Sunday, October 26, 2014

น้ำตาจะไหล ได้บัตร Starbucks Gold Level แบ๊วนะครัช



ในแต่ละปีผมจะมี Mission ย่อยส่วนตัวที่ต้องทำให้สำเร็จ เช่นปีนี้ต้องดูฟุตบอลโลกให้ครบทุกนัดให้ได้ อะไรแบบนั้น ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็น Mission ไร้สาระ แต่ได้ความสนุกสนานส่วนตัว

ช่วงต้นปี 2014 นี้ อยู่ดีๆ ร้านกาแฟแบรนด์ขี้เหนียวอย่าง Starbucks กลับออกบัตรสมาชิก ให้เก็บคะแนนได้ แถมได้ Level ต่างๆ ด้วยนะ คือเราก็ชอบกินกาแฟเค้าอยู่แล้ว แต่ยิ่งมี Mission แบบนี้ มันก็อดไม่ได้ที่จะต้องปราบบอสให้หมด เคลียร์ให้ได้ทุกด่าน

Starbucks Card แบ่งเป็น 3 Level ประโยชน์หลักๆ คือ

  • ระดับสมาชิกปกติ : ซื้อ 12 แก้ว ฟรี 1 แก้ว
  • ระดับ Green Level : ซื้อ 12 แก้ว ฟรี 1 แก้ว, ลดพิเศษตามเทศกาล และวันเกิด
  • ระดับ Gold Level :  ซื้อ 12 แก้ว ฟรี 1 แก้ว, ลดพิเศษตามเทศกาล และวันเกิด, และได้บัตรสีทอง มีชื่อเราแปะไว้ด้วย !!

note: benefit ของบัตรแต่ละใบมีเยอะกว่านี้ ไปอ่านในเว็บเอาละกันนะ



สำหรับการเก็บคะแนน 1 Point คือ 100 บาท ก็คิดง่าย กว่า 250 Point ก็กินไปประมาณ 25,000 บาทนั่นเอง #เฮือก

ส่วนที่ล่อตาล่อใจสุดก็คงเป็นบัตร Gold ที่ได้ชื่อเราพิมพ์ลงไปด้วย อันที่จริงก็ไม่ได้วิเศษอะไรมาก แต่มันอยากได้ง่าาาา แต่คิดจะกินคนเดียวหมด 250 Point ก็ดูจะเมากาแฟซะก่อน

วิธีเก็บแต้ม Starbucks หลักๆ ที่ผมใช้คือ

  • กินเอง : ใช้วิธีเอา Starbucks เป็นที่ทำงาน แก้วเดียวนั่งมันทั้งวัน ขอน้ำเปล่าฟรีอีกตะหาก ตอนนี้รู้หมดร้านไหนมีปลั๊กไฟ ร้านไหน Wifi แรง 55
  • ให้เมียกิน : อันนี้เน้นวันไหนไปกัน 2 คน เดินห้างว่างๆ ก็แวะกินเค้ก ซึ่งก็ได้แต้มเหมือนกันนะ
  • รับฝากซื้อ : มันจะมีช่วงที่ Starbucks ลด 50% ซึ่งก็ต้องต่อคิว แล้วคนส่วนใหญ่ก็ขี้เกียจรอ ด้วยความว่าง บางวันผมก็ไปนั่งต่อคิวให้เพื่อนๆ ที่ออร์เดอร์ ก็ได้แต้มเยอะพอควร
  • แจกบัตร : คือทำเว็บทำอีเวนต์ บางทีมันก็ต้องแจกของกันบ้าง แทนที่เราจะแจกบัตรดูหนัง หรืออย่างอื่น ก็แจกบัตร Starbucks ซะเลย ตอนแจกก็บอกคนรับว่า ขอใช้รหัสเราได้ไหม จะได้แต้มด้วย ถ้าใครยอม ก็เสร็จโจร #ฮา

ผ่านไป 10 เดือน ในที่สุดนาทีที่ซื้อ Ice Caremel Machiato ไปแก้วหนึ่ง ก็มา Email ส่งมาทันทีว่า "Welcome to Gold !!" เห็นแล้วแทบกรี๊ด ดูแลลูกค้ารวดเร็วดีมาก

รอไม่เกินเดือนกว่า ก็มีบัตร Starbucks Gold ส่งมาทางไปรษณีย์ หน้าตาไฮโซวดังนี้





หน้าบัตรมีชื่อเรา พร้อมปีที่เริ่มเก็บแต้มชุดนี้



ด้านหลังมีเลขบัตร ซึ่งลงทะเบียนชื่อเราให้เรียบร้อยแล้ว น่ารักจริงๆ



ความภูมิใจอย่างหนึ่งคือเวลาถือไปซื้อกาแฟ พนักงานดูจะ Take Care ดีขึ้นอีกระดับหนึ่ง (ซึ่งปกติก็ดีมากอยู่แล้ว) มีเรียกชื่อเราบ้างเป็นบางครั้ง

ถือว่าเป็นของสะสมที่ทำได้ตามหวังในปีนี้ ... Mission Complete !!

ปล. แล้ว Starbucks ก็ส่งเมล์มาบอกว่าถ้าอยากได้ Gold Level ในปีหน้าอีกครั้ง ต้องกินอีก 250 Point นะจ๊ะ =___="




Tuesday, October 21, 2014

วิธีขอเปลี่ยนชื่อ Facebook Pages เป็นชื่อใหม่



ใครที่สร้าง Facebook Pages หรือที่เรียกกันว่า Fanpage อาจจะเคยเจอปัญหา อยากเปลี่ยนชื่อเพจใหม่ แต่ดันเจอปัญหาว่า Facebook ไม่ยอมให้เปลี่ยนชื่อเพจได้ หากมีคนกด like เกิน 200 คนแล้ว

ตอนนี้ Facebook เปิดให้เราเปลี่ยนชื่อ Pages ได้แล้วนะครับ ซึ่งได้ทดลองกับเพจตัวเอง แล้วก็สามารถเปลี่ยนได้จริง เลยขอแชร์วิธีและขั้นตอนกันฮะ



วิธีขอเปลี่ยนชื่อ Facebook Pages


เว็บแมคไทย เคยใช้ชื่อว่า MacThai.net เพราะเรายังจดโดเมน .com ไม่ได้ ทีแรกก็ใช้ชื่อเพจนี้ไปเดือนกว่าๆ พอเราได้ .com มาจะขอเปลี่ยนชื่อเพจ Facebook ก็ดันไม่ให้เปลี่ยน เพราะคนกด like page เกิน 200 แล้วซะงั้น

ผมก็เศร้าใจมา 2 ปี จนตอนนี้เค้าเปิดให้เปลี่ยนชื่อเพจได้แล้วจ้า โดยต้องการเปลี่ยนชื่อจาก MacThai.net -> MacThai เฉยๆ



ไปที่ Pages ของคุณ แล้วเลือก Settings

เลือก Page Info แล้วดูที่ชื่อเพจ จะมีปุ่มให้ Edit ได้
กด Edit จากนั้นกด Request Change Name

Note: การขอเปลี่ยนชื่อ Page ใน Facebook จะสามารถขอได้ต้องมีเพจในระยะเวลานานพอสมควร และเปลี่ยนไม่ได้บ่อยๆ ถ้าใครไม่ขึ้นให้เปลี่ยนชื่อ อาจจะต้องลองติดต่อ Facebook ฮะ



จะเด้งมาหน้าใหม่ ให้เรากรอกเหตุผลที่ต้องการเปลี่ยนชื่อเพจ
กรณีของผมคือกรอกว่าชื่อเพจไม่ตรงกับชื่อเว็บ

นอกจากนี้ Facebook ยังให้เราแนบไฟล์หลักฐาน ที่ทำให้เชื่อได้ว่าเราคือเจ้าของชื่อนี้จริง ของผมใช้วิธียื่นเอกสารข้อมูลการจดโดเมนเนม MacThai.com

กด Submit จากนั้นจะมีอีเมล์แจ้งกลับว่าได้รับเรื่องแล้ว



รอประมาณ 1 วัน ถ้าไม่ติดปัญหาอะไร ก็จะได้อีเมล์ตอบกลับมาว่าเปลี่ยนชื่อเพจของเราให้แล้ว

กดเข้าไปดูในเพจแมคไทย ได้ชื่อใหม่แล้วจริงๆ ด้วย ^o^



เท่าที่ทดสอบคือพอเราเปลี่ยนชื่อแล้ว กดเข้าไปขอเปลี่ยนชื่อใหม่ มันจะไม่ยอมละนะ เหมือนให้เปลี่ยนได้ครั้งเดียว และบางคนก็ไม่มีเมนูให้เปลี่ยน

ข้อมูลเพิ่มเติมคือการขอเปลี่ยนชื่อได้ต้องมีเพจในระยะเวลานานพอสมควร และเปลี่ยนไม่ได้บ่อยๆ ถ้าใครต้องการเปลี่ยนจริงๆ อาจจะต้องลองติดต่อ Facebook อีกทีว่าทำไมถึงไม่มีหน้าให้เปลี่ยนชื่อเพจจ้า



Wednesday, October 15, 2014

รีวิวจอมอนิเตอร์ LG Ultrawide Full HD (34UM65) กว้างสุดๆ ทำงานหลายอย่างพร้อมกัน จอเดียวจบ



คุณเคยทำงานโดยใช้จอมากที่สุดกี่ตัว ? สมัยที่ผมทำงานออฟฟิศ เคยทำงานบนจอมากที่สุดทีเดียว 4 จอ คือมีตรงหน้า ซ้าย ขวา และก็บนแท็บเล็ตอีกตัวนึง

คือด้วยความที่งานสมัยนี้เราต้องทำไป พร้อมดูข้อมูลบางอย่างไป ยิ่งถ้าเวลาเขียนบล็อกนี่ต้องเขียนหน้าจอนึง แต่งภาพจอนึง อ่านฟีดข่าวอีกจอนึง คือทำงานจอเดียวแทบไม่พออยู่แล้ว ก็ไม่แปลกเลยที่หลายคนจะซื้อจอ Monitor มาต่อเพิ่มเติม

วันนี้ทาง LG ส่งจอมอนิเตอร์แบบ Ultrawide 21:9 อธิบายคือ จอแบบยาวพิเศษ ซึ่งมาแรงมากในช่วงนี้มาให้ลองทดสอบกัน

[Advertorial] 



แกะกล่องจอมอนิเตอร์ LG 34UM65

  • แกะกล่องออกมา ก็ต้องบอกเลยว่า เฮ้ย จอมันยาวมากกกกก
  • อัตราส่วนจอมอนิเตอร์ทั่วไปคือ 4:3 หรือ 16:9 แต่จอ Ultrawide คืออัตราส่วน 21:9 เลยทีเดียว
  • ด้วยขนาดที่กว้างขึ้น แต่ความคมชัดยังได้ระดับ Full HD คือรองรับความละเอียด 2,560 x 1,080 พิกเซล
  • ฐานจอเป็นสีดำ และโปร่งใสทำให้ดูเหมือนจอลอยขึ้นมา
  • ด้านหลังจอ
  • ตรงฐานจอ จะมีที่เกี่ยวสายให้ด้วย เพื่อสายจะได้ไม่พันกัน
  • พอร์ทที่มีมาให้คือ HDMI 2 Port, DVI, Display Port และมี Audio In, Out
  • ด้านล่างจอมี Joystick สำหรับควบคุม Setting ต่างๆ ซึ่งน่าสนใจดี แทนที่จะใช้ปุ่ม 4-5 ตัว ก็ลดลงมาเหลือแค่ปุ่มเดียว ซึ่งเราสามารถกด ดันเลื่อนบน ล่าง ซ้าย ขวา ได้
  • ตัวจอสามารถปรับเอนได้ -5 องศา (คว่ำ) ไปจนถึง 15 องศา (หงาย)
  • ตัวจอภาพมีลำโพงมาในตัว ซึ่งต่างจากจอคอมพิวเตอร์อื่นๆ ที่มักจะให้มาแต่จอ ไม่มีลำโพง

ทดลองใช้งานจอมอนิเตอร์ LG แบบ 21:9 Ultrawide 


หลังจากแกะเครื่องแล้ว มาทดสอบใช้งานจริงกันดีกว่า โดยผมเชื่อมต่อหน้าจอผ่าน MacBook Air และ iPad Air ซึ่งปกติผมใช้งานทั้ง 2 เครื่องไปพร้อมกัน และต้องเปิดหลายหน้าจอมาก

สำหรับการเชื่อมต่อกับ MacBook สามารถทำได้โดยไม่ต้องลง Driver ใดๆ เพิ่มเติม



 เอามาวางเทียบขนาดกับ MacBook Air จอ 13 นิ้ว จะเห็นว่าขนาดเล็กกว่าเยอะเลย

ซึ่งลองนึกภาพได้เลยว่า เราสามารถใช้หน้าต่างที่มีขนาดเต็มจอ MacBook ไปแสดงผลในจอ Ultrawide ได้เกิน 4 หน้าต่างด้วยกัน

 


ทดลองเปิดมาทีแรก โอ้ววว มันยาวมากกกกก (น่าเสียดายที่ MacBook Air ของผมทำได้ไม่เต็ม Resolution ทำให้มีขอบดำที่จอเล็กน้อย)

สายตาสามารถมองไปซ้ายขวา แยกการทำงานได้เลย ซึ่งต้องยอมรับว่าใช้ทีแรกไม่ชินเท่าไหร่ แต่พอผ่านไปซัก 15 นาทีก็เริ่มรู้สึกว่ามีประโยชน์ดี

 

 ผมลองเอาแอพที่ปกติเปิดใช้งานพร้อมกันทั้งหมด มาเรียงในจอเดียว มีทั้ง Chrome, Twitter, ดูหุ้น, แชท LINE, Maps ดูแผนที่เดินทาง

คือทั้งหมดสามารถมองได้ครบหมดในหน้าจอเดียว ไม่ต้องกดสลับไปมา ซึ่งเหมาะมากกับคนที่ทำงานหลายอย่างพร้อมๆ กัน



นอกจากนี้ LG ยังมีแอพสำหรับแบ่งหน้าจอมาให้ด้วย โดยเราสามารถเลือกว่าเราจะแบ่งจอแบบ "ซ้าย-ขวา" หรือแบ่งแบบ 3 จอ, 4 จอก็ได้


พอเลือกปุ๊บ หน้าต่างทั้งหมดจะจัดเรียงตามที่เราเลือกในขนาดใช้งานได้เต็มที่เลย ตามภาพนี้คือผมเลือกแบ่งซ้ายกับขวา

เวลาเขียนบล็อกผมชอบใช้แค่หน้าเขียนบล็อก กับหน้าแต่งภาพ ก็จะใช้โหมด 2 จอ แต่ถ้าเวลาว่าง นั่งเล่นเน็ต ผมก็มักเลือกแบบ 4 จอ คือใช้หลายอย่างพร้อมกันไปได้ ก็เหมือนเรามี MacBook 4 เครื่องเลย


ตัวอย่างเวลาแบ่งภาพ 4 จอ



สำหรับการปรับ Setting ต่างๆ ทำได้โดยกด Joystick ด้านล่างจอ และจะมีเมนูลอยขึ้นมาทางขวาจอภาพ



สำหรับเวลาที่อยากทำงานเฉพาะบน MacBook อย่างเดียว เราก็เลือกให้จอ Ultrawide เป็นจอเสริมก็ได้ เช่นในภาพ ผมใช้ Tweetdeck เต็มจอเลยเวลา Monitor Social Network ตัวเอง

เวลาใช้เป็นจอเสริม ผมว่าเหมาะสุดคือใช้ดูหุ้น, ดูหนัง, ดูทีวี ระหว่างที่ทำงานหลักบน Notebook จะฟินมาก



ทดลองเปิดหนังดู ได้ความละเอียดขนาด Full HD ดูได้คมชัดดี ภาพไม่แตก ความคมชัดด้วยจอภาพแบบ IPS



ทดลองเล่นเกม ใหญ่สะใจมาก 555



เวลาที่เราต่ออุปกรณ์อื่นๆ เพิ่มเข้ามา เช่นผมเสียบ iPad Air เข้ากับสาย HDMI อีกช่องหนึ่ง ก็จะมีหน้าจอขึ้นมาแจ้งเลยว่าเราต่ออีกสายเข้ามานะ จะสลับจอไปเครื่องนั้นไหม อันนี้ฉลาดดี

 

ด้วยความเป็นจอมอนิเตอร์แบบ Ultrawide คือบางครั้งการทำงานแค่ครึ่งจอก็เพียงพอแล้ว ทาง LG เลยทำโหมด PBP ที่จอจะสามารถแสดงผลจาก 2 อุปกรณ์ได้พร้อมกัน

เช่นจอซ้ายอาจจะใช้จาก Notebook จอขวาอาจจะดูหนังจากเครื่องเล่น DVD ก็ได้ โดยทั้ง 2 จอจะทำงานแยกกันด้วย



ตัวอย่างนี้ผมใช้ MacBook ต่อที่จอซ้าย ส่วนจอขวาต่อกับ iPad Air

 

หรือบางทีผมอยากดูหนัง หรือดู Pod Cast ผมก็ต่อกับ Apple TV อีกจอนึงได้ ทำงานไปด้วย ดูหนังไปด้วยได้เลย :D




ราคา

LG IPS Monitor 21:9 UltraWide ทั้ง 3 ขนาด
  • จอ 25” ราคา 8,990 บาท
  • จอ 29” ราคา 17,900 บาท
  • จอ 34” ราคา 24,500 บาท
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LG Call Center โทร. 0-2878-5757 หรือที่ http://www.lg.com/th/ultrawide/UM65

:: สรุป ::

ข้อดี

  • จอมอนิเตอร์แบบ Ultrawide กำลังเป็นที่นิยม ซื้อจอเดียวจบ ไม่ต้องซื้อหลายจอมาต่อกัน
  • หน้าจอแบบ IPS, Full HD คมชัด สีสันสวยงาม
  • มาพร้อมลำโพงในตัว
  • ซอฟต์แวร์ที่ให้มาสำหรับแบ่งจอมีประโยชน์ดี
  • โหมด PBP มีประโยชน์ดี ใช้ดูหนัง หรือเล่นเกมในอีกจอนึงได้เลย ไม่ต้องสลับหลายจอ

ข้อเสีย

  • คุณภาพลำโพงเสียงระดับทีวีทั่วไป อาจจะต้องต่อลำโพงเองเพิ่ม
  • ราคาสูงเมื่อเทียบกับจอภาพทั่วไป แต่ถ้าเทียบกับการซื้อ 2-3 จอ ก็ถือว่าถูกกว่า
  • ต้องใช้กับ Notebook หรือคอมพิวเตอร์ที่รองรับ Resolution สูงเพื่อให้แสดงผลเต็มจอ
สำหรับการใช้จอ LG Ultrawide เป็นเวลากว่าสัปดาห์ ก็ต้องบอกเลยว่าติดใจและไม่อยากกลับมาใช้งานบน Notebook ปกติเท่าไหร่ครับ (555) คือไม่ใช่แค่จอใหญ่ แต่เราสามารถจัดวางหน้าต่างอื่นๆ ได้หลายจุด ทำให้เรามองเห็นข้อมูลต่างๆ ขณะที่ทำงานปกติไปด้วยได้

คุณภาพของจอ LG นั้นก็มาตรฐานดีอยู่แล้ว วัสดุที่ใช้ก็มีคุณภาพดี สวยงาม วางบนโต๊ะทำงานได้ไม่อายใคร โหมดต่างๆ ที่มีมาให้ก็มีประโยชน์ดี ใช้งานได้จริง

สำหรับราคาจอแบบ Ultrawide ยังถือว่าสูงกว่าจอภาพปกติพอสมควร แต่ถ้าเทียบกับแทนที่จะซื้อจอ 2-3 ตัวมาต่อกัน ซื้อจอเดียวจบ ก็ถือว่าคุ้มค่าดี และจอ LG Ultrawide Full HD ก็ตอบโจทย์นี้ได้ดีครับ


Tuesday, October 14, 2014

เผยเบื้องหลังการออกแบบรถยนต์ ในงาน Ford Innovations 2014 ที่ประเทศออสเตรเลีย


เมื่อเดือนที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปร่วมงาน Ford Innovations 2014 ที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งส่วนตัวแล้วรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะนอกจากจะได้ดูเบื้องหลังการออกแบบรถจริงๆ ยังมีโอกาสได้ดูงานระดับใหญ่ ที่มีสื่อมาจากทั่วเอเชียด้วย

ผมว่าเบื้องหลังการออกแบบและการดีไซน์รถ น่าสนใจกว่าการไปดูโรงงานผลิตเสียอีก ได้รู้กระบวนการเอาไอเดียที่อยู่ในหัว ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างออกมาเป็นรถยนต์หนึ่งคัน เค้าคิดกันได้ยังไงนะ


บุกฐานทัพ Design Centre ของ Ford


  • บริษัทรถยนต์ใหญ่ๆ ระดับโลกมักจะมีโรงงานและศูนย์วิจัยในหลายประเทศ Ford เองก็เช่นกัน โดยรถประเภทกระบะ, SUV จะดีไซน์ที่ออสเตรเลีย
  • พูดถึงรถ Ford คือรถสัญชาติอเมริกัน ก็จะต่างจาก Toyora, Honda ที่มาจากญี่ปุ่นพอสมควร 
  • คือเน้นดีไซน์แบบฝรั่ง ไม่โฉบเฉี่ยวจี๊ดจ๊าด แต่ดูได้เรื่อยๆ ไม่เบื่อ เน้นอึดถึกทน กับเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ
  • เริ่มจากไอเดียดีไซน์รถ เริ่มจากการมองหาคาแรคเตอร์ เอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น ดูทันสมัย, เน้นผจญภัย หรือดูเรียบหรู ก็ทำให้ดีไซน์รถออกมาต่างกันได้
  • เวลาออกแบบรถช่วงแรกจะทำออกมาหลายเวอร์ชันมากๆๆๆๆ แล้วค่อยๆ เลือกแบบที่ใช่ ตรงกับคาแรคเตอร์ที่วางไว้ตอนแรกอีกที
  • จากนั้นก็เริ่มปั้นดินน้ำมันให้เป็นรถตัวอย่าง สมัยก่อนใช้มือแกะดินน้ำมัน สมัยนี้มีเครื่องทำ 3D Model ได้เลย
  • จนได้เป็นโมเดลขนาดเท่าของจริง ดูภายนอกนึกว่ารถจริงๆ นะเนี่ย


