Thursday, February 26, 2015

5 วิธีบอกรักสุดคลาสสิคของหนุ่มสาวยุค 90



ในยุคที่ผู้คนยังไม่มี LINE ไม่มี Facebook ไม่มีอีเมล์ ไม่มีโทรศัพท์มือถือ แม้การสื่อสารจะยากลำบากเพียงใด แต่หัวใจของหนุ่มสาวก็ยังต้องการส่งความรู้สึกดีๆ หากัน

เชื่อว่าใครที่เกิดทันยุค 90 น่าจะเคยแอบส่งความรักหากันด้วยวิธีน่ารักๆ สุดคลาสสิคเหล่านี้




1. เขียนจดหมายหากัน

จดหมายเป็นสื่อสุดคลาสสิคที่ใช้กันเยอะมากตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ แต่เมื่อมาถึงยุค 90 ก็เริ่มมีกระดาษพร้อมซองลายน่ารักๆ หวานๆ ให้ซื้อหากันเป็นชุด รวมถึงแสตมป์ที่มีให้เลือกซื้อมากมาย

ยุคที่ EMS ยังไม่มี จดหมายเป็นสื่อที่ค่อนข้างเดินทางเชื่องช้า คือถ้าส่งในจังหวัดก็ 3 วันถึง แต่ถ้าส่งไปต่างจังหวัดก็ใช้เวลา 7-10 วันเลยทีเดียว



ความสุขของการได้เขียนจดหมายหากัน คือการได้สัมผัสถึงลายมือของอีกฝั่งนึง แม้บางคนจะลายมือไม่สวยอ่านยาก มีเขียนคำผิด มีลบ มีแก้ แต่ก็เป็นลายมือของใครของมัน ไม่ได้เป็นตัวพิมพ์ที่ทุกคนก็เหมือนกันไปหมดแบบสมัยนี้

ระดับความยาก : ★★★
ระดับได้ใจ : ★★★★



2. อัดเทปเพลงให้กัน

เด็กวัยรุ่นสมัยนี้น่าจะไม่ทันยุคสมัยของเทปคาสเซ็ทสุดคลาสสิค ม้วนเทปขาวดำที่พันวนอยู่ในกล่องพลาสติกชิ้นเล็ก

เพียงแค่เสียบเข้าไปที่เครื่องเสียง กดปุ่มเล่นเพลง ก็มีเสียงเพลงเพราะๆ ออกมา แถมฟังได้ 2 หน้าด้วยนะ เรียกหน้า A หน้า B





ความสนุกของเทป คือตั้งแต่มันสามารถอัดเพลงจากเทปหนึ่งไปอีกเทปหนึ่งได้ เช่นเราอยากได้เพลง "นิยามรัก" เป็นเพลงแรก ก็ต้องรออัดให้เสร็จ แล้วถ้าอยากได้เพลง "ไม่กล้าบอกเธอ" ไว้เพลงต่อไป ก็ต้องกลอเพลงต้นฉบับไปจนถึง แล้วค่อยอัดต่อ

ความสุขของการได้อัดเทปให้กัน คือการรอฟังว่าเพลงแต่ละเพลงที่เขาส่งมาจะเป็นเพลงไหนบ้างนะ แม้จะอยากรู้ว่าเพลงต่อไปคือเพลงอะไร แต่ปุ่มเลื่อนเทปไปข้างหน้า ก็ไม่ได้หยุดพอดีที่เพลงเริ่ม ทำให้เราได้นั่งฟังตั้งแต่เพลงแรก จนเพลงสุดท้ายอย่างตั้งใจ

ระดับความยาก : ★★
ระดับได้ใจ : ★★★




3. โทรไปขอเพลงที่รายการวิทยุ

เมื่อไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีเคเบิลทีวี ความบันเทิงหลักสำหรับวัยรุ่นในยุคนั้นก็คือทีวี กับวิทยุ

รายการวิทยุฮิตๆ ก็จะมีช่วงเปิดให้คนทางบ้านโทรศัพท์เข้ามาเล่นเกม, ขอเพลง หรือแม้แต่ร้องเพลงสดๆ กันเลย ซึ่งความยากขั้นสุดยอดคือการโทรให้ติดนี่แหล่ะ คือกดเบอร์แบบกระหน่ำแค่ไหน ก็ได้ยินแค่เสียง ตู๊ดๆๆๆ รัวๆ (เป็นเสียงสายไม่ว่าง)

แต่ถ้าใครที่โทรติดเข้าไป แล้วบอกกับดีเจว่า "ขอเพลงนิยามรัก ให้ xyz ที่อยู่โรงเรียน abc ห้อง 2/7 หน่อยครับ" โห จะเท่มาก มาโรงเรียนนี่เพื่อนล้อแย่เลย

ระดับความยาก : ★★★★★
ระดับได้ใจ : ★★★



4. ส่งข้อความทางเพจเจอร์

ยุคก่อนที่จะมีโทรศัพท์มือถือ เทคโนโลยีที่ถือว่าไฮเทคสุดๆ แล้วช่วงหนึ่งคือเพจเจอร์ กล่องเล็กๆ ที่ไว้พกติดตัว สำหรับอ่านข้อความที่มีคนฝากส่งมาถึง

เวลาจะส่งข้อความหากันก็จะต้องโทรไปที่โอเปอเรเตอร์ จะเป็น 152, 162 ก็แล้วแต่ ซึ่งไอ้การโทรไปฝากข้อความนี่แหล่ะโคตรจะเขิลเลย

ลำพังข้อความที่คิดมาก็เลี่ยนจะแย่ แต่ต้องมาคอยบอกให้เจ้าหน้าที่พิมพ์ทีละประโยค บางทีก็เขิลจนลืมไปเหมือนกันนะว่าจะส่งว่าอะไร



