Friday, August 22, 2014

ประสบการณ์บำบัดโรคติด Social Network คนเดียวที่เกาะเสม็ด 5 วัน



"ผมเป็นโรคติด Social Network" เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา แม้จะเป็นเรื่องส่วนตัวและก็ไม่ค่อยได้เล่าอะไรให้ใครฟังนัก อาจจะเพราะว่ามันก็ไม่ได้เป็นเรื่องสำคัญอะไร และไม่คิดว่าจะสร้างประโยชน์อะไรได้มาก

แต่หลังจากที่เวลาผ่านไปกว่าปี ผมก็พบว่าช่วงเวลา 5 วันที่เกาะเสม็ด เป็น 5 วันที่เปลี่ยนชีวิตตัวเองเหมือนกันนะ เลยคิดว่าประสบการณ์นี้ก็น่าสนใจไม่มากก็น้อย


โรคติด Social Network

ผมเป็นคนธรรมดาครับ โตมาจากการเป็นเด็กต่างจังหวัด เข้ามาเรียนมหาลัยที่กรุงเทพ จบมาก็ทำงานประจำ 10 กว่าปี ชีวิตเหมือนจะเรียบง่าย ไม่มีอะไร

แต่ด้วยความเป็นคนไอที แล้วก็ชอบเขียน ชอบแชร์ ก็เริ่มทำให้มีบล็อกเป็นของตัวเอง มีเว็บ มี Social Network เริ่มมีคนรู้จัก เริ่มมีคนติดตาม แรกๆ ก็รู้สึกดี แต่พอมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มส่งผลกระทบกลับมากับตัวเองหลายอย่าง

  • Social Network ที่ผมใช้ประจำ ดันเป็น Twitter, Facebook, Instagram, Google+ คือใช้มันทุกตัว 
  • รวมถึงยังมี Khajochi.com และเว็บ MacThai ที่ตัวเองดูแลอยู่
  • ทุกเช้าผมจะเช็คข่าวจาก 10 เว็บขึ้นไป เช็คอัพเดทใน Social Network ทั้ง 4 ตัว ซึ่งทั้งหมดมีการอัพเดทนาทีต่อนาที
  • Twitter คือสื่อที่ผมใช้บ่อยที่สุด และมันก็ดันเป็นสื่อที่มีอะไรให้เล่นเยอะมาก ทุกชั่วโมงจะมีอะไรใหม่ให้อ่าน ให้เทรนด์ ให้สนุกเสมอๆ
  • ผมเริ่มติดมือถือมากขึ้นเรื่อยๆ มีสมาธิกับมันมาก ในหัวเริ่มคิดแต่สิ่งที่เกิดขึ้นในทุก Social Network ที่วิ่งรอบตัวเรา
  • เวลาว่างของผมเริ่มลดลง ไม่ออกกำลังกาย ไม่อ่านหนังสือที่ซื้อมากองไว้เพียบ นอนไม่หลับ นอนดึกมาก
  • ช่วงกินข้าว ไม่ว่าจะกินคนเดียวหรือกับภรรยา ผมเริ่มไม่คุย มัวแต่สนใจสิ่งอื่น แม้จะโดนว่าบ่อยๆ แต่มันเริ่มกลายความเคยชิน
  • การติด Social Network ทำให้เครียดและอินกับข่าวจำนวนมหาศาลที่เสพเข้ามา 
  • การไม่ได้เช็คอะไรทุก 15 นาทีกลายเป็นความหงุดหงิด ที่เริ่มทนไม่ได้
  • หนักสุดคือผมเคยอ้วกออกโดยไม่รู้สาเหตุ ไม่ได้ป่วย ร่างกายปกติ แต่เหมือนเราเสพอะไรจนเกินร่างกายรับไหว นอนดึก จิตใจคิดอยู่แต่อีกโลกนึง จนไม่อยากนอน
  • ความหงุดหงิดที่ไม่ได้เปิดหน้าจอเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆๆ เรื่อยๆๆๆๆ จนมีอาการซึมเศร้า จนเห็นได้ชัด

