Monday, June 30, 2014

คำถามโลกแตก: ทำไมผู้ชายถึงไม่ยอมขอผู้หญิงแต่งงานเสียที ?



คำถามโลกแตกที่ผู้หญิงหลายคนเฝ้าถามตัวเองและคนรอบข้างอยู่เสมอ คือทำไมแฟนถึงไม่ยอมขอเราแต่งงานซะทีน๊าาาาาาา

บทหนังยอดฮิตเรื่องนี้มักจะคล้ายกัน ... คบกับแฟนมาหลายปีแล้ว ทุกอย่างก็ราบรื่นดี เราก็เคยไปแนะนำตัวที่บ้านเค้า เค้าก็เคยมาแนะนำตัวที่บ้านเรา วันสำคัญก็ไปด้วยกันเสมอๆ การงานทั้งคู่ก็โอเคเข้าท่า ลั้นลาชีวิตคู่มีความสุข .....

หันมาอีกที อ่าวเฮ้ยยยยยย ... นี่ชั้นอายุ 30 แล้ว !!! มองไปรอบตัว เพื่อนๆ ก็แต่งกันไปหลายคู่แล้ว งานแต่งควงกันไปก็โดนล้อตลอด

"เมื่อไหร่แต่ง ?" ไอ้เราก็ได้แต่เขิล บร๊าาาาา >////<

แต่หูนี่แอบผึ่ง รอว่าฝ่ายชายจะพูดอะไรออกมานะ เค้าจะมีท่าทีว่ายังไงนะ ... อ่าว เงียบ ... เฮ้ยพูดไรบ้างจิ แอบยิ้มทำไมอ่ะ หมายความว่าไงคะ ? แต่งเลยใช่ไหม เค้าพร้อมละนะ ไปลองชุดแต่งงานเลยเถอะ ฯลฯ

เวลาผ่านไปหลายวัน หลายเดือน หลายปี ก็ยังไม่มีวี่แวว .. คุณผู้หญิงก็เริ่มกลัว "เฮ้ย รึจะไม่แต่งกะเราฟะ ?" เริ่มถาม เริ่มซัก เริ่มเยอะ เริ่มแสดงออกมากขึ้นเรื่อยๆ บางคู่ทะเลาะกัน ยาวไปถึงบางคู่เลิกกันไปเลยด้วยซ้ำไป

แล้วสุดท้ายหนังเรื่องนี้มักจะมีตอนจบให้เลือกแค่ 2 แบบ ... คือแต่ง ... หรือเลิก


ทำไมผู้ชายไม่ขอผู้หญิงแต่งงานเสียที ?


อยากจะเล่าเรื่องส่วนตัวให้ฟังสักเล็กน้อย ผม (@Khajochi)  กับเชอรี่ (@CherryJaja) เราคบกันเป็นแฟนมานาน หลายคนก็มองว่าความรักคู่เราหวานแหวว คงจะวางแผนเรื่องชีวิตคู่และการแต่งงานกันมาตลอดสินะ

แต่เชื่อหรือไม่ว่าตลอด 6 ปีที่คบกันเป็นแฟน เราทั้งสองคนไม่เคยเอ่ยปากเรื่อง "แต่งงาน" กันเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ผมไม่เคยพูดว่าอยากแต่งงานเมื่อไหร่ เชอรี่ไม่เคยถามว่าจะแต่งกับเค้าไหม เราคบกันเป็นแฟนไปเรื่อยๆ ... เรื่อยๆๆ .... เรื่อยๆๆๆๆๆ ... ถามว่าอึดอัดไหมที่ไม่คุยกันเรื่องนี้ ผมเองก็นิดหน่อย แต่กับเชอรี่ที่เป็นผู้หญิง เธอมาเล่าให้ผมฟังทีหลังว่า "อึดอัดมากกกก !!! (ครอบด้วย <H1> แถมตัวหนาเข้าไป)"

ในฐานะผู้ชายคนนึง ก็พอจะเข้าใจในเหตุผลลึกๆ ที่เพื่อนๆ รวมถึงตัวเองยังไม่ยอมแต่งงานเสียที เท่าที่พอจะคิดออกก็มีดังนี้ครับ


1. งานแต่งงาน vs ชีวิตหลังแต่งงาน


ผู้หญิงหลายคนมองการแต่งงานคือ "งานแต่งงาน" มองเห็นภาพตัวเองในชุดเจ้าสาว มองเห็นพ่อแม่ เพื่อนๆ คนที่รักมาร่วมยินดี มองเห็นอนาคตว่าหลังแต่งงานจะมีลูกตัวน้อย มีบ้านหลังเล็กๆ อยู่กับแฟน

ผู้ชายมองการแต่งงานคือ "การใช้ชีวิตคู่" มองเห็นภาพตัวเองมีความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น เป็นผู้นำครอบครัว มองข้ามงานแต่งงานไปจนถึงการอยู่ร่วมกัน การใช้ชีวิตคู่ไปตลอดชีวิต

ผมเคยถามเพื่อนผู้หญิงที่ชอบบ่นอยากแต่งงานว่า "จริงๆ แล้วเธออยากมีงานแต่งงาน หรืออยากจะใช้ชีวิตอยู่กับแฟนไปตลอดชีวิต ?"

