Thursday, April 17, 2014

วิธีจัดการค่าใช้จ่ายหลังแต่งงาน ไม่ให้เกิดปัญหา


เพราะเงินเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสำคัญ และเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน จนทำให้เพื่อน ญาติ ครอบครัว หรือแม้แต่สามีภรรยาทะเลาะกันได้อย่างน่ากลัว

แฟนหลายคู่ก่อนแต่งงานก็ใช้เงินแบบของใครของมันตามปกติ แต่พอมาอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ทั้งค่าบ้าน ค่ารถ ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าเลี้ยงดูลูก รวมไปถึงสิ่งของบางอย่างที่เหมือนจะเป็นส่วนตัว แต่บางทีก็เป็นของส่วนรวมก็มี

ผม (@Khajochi) เองโชคดีที่เป็นน้องเล็กของบ้าน คือเราได้เห็นพี่ๆ แต่งงานและมีครอบครัวกันไปก่อนหน้า ทำให้ได้เรียนรู้ทั้งเรื่องที่ดี และไม่ดี ได้ผลและไม่ได้ผล ของการแบ่งเงินระหว่างสามีภรรยา

เชื่อหรือเปล่าว่าผมกับเชอรี่ (@CherryJaja) ไม่เคยทะเลาะกันเรื่องเงินเลย ... ไม่เคยเลยซักครั้ง ซึ่งก็เคยมีหลายคนสอบถามว่าเรามีวิธีจัดการเรื่องเงินในครอบครัวกันยังไงบ้าง วันนี้ก็ขอโอกาสแชร์ เผื่อใครสนใจลองไปปรับใช้กันดูนะจ๊ะ ^___^



รูปแบบของการแบ่งเงินในครอบครัว
  • หัวหน้าครอบครัวจ่ายทั้งหมด : กรณีนี้คือภรรยาอาจจะอยู่บ้านเลี้ยงลูก และรายได้ทั้งครอบครัวมาจากสามีผู้เดียว โดยทั่วไปเงินของสามีก็จะเป็นของกองกลางในบ้าน และใครอยากใช้อะไรเท่าไหร่ก็ตกลงกัน ข้อเสียคือเวลานำเงินออกจากกองกลางมักจะต้องมีการพูดคุยพอสมควร
  • หารครึ่งทั้งหมด : รายจ่ายอะไรที่เป็นของกองกลางก็หารครึ่งกันทั้งหมด ข้อดีคือเข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน ข้อเสียคือแล้วของที่เหมือนจะส่วนตัว แต่ก็เป็นกองกลางด้วย เช่น iPad ของสามีแต่ภรรยายึดไปใช้ (ฮา)
  • เงินสองคนมารวมกองกลางทั้งหมด : เวลาจะต้องซื้ออะไรก็ดึงจากกองกลางได้เลย ไม่ต้องคิดมาก ข้อเสียคือถ้าเป็นของส่วนตัวแล้วต้องขอจากกองกลาง จะต้องมีการพูดคุยและมักเกิดปัญหาได้ง่าย
  • ไม่มีกฏอะไร ใครอยากออกอันไหนก็ออก : เช่นค่าไฟผู้ชายออก ค่ากับข้าวผู้หญิงออก คือก็มีบางครอบครัวกำหนดแบบนี้ ข้อเสียคือสุดท้ายแล้วมักจะมีค่าอะไรก็ไม่รู้ที่ใครจะออกดีล่ะ เข้ามา
ซึ่งรูปแบบที่พอจะนึกออกนั้นก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย การใช้เงินกองกลางมักจะไม่ค่อยมีปัญหาช่วงแรก แต่พอมีค่าใช้จ่ายแปลกๆ เช่นพ่อแม่ของฝ่ายหนึ่งป่วยต้องใช้เงินรักษา ควรใช้กองกลางในครอบครัวจ่ายหรือเปล่า ?



คุยกันให้เคลียร์ก่อนแต่งงาน

ทุกคนมักจะบอกว่าเรื่องเงินเรื่องใหญ่ แต่พอถึงเวลาจะพูดคุยตกลงเรื่องเงินทองก็มักจะเกรงใจกัน ไม่กล้าพูดกันตรงไปตรงมา สุดท้ายพอแต่งงานกันไป เริ่มมาใช้ชีวิตคู่จริงๆ ปัญหาที่ไม่ได้คุยกันแต่แรกก็เริ่มเกิด จนเป็นปัญหาครอบครัวในที่สุด

คุยกันเลยครับ ก่อนแต่งบอกกันก่อนเลย ผมรายได้เท่านี้นะ เธอรายได้เท่านี้นะ ค่าใช้จ่ายบ้านเรา บ้านเขา ค่าส่วนกลาง เราจะเก็บเงินกันยังไง มีอะไรที่เราไม่ชอบเรื่องการเงินบ้าง อะไรที่เขาไม่ชอบ

