Tuesday, October 29, 2013

ประสบการณ์ครั้งแรกกับค่าย Young Webmaster Camp ค่ายเจาะลึกวิชาชีพเว็บมาสเตอร์



สุดสัปดาห์นี้มีเรื่องตลกเรื่องนึงเกิดขึ้น

คือผมเป็นคนนึงที่ไม่เคยได้เข้าไปสัมผัสหรือเข้าไปดูค่ายสำหรับเยาวชนนักศึกษาชื่อดังค่ายหนึ่งมาก่อนเลยในชีวิต .. แต่ภายในเวลาแค่ 2 วันที่ได้ไปเข้าร่วม ผมแปลงกายจากคนนอก กลายเป็นคนใน และข้ามไปถึงขั้นเสนอตัวเป็นผู้จัดการค่ายนี้เสียเองในปีหน้า !! แถมยังได้รับเลือกด้วยแน่ะ

ค่ายนี้มีชื่อว่า "Young Webmaster Camp" ค่ายเจาะลึกวิชาชีพเว็บมาสเตอร์สำหรับนิสิต-นักศึกษา



อะไรคือ YWC ?

สำหรับใครที่อาจจะยังไม่รู้จัก Young Webmaster Camp (YWC) คือค่ายเจาะลึกวิชาชีพเว็บมาสเตอร์สำหรับนิสิต-นักศึกษา อธิบายสั้นๆ คือกิจกรรมที่เอาเด็กนักศึกษามารวมกันช่วงปิดเทอม มาเรียนทำเว็บแบบเข้มข้น และภายใน 3-4 วันที่เข้าค่าย ทุกคนจะต้องทำเว็บจริงๆ ออกมาให้สำเร็จ

ค่ายนี้ก่อตั้งโดยสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย (Thai Webmaster Association) คนที่มาสอนในค่ายก็เป็นเทพในวงการเว็บไทย โดยเด็กที่จะมาเข้าค่ายนี้ได้ต้องผ่านการคัดเลือกจากผู้สมัครทั่วประเทศ เรียกได้ว่าเอาเด็กเทพ มาให้เทพสอนอีกที (จะกลายเป็นอะไรฟะเนี่ย)

เอาเข้าจริงๆ ผมได้ยินเรื่องราวของค่ายนี้มานานละ เพราะเขาจัดมาตั้ง 11 ปีแล้ว เคยช่วย PR ให้บ้าง แต่ก็ไม่ได้รู้หรอกว่าข้างในเขาทำอะไรกัน

สิ่งที่ทำให้สนใจจริงๆ เกิดจากการที่ได้เห็น อ.ศุภเดช (@Ripmilla) มีอาการตื่นเต้นและ Alert อย่างมากทุกครั้งที่พูดถึงค่ายนี้ คือปกติผมไม่เคยเห็นแกทำแววตาเป็นประกายขนาดนี้ถ้าไม่ได้เจอของกินขั้นสุดยอดหรือการ์ตูนที่โคตรสนุก

ว่าแล้วก็เลยลองเข้ามาสัมผัสกับความเป็นไป การทำกิจกรรมของค่ายนี้ดูสักครั้งเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และก็โดนจนได้





นักศึกษา + มืออาชีพ + พี่รุ่นก่อน

สมัยเรียนมหาลัยผมเคยเป็นรองประธานเชียร์ที่วิศวะลาดกระบัง ตอนนั้นเราก็เป็นเด็กกิจกรรมคนนึงแหล่ะ และก็เคยจัดค่ายหลากหลายมากมาย โดยโมเดลของ "ค่าย" ส่วนใหญ่ในไทยก็คือ

ถ้าค่ายสำหรับเด็กมัธยม ก็สอนเรื่องการสอบเข้ามหาลัย โดยพี่ในมหาลัย
ถ้าค่ายสำหรับเด็กมหาลัย ก็สอนเรื่องการทำงาน โดยพี่คนทำงาน

ปัญหาของค่ายลักษณะนี้คือคนสอนบางทีก็เก่งแหล่ะแต่ไม่ได้เก่งแบบขั้นสุดยอด คือมักมาจากเส้นสายคนรู้จัก หรือรุ่นพี่ศิษย์เก่า

อีกปัญหาคือความสัมพันธ์ของเด็กที่จบไปจากค่าย มักจะมีแค่ช่วงแรกและก็จางหายไป เมื่อพวกเขาได้เข้ามหาลัยจริงๆ หรือได้ทำงานจริงๆ ดังจุดประสงค์ของค่าย

แต่สำหรับค่าย YWC มันทำให้ผมเพิ่งได้เห็นโมเดลของการจัดค่ายแบบนี้ขึ้นมา

  • คนจัดคือสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ซึ่งกรรมการในสมาคมนี้ก็คือคนทำงานจริงๆ และเป็นกลุ่มเว็บอันดับต้นๆ ของประเทศด้วย
  • สมาคมมีหน้าที่หาตังค์ หางบมาจัดงาน หาคนเทพๆ มาสอน
  • ส่วนคนที่มีหน้าที่จัดการค่ายทั้งหมด เป็นรุ่นพี่ของ YWC รุ่นก่อน
  • เช่นปีนี้จัด YWC รุ่น 11 คนจัดงานคือรุ่นพี่ YWC รุ่น 10
  • แปลว่าเด็กที่เข้ามาปีนี้ ปีหน้าก็จะมีหน้าที่จัดค่ายให้น้องรุ่นต่อไป

ผลก็คือโมเดลนี้ทำให้เกิดค่ายที่มีคนสอนระดับมืออาชีพที่ทำเว็บขั้นเทพของเมืองไทยมาสอน

ส่วนคนที่จัดงาน ดำเนินงานทุกอย่างให้ดำเนินต่อไปได้ เป็นกลุ่มรุ่นพี่ที่ผ่านค่ายมาแล้ว
และคนเรียนก็เป็นเด็กที่ผ่านการคัดกรองมาอย่างดีอีกขึ้นหนึ่ง


จากค่ายเป็นครอบครัว

สิ่งที่ผมได้พบจากโมเดลค่ายแบบนี้ก็คือเรื่องความสัมพันธ์ของเด็กในค่ายกับรุ่นพี่ อารมณ์คล้ายระบบรับน้องในมหาลัย เพราะการที่รุ่นพี่มาดูแลรุ่นน้อง และปีต่อไปรุ่นน้องก็จะก้าวขึ้นมาสอนรุ่นต่อๆ ไปเรื่อยๆ มันทำให้มีความผูกพันธ์ที่ดีมาก

การที่มีมืออาชีพตัวจริงเข้ามาสอน แน่นอนว่าเนื้อหาน่าจะดี แต่ที่สนุกไปกว่านั้นคือตอนจบของค่าย เด็กทุกคนต้องทำเว็บจริงๆ ขึ้นมา แล้วก็ให้พวกมืออาชีพที่สอนนี่แหล่ะ เข้ามาวิจารณ์เหมือนตรวจข้อสอบอีกครั้งหนึ่ง

มันทำให้เกิดความสนุก ไม่มีอาจารย์คนไหนหรอกครับที่ไม่อยากเห็นผลงานของลูกศิษย์

ภาพที่ผมได้เห็นตลอด 3 วันที่ผ่านมา คือผมได้เห็น 
  • อ.ศุภเดช @Ripmilla ดี๊ด๊าอยากสอนน้องใจจะขาด แถมน้องจอย @Joyz แฟนสาวยังดูสนุกสนานกับค่ายนี้ไปด้วยตลอดเวลา
  • พี่ปอง @Jakrapong ที่สอนน้องมาตั้งแต่รุ่นแรก ลากภรรยามาค่ายด้วย 3 วันติด (ฮา) จนวันสุดท้ายต้องพาไปเที่ยวเพราะกลัวภรรยางอน
  • โน๊ต + ปอนด์ (Dek-d.com) คอมเม้นต์โปรเจ็คน้องๆ อย่างโหดเลือดสาด เสร็จแล้วเดินยิ้มแย้มไปคุยทักทายน้องๆ อย่างสนุกสนาน
  • เอิร์ธ @Jiraz ผู้จัดการค่ายปีนี้ ที่ปกติไม่ค่อยเห็นแกบ่นอะไร เจอหน้ากันทีแรกบอก "พี่ .. ผมเหนื่อยเหี้ยๆ" เสร็จแล้วก็ปรับสีหน้าเข้าโหมดยิ้มแย้ม กลับไปดูแลน้องๆ ในค่ายต่อ
  • รวมถึงพี่บอย @Macroart ที่ปกติเห็นแกจะนิ่งๆ มางานนี้แกแสดงอาการเป็นห่วงเป็นใยทั้งน้องๆ และงานค่ายอย่างมาก จนต้องแอบดูว่ามีน้องคนค่ายเป็นนางงามป่าววะ 555
  • รุ่นพี่ YWC รุ่นก่อนๆ หลายสิบคนขับรถทางไกลมาชลบุรีเพื่อเจอหน้าน้องๆ ปีนี้ พูดคุยดูแล เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันไปซะงั้น ซึ่งผมไม่เคยเห็นบรรยากาศแบบนี้ในค่ายอื่นๆ
"เฮ้ย ... มันน่าสนุกดีว่ะ" ผมคิดในใจ