ข้อความยอดฮิตในยุคนั้น ก็จะเป็นกลอนตลกๆ ประโยคน่ารักๆ กวนๆ ก็สุดแล้วแต่จะครีเอทกันไป

ความสนุกอย่างหนึ่งของเพจเจอร์ คือเราสามารถส่งข้อความไปหาคนที่ชอบ โดยใช้นามแฝงก็ได้ เช่นส่งไปบอกว่า "เป็นห่วงนะ จาก คนแถวนี้." แหม่ คนรับถึงกับมองหันซ้ายหันขวาเลยว่าใครกันนะที่ส่งมา

ระดับความยาก : ★
ระดับได้ใจ : ★★




5. ส่งดอกไม้ให้กับมือเล๊ยยย

สุดท้ายวิธีที่ตรงไปตรงมา คลาสสิคที่สุด ใช้กันมาทุกยุคทุกสมัย คือการมอบดอกไม้ให้คนที่เราชอบต่อหน้าเลยนั่นเอง

สำหรับในยุค 90 เวลามอบดอกไม้ให้กันจะไม่ได้ไปจัดช่อใหญ่โตตามร้าน แต่มักจะเป็นดอกกุหลาบไม่กี่ดอก เอามาตัดหนามออกเองทีละอันๆ แล้วก็ห่อกระดาษสวยๆ ไปมอบให้กัน




แม้จะเป็นวิธีที่ดูเรียบง่าย แต่ความยากนี่คือยากมากกกกกกกกกก

จะไม่ให้ยากได้ยังไง ก็การจะไปยืนต่อหน้าคนที่เราแอบชอบ แล้วยื่นดอกไม้ไปให้นี่คือความตื่นเต้นครั้งใหญ่ในชีวิตเลยนะ บางคนต้องพาเพื่อนๆ ไปช่วยให้กำลังใจกันเลยทีเดียว แถมถ้าเค้าไม่ยอมรับดอกไม้นี่ถือเป็นการอกหักครั้งใหญ่ เสียเซลฟ์น้ำตาตกกันเลยทีเดียว


ระดับความยาก : ★★★★★
ระดับได้ใจ : ★★★★★



ส่วนตัวไม่อยากบอกเลยว่า ... ผมทำมาหมดทุกวิธีแล้วจ้า อร๊ายยยย >/////<

แต่ แต่ แต่ ... สุดท้ายก็ได้เป็นแฟนกันนะ แต่งงานกัน แถมกำลังจะมีลูกกันด้วยนะเออ ใครอยากย้อนยุค กลับมาใช้วิธีคลาสสิคเหล่านี้จีบสาวดูก็ไม่ว่ากัน

หรือถ้าใครอยากย้อนวัยกลับไปวันวาน ลองชมมินิซีรีย์ Nuvo Love Story ฉลองคอนเสิร์ตนูโว ครบรอบ 25 ปี วันที่ 7 และ 8 มีนาคมนี้กันได้นะ ได้ไปดูที่งานแถลงข่าว น่ารักดี เหมือนได้ย้อนวัยกลับไปยุคนั้นอีกครั้ง มีทั้งหมด 5 ตอนเลยจ้า

♫ ฉันเพิ่งเข้าใจความรักว่าเป็นอย่างไร ฉันเพิ่งเข้าใจความหมายที่มี ... ♫

อ่านเพิ่ม - มินิซีรีย์ Nuvo Love Story

[Advertorial]



Wednesday, February 25, 2015

เคยเห็นกันไหม ? วิดีโอรับสมัครงานของ Apple, Google, Facebook, Microsoft




ช่วงนี้ไปบริษัทไหนก็บ่นกันว่าหาพนักงานยาก ประกาศหาคนก็ไม่มีใครมาสมัคร ไม่รู้จะหาคนจากไหน ซึ่งก็เป็นปัญหาโลกแตกที่บริษัทน่าจะต้องเจอกันอยู่แล้ว

ไปอ่านเจอบล็อกที่ App Advice รวมวิดีโอรับสมัครงานของบริษัทไอทีชื่อดังระดับโลกอย่าง Apple, Google, Facebook, Microsoft ฯลฯ

ดูแล้วก็น่าสนใจดีนะ ไม่ค่อยได้เห็นบริษัทในไทยทำวิดีโอโปรโมทบริษัทตัวเองให้คนมาสมัครกันซักเท่าไหร่ ลองทำดูก็อาจจะช่วยให้คนมาสมัครงานได้เห็นภาพมากขึ้นนะเออ

Apple

น่าจะเป็นวิดีโอแรกและวิดีโอเดียว ที่เราจะได้เห็นภายในบริษัทของแอปเปิล ว่าข้างหลังกำแพงใน 1 Infinit Loop นี้มีหน้าตาเป็นยังไงบ้าง

วิดีโอทำออกมาได้แอปเปิลมาก คือเนี๊ยบ ดูดี ภาพสวย โปรโคตร แต่ไม่ค่อยมีอารมณ์ขันเท่าไหร่นะ

Google

ใช้วิธีให้คนข้างนอกเข้ามาสัมภาษณ์ แล้วก็พาไปดูแต่ละส่วนของบริษัท ซึ่งทำออกมาได้น่ารักมาก ดูสนุก มีช่วงฮาๆ ด้วย ดูเป็นกันเอง เข้ากับภาพลักษณ์บริษัท