ห้องออกแบบรถยนต์สุดไฮเทค FiVE Lab

  • ห้องแล็ป FiVE (Ford Immersive Vehicle Environment) สร้างขึ้นมาเพื่อดูรถที่ออกแบบมาในรูปแบบ Virtual Reality 
  • อุปกรณ์ที่ใช้คือหมวก VR ข้างในมีจอภาพให้เรามองด้วยตาได้ทั้งสองข้าง คล้ายแว่น 3 มิติที่เราดูในโรงหนัง
  • ที่หมวก VR จะมีแท่งกลมๆ อันนี้คือตัวรับสัญญาณที่ใช้บอกได้ว่าเรามองไปซ้าย ขวา เงยหน้า ก้มหน้า
  • จริงๆ เทคโนโลยีนี้เป็นแบบเดียวกับที่ใช้ในการสร้าง CG ในหนังหรือแอนิเมชั่น แต่ที่นี่ใช้ในการออกแบบรถยนต์
  • ทดลองใส่หมวกจริง เท่ห์เหมือนกันนะเนี่ย 5555
  • พออยู่ข้างใน VR คือมันก็ไม่ถึงกับหลุดไปอีกโลกหรอก แต่คือเรามองเห็นภาพที่เหมือนจริงและชัดมากๆ เลยครับ ผมเห็นพวงมาลัย เครื่องเสียง เบาะนั่ง เหมือนอยู่ในรถจริงๆ
  • ที่ถุงมือเราจะใช้เป็น Pointer สำหรับชี้และสั่งการใช้งานจากใน VR ได้ เวลาออกแบบรถก็ชี้ๆ แล้วคุยเลยว่าตรงนี้ดีไม่ดี ตรงไหนให้ออกแบบใหม่ ไรงี้


  • เราสามารถเดินออกมาแล้วดูรถจากข้างนอกก็ได้นะ
  • ทีมงานสามารถเปลี่ยนสภาพอากาศภายนอกได้ เช่นแดดแรง เมฆมาก หรือแม้แต่ช่วงค่ำมืด ซึ่งทำให้เรามองเห็นว่าดีไซน์รถในแต่ละช่วงเวลา จะออกมาเป็นยังไงบ้าง
  • สอบถามกับทีมงานฟอร์ด ได้ความว่าห้อง FiVE Lab นี้เค้าใช้ในการออกแบบรถยนต์จริงๆ ไม่ได้ทำขึ้นมาเล่นสนุกๆ คือสมัยก่อนกว่าเราจะได้เห็นตัวรถเป็นคันจริงๆ ก็ช่วงท้ายก่อนวางขายแล้ว
  • ทีนี้ปัญหาคือถ้าเริ่มผลิตเครื่องจริงออกมาทดสอบ แล้วถ้าเจอปัญหา เช่นดีไซน์ไม่สวย หรือข้างในแคบไปไรงี้ การกลับไปแก้ใหม่ทั้งเสียเวลา และแพง
  • อ่านเพิ่ม - เบื้องหลังการออกแบบรถยนต์ ด้วยการใช้เทคโนโลยี Virtual Reality


ห้องออกแบบ Sync2 ระบบเครื่องเสียงในรถยนต์

  • ระบบเครื่องเสียงรถยนต์ของ Ford ใช้ชื่อว่า Sync2 ซึ่งเบื้องหลังการออกแบบ คือทีมงานต้องต่อระบบไฟข้างในรถยนต์ใหม่ทั้งหมด หน้าตาเป็นแบบในรูป
  • เพิ่งรู้ว่าสายไฟข้างในรถนี่มีเยอะขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย O_o"
  • ระบบ Sync2 จะทำงานได้หลายอย่าง ทั้งเรื่องเพลง, หนัง, โทรศัพท์ ที่เด่นๆ คือสั่งการด้วยเสียงได้
  • สำหรับแผนที่เดินทางก็จะมีมาให้ในรุ่นที่ขายแต่ละประเทศด้วย เช่นรถที่ขายในไทยก็จะมีแผนที่ประเทศไทย