ซึ่งสุดท้ายในที่ประชุมสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ซึ่งผมเข้ามาเป็นกรรมการปีแรก ก็เลยเสนอตัวขอเข้ามาเป็นผู้จัดการค่ายในปีหน้า ... และที่ประชุมก็ลุกขึ้นปรบมือทันที เพราะงานนี้ทุกคนรู้ว่า "แม่มโคตรเหนื่อย"

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นอย่างไร จะเหนื่อยแค่ไหน รู้แต่ว่าผมรู้สึกว่าการได้ทำกิจกรรมกับเด็กรุ่นใหม่มันเป็นเรื่องน่าสนุกดี และก็ตัวเราเองก็น่าจะได้เรียนรู้อะไรจากค่าย YWC นี้ไม่มากก็น้อย

ปีหน้าเจอกันครับ ... Young Webmaster Camp ครั้งที่ 12






Tuesday, October 22, 2013

ทดลองใช้ TOT Wifi บริการไวไฟจากกว่า 40,000 สถานีทั่วประเทศ


[Advertorial]

ทุกวันนี้ใครๆ ก็ต้องใช้กันตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นบนมือถือสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือบนโน้ตบุ้ค แต่ก็จะมีปัญหาที่เราพบได้บ่อยๆ คือการใช้เน็ต 3G ผ่านมือถืออย่างเดียวเริ่มไม่พอ ยิ่งเวลาไปห้าง ไปบริเวณที่คนเยอะๆ เน็ตแย่งกันสูบ ความเร็วก็แทบจะหายไปหมด

การสมัคร Wifi ซักแพ็คเกจไว้ สมัยนี้ราคาก็ไม่แพงด้วย จากสมัยก่อนเดือนนึกราคา 500-600 บาท เดี๋ยวนี้เหลือแค่ไม่กี่ร้อยเท่านั้นเอง บางทีก็ซื้อไว้ แล้วก็มีอายุใช้งานนาน 30 วันเลยทีเดียว

ทดลองใช้ TOT Wifi

ถ้าใครเคยไปห้าง ไปปั้มปตท. หรือสถานที่สำคัญๆ จะเห็นป้าย TOT Wifi ติดอยู่ รวมไปถึง ICT Free Wifi ก็เป็นเครือข่าย Wifi ของทาง TOT ซึ่งก็มีเนื้อที่ครอบคลุมทั่วประเทศจากกว่า 40,000 สถานีทั่วประเทศ คือตอบทุกไลฟ์สไตล์ ออนไลน์ทั่วไทย

วันนี้เลยมาลองรีวิว TOT Wifi ดูกันครับ

เริ่มแรกเลยคือซื้อชั่วโมงก่อน ก็สามารถซื้อได้จากหลายทางมาก ไม่ว่าจะเป็นซื้อผ่านเว็บ TOTWifi, ซื้อบัตรเติมเงินตาม 7-Eleven, Family Mart, ร้านค้าทั่วไป หรือซื้อผ่านตู้ ATM ก็ยังได้

ในกรณีนี้คือใช้จากประเภทบัตรของ TOT Wifi ครับ



ทดสอบที่สยามพารากอน ผมก็เปิด MacBook ขึ้นมา ก็เจอสัญญาณ TOT Wifi เลย




ใช้งานครั้งแรกต้องลงทะเบียนก่อน ก็มีขั้นตอนอธิบายตามในหน้าเว็บครับ กดเข้าไปกรอกข้อมูลเรื่อยๆ จากนั้นก็ใส่ชื่อทั้ง Username และ Password ในบัตรกรอกเข้าไป




หลังจากนั้นก็กลับไปหน้า Login ก็กรอก Username, Password แค่นี้ก็ใช้งานได้แล้ว (ครั้งต่อไปไม่ต้องลงทะเบียนอีก)



พบว่าจำนวนจุด Wifi ของ TOT มีเยอะพอสมควร โดยเฉพาะห้างใหญ่อย่างพารากอน, สยามเซ็นเตอร์, เซ็นทรัล, ปั้มปตท, สถานที่เที่ยว ดูจะมีแทบทุกปั้ม อันนี้ก็สบายใจได้ระดับนึง



ทดสอบความเร็ว อยู่ระดับ 8 Mbps ก็ถือว่าเร็วเลยทีเดียว เล่นเน็ต เล่นเว็บ ดู YouTube ได้ไม่หลุด แต่ตอนทดสอบมีคนใช้หนาแน่น น่าจะทำให้ความเร็วลดลงบ้าง

พอเลิกใช้ก็กด Logout เพื่อเก็บไว้ใช้วันต่อไปได้



นอกจากนี้ทาง TOT ก็ยังมีอีกหลายโครงการที่สนองนโยบายรัฐบาล Smart Thailand เช่นโครงการ ICT Free Wifi ซึ่งอันนี้ให้ใช้ได้ฟรีเลย แค่มองหาสัญลักษณ์ ICT Free Wifi ที่มีกว่า 50,000 จุดทั่วประเทศ ก็สามารถใช้ Wifi ได้ฟรีเลยเช่นเดียวกัน

สนใจข้อมูล ICT Free Wifi อ่านเพิ่มเติมได้ที่ - วิธีสมัครใช้ ICT Free Wifi




ลงแอพ TOT Wifi Smart Apps แล้วใช้ Wifi ได้อัตโนมัติ

สำหรับถ้าใครใช้สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตทาง TOT ก็มีแอพที่ช่วยให้เราเข้าใช้บริการได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น นั่นคือ TOT WiFi Smart Apps ใช้ได้ทั้ง iOS และ Android



หลังจากที่ได้ลงและเปิดแอพแล้ว ก็เข้าไปหน้า Manage Profile เพิ่ม username / password ของเราเข้าไป เลือก type เป็น totwifi แค่นี้ก็เสร็จ หลังจากนี้ถ้าเราเข้าสู่จุดที่มี TOT Wifi ก็จะสามารถเข้าใช้งานได้ทันที โดยไม่ต้องใส่ username / password ให้เม่ื่อยอีก



นอกจากนี้ยังมีหน้าจอเช็คระยะเวลาที่ใช้งาน ยอดคงเหลือ ทำให้ไม่ต้องคอยเข้าเว็บไปเช็ค หรือแม้แต่การกดซื้อแพ็คเกจผ่านแอพเลยก็ทำได้อีกด้วย ไม่ต้องไปซื้อที่เซเว่นหรือร้านที่ขายบัตรเติมเงินเลย



ส่วนตัวได้ลองใช้แอพแล้วก็รู้สึกว่าสะดวกดี เพราะปกติก็ไม่ชอบจำรหัสผ่านหรือเก็บบัตรเติมเงินไปด้วยอยู่แล้ว

Download TOT Smart App



:: สรุป ::
  • TOT Wifi มีจุดให้บริการกว่า 40,000 จุดทั่วประเทศ
  • ซื้อชั่วโมงเน็ตได้ง่ายๆ ซื้อผ่านเน็ต, ซื้อรหัสผ่านเว็บ TOTWifi, ผ่านตู้ ATM ได้หมด
  • ความเร็ว 8Mbps ถือว่าโอเคเลย ใช้เล่นเน็ต เช็คเมล์ได้ไม่มีปัญหาอะไร การเล่นเน็ตผ่าน Wifi จะเสถียรกว่าเล่นบนมือถืออยู่แล้ว
  • ซื้อรหัสผ่านเว็บ TOTWifi ไม่แพง
    • 100 บาทใช้ได้ 100 ชั่วโมง (มีอายุ 30 วัน)
    • 200 บาทใช้ได้ 500 ชั่วโมง (มีอายุ 30 วัน)
    • 300 บาท ระยะเวลาใช้งานได้นาน 30 วัน
    • 500 บาท ระยะเวลาใช้งานได้นาน 60 วัน
    • 700 บาท ระยะเวลาใช้งานได้นาน 90 วัน
  • หรือจะสมัครแบบรายเดือน 30 วัน 300 บาทก็ได้จ้า ใบแจ้งค่าบริการจะส่งมาที่บ้าน เหมือนใช้มือถือรายเดือนนั้นเอง ใช้งานได้ Unlimited
สนใจข้อมูลเพิ่มเติม TOT Wifi ได้ที่

หรือ Call Center 1100 ตลอด 24 ชั่วโมง







Wednesday, October 16, 2013

5 ข้อแนะนำสำหรับการเตรียมตัว "ขอแต่งงาน" อย่างไร ไม่ให้เงิบ



เนื่องในโอกาสครบรอบ 3 ปีที่ตัวผมเองได้ขอ @CherryJaja แต่งงาน ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังรู้สึกดีมากๆ กับความรู้สึกในตอนนั้น และยังกลับไปดูคลิปวิดีโอขอแต่งงานอยู่เสมอๆ