บำบัดตัวเองบนเกาะเสม็ด 5 วัน

ไม่ต้องมีใครบอก ผมก็เริ่มรู้ว่าตัวเองเป็นโรคติด Social Network เข้าจริงๆ แล้ว ก่อนที่อะไรมันจะแย่ไปกว่านั้น เราควรต้องหาทางจัดการอะไรกับมันสักอย่างหนึ่ง

ผมเลือกวิธีหักดิบ ด้วยการเดินทางไปอยู่บนเกาะเสม็ด "คนเดียว" และปิดเน็ต ปิดมือถือ ปิดโน้ตบุ้ค ปิด Social Network ปิดทุกการสื่อสาร 5 วัน

อีกเหตุผลหนึ่งคือผมอยากไปค้นหาตัวเองแบบสงบๆ ซักพักนึง ซึ่งอยากจะทำมานานแล้ว การได้ไปในที่ห่างไกลจากการงาน และงดการสื่อสาร ก็น่าจะช่วยให้ค้นหาตัวเองได้มากขึ้น

แน่นอนว่าคนที่ผมต้องแคร์มากที่สุดคือเชอรี่  ภรรยา ซึ่งหลังจากแต่งงานกันมาเราไม่เคยห่างกันเกิน 1 วันเลย แต่การจะต้องให้เขาอยู่คนเดียวและไม่มีการติดต่อจากผมเลยตลอด 5 วัน ก็ดูจะโหดร้ายพอสมควร ต้องขอบคุณด้วยที่เขาเข้าใจ
  • ผมเลือกเกาะเสม็ดเพราะต้องการความรู้สึกแบบ "ถูกปล่อยเกาะ" แต่ก็ยังใช้ชีวิตได้ไม่ลำบาก มีข้าวกิน มีน้ำ มีไฟ มีความสะดวกอยู่ในระดับที่โอเค
  • เชอรี่ขอให้ผมพกมือถือไปด้วย แม้จะรู้ว่าต้องการจะตัดมันช่วงหนึ่ง แต่อย่างน้อยถ้าสามีเซ่อซ่าตกทะเล ถูกหามเข้ารพ. เธอก็ยังพอทราบข่าวได้บ้าง 555
  • ผมเปิดแอพ Find My Friend ของ iOS ไว้ ให้ทั้งสองคนรู้ว่าตอนนี้อยู่ไหน เพราะผมเองก็ห่วงคนที่บ้านไม่แพ้กัน (ไม่มีอะไร กันเมียไปช็อปเพลิน T__T)

  • เดินทางนั่งรถตู้จากอนุสาวรีย์ไปลงท่าเรือ พร้อมขึ้นเรือข้ามฟากไปเสม็ด

  • ขึ้นเรือแป๊บเดียวก็ถึงเสม็ดแล้ว เดินทางง่ายมาก (เอ๊ะ นี่ไม่ใช่บล็อกพาเที่ยว ลืมไป)
  • ผมพักที่อ่าววงเดือนรีสอร์ท ห้องสะอาด อยู่ท้ายหาด ไม่มีใครรบกวน บรรยากาศสงบมาก

  • บอกตามตรงว่าทันทีที่ออกจากห้องพัก โดยที่ปิดเครื่องไอโฟนไว้ แล้วออกมาวิ่งเล่นริมชายหาดหลายชั่วโมง มันเป็นเหมือนการปลดปล่อยตัวเองจากอีกโลกนึงเลยนะ
  • ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่าการปิดช่องทางสื่อสารทุกอย่าง แล้วอยู่กับตัวเองคนเดียว มันเหมือนยกโลกทั้งใบที่เราถืออยู่ออกไปหมดสิ้น รู้สึกโล่งมากอย่างบอกไม่ถูก
  • การไม่ได้ใช้ Social Network ไม่ทำให้ใครเสียชีวิตครับ อันนี้รับรองได้ 5555
  • เพื่อไม่ให้การอยู่คนเดียวมันน่าเบื่อเกินไปนัก ผมเลยเลือกหนังสือหลากแนวที่น่าจะอ่านแล้วเปลี่ยนความคิดเราได้บ้างไปด้วย
  • หลังจากสองวันแรกผ่านไป ผมเริ่มรู้จักการบังคับตัวเองมากขึ้น เริ่มทดลองใช้มือถือแค่วันละ 10 นาที มีโทรไปบอกภรรยาบ้างว่าสามีท่านยังมีชีวิตอยู่นะจ๊ะ
  • การรู้จักควบคุมความคิดของตัวเองเป็นสิ่งสำคัญจริงๆ นะ
  • ช่วงหลังไอโฟนเลยมีไว้ถ่ายรูปกะแอบเช็คว่าเมียไปช็อบไหนเพลินรึเปล่า
  • หลังจากใช้มือถือแค่วันละ 10 นาที ก็เริ่มลองใช้ในระดับที่พอดีกับตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น เช้าไม่เกิน 10 นาที เย็นไม่เกิน 10 นาที เลิกหยิบมาดูบ่อยๆ ใช้ให้เป็นเวลา
  • ช่วงบ่ายก็ยังนอนอ่านหนังสือใต้ต้นไม้ได้ ไม่ร้อนมาก ลมพัดตลอด