แน่นอนว่าการแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ แต่สำหรับผู้ชายแล้ว ลึกๆ มันเป็นเรื่องของความรับผิดชอบ และหน้าที่หลายอย่างตามมา ก็ไม่น่าแปลกใจที่ผู้ชายหลายคนคิดแล้วคิดอีกก่อนจะแต่งงานกับใคร


2. ยังอยากใช้ชีวิตแบบเดิมอยู่


มีคำกล่าวที่ว่า "ผู้ชายกลัวการแต่งงาน มากกว่าการไปสนามรบซะอีก" ฟังดูแล้วอาจจะน่าขำ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ชายหลายคน "กลัว" การแต่งงานครับ

แต่ไม่มีใครหรอกครับที่จะพูดหรือแสดงออกมาให้เห็นว่า "กลัว"

"ชีวิตตอนนี้ก็สบายดีอยู่แล้ว", "อยู่กันไปแบบนี้ก็ไม่เห็นเป็นอะไร", "ทำไมต้องแต่งงานด้วย ก็ดูๆ กันไปก่อนก็ได้"

ประโยคเหล่านี้เป็นคำพูดยอดฮิต ที่ในใจความลึกๆ คือเขาไม่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง หรือเปลี่ยนการใช้ชีวิตไปจากนี้ ลึกๆ มันคือความกังวลและความกลัวที่จะสูญเสีย Life Style ที่เราเคยเป็นมานั่นแหล่ะครับ


3. โดนกดดัน


เชื่อไหมครับว่าคนรอบตัวผมที่คบกับแฟนมานานหลายปี แล้วสุดท้ายเลิกกันตอนอายุ 30+ เกือบทั้งหมดคนที่บอกเลิกคือ "ผู้ชาย"

แม้การบอกเลิกจะเป็นเรื่องของคนสองคน และก็มีเหตุผลมากมาย แต่ 1 ในสาเหตุหลักก็มาจากเรื่อง "แต่งงาน" นี่แหล่ะครับ

สังคมมักจะขีดเส้นแต่งงานไว้ที่อายุ 30 ปี โดยเฉพาะกับผู้หญิง คือถ้าหลัง 30 แล้วไม่แต่งงานเธอจะขึ้นคานนะ เธอจะมีลูกยากนะ เธอจะโดนทุกคนถามว่าทำไมยังไม่แต่งนะ ... เคยได้ยินหนังที่ชื่อ "30 โสด On Sale" หรือ "30 กําลังแจ๋ว" บ้างไหมครับ

เชื่อเถอะครับ ผู้ชายที่มีแฟนทุกคนคิดเรื่องแต่งงานครับ บางทีที่เขาไม่แสดงออก ไม่ได้หมายความว่าไม่คิดไม่สนใจ จริงๆ แล้วอาจจะคิดมากกว่าคุณผู้หญิงก็เป็นได้ ... แค่เค้าไม่อยากแสดงอะไรออกมาเท่านั้นเอง


4. ไม่อยากให้ความหวัง


มีเพื่อนผมคู่หนึ่งครับ ที่ผู้ชายดันไปบอกกับอีกฝ่ายว่าจะแต่งงานกันตอนอายุ 28 ปี ... ซึ่งตอนที่บอกฝ่ายหญิงก็ยิ้มเขิล บอกบ้าๆๆๆ รอให้มีงานดีๆ รอให้คบกันไปมากกว่านี้ก่อนก็ได้

แต่บอกไปอย่างนั้นแหล่ะจ้า จริงๆ นั่งนับวันในใจอยู่จ้า

สรุปแล้วเพื่อนคู่นี้ได้แต่งงานกันตอนอายุ 32 ปีครับ ซึ่งคงไม่ต้องบอกนะว่า 4 ปีที่เว้นว่างจากตอนอายุ 28 ปี ฝ่ายชายโดนจัดหนักแค่ไหน #ฮา

ผู้ชายไม่ชอบให้ความหวังผู้หญิงครับ โดยเฉพาะกับเรื่องแต่งงาน

ถึงแม้อีกฝ่ายจะอยากพูดอยากคุยใจจะขาด ขอแค่บอกให้ฉันสบายใจสักนิดก็ยังดี แต่สำหรับผู้ชายแล้ว การพูดเรื่องแต่งงานออกไป เป็นเหมือนข้อผูกมัดตัวเองอย่างหนึ่ง และลึกๆ เราก็ไม่อยากทำให้คนที่เรารักผิดหวังด้วย

จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะได้เห็นผู้ชายหลายคน พูดเรื่องแต่งงานกับฝ่ายหญิงครั้งแรก ที่การขอแต่งงานเลย (ผมล่ะคนนึง)


5. ไม่มีเหตุผล


"ก็ ... ไม่มีเหตุผลอ่ะ" เป็นคำตอบจากเพื่อนสุดที่รักคนนึง เมื่อผมถามเหตุผลมันว่าทำไมแกไม่ยอมแต่งงานซะที ทั้งที่คบกับแฟนมาตั้งนานแล้ว

ผู้ชายเราชอบหาเหตุผลให้กับทุกเรื่อง เวลาเถียงกันก็ยกเหตุผลเข้ามาล้านแปด เรามักอยู่กับเหตุผล

"ยกเว้นเรื่องแต่งงาน"

ผู้ชายกลุ่มนี้มักจะเป็นคนที่ไม่เคยคิดว่าการแต่งงานเป็นเรื่องสำคัญในชีวิต ไม่มีความจำเป็น ไม่มีก็ได้ ชอบการใช้ชีวิตแบบเป็นตัวของตัวเองมากกว่า

ยิ่งคุณพยายามหาเหตุผลมากเท่าไหร่ เสียงที่สะท้อนกลับมาก็ยิ่ง "ไม่มีเหตุผล" มากขึ้นเท่านั้น ก็นั่นล่ะครับ ที่เขายังไม่อยากแต่งงาน ก็เพราะว่ามัน "ไม่มีเหตุผล" นั่นแหล่ะจ้า (พูดง่าย แต่เข้าใจยากเนอะ)


ข้อแนะนำสำหรับคุณผู้หญิง


แล้วสำหรับคุณผู้หญิงควรจะทำยังไงดีล่ะ ? คือฉันก็กลัวไม่ได้แต่งงานนะ กลัวไม่ได้มีลูก กลัวถูกทิ้งตอนอายุมาก เดี๋ยวโสดตลอดชีวิตจะทำยังไงยะ

ผมก็มีข้อแนะนำสำหรับคุณผู้หญิงที่อยากแต่งงานดังนี้

  • ถ้าคุณกำลังหมกมุ่นกับเรื่องแต่งงาน ... ลองหยุดอยู่ตรงนั้นก่อน ถอยหลังออกมา 2 ก้าว เอาเรื่องแต่งงานวางไว้ไกลๆ เอาคนที่คุณรักมาวางไว้ใกล้ๆ แล้วตอบตัวเองก่อนว่า "ฉันพร้อมที่จะอยู่กับผู้ชายคนนี้ ไปตลอดชีวิต" แล้วหรือยัง ?
  • ถ้าคุณเองก็ยังไม่แน่ใจ ว่าจะอยู่กับเขาจนแก่เฒ่าได้จริงๆ ก็อย่าเพิ่งคิดเรื่องนี้ให้มากนักก็ได้
  • อย่าพูดเรื่องแต่งงานด้วยการบ่น
    • "เนี่ยจะ 30 แล้วยังไม่ได้แต่งงานเลย"
    • "คนนั้น คนโน้น คนนี้ ก็แต่งงานมีลูกไปหมดละ"
    • "ไหนเคยบอกไงว่าจะแต่งเมื่อพร้อม นี่ก็มีนั่น มีนี่แล้วนี่"
    • "เค้าอยากเห็นพ่อกับแม่ดีใจมากๆ ในงานแต่งของเราจัง"
  • ประโยคเหล่านี้ มักทำให้ฝ่ายชายคิดว่าเขากำลังถูกด่า กำลังทำอะไรผิด และมันไม่ช่วยอะไรเลย กลับยิ่งทำให้เขาหงุดหงิดมากกว่าเดิม
  • ย้ำอีกครั้งว่าอย่าบ่น (กัดลิ้นตัวเองไว้น๊าาาา)
  • พยายามสร้างความมั่นใจให้กับแฟนของคุณแทน พยายามสนับสนุนสิ่งที่เขาฝัน สิ่งที่เขากำลังมุ่งมั่นอยู่
  • ให้กำลังใจเขา โดยที่ไม่ต้องหวังว่าเขาจะมาขอเราแต่งงานรึเปล่า สร้างความรู้สึกที่ดี เมื่อเขาสามารถทำตามฝันได้ โดยที่มีคุณอยู่เคียงข้าง
  • พยายามคอยดูแลเขาแต่พองาม เมื่อไรก็ตามที่มากเกินไป มันจะกลายเป็นจู้จี้จุกจิก และเขาจะรู้สึกเหมือนสูญเสียอิสระภาพ
  • คอยสังเกตอาการของฝ่ายชาย เวลาที่คุณเข้าไปดูแลเขา ถ้าเขานิ่งๆ เงียบๆ นั่นแปลว่าดีแล้ว (แป่ว) แต่ถ้าเขาเริ่มหงุดหงิด เริ่มอยากให้คุณออกห่าง นั่นแปลว่าคุณกำลังดูแลเขามากเกินไปนิดหน่อย ผู้ชายไม่อยากมีแม่คนที่สองหรอกจ้า
  • ทำความรู้จักกับคนที่บ้านฝ่ายชาย ทำให้ครอบครัวของเขาไว้ใจและเชื่อใจเรา
  • ยิ้มแย้มทุกครั้งที่เจอเขา โดยเฉพาะเมื่อเขาเหนื่อยหรือท้อ คุณควรเป็นกำลังใจที่ดีที่สุดของเขา
  • การแสดงออกว่าฉันพร้อมจะแต่งงาน ไม่ต้องบอกกันตรงๆ ก็ได้ แต่แสดงออกได้ด้วยท่าทาง
  • เช่น ถ้าไปงานแต่ง แล้วมีช่วงรับดอกไม้ จงรอจังหวะแล้วค่อยๆ ทำเขิลแอบเดินออกไป ... สุดท้ายกระชากแย่งชิงมันมาแมร่งให้ได้ !! แล้วก็ทำเขิลเดินกลับโต๊ะ ไม่ต้องพูดอะไรมาก เงียบๆ ไว้แหล่ะดีแล้ว
  • เช่น ถ้าไปเยี่ยมลูกเพื่อน พยายามยิ้มแย้มเมื่อเห็นการมีครอบครัวคือความสุข รู้สึกว่านี่คือสิ่งสำคัญสำหรับคุณ
  • ถ้าเขาไม่ใช่คนรักเด็ก อย่าพยายามพูดเรื่องมีลูก
  • ถ้าเขาไม่มีอาชีพการงานที่มั่นคง อย่าบ่นเรื่องงานของเขา
  • ถ้าเขากำลังทำตามความฝันอย่างสุดชีวิต อย่าไปขัดขวาง จงให้กำลังใจอยู่ห่างๆ
  • จงอดทน อย่าไปจดจ่อกับเรื่องแต่งไม่แต่งให้มากนัก อย่าบ่น อย่าแสดงความเป็นเจ้าของมากจนเกินไป
  • ถ้าอดทนไม่ไหวแล้ว อยากพูดกันให้รู้เรื่อง ว่าตกลงคุณมรึงจะแต่งหรือไม่แต่งวะคะ ? ...... ให้อดทนต่อไป #ฮา
  • อย่าหยุดสวย ให้คิดเสมอว่าทุกครั้งที่เจอกัน ฉันจะสวยให้เขาตะลึง ฉันจะหุ่นดีให้เขาอยากกอด ฉันจะทำตัวน่ารักจนเขาอยากอวดเพื่อนๆ ว่านี่แหล่ะแฟนของเขา
  • การขอผู้ชายแต่งงานไม่ใช่เรื่องน่าเกลียดน่าอายอะไรเลยนะ มีเยอะแยะเลยผู้หญิงที่พูดเรื่องอยากแต่งงานกับผู้ชายก่อน ถ้าเขานิ่งมากจนเกินจะทน ก็เอ่ยปากพูดเสียเองก็ได้จ้า

สำหรับคุณผู้ชาย

  • "อย่าปล่อยให้ผู้หญิงรอ" เป็นคำสอนของคุณแม่ผม ซึ่งก็เป็นแบบนั้นจริง
  • การบอกเลิกผู้หญิงตอนอายุเกิน 30 ปี เป็นสิ่งที่โหดร้ายมาก จงรู้ไว้ว่าผู้หญิงอายุเกิน 30 หาแฟนยากกว่าผู้ชาย 10 เท่า
  • ถ้าแฟนคุณจริงจังเรื่องแต่งงาน โปรดเริ่มพูดคุยกับฝ่ายหญิงก่อน ให้เธอเข้าใจตัวตนของคุณ จุดยืนของคุณในเรื่องการแต่งงาน อย่าเงียบ อย่าเฉย
  • ถ้าคุณเองก็ยังไม่มั่นใจ ก็จงทำให้ตั้งเองมั่นใจ "โดยเร็ว"
  • การแต่งงานไม่ใช่เรื่องที่หนักอย่างที่คุณคิด ชีวิตหลังแต่งงานไม่ได้พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ตื่นเช้าขึ้นมาคุณก็ยังไปทำงานได้ ไปเตะบอลกับเพื่อนได้ ยังมีเวลานั่งหน้าคอมเป็นชั่วโมงๆ ได้
  • ชีวิตผู้ชายจะเติมเต็มได้ ต้องมีผู้หญิงซักคนอยู่เคียงข้าง
  • "อย่าปล่อยให้ผู้หญิงรอ" ... ย้ำอีกครั้ง


สุดท้ายแล้วผมอยากจะบอกว่าการแต่งงานก็เป็นเพียงวัน 1 วันที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ตื่นขึ้นมาเราก็ต้องไปขึ้นรถ ไปทำงาน กินข้าวเที่ยง กลับไปทำงาน กินข้าวเย็น แล้วก็ล้มตัวลงนอนเหมือนเดิม ชีวิตหลังแต่งงานไม่ได้ทำให้อะไรมันแตกต่างมากนัก

สิ่งที่สำคัญกว่าคือการทำให้ตัวคุณเอง เป็นผู้หญิงที่น่ารัก เป็นคนที่เขาพร้อมจะใช้ชีวิตร่วมกันไปตลอดจนแก่เฒ่า เป็นผู้หญิงเข้าอกเข้าใจจนเขาขาดคุณไปไม่ได้ และเป็นผู้หญิงที่พร้อมจะให้อิสระ ให้เขาได้ใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองหวังไว้

ส่วนคุณผู้ชาย ชีวิตหลังแต่งงานไม่ได้ต่างอะไรจากตอนนี้มากนักหรอกครับ บางทีสิ่งที่สำคัญกว่าการขจัดความ "กลัว" ในใจคุณได้ คือการที่ได้ทำให้คนที่คุณรัก และคนที่รักคุณมีความสุข

หวังว่าทุกคู่จะได้มีความสุขในที่สุดแล้วนะจ๊ะ ไม่มีอะไรดีไปกว่าการหันหน้าเข้ามาพูดคุย และทำความเข้าใจกัน ... เผื่อว่าซักวันคู่ของเราจะได้มีคำว่า

"แต่งงานกับนะครับ / ค่ะ"


อ่านเพิ่ม : 


Wednesday, June 25, 2014

Infographic คนใช้ Social Network ในไทยมองเห็นอะไรกัน ?


คนไทยติดอันดับใช้ Social Network มากที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง จากประสบการณ์ที่ใช้มันทุก Social ก็พบว่าคนที่ใช้อะไรเป็นประจำ ก็จะมีมุมมองพวกคนที่ใช้อีกโลกนึงไปอีกแบบ เป็นแรงบันดาลใจของภาพนี้จ้า



วิธีดูก็ไม่ยาก ด้านซ้ายจะบอกว่าคนใช้ Social Network ตัวนี้เป็นประจำ จะมองคนใช้ระบบอื่นเป็นอะไรบ้าง

อธิบายเผื่อใครไม่เข้าใจมุก

ใช้ Facebook
  • มอง Facebook เป็นเพื่อนๆ ครอบครัว คนรู้จัก
  • มอง Twitter เป็นพวกช่างเม๊า ขี้บ่น พูดเยอะ เวิ่นเว้อ
  • มอง Instagram เป็นนม
  • มอง Pantip เป็นแหล่งดราม่า

ใช้ Twitter



  • มอง Facebook เป็นพวกชอบก็อปคำคมใน Twitter ไปใช้
  • มอง Twitter เป็นผู้ดูแลโลกนี้ 
  • มอง Instagram เป็นแตงโม
  • มอง Pantip เป็นยอดนักสืบ
ใช้ Instagram



  • มอง Facebook เป็นพวกมนุษย์ป้า #1
  • มอง Twitter เป็นพวกอ้วน ช่างเม๊าแต่เรื่องชาวบ้าน
  • มอง Instagram เป็นนางฟ้า นางแบบ ว้าว~ ช่างสวยงาม~
  • มอง Pantip เป็นพวกมนุษย์ป้า #2
ใช้ Pantip



  • มอง Facebook เป็นคุณตัน เข้าไปกด like กดแชร์เพื่อของรางวัล
  • มอง Twitter เป็นอีพวกส้มน่าเกลียด คอยแต่จะแซะ
  • มอง Instagram เป็นนม
  • มอง Pantip เป็นสังคมแห่งการแบ่งปัน
กดที่ภาพเพื่อดูภาพใหญ่ได้ ก๊อปไปแชร์ได้ไม่ว่ากัน แต่ฝากให้เครดิตมาที่ Khajochi.com ด้วยนะจ๊ะ ^__^




Monday, June 23, 2014

รีวิว: TrueMoney Wallet แอพจ่ายบิลที่ค่าธรรมเนียมถูกสุดในตอนนี้


[Advertorial]

ปัญหาจ่ายบิลค่าบริการน่าจะเป็นหนึ่งในปัญหาที่แทบทุกคนเคยเจอ เหตุการณ์ที่เราคุ้นเคยกันดีคือ ทั้งค่าน้ำ, ค่าไฟ, ค่าโทรศัพท์มือถือ ที่เราต้องไปจ่ายทุกเดือนเป็นปกติอยู่แล้ว

เหตุการณ์ยอดฮิตที่เจอกันประจำคือ ลืมไปจ่าย, ไปจ่ายบิลไม่ทัน ศูนย์ปิดซะก่อน, จะไปจ่ายตามเซเว่นก็ไม่อยากต้องเสียค่าธรรมเนียม 10 บาท

ตอนนี้มีแอพที่ช่วยแก้ปัญหานี้ได้ โดยเฉพาะเรื่องความสะดวกสบาย และค่าธรรมเนียมก็ถูกกว่าช่องทางอื่นๆ ด้วยนะจ๊ะ


TrueMoney Wallet


หลายคนรู้จัก TrueMoney ในเรื่องของช่องทางการเติมเงินมือถือของทรูหรือจ่ายค่าเกมส์ออนไลน์ แต่ตอนนี้แอพ TrueMoney Wallet สามารถใช้บริการได้หลายอย่างเลยนะ
  • เป็นกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ที่ให้คุณควบคุมทุกการใช้จ่าย ได้ด้วยตัวเอง
  • จ่ายบิลค่าโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต หรือบริการบัตรเครดิต, ค่าน้ำ, ค่าไฟฟ้า, สินเชื่อ, ประกันภัย ฯลฯ
  • ใช้ซื้อสติ๊กเกอร์ LINE, เพชร Cookie Run, LINE Rangers ได้ด้วยนะ !!
  • เป็นแอพแรกในไทยที่ Scan & Pay แค่หยิบบิลค่าบริการขึ้นมาสแกนบาร์โค้ดผ่านกล้องในแอพ ก็จ่ายบิลได้เลย
  • ใช้ได้ทุกที่ ทุกเวลา เพราะใช้ผ่านแอพบนมือถือเรานี่แหล่ะ ไม่ต้องหาร้านจ่ายบิลอีกต่อไป
  • เติมเงินได้หลายช่องทาง ทั้งบัตรเติมเงิน, โอนผ่านตู้ ATM, ตู้ทรูมันนี่, เติมผ่าน 7-11
  • โหลดฟรี !! ทั้ง iOS และ Android

ทดลองจ่ายบิลค่าบริการผ่านแอพ


เริ่มจากการโหลดแอพ TrueMoney Wallet ได้ฟรีจากใน App Store จากนั้นพอเปิดแอพเข้าใช้งาน จะมีหน้าจอแนะนำวิธีใช้คร่าวๆ

เปิดเข้าแอพมา ถ้าใครยังไม่มี Account ก็สมัครได้เลยเหมือนบริการออนไลน์ทั่วไป




ถ้าเราปิดแอพ แล้วซักพักกลับมาเปิดใหม่ ก็จะต้อง Login ใหม่อีกครั้ง เป็นระบบเพื่อป้องกันความปลอดภัย เช่นเดียวกับแอพทางการเงินทั่วไป



หน้าจอจะบอกยอดเงินในบัญชีของเรา ซึ่งเราสามารถเติมเงินได้หลายช่องทาง

  • เติมผ่านตู้ TrueMoney, ทรูช็อป, CP Freshmart - ฟรี
  • เติมเงินผ่าน 7-Eleven - ฟรี
  • ผูกกับบัญชีธนาคาร หรือเติมผ่าน ATM คิดค่าธรรมเนียมครั้งละ 10 - 20 บาท แต่ถ้าเติม 2,000 บาทขึ้นไป ฟรี !!
 


ทดสอบเติมเงินผ่านตู้ TrueMoney ก็ไม่มีอะไรมาก ไปที่ตู้, กดเติมเงิน, เลือกบัญชีของเรา, ใส่เงินเข้าไป, รอคอนเฟิร์ม ก็เติมเงินได้แล้วจ้า




ทดลองจ่ายบิลดีกว่า โดยลองเลือกบิลค่าโทรศัพท์ที่ยังไม่ได้จ่าย



วิธีจ่ายผ่านแอพก็ง่ายมาก เลือกไปหัวข้อจ่ายบิล -> Scan and Pay แอพจะเปิดกล้องขึ้นมา พร้อมมีไกด์ไลน์ให้ดูด้วยว่าควรสแกนบาร์โค้ดในแนวไหน




หลังจากสแกนบาร์โค้ดแล้ว แอพก็จะแสดงรายละเอียดของบิลค่าบริการนี้ มีโลโก้เป็นรูปให้เห็นด้วยนะว่าเป็นค่าบริการของอะไร



จากนั้นก็ใส่ยอดเงินที่ต้องการชำระ แล้วก็กด "ชำระด้วย Wallet" แค่นี้ก็เสร็จแล้ว

 

สำหรับค่าธรรมเนียมของการจ่ายบิลผ่านตัวแทนต่างๆ โดยปกติจะอยู่ที่ 10-20 บาทต่อครั้ง แต่จ่ายบิลผ่านแอพ TrueMoney Wallet ตอนนี้เขามีโปรโมชั่น ฟรีค่าธรรมเนียมทุกบิล ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดแล้ว

  • จ่ายค่าบริการในเครือทรู : TrueMove H, True Visions, True Internet - ฟรี 
  • จ่ายค่าน้ำ, ไฟ, สินเชื่อ, บัตรเครดิต, ประกันภัย, ประกันชีวิต - ฟรี

 

โปรโมชั่น

  • จ่ายบิลผ่านแอพ TrueMoney Wallet ตั้งแต่วันนี้ถึง 16 กรกฎาคม แล้วเอาเลขที่อ้างอิง (Transaction code) ไปลงทะเบียนในเว็บ ลุ้นรับเงินคืน 10,000 บาท ฟรี แจกทุกวันที่ 1 และ 16 ของเดือน ร่วมสนุกได้ที่ -> Kill Bill Get More by TrueMoney

:: สรุป ::

  • แอพ TrueMoney Wallet ใช้จ่ายเงิน ชำระค่าบริการต่างๆ ผ่านการแอพได้เลย
  • จ่ายผ่านมือถือมีข้อดีคือทำได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่เจอปัญหาไปที่ศูนย์ไม่ทัน หรือร้านปิดบริการก่อน
  • ค่าธรรมเนียมถูกมาก เพราะบิลอะไรก็ฟรี
  • ช่วงนี้มีโปรโมชันจ่ายบิลค่าบริการ 0 บาท คือฟรีเลย มีลุ้นโชคได้เงินคืน 10,000 บาทด้วย
  • การสแกนผ่านแอพทำได้รวดเร็วดี ถ้าอยู่ในที่มืดมีเปิดแฟรชได้ด้วย
  • การเติมเงินใน TrueMoney ทำได้หลายช่องทาง แต่ที่ดีที่สุดคือเติมเงินผ่านตู้ทรูมันนี่หรือศูนย์บริการทรู
  • ระบบความปลอดภัยดี เมื่อปิดแอพและเปิดใหม่ จะต้องกรอกรหัสก่อนเข้าใช้ทุกครั้ง
โหลดแอพ TrueMoney Wallet ได้ฟรีที่
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม - TrueMoney Wallet



Friday, June 20, 2014

พาเยี่ยมชมออฟฟิศสุดแนวของ CMO Group สวยเท่ห์ ไม่เหมือนใคร


ถ้าพูดถึง CMO Group หลายคนอาจจะไม่คุ้นหู แต่ถ้าพูดถึงงานอีเวนต์ระดับประเทศอย่าง งานประกวดนางสาวไทย, BOI Fair, Motor Show, เปิดตัว iPhone ในไทย, งานคอนเสิร์ตดังๆ ทั้งหมดล้วนเป็นฝีมือออร์แกไนซ์เซอร์อย่าง CMO Group นั่นเอง

วันนี้ทีมงานได้เชิญเข้ามาเยี่ยมชมออฟฟิศแห่งใหม่ ซึ่งทุ่มงบหลายร้อยล้านบาทเพื่อสร้างขึ้นมา ส่วนตัวผมก็ไม่เคยสัมผัสบรรยากาศออฟฟิศของบริษัทออร์แกไนซ์เซอร์มาก่อน

ซึ่งต้องบอกว่าได้พบกับออฟฟิศที่เจ๋งและแนว สมคำร่ำลือจริงๆ นะฮาร์ฟ

ออฟฟิศสุดแนว ศิลปะผสมความสนุก

มาถึงออฟฟิศใหม่ของ CMO Group อยู่เส้น เกษตร-นวมินทร์ เข้ามาถึงก็เจอตึกรูปทรงแปลกตาสีเทา บรรยากาศเหมือนบริษัทสถาปนิกมากกว่าออร์แกไนซ์เซอร์นะเนี่ย 555



ด้านหน้ามีรูปปั้นแนวสมัยใหม่ ดูแล้วสนุกๆ อย่างรูปแอปเปิล ถ้าดูด้านบนจะรู้ว่ามันออกแนวทะลึ่งเล็กน้อย





ด้านล่างปักป้ายเขียนถึงแอปเปิลที่เปลี่ยนโลกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นของอดัม-อีฟ, ไอแซก นิวตัน รวมทั้งบริษัทแอปเปิล ด้วย #แน่นอนอยู่แล้ว #แหม่



ขึ้นมาด้านบน ปรากฏว่ามีสวนบรรยากาศเซนแบบญี่ปุ่น มีเสียงน้ำไหลนิ่งๆ ทางเดินหินอ่อน พร้อมรูปปั้นหลายรูปแบบ

 

 

ด้านหนึ่งของสวนเซนจะเป็นโซนประชุมที่มีห้องประชุมเรียงกันถึง 13ห้อง (เยอะดีจัง) ลองเข้าไปดูสักห้อง เจอมุมแบบนี้สวยมาก เปิดหน้าต่างมาวิวดีทีเดียว



รูปปั้นที่นี่จะมีหลากแนวมาก ทั้งสมัยใหม่ สมัยเก่า ย้อนยุค โมเดิร์น คือดูแล้วช่วยสร้างไอเดียได้



ภายในอาคารแรก ไม่ใช่แค่ส่วนของออฟฟิศ แต่มีพิพิธภัณฑ์ด้วย O_o" ชื่อศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ





เดินเข้ามา ทางเข้าเป็นบันไดเดินลงแบบมืดๆ เหมือนกำลังเล่นเกมส์ Temple Run ยังไงชอบกล ลงมาถึงข้างล่างตกใจ เป็นห้องเก็บรูปปั้นพระหลายองค์



บางองค์เป็นรูปปั้นที่เก่าแก่หลายร้อยปี บางองค์ก็เพิ่งสร้างได้ไม่นาน เป็นแบบศิลปะยุคสมัยใหม่



ออกมาด้านนอก เห็นภาพนี้แล้วสตั๊นเล็กน้อย คือมีรูปปั้นประติมากรรมแบบเยอะมากๆ แต่ด้านล่างเป็นที่ทำงาน

สรุปคืออาคารนี้สร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ด้านบน แต่ด้านล่างเป็นออฟฟิศ, ห้องประชุม, สถานที่พักผ่อน


 

ชอบผลงานนี้ ชื่อ "ความว่าง" ของคุณนนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน เหมือนว่าถ้าเราละทิ้งทุกอย่างได้ (มองจากขวามาซ้าย) สุดท้ายเราก็จะหลุดพ้นจากทุกสิ่งรอบตัว

สอบถามมาพบว่า รูปปั้นส่วนใหญ่นี้คือเป็นงานสะสมของคุณ "เสริมคุณ คุณาวงศ์" ซีอีโอของที่นี่ เห็นว่ามีคุณค่าทางศิลปะ เลยเอามาทำเป็นพิพิธภัณฑ์ไว้ด้านในออฟฟิศ



วันปกติก็จะมีเด็กๆ หรือนักศึกษามาดูงานที่นี่บ่อยๆ



ในจำนวนงานทั้งหมด ผมชอบชิ้นนี้สุดเลย ชื่อว่า "สกายเลอร์ของฉัน" ของคุณรสลิน กาสต์ คือเป็นลวดดัดรูปของสุนัข หลากหลายท่าทาง ดูแล้วมีมิติน่าสนใจดี เป็นการเล่าเรื่องราวความคิดถึงสุนัขที่เคยเลี้ยง และวันนึงมันก็จากเราไป





จากงานศิลปะจ๋าด้านบน เดินลงมาด้านล่าง เป็นออฟฟิศแนวทันสมัย คนละบรรยากาศเลย



ด้านในเป็นออฟฟิศ แต่ออกแบบให้กระจกด้านบนโปร่งแสง เข้าไปแล้วสว่างจนแทบไม่ต้องเปิดไฟเลย





ที่นั่ง Hangout ให้นั่งผ่อนคลาย ที่ชงกาแฟ ทานน้ำ นั่งชิวๆ ระหว่างงานได้



โต๊ะปิงปอง



โต๊ะพูล !!



ห้องประชุมกลางออฟฟิศ




นอกจากนั้นยังมีสตูดิโอขนาดใหญ่ สำหรับจัดงาน, ถ่ายรายการ, ถ่ายโฆษณา แหม่สมเป็นบริษัทออร์แกไนซ์เซอร์จริงๆ

 

อาคารสำหรับทีมสื่อ Multimedia และ Creative


นอกจากจัดงานอีเวนต์แล้ว CMO ยังมีบริษัทลูกอย่าง The Eyes ที่ทำด้านสื่อ Multimedia ทั้งวิดีโอ, พรีเซนเทชั่น อย่างพวกวิดีโอที่โชว์ก่อนเปิดตัวสินค้านั่นแหล่ะ

ออฟฟิศนี้จะออกแนวคูลๆ หน่อย สไตล์โมเดิร์นที่ผสมส่วน outdoor และ indoor เข้าด้วยกัน



สะดุดตาจุดแรกกับแผงเหล็กขนาดใหญ่(มาก) ครอบอาคารไว้ จากการสอบถามทีมงาน คือมีไว้เพื่อลดความร้อนในอาคาร ช่วยประหยัดไฟมากขึ้น





ทางเดินไปตามจุดต่างๆ ในอาคารนี้จะซับซ้อนเหมือนเล่น Puzzle เล็กน้อย



ด้านในห้องทำงาน เน้นสีดำ-เทา บรรยากาศคนละแบบกับอาคารแรกเลย



เนื่องจากเป็นที่ทำงานของครีเอทีฟเลยมีพื้นที่โต๊ะกว้างมาก ทางเดินก็กว้าง ดูโล่งเลยทีเดียว



เข้ามาดูห้องตัดต่อ ใช้ Mac Pro พร้อมจอ Cinema Display ของแอปเปิลด้วย #แหม่



ห้องตัดต่อมีเยอะมาก แต่ละห้องก็จะมีเบาะที่นั่งสบายๆ ให้ลูกค้ามานั่งดูวิดีโอที่ทำเสร็จ ถ้าต้องการแก้ไขตรงไหนก็ปรับกันตรงนี้เลย



อาคารเก็บอุปกรณ์ ... ก็ยังแนว

เดินมาถึงอาคารสุดท้าย เป็นบริษัท PM Center ให้บริการอุปกรณ์ที่จะใช้ในงานออร์แกไนซ์เซอร์ต่างๆ คือพอได้ยินแบบนี้ ในหัวก็คิดถึงภาพโกดังเก่าๆ ฝุ่นๆ

แต่พอมาเห็นข้างใน โอ้ว ไม่ใช่อย่างที่คิดเลย





เริ่มจากทางเข้า ด้านบนเป็นออฟฟิศ ชั้นกลางเป็นทางเดินยาว ด้านล่างเป็นที่ขนส่งของขึ้นรถ (มีมุมโต๊ะปิงปองด้วย)





ข้างในออฟฟิศ ออกแนวเรียบหรู





ไฮไลท์คือด้านหลัง ซึ่งเป็นที่เก็บอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งใหญ่และกว้างมากๆๆๆๆๆๆ



เพิ่งรู้ว่าบริษัทออร์แกไนซ์เซอร์เค้าจะเก็บของเฉพาะอุปกรณ์ไอที อย่างจอภาพ, สายไฟ, เครื่องเสียง แต่พวกไม้หรือป้ายจะไม่ได้เก็บไว้ด้วย



ด้านหลัง มีกระจกบานใหญ่มากปิดท้าย แต่ที่เก๋คือมีตรงกลางที่ใช้กระจกใส ทีมงานบอกว่าพอดีมีต้นไม้ใหญ่อยู่ตรงจุดนั้นพอดี ทางผู้ออกแบบเลยอยากให้พนักงานได้มองเห็นต้นไม้สวยๆ เลยทำกระจกใสเฉพาะตรงนี้



นอกจากทั้ง 3 อาคารแล้ว ก็ยังมีเรื่องน่าสนใจอีกเล็กน้อย

  • ห้องอาหาร ที่นี่มีการเชิญครัวเจ๊ง้อมาเปิดให้บริการ ชื่อ Playground Cafe by JN
  • ราคาอาหารก็ตามปกติ ข้าวจานละ 35-50 บาท แต่ก็มีกาแฟ, ขนมเค้กบริการ
 
  • มีห้องฟิตเนสสำหรับพนักงานใช้บริการฟรีเลย
  • แต่ที่ตกใจไม่ใช่แค่สร้างห้องแล้วเอาอุปกรณ์ฟิตเนสมาวางเฉยๆ แต่คือมีการจ้างเทรนเนอร์แบบ Full-time มาดูแลการออกกำลังกายของพนักงานด้วย 
  • เทรนเนอร์บอกว่าการออกกำลังกาย ถ้าได้รับการแนะนำที่ถูกต้อง จะได้ประสิทธิภาพกว่าการวิ่งบนลู่ไปเรื่อยๆ ไม่มีจุดหมาย ... อันนี้ดีครับ บริษัทอื่นควรเอาอย่าง #ปรบมือ

  • มีห้องซ้อมดนตรีด้วย !! 
  • คือเป็นห้องเก็บเสียง วางไว้ใจกลางออฟฟิศเลย ตกแต่งแนวฮิปๆ 
  • ข้างในมีอุปกรณ์ซ้อมดนตรี ห้องเก็บเสียงค่อนข้างดี ขนาดตีกลองดังๆ ข้างนอกยังไม่ค่อยได้ยินเสียงเลย
  • เนื่องจากออฟฟิศมีขนาดใหญ่ อาคารแต่ละหลังห่างกันพอสมควร เลยมีจักรยานให้พนักงานขี่ไปมาได้ หนุ่มๆ ก็ให้สาวๆ ซ้อนหลังกันไป #ฮี้ววว
  • มีกิจกรรมหลังเลิกงานหลายอย่าง เช่น เล่นโยคะ, เล่นดนตรี หรือจัดแข่งกีฬา
  • ด้วยความที่มีงานศิลปะเยอะ และมีนักเรียนนักศึกษามาดูงานบ่อย เลยต้องมีผู้จัดการพิพิธภัณฑ์คอยดูแลแบบเต็มเวลาเลยทีเดียว
  • สาวๆ ที่นี่น่ารักนะเออ 

:: สรุป ::

ผมเคยไปเยี่ยมชมออฟฟิศของหลายบริษัทมาก่อนหน้านี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่มีออฟฟิศไหนที่เหมือนกับที่ CMO Group เลย ด้วยความที่บริษัทไม่ได้ทำเพียงแค่งานออร์แกไนซ์เซอร์ แต่ยังมีส่วนของสตูดิโอ, มัลติมีเดีย และอีกหลายอย่าง ครบวงจรตั้งแต่อาคารแรกไปจนถึงอาคารสุดท้าย

แม้สถานที่จะห่างจากตัวเมืองซะหน่อย แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือหลีกอาคารสูงจำเจในเมือง มาใช้ชีวิตที่อิสระ มีพื้นที่กว้างขวาง พร้อมงานศิลปะรอบตัว อารมณ์เหมือนเรามาอยู่ในเมืองเล็กๆ เมืองนึง ซึ่งจากการพูดคุยพนักงานแต่ละคนก็เฮฮาและสนิทกันมาก บรรยากาศเหมือนอยู่มหาลัย

ถือว่าเป็นตัวอย่างของออฟฟิศที่ไม่ใช่แค่เน้นสร้างตึกสูง เอาพนักงานมารวมกันเยอะๆๆๆ แต่เป็นการทำออฟฟิศที่รวมเอาส่วนผสมของงานศิลปะ, การใช้ชีวิต และความสนุกไว้ด้วยกัน 

บริษัทอื่นควรเอาอย่างในการลงทุนกับสถานที่ทำงานแบบนี้บ้างนะนี่ ^__^



[Advertorial]