พอดีมีหนุ่มๆ หลายคนที่ได้ดูคลิปนี้แล้วเข้ามาปรึกษาเรื่องขอแฟนแต่งงานพอสมควร ในฐานะผู้เคยมีประสบการณ์มาก่อน เลยอยากขอแชร์ประสบการณ์ และแนะนำอะไรหลายอย่างดังนี้ครับ

ถามตัวเองก่อนว่าใจเราพร้อมแล้วหรือยัง

ผมมักชอบถามคนที่มาปรึกษาเรื่องขอแต่งงานก่อนเลยว่า "คิดว่าใจตัวเองพร้อมแล้วหรือยัง ?"

หลายคนอยากขอแฟนแต่งงานเพราะโดนแฟนบ่นเรื่องแต่งงานมาเป็นปีๆ บางคนแค่อยากมีอะไรหวือหวา บางคนแค่อยากทำเพื่อโชว์เพื่อนๆ ... ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น มันมีวิธีอีกมากมายที่จะสนองความต้องการโดยที่คุณไม่ต้องคุกเข่าต่อหน้าใคร

สิ่งที่ควรตอบตัวเองให้ได้คือ "เราพร้อมที่จะใช้ชีวิตอยู่กับผู้หญิงคนนี้ไปตลอดชีวิตแล้วหรือยัง ?"

สำหรับผมในช่วงเวลานั้น ผมตอบตัวเองว่า "พร้อม" และทุกครั้งที่มองหน้าเธอมันถึงเวลาที่บอกว่า "ใช่"

ถ้าช่วงเวลาที่พร้อม มาตรงกับคนที่ใช่ ก็ขอยินดีด้วยครับ คุณพร้อมที่จะแต่งงานแล้วล่ะ :)



ทำไมต้องขอแต่งงาน ?

จะว่าไปแล้วการที่ผู้ชายคุกเข่าต่อหน้าฝ่ายหญิง แล้วก็พูดประโยคขอแต่งงาน พร้อมกับแหวนวงหนึ่งนั้น เป็นอะไรที่โบราณและลิเกมาก และก็ไม่ได้เป็นเร่ืองจำเป็นอะไรเสียด้วยซ้ำ มันไม่ได้หมายถึงว่าชีวิตคู่จะดีเลิศ หรือถ้าไม่ทำแบบนี้แล้วจะไม่ได้แต่งงาน

ในความคิดของผมแล้ว การขอแต่งงานมีความหมายเพียงอย่างเดียวคือ "ความโรแมนติค"

ซึ่งอันนี้ต้องแล้วแต่ความเป็นตัวคุณ ความเป็นคู่ของคุณ ถ้าคุณเป็นคนเฉยๆ แฟนคุณก็ไม่ได้รู้สึกว่าต้องมาหวานแหววอะไร การขอแต่งงานก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องมี แค่มองหน้ากันแล้วบอกว่า "แต่งงานกันเถอะ" ก็น่าจะเพียงพอแล้ว



5 วิธีขอแต่งงานไม่ให้เงิบ

1. สำรวจฝ่ายหญิงว่าเธอพร้อมจะตอบตกลง

ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนที่จะตอบตกลง เมื่อถูกฝ่ายชายขอแต่งงาน คือภาพจำของพวกเราคือพอฝ่ายหญิงเห็นผู้ชายคุกเข่า เธอก็จะเอามือมาจับที่ใบหน้า น้ำตาเริ่มไหล พร้อมเสียง "Oh my God ..."

แต่ก็มีไม่น้อยที่สุดท้ายคำตอบว่า "ตกลง" กลับกลายเป็น "เดี๋ยวก่อน", "เรายังไม่พร้อม", "ขอโทษนะ" แล้วก็เดินจากไป ทิ้งให้ฝ่ายชายหงายเงิบ เดินไปซดเหล้าเป็นขวดๆ ก่อนชีวิตคู่จะเปลี่ยนไปตลอดกาลหลังจากนั้น

ถึงแม้ใจผู้หญิงเป็นอะไรที่เดายาก แต่อย่างน้อยก็ขอให้คุณมีความมั่นใจเกิน 60% ว่าแฟนคุณจะไม่ปฏิเสธ ถ้าได้เท่านี้ ก็น่าจะพอมีหวังแล้วล่ะครับ



2. ไม่จำเป็นต้องเซอร์ไพรส์

คลิปขอแต่งงานยอดฮิตที่แชร์กันเต็ม Timeline นั้น เกือบ 99.99% เป็นคลิปที่ฝ่ายหญิงถูกเซอร์ไพรส์ คือไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าจะถูกขอแต่งงาน

ใช่ครับ มันดูน่ารักและโรแมนติคดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว "มันยาก"

ถ้าคุณไม่ใช่คนที่จัดการอะไรมากมายด้วยตัวเองได้ ถ้าคุณไม่ใช่คนละเอียดในทุกขั้นตอน รวมถึงถ้าคุณไม่มีคนมาช่วย การจะขอแต่งงานให้ได้เซอร์ไพรส์สวยงามแบบในคลิปเหล่านั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้

ความเรียบง่ายน่าจะเป็นคำตอบ ถ้าคุณอยากได้ภาพซึ้งๆ เป็นที่ระลึก การหยิบโทรศัพท์ให้ใครซักคนช่วยกดถ่ายภาพให้หน่อย แล้วก็เข้าไปขอแฟนคุณแต่งงาน ก็น่าจะเพียงพอแล้ว



3. มองหาผู้ช่วย

การคิดเอง, เออเอง, ทำเอง, เตรียมตัวเอง เป็นสิ่งที่อันตรายเป็นอย่างยิ่งสำหรับการขอแต่งงาน คุณควรจะหาคนที่ไว้ใจได้และมีความสนิทสนมพอซัก 1 คนเพื่อปรึกษา

แม้เขาคนนั้นอาจจะช่วยอะไรคุณได้ไม่มาก แต่อย่างน้อยการได้พูดคุยก็ช่วยลดความเครียดในการขอแต่งงานไปได้เยอะ (เครียดจริงนะ ขอบอก)

เชื่อว่าไม่มีเพื่อนคนไหนที่ไม่อยากช่วยให้คำปรึกษาในเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว นอกจากเขาจะช่วยคุณในด้านการเตรียมตัวแล้ว บางทีเขาอาจจะมีไอเดียหรือคำแนะนำที่คุณคาดไม่ถึงเลยก็ได้ (ส่วนตัวผมปรึกษาพี่ชายของผมครับ)

คำเตือน: ผู้ช่วยที่เป็นเพื่อนสนิทของฝ่ายหญิง อาจจะทำให้แผนแตกได้ง่ายกว่าเพื่อนคนอื่นๆ #ฮา



4. ควรเลือกสถานที่ควบคุมได้

ผมมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง คือผมตัดสินใจที่จะขอแฟนแต่งงานที่หน้าหอไอเฟลในกรุงปารีส ซึ่งตอนคิดมันก็โอ้โห ยังกะในหนัง น่าจะสวยดีเน๊อะ ... แต่แล้วเมื่อเราเดินทางไปถึงก็พบว่าวันนั้นมีการประท้วงใหญ่ที่ปารีส หลายสถานที่ปิดทำการ ถนนบางแห่งมีม็อบประท้วง

เนื่องจากเราไปเที่ยวกันทั้งครอบครัว ซึ่งมีเด็กเล็กไปด้วย เพื่อความปลอดภัยทำให้ผมและพี่ๆ เกือบจะต้องเปลี่ยนแผนมาขอแต่งงานที่ Disneyland แทนซะงั้น เพราะคงไม่มีใครไปประท้วงที่ดิสนีย์(มั้ง)

โชคดีที่เช้าวันนั้นทางโรงแรมแจ้งว่าการประท้วงจำกัดแค่นอกเมือง ไม่มีผลอะไร เราสามารถดำเนินตามแผนได้ ...​ แต่แล้วเมื่อเราไปถึงหน้าหอไอเฟล เมฆก้อนใหญ่ก็ลอยเข้ามา ฝนกำลังจะตก พี่ๆ เดินเข้ามาบอกผมว่า ไม่ต้องรอแล้ว เอาเลยๆ (สร้างความตื่นเต้นให้กับตัวเองขั้นสุด ><)

แม้ทุกอย่างจะผ่านมาด้วยดี แต่ประสบการณ์นี้ช่วยสอนว่า อย่าคิดจะขอแต่งงานในสถานที่แปลกๆ ที่คุณไม่เคยไป ควบคุมไม่ได้ หรือไม่มีความมั่นใจ มิฉะนั้นแผนที่เตรียมมาอาจจะพังเอาง่ายๆ นะจ๊ะ