  • ค้นพบท่านอ่านหนังสือ โดยการยกเก้าอี้ไปวางแบบจุ่มลงน้ำทะเล ได้อารมณ์ฟินกว่าปกติ อ่านไปมีคลื่นซัดผ่านเท้าเราไป ก็ได้สมาธิดีนะ
  • อาหารเช้ากินคนเดียว ไม่ค่อยเหงา กินเพลินๆ
  • แต่พอต้องกินข้าวคนเดียวทุกมื้อ เช้า กลางวัน เย็น .. เช้า กลางวัน เย็น .. ก็มีเหงาบ้างนะ
  • ช่วงค่ำเป็นเวลาที่เหมาะกับการอยู่กับตัวเองมากที่สุดเลย เพราะอ่านหนังสือไม่ได้ ก็นอนริมทะเลตั้งแต่พระอาทิตย์ตก จนถึง 3-4 ทุ่ม 
  • พอไม่มีอะไรทำก็นอนเร็ว เหมือนสุขภาพดีขึ้นด้วยนะ
  • 24 ชั่วโมงอยู่กับตัวเองก็ยังโอเค แต่พอนานเข้า เป็น 48 ชั่วโมง ... 72 ชั่วโมง มันก็เริ่มเบื่อ
  • ผมมองหาเพื่อนที่ไม่มีชีวิต แบบในหนัง Cast Away อ่ะ แต่พอดีหาลูกวอลเล่ย์บอลไม่เจอ
  • จนในที่สุดเมื่อวันที่ 3 ผมได้เพื่อนใหม่ เป็นหมาตัวหนึ่ง ที่ชอบมาเล่นด้วย
  • ไม่รู้ว่ามันชื่ออะไร เลยตั้งชื่อให้มันว่า "เชอรี่เชอรี่" #ฮา
  • เชอรี่เชอรี่เป็นหมาที่น่ารักมาก เวลาผมนั่งอ่านหนังสือริมทะเล ผมอ่านหนังสือมันก็นอน ผมเดินเล่น มันก็เดินช้าๆ ตาม
  • เชอรี่เชอรี่ชอบให้เกาพุง ตอนเช้าจะเดินมาให้เกาพุง ตอนบ่ายเชอรี่เชอรี่จะชอบมานอนเงียบๆ 
  • การอยู่คนเดียวแล้วมีเพื่อนตัวน้อยอยู่เคียงข้าง มันก็อุ่นใจดีนะ ไม่เหงาเท่าไหร่
  • เจอคนบนเกาะคู่นึง นั่งเล่นมือถือกันริมทะเลเป็นชั่วโมงๆ ไม่คุยอะไรกันเลย เหมือนเห็นภาพตัวเองก่อนหน้านี้ชอบกล
  • ช่วงวันที่ 4 ของการบำบัดตัวเอง ผมแอบโทรหาเชอรี่ (ตัวจริง) ตอนกลางคืน ไม่ใช่โทรธรรมดานะ Facetime ไปเลยทีเดียว
  • เจอหน้ากันก็ดีใจมากๆ พอถามไปว่าคิดถึงไหม ? เชอรี่ตอบกลับมาด้วยเสียงเศร้าๆ ว่า ..
  • "คิดถึงมากเลยรู้ไหม"
  • ประโยคนั้นทำเอาน้ำตาตกเลยทีเดียว แต่ก็ตอบกลับไปว่า พรุ่งนี้ก็กลับแล้วน๊าาาาา

สิ่งที่ได้จากการอยู่กับตัวเอง 5 วัน


ผมรู้ว่าด้วยงานและความชอบส่วนตัว ผมไม่มีทางจะเลิกใช้ Social Network ไปได้ และเอาเข้าจริงๆ มันก็ไม่จำเป็นที่จะต้องปิดตัวเองขนาดนั้น

เพียงแต่สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการปิดตัวเองตลอด 5 วัน คือ "การรู้จักปล่อยวาง"

สาเหตุที่เราไม่ยอมเลิกเช็ค Twitter, Facebook เพราะเรากลัวตกเทรนด์
สาเหตุที่เราไม่ยอมเลิกเช็ค Like, Comment, Retweet ที่เราโพสต์ เพราะเรากลัวไม่รู้เรตติ้งตัวเอง
สาเหตุที่เราไม่ยอมเลิกเช็คบล็อกและเว็บของตัวเอง เพราะเรากลัวมันมีปัญหา

สุดท้ายทุกอย่างมันก็เป็นแค่อนิจจัง ไม่รู้ก็ไม่เป็นอะไรซะหน่อย ไม่มีก็ไม่ตาย ปล่อยๆ มันซะบ้าง ไม่รู้อะไรซักนิดก็ไม่เห็นว่าชีวิตจะลำบากอะไรเลย รู้จักเปิดใช้ให้เป็นเวลาระดับพอดีๆ

และที่สำคัญคือ เรายังมีคนที่เราควรให้ความสำคัญมากกว่ารอเราอยู่ ไม่ว่าจะเป็นแฟน คนในครอบครัว เพื่อนฝูง คนที่เรารักและเขาก็รักเรามากๆ เราให้เวลา ให้ความสำคัญกับพวกเขา มากกว่าหน้าจอแล้วรึยัง

ถ้าใครอยากลองค้นหาตัวเองบ้าง และไม่รู้ว่าจะใช้วิธีไหนดี ... ผมก็ขอแนะนำเลยครับ "เกาะเสม็ด 5 วัน" รับรอง ... เสร็จทุกราย 

 

Update : จากบล็อกตอนที่เขียนนี้ ทำให้ได้ไปนั่งพูดคุยในรายการกาละแมร์ ชมคลิปด้านล่างครับ :D

Monday, August 18, 2014

รีวิว: Nescafe' Red Cup Machine เครื่องชงกาแฟสุดเจ๋ง ราคาแค่ 1,990 บาท



มีคนเคยบอกว่า "วิธีดื่มกาแฟแบบที่มีความสุขที่สุด คือการชงกาแฟดื่มด้วยตัวเอง" ซึ่งก็น่าจะตรงกับที่คอกาแฟหลายคนเคยคิดฝันกันไว้ ว่าวันนึงอยากจะมีมุมชงกาแฟเล็กๆ น่ารักๆ ที่บ้านหรือในออฟฟิศ

แต่ปัญหาหนึ่งของการซื้อเครื่องชงกาแฟคือความยุ่งยากในการใช้งาน รวมถึงราคาเครื่องที่ออกจะสูงพอสมควร

โชคดีวันนี้ทางเนสกาแฟได้ให้โอกาสมาทดลองรีวิวเครื่อง Nescafe' Red Cup Machine ก่อนวางขายจริง แถมเปิดตัวในไทยที่แรกในโลกด้วย !! ตามประสา Geek อย่างเราจะพลาดได้ยังไง แถมยังได้ชิมรสกาแฟอร่อยๆ จากฝีมือตัวเองซะด้วย :P

[Advertorial]


สเป็คของ Nescafe' Red Cup Machine


  • ขนาดเครื่องสูงประมาณ iPad Air ไม่ใหญ่ และเบามาก ขนย้ายสะดวก
  • ระบบชงกาแฟแบบผง เน้นความง่าย และรวดเร็ว
  • น้ำเดือดได้ภายใน 40 วินาที เร็วกว่าเปิดคอมพิวเตอร์ซะอีก #ฮา
  • มีช่องกลั่นกาแฟ (Mixing chamber) ข้างในออกแบบให้มีรูปทรงที่สามารถสร้างให้เกิด Cyclone ด้านใน ช่วยดึงกลิ่นและรสชาติของกาแฟออกมามากขึ้น
  • มีช่องสำหรับสร้างฟองกาแฟละเอียดด้วยนะ ไม่ใช่แค่ชงกาแฟอย่างเดียว
  • สามารถทำกาแฟเอสเปรสโซ่, คาปูชิโน่ หรือลาเต้ได้ด้วย
  • ล้างเก็บทำความสะอาดง่าย
  • ราคาเปิดตัวแค่ 1,990 บาท !! 

เตรียมเครื่องก่อนชงกาแฟ

บอกตามตรงว่าปกติชงกาแฟไม่ค่อยเป็นเท่าไหร่ ตอนแรกที่ได้เครื่องมาก็ลุ้นเหมือนกันว่าจะทำออกมาได้ไหม แต่พอได้จับเครื่องจริง ต้องบอกเลยว่ามันใช้ง่ายจนแทบไม่ต้องเรียนรู้อะไรเลย


ด้านหน้าของเครื่องมีถาดวางแก้วมาด้วยนะ ประกอบเสร็จดูดีขึ้นมาทันทีเบย

 

 

ตัวเครื่องมี 2 ส่วนใหญ่ๆ คือที่ชงกาแฟ กับช่องใส่น้ำเปล่า


เทน้ำจนเต็ม แล้วก็นำไปประกอบกับตัวเครื่อง 


เสียบปลั๊กไฟ วางแก้ว เตรียมกาแฟและครีมเทียมไว้ แค่นี้ก็พร้อมทำกาแฟแล้ว !!

มาชงกาแฟกันเถอะ

เช่นเดียวกับอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด จะใช้งานก็ต้องกดเปิดเครื่องก่อนนะจ๊ะ แต่ตัวปุ่มเปิดปิดเครื่องจะเป็นสัญลักษณ์บอกด้วยนะ ว่าน้ำเดือดพร้อมชงกาแฟแล้วรึยัง


เริ่มกดปุ่มเปิดเครื่อง ปุ่มจะเป็นสีแดงกระพริบ



แว๊บเดียว ผ่านไป 40 วินาที ปุ่มเปลี่ยนเป็นสีฟ้า คือน้ำเดือดแล้ว ชงได้เลย ว่องไวผุดๆ


เรามาทดลองทำ "เอสเปรสโซ่" กาแฟดำแบบเข้มๆ กันดูดีกว่า ^__^

เริ่มด้วยเปิดฝาด้านบน แล้วก็ใส่กาแฟลงไป ผมทานแก้วเดียวก็ใส่กาแฟไปช้อนนึงกำลังพอดีๆ


หมุนปุ่มด้านบนไปทางขวา จากนั้นกาแฟก็จะค่อยๆ ไหลลงมาที่แก้ว มีกลิ่นกาแฟหอมๆ ออกมาเลย ที่ปุ่มเปิดปิดเครื่องจะมีสัญลักษณ์ไฟกระพริบบอกด้วยนะว่าควรหยุดเมื่อไหร่

แค่นี้ก็ชงได้ง่ายๆ สะดวก แล้วก็เร็วดีด้วย


ทดลองทำอะไรที่ยากขึ้น ลองทำ "คาปูชิโน่" กาแฟผสมนมกันดีกว่า อันนี้เมนูโปรดผมเลย

เริ่มด้วยการใส่ครีมเทียมลงไปที่แก้วกาแฟ 2 ช้อน แล้วก็เอามาวางที่ถาดรอง แต่ถ้าเราปล่อยกาแฟลงมาเลยก็ดูจะง่ายไปหน่อย ตัวเครื่อง Red Cup ทำอะไรได้มากกว่านั้น เพราะมันทำฟองได้ด้วย !!



หมุนไปที่ด้านซ้าย เครื่องจะปล่อยน้ำร้อนจากหัว Jet ที่ช่วยให้มีแรงดันน้ำพุ่งออกมา ทำให้เกิดฟองครีมฟูหนาขึ้นมาเลย

ถ้าดูจากในภาพจะเห็นว่าฟองขึ้นมาหนามาก และก็นุ่มเหมือนชงกาแฟสดตามร้านเลยแหล่ะ


จากนั้นก็หมุนไปทางขวาเพื่อปล่อยกาแฟลงมา ปรากฏว่ากาแฟกับฟองแบ่งเป็นชั้นขึ้นมาให้เห็นเลย 



ด้านบนเป็นฟองนุ่ม ตรงกลางเป็นกาแฟ ด้านล่างเป็นเหมือนน้ำนม อันนี้ชอบมาก ดูสวยดี เอาไปอวดเพื่อนได้เลยว่าชงเองนะเนี่ย 555


นอกจากนี้ก็ยังสามารถทำกาแฟแบบเย็นได้เหมือนกัน แค่เตรียมแก้วใส่น้ำแข็งไว้ แล้วก็เทจากเครื่องชงกาแฟเข้าไปก็ได้ไอซ์ลาเต้ หรือไอซ์คาปูชิโน่แล้วจ้า


สำหรับการเก็บล้างอุปกรณ์ ก็ดึงส่วนต่างๆ ออกมาล้างได้หมด ไม่เกิดปัญหาเครื่องมีคราบกาแฟติด ล้างเครื่องเสร็จตากให้แห้ง ก็ประกอบร่างใช้งานใหม่ได้ทันที

:: สรุป ::

  • ตัวเครื่องทำโอเคเลย อุปกรณ์ที่ใช้แข็งแรง แน่น และที่สำคัญคือ "สวย"
  • กาแฟที่ใช้ชงเป็นแบบผง เพราะฉะนั้นคือเหมาะกับการชงกาแฟแบบไม่ต้องใช้เวลามากนัก
  • น้ำเดือดภายใน 40 วินาที แทบไม่ต้องรอเลย ก็ได้กาแฟทานแล้ว
  • ส่วนที่ชอบที่สุดน่าจะเป็นการเพิ่มฟังก์ชันอย่างตีฟองได้ เพราะกาแฟที่ได้ค่อนข้างต่างจากกาแฟชงเองตามออฟฟิศอย่างเห็นได้ชัด ฟองที่ได้ไม่ใช่แค่สวย แต่นุ่มด้วยนะ
  • ทำความสะอาดง่าย เครื่องเล็ก ยกไปมุมโน้นมุมนี้สะดวก
  • ทดลองให้คนที่บ้านลองใช้ดู โดยที่ไม่บอกราคาก่อน สุดท้ายทุกคนทายว่าเครื่องราคาระดับ 4,000 - 5,000 บาทกันหมด
  • พอบอกว่าราคาขายจริง 1,990 บาทนี่ตะลึงกันมาก คือราคาเครื่องชวนอุ้มกลับบ้านจริงๆ #ฮา

Nescafe' Red Cup Machine เป็นเครื่องชงกาแฟขนาดเล็ก พกพาสะดวก เน้นการชงกาแฟที่ง่ายและรวดเร็ว ตั้งแต่เสียบปลั๊กจนได้กาแฟ 1 แก้วงามๆ สามารถทำได้ในเวลาไม่เกิน 1 นาที

ข้อเสียที่พอจะนึกออกก็คือไม่ได้ใช้กาแฟแบบเมล็ด แต่ก็ต้องบอกว่าถ้าเน้นความสะดวก ความง่าย และทำมุมกาแฟแบบเริ่มต้นได้ที่บ้าน เครื่อง Red Cup นี้ก็ตอบโจทย์ตรงนี้เลยทีเดียว

ส่วนที่น่าสนใจที่สุดคงเป็นราคา เพราะด้วยเครื่องที่ฟังก์ชันขนาดนี้ คุณภาพของตัวเครื่อง รวมถึงแบรนด์ดังระดับโลกอย่างเนสกาแฟ ก็ถือว่าเป็นเครื่องชงกาแฟที่ขายในราคาน่าสนใจมากจ้า