Microsoft

วิดีโอของไมโครซอฟท์มีหลายแบบ หลายตัว แต่ที่แบบรับสมัครงานรวมๆ มีออันที่ค่อนข้างเก่าแล้ว เนื้อหาก็เน้นเอาพนักงานมาพูด ดูเป็นทางการมาก

Facebook

เน้นให้พี่มาร์คเป็นพระเอก ซึ่งก็แน่นอนว่าหลายคนอยากเข้ามาทำงาน Facebook ก็เพราะได้ทำงานกับ Mark Zuckerberg ตัววิดีโอดูผ่อนคลาย สบายๆ ให้ความรู้สึกว่าน่าจะสนุกดีนะถ้าได้ทำงานที่นี่

Amazon

เอาจริงๆ หวังไว้ว่าวิดีโอของ Amazon จะเจ๋งกว่านี้ ดูแล้วเฉยๆ

IBM

น่าจะเป็นวิดีโอที่ดูเป็นทางการที่สุด ในบรรดาคลิปที่เลือกมา มีแต่คนออกมาพูด ออกจะน่าเบื่อมาก


Twitter

เป็นคลิปวิดีโอที่ชอบสุดแล้ว อย่างเจ๋งอ่ะ เห็นแบบนี้แต่ก็ต้องคิดมาเยอะนะ กว่าจะได้ฮาและบ้านๆ ขนาดนี้ เจ๋งแสร๊ดดดด #ชนะเลิศ

ดูแล้วชอบของบริษัทไหนมากสุด ?



Monday, February 16, 2015

วิจารณ์ "เช้าข่าวชัดโซเชียล" เมื่อไทยรัฐทีวีท้าชน "เรื่องเล่าเช้านี้" ของช่อง 3



สมรภูมิข่าวเช้าเริ่มเดือดขึ้นมาแล้ว เมื่อช่องไทยรัฐทีวี ปรับลุครายการข่าวรูปแบบใหม่ในชื่อ "เช้าข่าวชัดโซเชียล" ซึ่งเป็นการนำเรื่องราวบน Social และเทรนด์จากโลกออนไลน์มามีบทบาทในข่าวเช้ามากขึ้น

ได้มีโอกาสไปดูเบื้องหลังงานเปิดตัวรายการ รวมถึงได้แหกตาตื่นมาชมตอนแรกเมื่อเช้านี้ ในฐานะคนรับชมก็ขอเขียนถึงบ้างเล็กน้อย

สมรภูมิข่าวเช้า
  • "ข่าวเช้า" เป็นรายการที่คนส่วนใหญ่ชอบเปิดทีวีแช่เอาไว้ ไม่เปลี่ยนช่องไปไหน เพราะต้องเปิดทีวีไปด้วย อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า ทานข้าว ไปส่งลูก คนไม่ค่อยมีสมาธิกับหน้าจอซักเท่าไหร่
  • ยุคของข่าวเช้าเปลี่ยนไปเพราะการมาของสรยุทธ พร้อมรายการ "เรื่องเล่าเช้านี้" ซึ่งใช้วิธีเล่าข่าว พิธีกรเลือกเรื่องที่น่าสนใจ พร้อมวิจารณ์เรื่องต่างๆ ได้ด้วย ไม่ใช่แค่อ่านข่าวเฉยๆ
  • เรื่องเล่าเช้านี้ กินเรียบทุก Platform ของข่าวเช้า คือทีวีนี่เรทติ้งดีไม่ต้องพูดถึง แต่ยังต่อยอดไปถึงคนฟังทางวิทยุ, ดูออนไลน์, ดูผ่านทวิตเตอร์ รวมไปถึงมี LINE Official ของตัวเอง
  • ผมถามผู้บริหารไทยรัฐทีวีว่าแล้วจะสู้ยังไง ได้คำตอบว่า "ก็ต้องแตกต่าง"
  • คือถ้าทำแบบเดียวกับสรยุทธ ที่หลายช่องทำอยู่ มันก็ไม่มีทางสู้ได้เลย อย่างที่เห็นว่าหลายช่องพยายามทำอยู่ตอนนี้ ก็ต้องยอมรับว่าแบรนด์สรยุทธแรงมาก
  • จุดอ่อนอย่างหนึ่งของข่าวเช้าแบบเล่าข่าว คือการนำข่าวที่เกิดขึ้นเมื่อวาน มาสรุปให้ฟัง ยังขาดความเป็น Realtime และประเด็นสดๆ ตรงหน้า
  • ไทยรัฐทีวีก็มีสื่อไฮเทคเยอะอยู่แล้ว ลงทุนไปมหาศาลกับกล้อง, ระบบดึงภาพจากจออื่นๆ, ทีมงานส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่
  • ผมพบว่าคอมที่ไทยรัฐใช้เป็น iMac ล้วนๆ เดินเข้าไปจะเจอเป็นร้อยๆ เครื่องวางเรียงกัน ทีมงานก็คนรุ่นใหม่เกือบหมด
  • เมืองนอกเค้าเอาเรื่องบนโลกออนไลน์มารวมกับรายการข่าวแทบจะเนียนไปเป็นเรื่องเดียวกัน คือทำได้ขนาดให้คนโหวตว่าอยากฟังข่าวแนวไหน แล้วผู้อ่านก็รายงานข่าวที่คนสนใจ อยากฟัง แต่เมืองไทยคงต้องค่อยๆ เริ่ม
  • ที่น่าสนใจคือการจับมือกับ Google Thailand, Pantip, Sanook, Zocial Inc อันนี้น่าสนใจสุด
แอบเข้าไปดูเบื้องหลัง
ลองชม "เช้าข่าวชัดโซเชียล" 
  • แหงขี้ตาตื่นมาชมการออกอากาศครั้งแรก พร้อมดูจากคลิปและสื่อบน Twitter เสริมไปด้วย ก็พบว่ามีประเด็นหลายอย่างน่าสนใจ
  • ชื่อจำยากไปหน่อย แท็กยิ่งพิมพ์ยาก ลิ้นพันกัน ถ้ามีแท็กภาษาอังกฤษสั้นๆ จำง่าย น่าจะดี
  • คือช่วงเล่าข่าวสำคัญๆ ก็ยังมีอยู่ เราก็ยังคงไม่พลาดข่าวใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้น
  • พบว่าเนื้อหา 30-40% จะเป็นการนำเรื่องในโลก Social มาพูดถึง
  • Pantip : เรื่อง Kitty Resort กำลังจะโดนซานริโอ้ฟ้อง อันนี้น่าสนใจ คือในทีวีก็เล่าข่าวไปว่ามีกระทู้ใน Pantip พูดถึงเรื่องนี้ ภาพในทีวีก็ตัดไปคลิปที่ทีวีญี่ปุ่นเข้ามาถ่ายทำในไทย เอาเม้นน่าสนใจมาแชร์ 
  • พูดจบปุ๊บ ข่าวขึ้นในเว็บ ลงต่อใน FB, Twitter ยอดแชร์กระจาย (ยอดอ่าน 249,878 ครั้ง, FB 37,000+ Share, TW 3,000+) แถมเวลาที่โพสต์ข่าวนี้คือ 6.10 น. มีคลิปบนรายการให้ดูด้วย อันนี้คือไว และเล่นกับโลกออนไลน์ได้ดี
  • ข่าวอื่นๆ เช่นคนหาย แล้วใช้พลังของโลกโซเชียลจนตามเจอ ก็มีสัมภาษณ์สดเข้ามาในรายการ ชี้ให้เห็นพลังของโลกโซเชียล

  • Sanook : ใช้โพลของสนุกเรื่องของวันวาเลนไทน์ อันนี้เนื้อหาก็คงขึ้นอยู่กับโพลของสนุกว่าหัวข้อน่าสนใจแค่ไหน
  • Google : เอา Google Maps มาโชว์ รายงานจราจร มีบอกว่ารถติดมากบนทางด่วน เลี่ยงมาใช้วิภาวดีสะดวกกว่า มีภาพเส้นแดงๆ ให้ดู อันนี้มีประโยชน์ดีนะ แต่พูดน้อยไปหน่อย
  • Twitter : คือทวิตเตอร์เป็นสื่อหลักในเรื่องการรายงานข่าวอยู่แล้ว เพราะ Realtime กว่าสื่ออื่น ก็มีการเอาทวีตหรือแท็กที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟัง มีเปิดฟีดให้ดูสดๆ ด้วย แต่อันนี้ต้องดูต่อไปเรื่อยๆ ว่าผลตอบรับจะเป็นยังไง
  • บรรยากาศ : ผมว่าการเล่าข่าวบนโต๊ะประกาศ มีพิธีกร 3 คนมันดูจริงจังไปหน่อย อาจจะเพราะโต๊ะของไทยรัฐทีวีดูสูงๆ ด้วยมั้ง
  • พิธีกร : พี่หนุ่ยเป็นคนเล่าเรื่องยากให้เข้าใจง่ายได้อยู่แล้ว ส่วนน้องเฟื่องก็ทำหน้าที่ตัวเองได้ดี คิวลื่นไหล มีติดขัดบ้างเวลาส่งช่วงกัน แต่โดยรวมโอเคเลย

โดยรวมแล้ว รายการ "เช้าข่าวชัดโซเชียล" ทางไทยรัฐทีวี ถ้าถามว่าเป็นมิติใหม่แบบพลิกวงการไหม ก็อาจจะไม่ขนาดนั้น แต่ในฐานะคนโซเชียล แล้วมีรายการที่นำสื่อในโลกโซเชียลไปใช้มากขึ้น ก็เป็นเรื่องน่ายินดี

สู้เรื่องเล่าเช้านี้เจ้าตลาดได้ไหม ? อันนี้ตอบยากมาก คือมาคนละแนว ต้องดูกันยาวๆ

ผมว่าศักยภาพของไทยรัฐ รวมกับพาร์ทเนอร์อีกทั้ง 5 ราย น่าจะทำอะไรได้อีกมาก (โดยเฉพาะ Google Thailand) ในฐานะคนดูก็พร้อมเชียร์ทางเลือกใหม่ๆ ในวงการทีวีไทย เชื่อว่าสุดท้ายคนที่ตัดสินก็ต้องเป็นคนดูทางบ้านนี่แหล่ะครับ



Friday, February 13, 2015

รีวิว: HISHIELD กระจกนิรภัยกันรอยสำหรับ iPhone 6



เชื่อว่าหลายคนที่ซื้อ iPhone หรือสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่มา สิ่งแรกที่มองหาคือการติดฟิล์มหรือกระจกกันรอย ป้องกันจอมีรอยขีดข่วน หรือแม้แต่กันจอแตกได้ด้วย

ตอนนี้ก็มีให้เลือกหลายแบรนด์เต็มไปหมดในตลาด แถมมีหลายแบบ หลายรุ่นให้เลือกด้วย

พูดถึงแบรนด์ HISHIELD หลายคนอาจจะยังไม่คุ้น แต่พูดถึง Hi-Kool บริษัทผู้ผลิตฟิล์มติดกรองแสงรถยนต์ชื่อดัง ก็น่าจะร้องอ๋อกันเลยทีเดียว ซึ่ง HISHIELD ก็เป็นการนำประสบการณ์จากธุรกิจฟิล์มกรองแสงรถยนต์มาต่อยอดในธุรกิจกระจกนิรภัยและฟิล์มกันรอยโทรศัพท์

ฟิล์ม vs กระจกกันรอย
  • หลายคนสงสัยว่าต่างกันอย่างไร ระหว่างฟิล์มกับกระจกกันรอยสมาร์ทโฟน
  • ฟิล์มจะบางกว่า ราคาถูกกว่า แต่กันรอยได้ไม่ดี และตัวฟิล์มเองก็เป็นรอยได้ ต้องเปลี่ยนบ่อย
  • กระจกกันรอยก็จะตรงข้าม คือกันรอยได้ดี กันกระแทกได้ ไม่เป็นรอยให้เห็น แต่ราคาก็สูงกว่า และขนาดหนากว่า
  • ส่วนจะเลือกแบบไหน อันนี้ผมว่าแล้วแต่ความชอบ และการใช้งาน คือถ้ารักษาเครื่องดีมากเยี่ยงไข่ในหิน ก็ใช้ฟิล์มได้ ไม่แพงด้วย
  • แต่ถ้าชอบทำตกบ่อย วางมือถือไว้ในกระเป๋าที่มีของเยอะ ชอบวางบนโต๊ะบ่อยๆ ชอบแตะจอที่ลื่นมือ ก็แนะนำเป็นกระจกนะ อย่างน้อยก็สบายใจมากขึ้น

[Advertorial]

แกะกล่องและทดลองติดกระจกนิรภัยกันรอย HISHIELD ด้วยตัวเอง

วันนี้ทาง HISHIELD ได้ให้กระจกนิรภัยกันรอยมาได้ลองรีวิวกัน ซึ่งก็บอกทีมงานก่อนเลยว่าผมอยากลองติดทั้งหมดด้วยตัวเอง คือให้มาเยอะ ติดถูกติดผิดคงไม่เป็นไรมั้ง 555

เนื่องจากมีอยู่หลายรุ่นมาก เลยจะเน้นรีวิว 2 รุ่นคือแบบที่ติดเต็มจอ iPhone 6 กับรุ่นถนอมสายตา



รุ่นแรกเป็น Blue Light Cut Tempered Glass กระจกนิรภัยถนอมสายตาสำหรับ iPhone 6 กันเฉพาะด้านหน้า ราคา 890 บาท



แกะกล่องออกมา ก็มีกระจกกันรอยหน้าจอด้านหน้า, ฟิล์มกันรอยด้านหลัง ผ้าเช็ด และแอลกอฮอล์สำหรับเช็ดจอก่อนติดตั้ง



กระจกนิรภัยส่วนใหญ่มีปัญหาคือแข็งมาก งอแล้วแตก ก็ทดลองงอดูประมาณ 30 องศายังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยืดหยุ่นใช้ได้

ทดลองติดกระจกด้วยตัวเอง คือสารภาพว่าผมเคยติดฟิล์มกันรอยหลายครั้งแล้วเจ๊ง ต้องเอาไปที่ร้านทำแทน แต่ทาง HISHIELD บอกแบบกระจกติดง่ายมาก อ๊ะ ก็ลองดู





เริ่มจากเช็ดจอก่อนด้วยแอลกอฮอล์



เช็ดให้สะอาด หน้าจอใสวิ้งเลย

 

แกะแผ่นพลาสติกออกมา แล้วก็แปะกระจกไปที่จอ



สิ่งที่เกิดขึ้นคือ แผ่นกระจกมันดูดเข้ากับหน้าจอแบบปรื๊ดดดด เลย คือพวกฟองอากาศที่มีอยู่ด้านในมันถูกไล่ไปด้านนอกเอง แปะปุ๊บ ใช้ได้ปั๊บเลย อันนี้ดีๆ ชอบๆ



ติดเสร็จแล้ว พอลองดูแบบเต็มๆ ก็จะเห็นว่ารุ่น Blue Light Cut Tempered Glass จะติดไม่เต็มจอ อย่างที่หลายคนรู้ว่าจอ iPhone 6 เป็นแนวโค้งที่ขอบ ทำให้ติดได้เฉพาะส่วนสัมผัส



ซูมเข้าไปตรงปุ่ม Home จะเห็นว่าตัวกระจกจะเป็นขอบโค้ง คือพอลากนิ้วผ่านแล้วจะไม่รู้สึกบาดเท่ายี่ห้ออื่น ความบางประมาณ 0.33 มิลลิเมตร

ข้อเสียคือกระจกกันรอยจะมีความหนามากกว่าฟิล์ม ทำให้พอแตะปุ่ม Home จะรู้สึกแปลกๆ ไปซักหน่อย



ทดลองรุ่นต่อมา คือ Full Coverage Tempered Glass รุ่นนี้จะปิดทั้งหมดเต็มหน้าจอ iPhone 6 ยาวจากหน้าจอไปถึงส่วนโค้งของเครื่องเลยทีเดียว ราคารุ่นนี้สูงหน่อยคือ 1,090 บาท (iPhone 6 Plus 1,190 บาท)



แกะกล่องออกมา ก็คล้ายกับรุ่น Blue Light Cut Tempered Glass ต่างกันที่กระจกกันรอยด้านหน้าจอ



ซุมเข้าไปที่กระจกของรุ่นเต็มจอ จะเห็นว่ามีขอบสีดำ และช่องว่างสำหรับกล้อง และเซ็นเซอร์ต่างๆ ให้ด้วย เพราะส่วนขอบทั้งหมดจะถูกปิดลงไปด้วยกระจกดำ



หน้าตากระจกเป็นแบบนี้ จะเห็นว่าเหมือนหน้าจอ iPhone 6 เลย ทั้งจอและขอบ

 



ทดลองติดกระจก ก็ง่ายเช่นเคย ติดปุ๊บ ดูดกับหน้าจอจ๊วบเลย ไม่มีฟองอากาศให้เห็น



พอติดเสร็จแล้ว จะเห็นว่ามองผ่านๆ เราจะไม่รู้เลยว่ามีกระจกติดกันรอยอยู่ เพราะตัวกระจกจะยาวไปถึงขอบโค้งของเครื่อง




ติดฟิล์มด้านหลัง ก็ไม่มีอะไรมาก แปะไปตามปกติ



ลองถือเต็มมือดู พบว่าส่วนตัวชอบแบบเต็มจอมากกว่า คือมันสวย และไม่ได้เห็นฟิล์มอะไรชัดเจนมากนัก



ข้อดีของกระจกกันรอยคือใสมาก แทบจะไม่รู้สึกเลยว่ามีอะไรกั้นระหว่างจอกับนิ้วเรา แถมลื่นด้วย ต่างจากฟิล์มชัดเจน

ความใสคือสะท้อนหน้าจอเห็นกล้องคนถ่ายภาพเลยแหล่ะ



ทดสอบความแข็งแรงด้วยการเอากุญแจมาขูดๆๆๆ ทุบๆๆๆๆ ขีดข่วนให้เต็มที่



ผลก็โอเคดีนะ หน้าจอไม่มีรอยใดๆ ยังคงใสปิ้งเช่นเดิม



เวลาแกะกระจกกันรอยออกมา จะไม่มีรอยกาวติดเลย อันนี้ดีกว่าแบบฟิล์มชัดเจนมาก



นอกจากรุ่นสีดำและสีขาวแล้ว ยังมีรุ่น Colourful Frame จะเป็นแบบติดเต็มจอเหมือนรุ่น Full Coverage แต่มีสีสันให้เลือกมากกว่า ต่างจากรุ่นอื่นตรงที่ผิวจะสะท้อนเหมือนเป็นกระจก ใช้ส่องหน้าสำหรับคุณผู้หญิงได้นะ 555

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
  • แบบเต็มจอและไม่เต็มจอ ผิวสัมผัสและคุณภาพกระจกเหมือนกัน เพราะงั้นเวลาซื้อ ก็แค่เลือกว่าอยากได้ขนาดแบบไหน
  • กระจกป้องกันรอยขีดข่วนด้วยความแข็งแกร่งระดับ 9H สูงสุดในท้องตลาด
  • น้ำหรือคราบมันไม่เกาะติดกระจก เช็ดออกได้ง่ายดี
  • ช่วยป้องกันแสงสีฟ้า ถนอมสายตาได้ดีขึ้น
  • หาซื้อได้ที่ iStudio, iBeat by Copperwired, SPVi, Uficon, ร้าน .Life และโซนมือถือชั้นนำ

:: สรุป ::

ข้อดี
  • ติดตั้งง่าย (มาก) ซื้อมาทำได้ด้วยตัวเองที่บ้าน
  • กระจกมีคุณภาพดี ใส ใช้งานลื่มเหมือนไม่ได้ติดฟิล์ม ขอบมนไม่บาดนิ้ว
  • ความแข็งแรงระดับ 9H อย่างโหด ทดสอบแรงๆ หลายอย่างก็ยังไม่แตก
  • แบบเต็มจอเหมาะกับคนที่ใช้ iPhone 6 มาก ดูเรียบเนียนสวยงาม
ข้อเสีย
  • กระจกหนากว่าการใช้ฟิล์ม เวลาจับที่ขอบจะไม่ชินมือ
  • เครื่องจะหนักขึ้นนิดหน่อย แม้ไม่มากแต่ก็รู้สึกได้
  • ราคาสูงกว่าแบบฟิล์มพอสมควร

สรุปแล้วกระจกนิรภัยกันรอยจาก HISHIELD เป็นกระจกที่มีคุณภาพสูง แข็งแรงทนทานมากๆ ติดตั้งง่าย  สำหรับราคาแบบเต็มจอนั้นค่อนข้างสูง แต่ทั้งนี้ก็มีให้เลือกหลายรุ่นหลายแบบ ตามแต่กำลังทรัพย์และความถนัดในการใช้งานเลย

จากการทดลองใช้งานด้วยตัวเองมาซักพัก ก็ต้องบอกว่าชอบนะ ใช้งานลื่นนิ้วดี ขอบมนไม่บาด ทำให้ไม่รู้สึกต่างจากการใช้หน้าจอเปล่ามากนัก แนะนำให้ลองไปดูที่ร้านตัวแทนจำหน่ายกันได้จ้า

ข้อมูลเพิ่มเติม - HISHIELD Gadget



Wednesday, February 04, 2015

รีวิว: iRobot Roomba 870 หุ่นยนต์ทำความสะอาดตัวท็อปที่น่ากราบบบ


"ลองใช้ดู แล้วจะรู้ว่ามันน่ากราบบบบ" เป็นคำร่ำลือที่ได้ยินมานานแล้ว กับเจ้าหุ่น iRobot ซึ่งไอ้เราก็ไม่ได้สนใจอะไร เคยเดินผ่านไปมาตามห้างบ้าง แต่ก็บอกตามตรงรู้สึกว่าเราเองก็กวาดเช็ดถูห้องที่บ้านบ้างอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นอะไร

แต่จากเสียงล่ำลือจากคนรอบตัวหลายคนว่ามันโคตรเทพ เหมาะกับคนขี้เกียจเช่นพวกเราเยี่ยงนัก โชคดีที่ทาง iRobot ได้ส่งเจ้าหุ่นยนต์รุ่น Roomba 870 ตัวท็อปมาให้ทดลองใช้ดู

บอกได้เลยว่า นี่เป็นอุปกรณ์ไม่กี่ตัวที่ผมได้รีวิวแล้ว ขอสั่งซื้อมาใช้เองที่บ้านทันที

[Advertorial]

ครั้งแรกกับหุ่น iRobot

  • คุณกวาดบ้านทุกวันรึเปล่า ? คุณดูดฝุ่นที่พื้นบ่อยแค่ไหน ?
  • ส่วนตัวผมก็ยอมรับว่าไม่ค่อยได้ทำความสะอาดห้องบ่อยมากนัก ยิ่งพวกตามใต้โต๊ะ ขอบเตียง พรมเช็ดเท้า ไม่ต้องพูดถึง
  • เนื่องจากส่วนตัวเคยปรามาสเจ้า iRobot ไว้เยอะ คือไม่เชื่อว่ามันจะดี หรือทำไมเราไม่ใช้คนทำแทน
  • เพราะงั้นตอนได้เครื่องมา เพื่อเป็นการทดสอบ ผมไม่อ่านอะไรเลย ลองเอามันมาวิ่งในบ้าน กดปุ่มเดียว แล้วก็ออกไปเดินเล่นข้างนอก 20 นาที
  • กลับมา ก็เห็นเจ้า iRobot มันนอนนิ่งๆ อยู่ ก็เลยลองอ่านวิธีแกะทำความสะอาดจากคู่มือซะหน่อย
  • พอเปิดฝาออกมาเท่านั้นแหล่ะ แทบกรี๊ดดดด ฝุ่นเต็มเครื่องจนทะลักออกมาข้างนอก โผล่ไปดูในซอก โอ้โห เห็นภาพแล้วแทบจะเป็นลม
  • ตั้งแต่นั้นมา ก็แทบจะก้มกราบเจ้าหุ่นนี่ อยากที่หลายคนเคยบอกไว้จริงๆ

แกะกล่อง iRobot Roomba 870

เนื่องจากหุ่น iRobot มีอยู่หลายรุ่นด้วยกัน โดยรุ่น Roomba 870 ถือเป็นตัวท็อปๆ ของรุ่นทำความสะอาดพื้นพร้อมดูดฝุ่น จุดเด่นคือรุ่นนี้มันมีพลังดูดอย่างรุนแรง ฝุ่นแทบจะวิ่งเข้ามานอนในเครื่องเลย

ตัวกล่องมีขนาดใหญ่พอๆ กับเครื่องเลย ลองมาแกะกล่องกันดีกว่า

เปิดมาข้างในก็ประกอบไปด้วย
  • หุ่น iRobot Roomba 870
  • แท่น Dock สำหรับชาร์จไฟ

  • แท่นผนังจำลอง (Virtual Wall) 2 อัน พร้อมถ่าน
  • ฟิลเตอร์กรองอากาศเพิ่มมาอีก 1 อัน
  • คู่มือ (ไม่มีภาษาไทย)


หุ่น iRobot มีน้ำหนักประมาณ 3.8 กิโลกรัม ก็คือยกไปมาในบ้านได้สบายๆ 

อ่านในคู่มือมีเขียนบอกก่อนเลยว่าหุ่น iRobot ไม่ใช่ของเล่น กรุณาอย่านำเด็กมานั่งบนเครื่อง #ฮาาา


เริ่มใช้งาน กดปุ่มตรงกลางทีเดียว เจ้าหุ่นก็เดินไปทั่วบ้านทันที 


เสียงของเครื่องรุ่นนี้ใช้ระบบแปลงหมุน AeroForce บวกกับหัวดูดความแรงมากกว่า 5 เท่าของเครื่องรุ่นปกติ 

ข้อดีคือดูดโคตรโหด ฝุ่นนี่ติดหนึบขึ้นมาเลย แต่เสียงของเครื่องเวลาทำงานก็ดังตามไปด้วย


วิธีวิ่งสามารถเลือกได้หลายแบบ แต่ในแนวทางวิ่งปกติ ตัวเครื่องจะจำเส้นทางไว้ได้ด้วย ทำให้หุ่นจะพยายามวิ่งให้ทั่ว ไม่ค่อยซ้ำจุดเดิม


ตัวเครื่องมีขนาดสูงประมาณ 9 เซนติเมตร เตี้ยพอที่จะมุดใต้โซฟาได้


ตัวล้อของเครื่องมีระบบเด้งดึ๋ง คือขึ้นลงจากพื้นและพรมได้ไม่มีปัญหา เวลาเครื่องผ่านสายไฟที่วางบนพื้น ก็เดินข้ามผ่านมาได้ (สายไฟไม่ถูกดูดขึ้นมาด้วย)


จุดไหนที่มีฝุ่น, ทราย หรือคราบสกปรกเยอะ มันจะวิ่งไปหน้าไปหลัง ดูดให้สะอาดให้หมดก่อน แล้วค่อยไปที่อื่น อันนี้ถือว่าฉลาดมากๆ


ใต้โต๊ะกินข้าว ที่มีเก้าอี้เยอะๆ ก็ยังเดินซิกแซกเข้ามาได้ แต่บางทีก็มีงงๆ หาทางออกไม่เจอบ้างเหมือนกัน 5555


เวลาวิ่งตามขอบโต๊ะ ขอบเตียง เจ้า iRobot จะพยายามเน้นมากเป็นพิเศษ เหมือนรู้ว่าเป็นขอบหัวมุม ที่มักจะทำความสะอาดยาก

แต่เนื่องจากเป็นเครื่องกวาดและดูดฝุ่น ทำให้เรายังคงต้องถูพื้นตาม หลังจากที่เครื่องวิ่งเสร็จ



อุปกรณ์ผนังจำลอง ก็เอาไว้วางตามทางเดิน เพื่อบอกว่าจุดนี้ไม่ต้องเข้ามาทำความสะอาดนะ เช่นวางไว้หน้าประตูห้องน้ำ พอเจ้า iRobot เดินมาแถวนั้น ก็จะหันหนีกลับไปเอง



เวลาที่ทำความสะอาดครบถ้วน เจ้าหุ่น iRobot ก็กลับเข้าบ้าน ไปเติมพลังชาร์จแบตเอง ไม่ต้องคอยจับมาเสียบสายอะไรเลย น่ารักมากๆ

จากที่ลอง จุดชาร์จควรจะวางในที่มีพื้นที่เผื่อทางวิ่งของเครื่องเล็กน้อย เดี๋ยวมันจะกลับบ้านไม่ถูก




จุดนึงที่ผมขี้เกียจไปทำความสะอาดมากเป็นพิเศษ คือใต้เตียง เนื่องจากมีรางไม้คั่นอยู่ และเอาออกทีต้องยกทั้งแผง รอบนี้เลยโยนเจ้า iRobot ผ่านเข้าทางรูไม้ ไปวิ่งทำความสะอาดแทน โอ้โห สะดวกมาก ฝุ่นเพียบเลยอีกตะหาก


 

 

ผมให้ดูดรอบบ้านอยู่ไม่กี่รอบ เครื่องก็ร้องอะไรซักอย่างขึ้นมา ไปเปิดดู มันบอกว่าขยะเต็มแล้ว ให้แกะเครื่องเอาขยะในตัวมันไปทิ้งด้วย



วิธีแกะทำความสะอาดก็ไม่ยาก มีอุปกรณ์ไม่กี่ชิ้น ดึงออกมา ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ด ผึ่งจนแห้ง เสร็จก็เอาเข้ามาใส่ในเครื่องใหม่ แค่นั้น


เปิดออกมา แทบเป็นลม ... เฮ้ย นี่มันฝุ่นในห้องเราจริงเหรอเนี่ย >o<~


ฟีเจอร์ที่น่าสนใจอื่นๆ
  • สามารถตั้งเวลาได้ว่าในแต่ละวันจะทำความสะอาดช่วงเวลาเท่าไหร่ของแต่ละวัน เช่นวันธรรมดาทำช่วงบ่าย วันหยุดให้ทำช่วงเช้า
  • เลือกให้วิ่งวนเป็นวงกลม แล้วขยายวงขึ้นเรื่อยๆ ได้ (Spot)
  • มีรีโมทบังคับการใช้งานได้ด้วย แต่ต้องซื้อเพิ่ม
  • มีระบบป้องกันการตกบันไดด้วย เวลาเจอทางต่างระดับ ก็จะหยุดแล้วเดินกลับไปเอง
  • ราคาของ iRobot รุ่น Roomba 870 อยู่ที่ 29,900 บาท ซึ่งก็สูงพอสมควร
  • ส่วนรุ่น Roomba อื่นๆ สำหรับการดูดฝุ่นและกวาดบ้าน ราคาจะเริ่มตั้งแต่ 17,500 บาท ไปจนถึง 33,900 บาท

:: สรุป ::

ข้อดี
  • กวาดบ้านและดูดฝุ่นได้สะอาดมาก แรงดูดสูงขนาดฝุ่นในพรมก็ออกมาได้
  • มีความฉลาดหลายอย่าง กลับฐานเองได้, ตั้งเวลาได้, เข้าซอกมุมแล้วหาทางออกได้, ไม่ตกบันได
  • ตัวเครื่องแข็งแรงทนทาน ไม่ง๊องแง๊ง ดีไซน์สวยเข้ากับบ้านได้ดี
  • ทำความสะอาดง่าย กดปุ่มแล้วดึงฝาออกมาก็ได้เลย
ข้อเสีย
  • ราคาค่อนข้างสูง แต่ถ้างบไม่พอ ก็มีรุ่นเล็กให้เลือกได้
  • เสียงดังพอสมควร แลกกับแรงดูดที่มากกว่ารุ่นอื่นๆ
  • ไม่มีเมนูและคู่มือภาษาไทย
ประสบการณ์ใช้ iRobot ครั้งแรก ต้องบอกว่าโคตรชอบเลยแหล่ะ มันเหมาะกับคนขี้เกียจทำความสะอาดอย่างเรามาก ซึ่งโดยมาตรฐานแล้วเครื่องจะวิ่งทุกวัน รู้สึกได้เลยว่าพื้นห้องสะอาดขึ้นมาก และก็ไม่ต้องคอยมากวาดเองทุกวัน

ข้อเสียคือเสียงรุ่นนี้ค่อนข้างดัง และราคาก็ต้องยอมรับว่าสูงพอสมควร แต่รุ่นเล็กก็ทำอะไรได้ใกล้เคียงรุ่นใหญ่ ราคามีตั้งแต่ 17,900 - 33,900 บาท ก็เลือกได้ตามกำลังทรัพย์

โดยสรุปแล้ว iRobot เป็นหุ่นยนต์ทำความสะอาดที่ประสิทธิภาพดีโคตรๆ ฟีเจอร์ฉลาด คนทำคิดมาเยอะ   ราคาสูงซักหน่อย แต่ส่วนตัวก็กดสั่งซื้อมาใช้เองเรียบร้อย แนะนำให้ทดลองใช้ดูนะ แล้วจะติดใจ