5. เก็บภาพความทรงจำ

เชื่อว่าถ้าสุดท้ายแล้วคุณได้ขอใครแต่งงาน ภาพนั้นก็คงจะอยู่ในความทรงจำตลอดไป แต่ผมก็ยังอยากแนะนำให้ลองหาวิธีบันทึกภาพในช่วงเวลานั้นไว้ก็จะดีมากเลยครับ ไม่จำเป็นต้องเป็นวิดีโอถ่ายทำอย่างดีหรือกล้องแอบถ่ายจากทางร้าน

แค่คุณหยิบมือถือมาแล้วบอกแฟนว่า เรามาถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกันเถอะ เชื่อเถอะครับว่ารอยยิ้มคู่นั้น สถานที่นั้น เวลานั้น มันเป็นอะไรที่น่าจดจำยิ่งกว่าภาพไหนๆ ที่คุณเคยถ่ายมาแน่นอน



5+1. พร้อม + ใช่ = ทำตามเสียงหัวใจ

หวังว่าคำแนะนำจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ สุดท้ายแล้วสิ่งที่สำคัญกว่าการขอแต่งงาน คงหนีไม่พ้นเรื่องความรัก ความรู้สึกที่มีให้กัน

เมื่อถึงเวลาที่ "พร้อม" กับคนที่ "ใช่" มาเจอกัน ก็อย่าปล่อยให้โมเมนต์นั้นผ่านไปครับ รวบรวมความกล้าไว้ ไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้ทำตามเสียงของหัวใจอีกแล้วครับ


Related Link


Tuesday, October 08, 2013

แกะกล่อง DVD Boxset ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น : อลังการคุ้มค่าสมการรอคอย #HormonesTheSeries



มาแล้ว !! DVD Boxset ของ "ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น" ซีรีส์วัยรุ่นที่สร้างกระแสฮิตได้มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา หลังจากละครจบไปได้ไม่ถึง 2 เดือนก็มี DVD ออกมาให้ได้สะสมกันแล้ว

โดย DVD Boxset ฮอร์โมนนี้ทำขึ้นมาจำนวนจำกัด ช่วงแรกต้องสั่งจองผ่าน 7-Eleven จนขายดีและเหมือนจะทำออกมาวางจำหน่ายตามปกติด้วย

หลังจากที่อกหักกับ Boxset พี่มากพระโขนงที่ทำออกมาได้ไม่สมราคาหนังที่ทำรายได้สูงสุดของประเทศ มาคราวนี้ GTH กลับคืนฟอร์ม ทำ Boxset ฮอร์โมนได้ขั้นสุด จนต้องเรียกว่าเป็น DVD Boxset ในตำนานอีกตัวเลยทีเดียว



แกะกล่อง DVD Boxset ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น

เนื่องจากเป็นละคร แผ่นที่มีมาเลยจะเยอะเป็นพิเศษมากกว่าหนัง นอกจากนี้ตัวละครก็เยอะ รายละเอียดมาก ทำให้ DVD Boxset ฮอร์โมน เต็มไปด้วยรายละเอียดมากมาย เรามาแกะกล่องกันเลยดีกว่า



กล่องหนามาก หนากว่ามาตรฐาน Boxset ทั่วไป โดนสกรีนสีสันอย่างดี ที่ชอบมากคือการสกรีนสีที่อยู่ติดกับคำพูดทั้งหมดจะนูนออกมา จับแล้วสัมผัสได้เหมือนเอาสีมาเทใส่

เนื่องจากเป็น Limited Edition ก็จะมีเลขกำกับอยู่ ผมได้ น.ด.บ. 51251 ทำเหมือนเลขรหัสนักเรียน น่ารักดี




แกะกล่องออกมา จะเจอกล่องพับได้ข้างใน พับแยกออกมาเป็น 2 ชิ้นซ้ายขวา ด้านซ้ายจะเป็นแผ่น DVD ข้างขวาจะเป็นของแถม

สังเกตุสีของกล่องทางซ้าย ทำเข้ากับธีมหน้าปกที่เป็นสีสันดี



ด้านหลังกล่องเมื่อแกะออกมา จะเป็นภาพนักแสดงรวมพร้อมหน้าตาทาสีดูแนว และแปลกตาดี เข้ากับธีมมาก



แกะกล่องใส่ DVD ด้านซ้ายออกมาจะเป็นเหมือนแผ่นพับขนาดโคตรยาว เป็นส่วนอธิบายตัวละครสำคัญทุกตัว ตรงนี้ชอบการวาง Layout เพราะมองจากด้านหน้าเข้าไปเห็นนักแสดงครบ ทั้งที่อยู่กันคนละแผ่น คนละ Layer (ออกแบบยากน่าดู)