ข้อมูลเพิ่มเติม




Friday, August 08, 2014

พาชม Freshtive 2014 งานสร้างไอเดีย เปิดโลกสดใหม่ 8-9 ส.ค.นี้เท่านั้น


ได้ไปเยี่ยมชมงานชื่อแปลก Freshtive 2014 จัดโดย CMO Group ซึ่งบอกตามตรงว่าทีแรกเข้าใจว่าเป็นงานโชว์อีเวนต์บริษัททั่วไป แต่ตลอดชั่วโมงกว่าที่เดินเล่นรอบงาน ยอมรับว่าเปิดโลกไอเดียของเราได้มากเลยทีเดียว

อ่านเพิ่ม : พาเยี่ยมชมออฟฟิศสุดแนวของ CMO Group สวยเท่ห์ ไม่เหมือนใคร


พาเดินทัวร์งาน Freshtive 2014

Freshtive = Fresh + Creative เป็นงานที่เน้นโชว์เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการจัดอีเวนต์ระดับอาเซียน มีผู้เข้าร่วมงานจากทั้งไทยและต่างประเทศ เปิดให้คนทั่วไปเข้าชมงานได้ 8-9 ส.ค.นี้เท่านั้น

ภายในงานจะแบ่งออกเป็น 18 โซนใหญ่ จัดขึ้นในอาคารทั้ง 3 แห่งของ CMO Group อยู่บริเวณเลียบทางด่วนรามอินทรา -> แผนที่

งานนี้เน้นให้ไอเดียว่าโลกของงานอีเวนต์สามารถเล่นสนุกกับมุมหรืออุปกรณ์ต่างๆ ได้มากมาย




ทางเข้ามีตกแต่งเน้นสีสันน่ารักๆ



กำแพงเรียบๆ สามารถทำตกแต่งให้เป็นแนว 3 มิติให้ผู้ร่วมงานเล่นสนุก ถ่ายรูปกับมุมต่างๆ ดูมีมิติได้มากขึ้น



โครงเหล็กแปลกตาที่วางอยู่คือสามารถมองทะลุแล้วเห็นเป็นภาพออกมาได้



มุมถ่ายภาพเหมือนฝนตก แต่จริงๆ แล้วภาพทั้งหมดวางติดกำแพงนะ ดูมีมิติดีอ่ะ (นางแบบเป็น PR ของ CMO นะจ๊ะ)



Zone 6 Stadium of Inspiration : เข้ามาในห้องโชว์การนำเสนออีเวนต์แบบ 4 มิติ ทีมงานยกส่วน Control มาไว้ด้านหน้าเลย ให้คนดูได้เห็นการกำกับและจักอีเวนต์ในลักษณะนี้ทำได้ยังไงบ้าง





การแสดงเป็นโดราเอมอน ย้อนไปยุคต่างๆ มีคนเล่นจริง แต่ที่น่าสนใจคือการใช้โปรเจ็คเตอร์ยิงไปรอบทิศทาง ทั้งพื้นและกำแพง แสงสีเสียง ดูแล้วมีมิติขึ้นมาเลย



ขอทีมงานเดินเข้ามาดูใกล้ๆ พบว่าเป็นการยิงโปรเจ็คเตอร์ 5 ตัว ตัดขอบแบนเรียบปรี๊ดดด แล้วทำพื้นห้องให้โค้งเพื่อได้ภาพที่มีมิติมากขึ้น เจ๋งดีนะ





Zone 8 World 10 Iconic Museums : ห้องต่อมาพยายามบอกถึงการสร้างไอเดียใหม่ๆ เกิดจากการที่เราย้อนวัยกลับมาสมัยเด็ก เวลาเอาของเล่นสมัยก่อนมาวาง แล้วมันช่วยสร้างจินตนาการใหม่ๆ ได้

เออน่าจะจริง




 

ข้างนอก ตามมุมต่างๆ มีให้ลองเอากระดาษมาวางเล่นสายตากับพื้นที่จริง เป็นการบอกไอเดียว่ามุมเดิมๆ ที่เรามองเห็นทุกวัน ก็ยังสามารถเปลี่ยนให้เป็นภาพที่ต่างออกไปได้