คู่ของผมเองก็เปิดเผยกันหมดตั้งแต่ก่อนแต่ง เงินเก็บเท่าไหร่ เงินลงทุนในสินทรัพย์เท่าไหร่ แม้บางคนจะบอกว่าหลังแต่งค่อยคุยก็ได้ แต่เชื่อมผมเหอะ คุยกันก่อนแต่งนี่ล่ะดีที่สุดแล้วครับ


ทุกคนมีสิ่งที่ตัวเองอยากได้ โดยไม่ต้องขอใคร

ผมชอบกินกาแฟ Starbucks, เชอรี่ชอบกินเค้กอร่อยๆ
ผมชอบซื้อสินค้าแอปเปิล, เชอรี่ชอบเข้า Ensogo ทุกวันซื้อดีลที่ถูกใจ
ผมชอบซื้อหนังสือทีละเยอะๆ, เชอรี่ชอบซื้อเสื้อผ้าทีละเยอะๆ

ทุกคนมีสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบ และต้องใช้เงิน แต่การจะต้องมาขอกันทุกครั้งว่าจะซื้ออะไรมันก็เหนื่อยกับชีวิตไปหน่อย การเก็บเงินทั้งหมดไว้กองกลางเหมือนจะบริหารง่าย แต่เอาเข้าจริงๆ มันควรจะมีเงินส่วนหนึ่งที่ทั้งสองคนสามารถใช้ได้เองโดยที่ไม่ต้องขอกัน

เป็นเรื่องยากที่จะให้ทั้ง 2 ฝ่ายเข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายซื้อหาเข้ามาได้ตลอด เพราะเรามาจากคนละดวงดาว ชอบกันคนละอย่างจ้า

ผมสั่งซื้อแก้ว Line น่ารักๆ ราคาหลักพัน บางคนบอกติงต๊อง แต่ก็เราชอบอ่ะ
เชอรี่ไปช็อปกระจาย ทั้งกระเป๋า รองเท้า ใหม่หมดปิ๊งๆ
แต่นั่นก็เงินเก็บของเชอรี่เองนะจ๊ะ (แต่สามีรูดปรื๊ดให้นะ T_T)

คุยความต้องการทั้งสองฝ่ายให้ดี

เราสองคนก็เคยคุยกันก่อนแต่งงานว่า แล้วเราจะจัดการเรื่องเงินในครอบครัวกันอย่างไรดี ?

ก่อนที่พวกเราจะเลือกวิธีไหน เราก็คุยกันก่อนว่าเราต้องการอะไรในการใช้เงินบ้าง ซึ่งก็เรียงลำดับดังนี้
  1. ไม่อยากทะเลาะกันเรื่องเงิน : เป็นประเด็นหลักที่ผมขอไว้ก่อนเลย คือทำไงก็ได้ ขอให้ไม่ทะเลาะกัน
  2. อยากมีอิสระในการซื้อของส่วนตัว : หาเงินมาเหนื่อยๆ ก็อยากซื้อของที่ตัวเองอยากได้บ้างอะไรบ้าง คือถ้าต้องมาคอบขอกันตลอดว่าซื้อได้ไม่ได้มันก็น่าเบื่อเน๊อะ
  3. มีความเท่าเทียม ไม่มีใครได้เปรียบ ไม่มีใครเสียเปรียบกัน
  4. ไม่เอาแบบให้ตังค์สามีไปทำงานวันละ 200 บาท (ToT)/
  5. ไม่เอาแบบโบนัสออก อยากไปช็อปเสื้อผ้าให้กระจุย แต่โดนสามีเบรคทุกครั้ง \(>o<)/
ซึ่งพอรวมทุกอย่างเข้าด้วยกันแล้ว ก็ได้เป็นวิธีจัดการในแบบของเราล่ะจ้า