ทดสอบระบบจอดรถอัตโนมัติ

  • คือได้ยินมานานแล้วว่ารถของ Ford เค้ามีระบบจอดแบบ Auto คือไม่ต้องทำอะไรเลย มันจอดเข้าไปให้เอง
  • เคยเห็นในทีวี แต่ไม่กล้าซื้อ ไม่กล้าลอง กลัวมันโดนอ๊ะ
  • ทีนี้ได้โอกาสไปที่ศูนย์ทดสอบรถ เค้าให้ลองได้เต็มที่เลย กี่รอบก็ได้ ชนก็ไม่ต้องห่วงเพราะเป็นรถทดสอบ
  • Active Park Assist มีทั้งแบบถอยหลังและแบบขนาน เรียกง่ายๆ ว่าจอดเข้าซองได้ทุกรูปแบบนั่นแหล่ะ
  • ผมลองอยู่หลายรอบ เอาจนกว่าจะมั่นใจว่าแม่นจริง ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าแทบทุกรอบเข้าซองได้พอดี มีแค่รอบเดียวที่ต้องเดินหน้าถอยหลังอีกรอบ ส่วนเฉี่ยวชนเป็นศูนย์
  • แอบสอบถามพนักงาน Ford บอกว่าเรื่องคนใช้ครั้งแรกแล้วเสียวเป็นเรื่องธรรมดา เค้าก็เป็น แต่นั่นคือเหตุผลที่เราควรไปทดลองขับที่ศูนย์ ซึ่งสามารถลองได้อย่างที่ต้องการ กี่รอบก็ได้
  • อ่านเพิ่ม - ทดลองระบบจอดรถเข้าซองอัตโนมัติใน Ford Focus สุดเสียวจริงหรือเปล่า

บุกสนามทดสอบจริง You Yangs Proving Ground

  • สถานที่สุดท้ายที่ได้ไปเยี่ยมชม คือสนามทดสอบรถจริง ก่อนที่จะส่งไปผลิตตามโรงงานต่างๆ ซึ่งพื้นที่นี้เป็นความลับมาก ห้ามสื่อถ่ายรูปทุกกรณี ให้ใช้รูปจากทางตากล้องของ Ford เท่านั้น
  • ลักษณะพื้นที่เป็นลานกว้าง และเนินเขาครับ มีการสร้างทางวิ่งหลายรูปแบบ
  • ทั้งลุยโคลน, ลงน้ำ, ก้อนหิน, ทางชัน, ทางลาด ฯลฯ คือมีทุกแบบที่เราต้องเจอเวลาขับรถ
  • ไม่ใช่แค่ Outdoor นะแต่มีการทดสอบ Indoor ด้วย เรื่องการจำลองสภาพอากาศ คือทำห้องเป็นฤดูร้อนแดดจัด, ลมแรง, ฝนตก, เย็นจัดน้ำแข็งเกาะ เสกได้หมด เมพมาก
  • ที่ชอบสุดคือสนามทดสอบความเร็ว คือได้ทดลองวิ่งรถด้วยความเร็วไม่จำกัด ทางตรงทางโค้ง อันนี้ได้ขับเองแล้วสนุกโคตรอ่ะ 
  • แนะนำดูในวิดีโอจะเห็นภาพมากขึ้นครับ

สรุปแล้วจากประสบการณ์ 2 วันที่ได้ไปร่วมทริปดูศูนย์วิจัยรถยนต์ของ Ford ที่ออสเตรเลีย ต้องบอกเลยว่าจากที่เราพอรู้เรื่องรถยนต์บ้างนิดๆ หน่อยๆ ทำให้สนใจและรู้สึกว่าอุตสาหกรรมนี้มันมีสเน่ห์มากเลยนะ

แนวคิดการออกแบบรถของฝรั่งจะเน้นเรื่องเทคโนโลยีและการพิสูจน์นะ คือทำระบบ VR มาจะได้เห็นของจริงก่อนสร้าง ทำระบบทดสอบสภาพอากาศมาจะได้รู้ว่ารถจะทนแดดทนฝนได้แค่ไหน

สุดท้ายก็น่าจะเป็นความมั่นใจฮะ เทคโนโลยีบางอย่างที่มาแล้วอย่างระบบจอดรถอัตโนมัติ ดูในทีวีนี่อย่างเสียว แต่พอได้ทดสอบจริง เออ มันก็แน่นอนและก็เข้าท่าดีนะ

ต้องขอบคุณทาง Ford ประเทศไทยด้วยนะครับที่เชิญไปเยี่ยมชม และดูแลเป็นอย่างดีตลอดทริป :)