผมอาจจะไม่รู้จักพี่อีกสองคน และคนที่รู้จักพี่ทั้ง 2 ก็อาจจะไม่รู้จักผม เพราะเราอยู่กันคนละวงการ

@Oweera เป็นหนุ่มนัก Social ที่แชร์เรื่องการตลาดสำหรับ SME อย่างต่อเนื่อง เป็นที่รู้จักในแวดวงธุรกิจ ซึ่งเขาคือพี่ชายแท้ๆ ของผม

@V_Victory1 สาวนักสังคมสงเคราะห์ ที่คอยแชร์และคอยช่วยงานด้านสังคมอยู่เสมอ โดยเฉพาะช่วงน้ำท่วมในไทย

@Khajochi กสยฟพทสตจ. สาวกแอปเปิลที่แชร์เรื่องแอปเปิล และเรื่องราวความรักอยู่ตลอด

ทั้ง 3 คนเป็นพี่น้องกัน โดย @Oweera เป็นพี่ชายแท้ๆ ของผม ส่วน @V_Victory1 เป็นพี่สาวแท้ๆ ของผม ซึ่งหลายครั้งที่เรามักได้คำถามประเภท "เฮ้ย เพิ่งรู้ว่านายเป็นน้องของ"​, "โอ้ว เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าพี่พี่สาวของ"



เรื่องราวเริ่มมาเป็นที่รู้จัก เมื่อพี่ชายกับพี่สาวผมไปงาน Zocial Rank ที่พารากอน และก็ทวีตแชร์เรื่องราวในงานออกไป ซึ่งผมก็เข้ามาแจมด้วย ปรากฏว่าทั้ง 3 คนทวีตดันไปขึ้นจอพร้อมๆ กัน เลยทำให้ @lekasina แห่ง Nation เพิ่งได้รู้ความจริงว่า ทั้ง 3 คนพี่เป็นน้องแท้ๆ กันหรือนี่

เลยเป็นที่มาของบทความในหนังสือพิมพ์ The Nation พร้อมกับบทสัมภาษณ์ใน Nation สุดสัปดาห์ โดยเราก็ได้เล่าเรื่องราวการใช้ Social Network ในมุมของตัวเอง และมุมครอบครัวครับ

ปล. จริงๆ ผมมีพี่ชายคนโตอีกคน แต่ตอนนี้ทำงานอยู่ที่ Netherlands ครับ ถ้าอยู่เมืองไทยอาจจะเป็นเซเล็บไปอีกคน 55





  • ทั้งหมดนัดคุยกันที่ True Coffee พารากอน หามุมถ่ายรูปสวยๆ จากในร้านนั่นแหล่ะ
  • พี่เล็กสนใจเรื่องการใช้ Social Network และการพูดคุยกันในครอบครัวของเรา ที่ทำผ่าน Social Network เช่นกัน
  • เล่านิดนึงว่าที่บ้านเรามีกัน 6 คน พ่อ แม่ ลูกชาย 3 ลูกสาว 1 ทีนี้พอแต่ละคนมีครอบครัว ก็แยกไปอยู่บ้านของตัวเอง ทำให้การติดต่อกันค่อนข้างลำบาก เพราะบ้านจริงๆ เราอยู่ขอนแก่น
  • ยุคที่ยังไม่มี iPhone เราใช้การติดต่อด้วยอีเมล์ โดยเริ่มจากผมไปสร้างเว็บที่ชื่อ Chiaranaipanich.com (มาจากนามสกุลเจียรนัยพานิชย์) เพื่อรวบรวมเรื่องราวของคนในครอบครัว 
เว็บ Chiaranaipanich.com ที่ใช้เป็นศูนย์กลางครอบครัวในยุคก่อน
  • ลูกๆ ทุกคนมีบล็อกของตัวเอง และก็มี Picasa ไว้แชร์รูปของตัวเอง
  • ในเว็บผมก็เลยดึงภาพมาจาก Picasa ของแต่ละคน บล็อกที่แต่ละคนเขียน ทวีตด้วย และก็มีเนื้อหารวมๆ ตรงกลาง เป็นเว็บง่ายๆ แต่ก็เป็นเรื่องราวที่แชร์ให้กันอ่าน
  • นอกจากนี้ก็มีอีเมล์กลางตัวนึง ที่ส่งปุ๊บก็จะ Redirect ไปหาทุกคนในครอบครัว แล้วก็ Reply กันไปมา ก็ได้ความเป็นครอบครัวดีนะในสมัยนั้น
สมัยก่อนทั้งบ้านคุยกันทางอีเมล์ครับ โดยใช้ Group Mail
  • พอมายุคนี้ เราแทบจะไม่ได้ใช้อีเมล์กันแล้ว และโทรศัพท์มือถือก็เข้าเน็ตได้ตลอดเวลา วิธีการติดต่อในบ้านเราเลยเปลี่ยนไป เริ่มจากลูกๆ รวมตังค์ซื้อ iPhone 4S ให้ท่านแม่ และ iPad 2 ให้ท่านพ่อ (ตอนนั้นคือรุ่นล่าสุดละ)
  • เหตุผลใหญ่ที่เลือกสายแอปเปิลเพราะใช้ง่าย และมี Facetime คุยกับลูกๆ แบบเห็นหน้าได้สะดวก ที่บ้านเลยกลายเป็นสาวกแอปเปิลไปทุกคน โดยมีกสยฟพทสตจ.ชักจูงอยู่เบื้องหลัง หึๆๆๆ
ยุค Line ครองเมือง เล่นกันทั้งครอบครัวเช่นกัน
  • Social Network ที่ทุกคนใช้คือ Facebook เราก็จะอัพรูปกันตามสะดวก พ่อแม่ก็มา like มาเม้น ได้รู้ว่าลูกๆ เป็นยังไงบ้าง
  • ล่าสุดคือเริ่มมี Line เข้ามา ยิ่งง่ายกว่าเดิมเพราะเราสร้าง Group ครอบครัวไว้คุยกัน ทุกคนก็ใช้ Line Group ในการแชร์ว่าตอนนี้ไปไหน ทำอะไรอยู่ เรียกว่า Connect กันทั้งบ้านตลอดเวลา แถมส่งได้ทั้งภาพและวิดีโอด้วย
หลายครอบครัวอาจจะมองว่า โห บ้านนี้ทุกคนทันสมัย พ่อแม่ชอบไอที เลยทำแบบนี้ได้ มันไม่เหมาะกับครอบครัวเราหรอก ... แต่ผมอยากบอกว่าจริงๆ แล้วอุปกรณ์อย่าง iPad เนี่ยมันใช้ง่ายมาก แม่ผมไม่เคยแตะก็ใช้เป็น สอนไม่นาน ตอนนี้เล่น Line เก่งกว่าลูกๆ อีก

อีกเรื่องคือราคาของอุปกรณ์พวกนี้ถูกลงมาก จากสมัยก่อนที่ต้องซื้อ Notebook ราคาสามสี่หมื่น ใช้ยากเข้าใจยาก เหลือแค่ iPad Mini ราคาหมื่นเดียว ราคามันถูกลงมาก

โลกไอทีมันสามารถเชื่อมครอบครัวได้จริงๆ ครับ :)





Tuesday, June 04, 2013

แชร์ประสบการณ์เก็บเงินได้ครบ 1 ล้านบาทเมื่อตอนอายุ 31 ปี


เป้าหมายแรกหลังเรียนจบมหาลัยของผมคือ การเก็บเงินให้ได้ 1,000,000 บาทก่อนอายุ 30 ปี ซึ่งเคยเขียนในบล็อกไปก่อนหน้านี้ว่าผมทำไม่สำเร็จ .. วันเวลาผ่านไป 1 ปีต่อมา ตอนนี้ผมทำสำเร็จแล้วครับ ในวันที่อายุ 31 ปี :)

บล็อกตอนนี้จึงไม่ใช่การโม้ว่าเฮ้ยตรูมีเงินเก็บโว้ย แต่ต้องการจะแชร์ในฐานะเด็กที่เคยไม่มีเงินเก็บติดตัวเลยซักบาทตอนทำงานปีแรก และเริ่มต้นทำงานด้วยเงินเดือนแค่ 12,000 บาท จนมาถึงตอนนี้สามารถเก็บเงินให้ครบ 1 ล้านได้ยังไงครับ (จริงๆ เพื่อนผมหลายคนเก็บเงินได้เยอะกว่านี้มากเลยครับ)

บล็อกเก่า :
ประสบการณ์ทำงานปีแรกด้วยเงินเก็บ 0 บาท
ในวันที่ผมยื่นใบลาออกจากบริษัท Thomson Reuters

ปัญหาสุดคลาสสิคกับการเก็บเงินไม่เคยได้

เท้าความกลับไปตอนทำงานปีแรก ถึงผมจะเงินเดือนแค่ 12,000 บาท แต่ก็พอจะมีเงินเก็บนิดหน่อย แต่อย่างว่าคนเราซักพักมันก็มีเรื่องต้องใช้เงิน เช่นคอมเสีย กลับบ้านต่างจังหวัด ซื้อโทรศัพท์ใหม่ ซึ่งเป็นรายจ่ายชิ้นใหญ่ สุดท้ายเงินที่เก็บก็เหลือศูนย์