เปิดออกมาจะเห็นชื่อนักแสดง และตอนสำคัญในละคร อธิบายว่าแต่ละตอนมีธีมอะไรบ้าง


ฮอร์โมนเป็นละครที่มีคำคมมากมายให้น่าอ่าน ซึ่งทีมงานก็เก็บรายละเอียดเอามาใส่ในปกด้วย รวมถึงภาพวาดฉากสำคัญๆในละคร ไม่มีเนื้อที่ว่างเปล่าเลย ทุกจุดมีรายละเอียดหมด



ส่วนของ DVD เป็นกล่องใส่ พับเก็บได้ มีทั้งหมด 5 แผ่น สกรีนหน้าปกคมอย่างดี แผ่นแกะออกมาไม่ยาก แต่แผ่นท้ายๆ ต้องแอบแงะหน่อย เพราะง้างลำบากนิดนึง



มาดูอีกฟากของกล่องซึ่งเป็นของแถมกันบ้าง ด้านบนเป็นโปสการ์ดแข็ง เปิดออกมาจะพบกับ ...



เข็มกลัดของโรงเรียน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของโรงเรียนนาดาวบางกอก

นอกจากเข็มกลัดจะทำสวยแล้ว คำขวัญโรงเรียนยังโคตรเจ๋งอีกด้วย
"สามัคคี มีวินัย ใฝ่ศึกษา ค้นหาตัวเอง" เท่ห์สร๊าดดดดดดดด


เปิดออกมาข้างใน จะเจอกับที่เก็บเสื้อ ซึ่งตรงนี้น่าจะเป็นสิ่งที่หลายคนรอคอย เพราะหาซื้อไม่ได้ รุ่นนี้แถมมากับใน DVD Boxset จ้า


ที่ฮาคือมีเสื้อ แล้วยังมีถุงเท้าด้วย ถุงเท้าฮอร์โมน แต่ผู้ผลิตคือ Carson นะจ๊ะ (จะได้ใส่สบายไง)



เสื้อตัวใหญ่เหมือนกัน สกรีนสวยตามปกติ GTH ถ้าใครจะซื้อดูขนาดเสื้อที่หน้าปกหน่อยก็ดี Size M จะประมาณเกือบจะเป็น L ของเสื้อยืดปกติ


แผ่นโปสการ์ด ดึงออกมาจะมีแผ่นอธิบายขั้นตอนการใช้ DVD และโฆษณาซูมเมอร์เอ๊กส์ไลฟ์อันบล็อคที่ตามมาหลอกหลอนถึงใน Boxset กันเลยทีเดียว




โปสการ์ดทำน่ารักดี เป็นภาพวาดมือ วาดใหม่ทั้งหมด ทุกตัวละครจะมีท่าทางที่ดูออกว่าหมายถึงใคร หน้าตาก็เหมือนพอสมควร

ด้านหลังมีช่องให้เขียนส่งเป็นโปสการ์ดตามปกตินั่นแหล่ะ แต่คงไม่มีใครเขียนกันหรอก 55 เก็บหมด





รวมพลังของแถม สรุปคือ
  • DVD 5 แผ่น
  • กล่องใส่เก็บพับได้อย่างดี
  • เสื้อ 1 ตัว
  • ถุงเท้า 1 คู่
  • เข็มกลัด
  • โปสการ์ด 13 แผ่น
และส่วนที่น่าสนใจกว่าคือเนื้อหาใน DVD ที่เป็นแบบ Director Cut เท่าที่ดูคิดว่าประมาณ 15% เลยที่เราไม่ได้เห็นในทีวีหรือคลิป YouTube แต่เราจะได้เห็นจากในแผ่นนี้ เช่นฉากสุดสยิวนี้ ...


สรุป

DVD Boxset ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น ทำออกมาได้สมกับที่หลายคนรอคอย ทั้งคุณภาพกล่องที่ดี ไม่ต้องลีลาเยอะแต่เก็บรายละเอียดได้หมด ใส่ใจกับทุกมุม ทุกด้านที่ออกมา

เนื้อหาใน DVD ที่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง ฉากหลายฉากที่ไม่เคยดู รวมถึงของแถมที่อลังการงานสร้าง ทั้งเสื้อ, เข็มกลัด และโปสการ์ดล้วนน่าสะสม กับราคา 800-900 บาท ก็ถือว่าโอเคสำหรับแฟนละครที่มีอยู่ทั่วประเทศ

คุ้มค่า ฟันธง !! ให้คะแนนเต็มเลย 10/10



Related Link