3D Tour อันนี้เคยเห็นตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ แต่ที่โชว์คือภาพโปรเจ็คเตอร์สมัยนี้จะคมชัด หมุนแบบ Virtual ก็ยังเห็นภาพชัดเหมือนเข้าไปสถานที่จริงเลย
 


Zone 10 Party Jungle : โชว์การจัดอีเวนต์กลางคืน มีดีเจเปิดเพลงตื๊ดๆ ที่เจ๋งคือใช้การยิงแสงเลเซอร์กั้นประตูต่างๆ เล่นแสงสี พร้อมเลือกเพลงมันส์ๆ ฟังได้



Zone 9 Dream City : เป็นโซนที่ประทับใจที่สุดเลย คือในห้องจะมีโมเดล 3 มิติวางไว้ตรงกลาง ซึ่งเป็นโมเดลธรรมดา สีขาวเรียบ ดูแล้วไม่น่าจะมีอะไร



แต่พอเริ่มโชว์แสงสีเสียง มีการยิงภาพและแสงเข้ามาทำให้เมืองมีชีวิต และโชว์ที่สวยงามมาก

คือการใช้โปรเจ็คเตอร์ยิงเข้ามาในรูปแบบนี้ต้องคำนวณมาให้ดีมากๆ ตำแหน่งตึก ช่อง กว้างยาว เป็นงานที่ทำยากมากๆ แต่ออกมาสวยงามสุดๆ



Zone 14 Media Mania Splash : เน้นงานอีเวนต์แบบ Interactive เช่นตัวนี้เป็นกล้องถ่ายภาพเราแล้วโชว์ขึ้นจอ แต่ที่ไม่ธรรมดาคือกล้องนี้จะเลื่อนขึ้นลงตามความสูงของคนเข้างานได้ สูงเตี้ย ถ่ายได้หมด



 

เตียงนอนแบบ Interactive คือพอเราจับไปที่ภาพนางแบบตามจุดต่างๆ นางแบบจะขยับส่วนนั้นหนีตามไปด้วย เช่นจับมือ ก็จะมีปัดมือเราทิ้ง




ภาพแขวนแบบ Interactive แม่นากจะมองตามเราไม่ว่าเราจะอยู่มุมไหนก็ตาม น่ากลัวแสร๊ดดด แต่เท่ห์อ่ะ วิ่งไปวิ่งมาก็มองตามเราตลอด





Zone 15 The Solo Show : แสดงแสงสีเสียงแบบดนตรี ทั้งหมดทำได้ด้วยตัวคนเดียว เหมือนจัดคอนเสิร์ตทั้งหมดด้วยคนๆ เดียวก็ทำได้



Zone 18 Rain Cube : สุดท้ายโซนไฮไลท์เลย คือทั้งห้องจะมีสายฝนเป็นน้ำตกลงมาตลอดทุกจุด แต่พอเราถือเครื่องส่งสัญญาณ แล้วเดินเข้าไป ฝนจะหยุดตามจุดที่เราเดินไป คือจะไม่เปียกเลย

จากที่ลองเดินด้วยตัวเอง ก็มีเปียกบ้างเหมือนกันนะ 555 แต่ไอเดียโอเค น่านำไปใช้ได้หลายอย่างเลย


สรุปแล้วงาน Freshtive 2014 เป็นงานแสดงเทคโนโลยีในการสร้างสรรค์งานต่างๆ ซึ่งเปิดโลกมากเลยนะ จากที่เราคิดว่างานอีเวนต์ก็แค่เชิญดารามา มีโชว์แสงสีนิดๆ หน่อยๆ แต่จริงๆ แล้วเราสามารถทำอะไรได้อีกมากมายเลย

ชั่วโมงกว่าที่เดินเล่นในงาน ประทับใจครับ อยากแนะนำให้ลองไปเยี่ยมชมกัน เข้าชมฟรี แต่งานเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมได้ 8-9 สิงหาคมนี้เท่านั้น

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม www.freshtive.com