ด้วยความที่รักสบายอ่ะ ทำงานเหนื่อยๆ มันก็อยากใช้ตังค์หาความสุข อยากดูหนัง อยากกินของอร่อยๆ อยากไปเที่ยวสนุกๆ บ้าง

ผมไม่ชอบเลยความรู้สึกของการมีเงินอยู่ก้อนนึงในบัญชี แล้วต้องคอยมาดูว่าเหลืออีกกี่วันนะจะสิ้นเดือน แล้วตกลงเดือนนี้เก็บได้กี่บาท ว๊าเหลือน้อยจัง เดือนหน้าต้องอดออมกว่านี้แล้วสินะ

การได้เงินเดือนมา แล้วก็พยายามใช้อย่างประหยัด จนเหลือสิ้นเดือนก็เก็บไว้ มันใช้ไม่ได้ผลครับ คือสำหรับผมนะ มันไม่เวิร์คจริงๆ เพราะซักวันมันก็จะหมดไปกับบางสิ่งบางอย่าง

แล้วทำยังไง ?

ย้อนกลับไปเมื่อตอนผมอายุได้ 8 ขวบ ตอนนั้นจำได้เลยว่าเป็นวันเด็ก ซึ่งพี่น้องผมแต่ละคนก็บอกวันเด็กแล้ว อยากได้นั่นอยากได้นี่ สุดท้ายป๊า (พ่อ) ก็บอกไม่รู้ว่าจะให้อะไรเป็นของขวัญ งั้นเอางี้ละกัน ให้เงินไปคนละ 500 บาท พาไปที่ห้างแล้วบอกว่า อยากซื้ออะไรก็ซื้อเลย แต่ต้องใช้ให้หมดนะ

ใช้ให้หมดนะ ...

ผมจำได้ว่าวันนั้นเป็นหนึ่งในวันที่ผมช็อปปิ้งสนุกที่สุดในชีวิตครั้งหนึ่งเลย เหมือนเราได้ไปวิ่งอยู่ในทุ่งดอกไม้ ลั้นลา กำเงินไว้แน่น ไอ้นี่ก็สวยงาม ไอ้นั่นก็อยากซื้อ "จะใช้แมร่งให้หมดเลยโว้ยยยย" ผมคิดในใจ

และนั่นเลยเป็นวิธีการเก็บเงินของผม ที่เพิ่งมาคิดขึ้นได้ตอนอายุ 24 ปีแล้ว ...


ใช้แมร่งให้หมด

เมื่อผมรู้แล้วว่าผมเหมาะเหลือเกินกับวิธีการเก็บตังค์ด้วยวิธีการ "ใช้แมร่งให้หมด" มันเลยต้องเปลี่ยนวิธีการจัดการกับเงินนิดหน่อย
  • เงินเดือนที่ได้มา สมมุติว่า 30,000 บาท ผมจะหาทางทำยังไงก็ได้ ให้มันเก็บไปแบบที่ผมไม่มีทางเบิกออกมาได้เลย อย่างน้อย 30-40% ในที่นี้คือ 9,000-12,000 บาท
  • เงินอะไรบ้างที่เราเก็บแล้วไม่สามารถเอาออกมาใช้ได้ ? ต้องไม่ใช่ฝากในบัญชีธนาคารแน่นอน
  • อย่างแรกคือซื้อประกันชีวิต กว่าผมจะได้เงินนี้กลับมาก็ปาเข้าไปหลายปีต่อมาแล้ว (เดี๋ยวนี้มีประกันหลายตัวที่เป็นประเภทเก็บเงิน 7-10 ปี)
  • หักเงินเข้า Provident Fund อันนี้ก็เอาออกมาไม่ได้ จนกว่าจะลาออกเท่านั้น ซื้อเต็ม Max เลยครับ
  • หักเงินซื้อหุ้นบริษัท โชคดีที่บริษัทมีขายหุ้นบริษัทด้วย ในราคาพนักงาน ซึ่งเท่าไหร่ผมไม่สน แต่มันหักไปจากเงินเดือนตั้งแต่แรก เพราะฉะนั้นซื้อ Max เลยเช่นกัน
  • ซื้อกองทุน LTF อันนี้กว่าจะได้ใช้เงินก็อีก 5 ปีข้างหน้า หักไปเลยว่าปีนี้ซื้อเท่าไหร่ ก็ทยอยซื้อทุกเดือนได้
  • ยังมีเงินอีกหลายอย่างที่สามารถหักได้แบบ Auto ก่อนที่จะมาถึงบัญชีเงินฝากของคุณ ก่อนที่จะมาถึงบัตร ATM ของคุณ ก่อนที่จะกดเงินออกมาสู่มือของคุณ
ผมซื้อไอโฟน ด้วยการผ่อน 0% เสมอ ฮะๆ

  • สุดท้ายจากพนักงานเงินเดือน 30,000 บาท (ตัวเลขสมมุติ) ผมก็กลายเป็นพนักงานเงินเดือน 18,000 บาทแทน
  • ที่เหลือ "ใช้แมร่งให้หมด"
  • ผมใช้หมดจริงๆ นะ คือไม่เหลือเลยซักบาท ถ้าสิ้นเดือนมีเงินเหลือเยอะ ผมไม่เก็บด้วยนะ มีเงินเหลือก็ต้องใช้แมร่งให้หมดสิ ว่าแล้วเราก็เสพสุขให้มันเยอะๆ คือกรูมีเงินเหลืออ่ะ ใช้ไปเลยเต็มที่ ถ้าสิ้นเดือนเหลือน้อย ก็ประหยัดไป มีเงินแค่นี้
  • มันเป็นความสุขที่ประหลาดจริงๆ นะครับกับการที่เรามีเงินซักก้อนนึง แล้วมีคนตะโกนบอกว่า "ใช้ให้หมดนะโว้ยยยยย" โอ้แม่ นี่สิชีวิต ทำงานเหนื่อยมันก็ต้องซื้อความสุขกันบ้าง
  • วิธีนี้เราจะไม่มีสิทธิไปแตะเงินที่ถูกดูดไปตั้งแต่ต้นเดือนเลย
  • แล้วถ้ามีเรื่องต้องใช้เงินจริงๆ จะทำยังไง ? คือด้วยความที่เงินพวกนั้นมันเอาออกมาไม่ได้ ผมก็จะต้องดิ้นรนหาวิธีให้เงินที่เหลือพอจ่ายให้ได้ เช่น ซื้อของแบบผ่อน 0%, ใช้บัตรเครดิตแบบฉลาดๆ หน่อย, ยืมเมียบ้างเป็นบางครั้ง (แต่ทวงยิกนะฮะ)
  • ด้วยวิธีนี้ ผมเลยมีเงินก้อนหนึ่งที่ไม่สามารถใช้ได้เลย จนเวลาผ่านไปอย่างน้อย 10 ปี ซึ่งเวลานั้นก็ได้มาถึงแล้ว
  • ในที่สุดตอนนี้ผมก็มีเงินสดในบัญชี 1 ล้านบาทตามที่เคยตั้งใจเอาไว้แล้วครับ :)
ออกตัวก่อนว่าผมไม่ใช่พนักงานบริษัทขั้นเทพที่มีเงินเดือนหลักแสน และก็ไม่ใช่นักลงทุนที่ทำให้เงินมันงอกเงยแบบที่หลายคนกำลังมุ่งมั่นกันอยู่ ผมแค่เก็บเงินแบบที่ไม่ไปแตะมัน และไม่มีทางแตะมันได้เลย ก็เท่านั้น

วิธีนี้อาจจะดูไม่ฉลาดเท่าไหร่ แต่มันใช้ได้ และต้องใช้เวลาด้วย

อีกประเด็นที่อยากบอกคือผมมีความสุขกับการ "ใช้แมร่งให้หมด" มากๆ เงินเดือนขึ้น ผมใช้เยอะขึ้น แต่ก็เก็บมากขึ้นด้วย ซึ่งมันก็มีความสุขดี และไม่ได้ขัดสนอะไร แค่เปลี่ยนความคิดว่า "เราเงินเดือน 30,000 บาท" มาเป็น "เราเงินเดือน 18,000 บาท"

เงินที่เหลือจากการถูกหักไปแล้วนั้น ผมยังสามารถซื้อ iPhone, MacBook, จัดงานแต่งงาน, พาภรรยาไปฮันนีมูนมัลดีฟส์ได้ โดยที่ก็ยังมีเงินเก็บอยู่นะ คือเงินที่มีผมใช้แมร่งหมดจริงๆ 5555

หวังว่าวิธีการเก็บเงินแบบนี้อาจจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยครับ :)

หมายเหตุ: ย้ำว่าบล็อกตอนนี้ไม่ได้ต้องการโอ้อวด เพราะหลายคนที่อายุเท่าผมเก็บเงินได้ 10 ล้านแล้วก็มี เพียงแต่ต้องการเขียนเพื่อปักหลักไมล์อันหนึ่ง ที่เคยสัญญากับตัวเองไว้ และแชร์ให้ได้อ่านกันครับ

เดือนไหนใช้หมดก่อนสิ้นเดือน เราก็จะ ....
กินมาม่าแมร่งให้หมด เลยคร๊าบบบ !!  ^___^"