วิธีจัดการเงินในครอบครัวของ @Khajochi & @CherryJaja
  • จัดทำบัญชีกองกลางขึ้นมา โดยเงินกองกลางถ้าจะใช้อะไร ต้องได้รับการอนุมัติจากทั้งสองคนก่อน
  • ระบุให้ชัดเจนว่าอะไรคือค่าใช้จ่ายกองกลาง เช่น ค่าผ่อนบ้าน, ผ่อนรถ, ค่าไฟ, ค่าน้ำ, ซื้อกับข้าวมาทำกินที่บ้าน, ค่าซ่อมอุปกรณ์ในบ้าน ฯลฯ
  • คำนวณค่าใช้จ่ายรายเดือนของทั้งบ้านเป็นรายเดือน เช่น รวมค่าใช้จ่ายกองต้องใช้ 20,000 บาทต่อเดือน
  • ต้องหาเงินมาเข้าบัญชีกองกลางให้ได้ 150% ของค่าใช้จ่ายรายเดือน เช่น ถ้ากองกลางต้องใช้เดือนละ 20,000 บาท ก็ต้องหาเงินมาเข้าบัญชีกองกลางให้ได้เดือนละ 30,000 บาท
  • ทีนี้จะเอาเงินเข้ากองกลางยังไงให้แฟร์ๆ เราก็เลยจะแบ่งตามเปอร์เซ็นต์รายได้จริงของทั้งสองคนครับ หาเงินได้มากจ่ายมาก หาเงินได้น้อยจ่ายน้อย
  • เช่น ถ้าสมมุติเชอรี่เงินเดือน 100,000 บาท ผมเงินเดือน 300,000 บาท (สาธุ) รวมทั้งคู่แล้วมีรายได้รวม 400,000 บาท
  • ก็จะถือว่าเชอรี่ต้องรับภาระค่าบ้านไป 25% ส่วนผมก็รับไป 75%
  • ก็เอาเปอร์เซ็นต์ไปหารจาก 30,000 บาท ถ้าตามนี้เชอรี่ก็จะโอนเข้าบัญชีกองกลางเดือนละ 7,500 บาท ผมโอนเข้ากองกลาง 22,500 บาท
  • ถ้าปีต่อมาเชอรี่เงินเดือนขึ้นเป็น 200,000 บาท ผมเงินเดือนลดเป็น 200,000 บาท ก็จ่ายคนละ 50%
  • วิธีนี้อาจจะดูยุ่งยาก แต่จริงๆ มันก็ไม่มีอะไรเลยฮะ เพราะทุกเดือนก็จะ fix ไปเลยว่าโอนเข้ากองกลางกันกี่บาท พอเงินเดือนขึ้นปีหน้า ก็คำนวณกันใหม่แค่นั้น
  • เหตุผลที่โอนเข้ากองกลางมากกว่ารายจ่ายจริงถึง 50% ก็คือเผื่อไว้ต้องใช้เงินกรณีฉุกเฉินด้วยครับ
  • ถ้าต้องการซื้อของใช้ส่วนตัวให้ใช้เงินของใครของมัน ไม่เอากองกลางมาจ่าย ใครหาได้มากก็ซื้อมากได้
  • ค่าดูแลพ่อแม่ของแต่ละคน ให้ใช้เงินส่วนตัว ไม่ใช้กองกลาง
  • คนที่ออกเงินเข้ากองกลางเยอะ ไม่ได้หมายความว่ามีสิทธิมีเสียงตัดสินใจมากไปกว่าอีกฝ่ายนึง
  • คือถ้าจะซื้อรถคันใหม่ ก็ยังต้องคุยให้เห็นโอเคทั้งคู่ก่อน 
  • กฏอีกข้อหนึ่งคือถึงแม้จะมีเงินส่วนตัวใช้ได้อย่างอิสระ แต่ก็ควรเปิดเผยรายได้และเงินเก็บให้อีกฝ่ายรับรู้ ห้ามซุกเงินไว้ในไห นะจ๊ะ~
 

สรุปง่ายๆ วิธีนี้คือการ "ช่วยกันจ่ายค่ากองกลาง ตามกำลังที่แต่ละคนมี" ซึ่งผมว่ามันก็แฟร์ๆ ดีนะ ไม่มีใครรู้สึกได้เปรียบหรือเสียเปรียบ แล้วก็ยังมีอิสระในการใช้ชีวิตของแต่ละคนด้วย

เมื่อเราโอนเงินเข้ากองกลางเกินมาจำนวนหนึ่ง ก็ทำให้ไม่ต้องเข้มงวดกับมันมาก มีเงินเผื่อเยอะพอเอาไปใช้ทำอย่างอื่นได้ด้วย อะไรที่งงๆ ก็ใช้กองกลางไปเลย ไม่ต้องคิดมาก

ที่สำคัญที่สุดคือแต่ละคนก็สามารถใช้เงินตัวเองได้อย่างอิสระ คือเราสามารถซื้อของส่วนตัวได้เลย โดยไม่ต้องกังวลอะไร ลั้นลาได้ตามสะดวก~~ (แม้จะมีรังสีอำมหิตเล่นงานเล็กน้อย)

เราสองคนแฮปปี้กับวิธีนี้มาก ทุกวันนี้ก็ไม่เคยมีปัญหาเรื่องเงินหรือเรื่องซื้อของกันเลยล่ะจ้า~*



0 comments: