Monday, May 25, 2015

ประสบการณ์ติดซีรีย์เกาหลีครั้งแรกในชีวิต กับ "You Who Came From The Star"



ผมเป็นคนไม่ดูละครครับ ทั้งละครไทย รวมถึงซีรีย์ฝรั่ง เกาหลี ญี่ปุ่น เรียกว่าปกติจะไม่เปิดทีวีดูละครเลย

เหตุผลไม่ใช่ว่าไม่ชอบ หรือไม่มีเวลาอะไรหรอก แค่ไม่อยากดูเพราะ "กลัวติด" คือจากประสบการณ์เวลาเห็นคนรอบตัวติดละครแล้วชอบบ่นว่า อาการติดละครนี่มันก็มีความสุขดีอ่ะนะ แต่ค่อนข้างทรมานนิดนึง 5555

แต่ในที่สุดช่วงที่เชอรี่ออกจากที่ทำงานมาเตรียมคลอดลูกอยู่บ้าน แล้วผมเองก็ขอหยุดงานทุกอย่างเพื่อมาดูแล ซึ่งการจะอยู่บ้านไม่ทำงานอะไรเลยก็น่าเบื่อไปหน่อย ผมเลยแก้ปัญหาด้วยการ "ดูซีรีย์เกาหลี"


ทำไมต้องเป็น You Who Came From The Star


เนื่องจากไม่รู้ว่าละครเรื่องไหนดี เรื่องไหนดัง วิธีที่ดีที่สุดคือสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญนั่นเอง ซึ่งคนรอบตัว รวมถึง Follower ในทวิตเตอร์หลายคนก็เชี่ยวเรื่องละครเกาหลีกันมากกกกก

ไม่น่าเชื่อว่าทันทีที่ผมขอคำปรึกษาทาง Twitter และ Facebook ว่า ...



ก็มีคน Mention ตอบกลับมาเกินร้อยข้อความ แบบว่าเยอะมากจริงๆ ซึ่งพอมาดูรายชื่อที่คนส่วนใหญ่แนะนำ พบว่าเกิน 70% แนะนำให้ดูเรื่อง "You Who Came From The Star"

พอมาอ่านเรื่องย่อและนักแสดงแล้ว ก็คิดว่าน่าจะโอเคเลย อย่างน้อยก็มี "จวนจีฮุน" ขวัญใจตั้งแต่ My Sassy Girl มาแสดงด้วย แม้จะดูช้าหลังชาวบ้านเป็นปี แต่ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร



ครั้งแรกกับการติดซีรีย์เกาหลี

  • ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านละครอะไร แต่ก็พอจะเคยผ่านตากับละครทั้งไทย ฝรั่ง จีน ญี่ปุ่น เกาหลีมาบ้าง
  • แต่กับ You Who Came From The Star ต้องยอมรับว่าเป็นละครที่ดูแล้วทำให้ติดหนึบของจริง >_<
  • คือแค่กดดูตอนแรก ไม่ได้ลุกไปกินขนม เข้าห้องน้ำ เช็คมือถือกันเลย คือดำเนินเรื่องฉับไว น่าสนใจ และที่สำคัญคือดูสนุกเอามากๆ
  • ผมพบว่าหลังจากที่ดูจบตอนที่ 1 ผมรีบดูต่อตอนที่ 2, 3 และตอนต่อๆ ไปอย่างรวดเร็ว เร็วกว่าละครทั่วไปที่เคยดู
  • ติดทีเดียวทั้ง 2 คนเลยนะ ดูด้วยกัน หัวเราะไปด้วยกัน รีบกดดูตอนต่อไปด้วยกัน ซึ่งก็ทำให้ช่วงเวลาที่อยู่บ้านมีสีสันมากขึ้นทีเดียวแหล่ะ
  • คือมันรู้สึกว่า เฮ้ย ตอนต่อไปมันจะเป็นยังไงฟะ ทั้งที่พอจะเดาทางละครออกนะ แต่มันก็ยังอิน ยังอยากรู้เรื่องราวของพวกเขาต่อไปเรื่อยๆ
นักแสดง
  • จวนจีฮุน เกิดมาเพื่อบท "ชอนซองฮี" นี้จริงๆ ชีเริ่ด น่าหมั่นไส้ ดูเป็นนางเอกที่โง่จริงแบบไม่ได้แกล้งโง่ (ฮา) แต่ก็เต็มไปด้วยความจริงใจ มีมุมน่ารักๆ มากมายที่ทำให้แอบยิ้ม
  • ประโยค "ฉันคือชอนซองฮี" พร้อมสีหน้าที่มั่นใจสุดๆ ยังติดตาอยู่ทุกวันนี้ 555
  • ผมไม่เคยเห็นผลงานของ "คิม ซู‑ฮย็อน" พระเอกมาก่อน แต่บท "โทมินจุน" นี่ก็ทำให้นึกภาพสาวๆ จิกหมอนเวลาดูเขาบนจอได้เลย ผู้ชายเย็นชา ที่แอบมีมุมน่ารักๆ โดนใจสาวๆ นักแหล่ะ
  • ตัวรองทั้งสองคนอย่าง "ฮวีคยอง" กับ "ยู เซมี" เอาจริงๆ แล้วผมว่า 2 คนนี้เป็นตัวละครที่เจ๋งกว่าพระเอกนางเอกซะอีกนะ เสริมเรื่องได้ดีมีมิติมากๆ
  • ตัวร้ายหรือนักแสดงคนอื่นๆ ก็เป็นไปตามละครแนว Romantic Comedy คือมีความโดดจากชีวิตคนทั่วไปซะหน่อย แต่ก็ดูไม่ได้ฝืนจนเลี่ยนไปนัก

ชอบ / ไม่ชอบ
  • สิ่งที่ชอบที่สุดในซีรีย์เรื่องนี้คือภาพเลย โดยเฉพาะฉากที่โชว์เทคนิคหยุดเวลานี่คือเนียนมาก แล้วไม่ได้มีแค่ฉากเดียว แต่มีให้เห็นบ่อย ดูเพลินดี
  • งานภาพในฉากอื่นๆ เช่นในห้องนอน มุมหิมะตก ริมระเบียง ก็สวยและคมเอามากๆ ขนาดเชอรี่ที่ดูละครไปด้วยกันยังพูดขึ้นมาเลยว่าถ่ายภาพสวยจัง
  • การให้ตัวละครมาพูดในห้อง เหมือนกำลังโดนสัมภาษณ์ เพื่อบอกความรู้สึกในช่วงเวลานั้นๆ อันนี้คือหลุดมาก ต้องเป็นแนวแฟนตาซีถึงทำได้ แต่ช่วยให้เราเข้าใจความคิดของตัวละครได้ดี
  • กิมมิกที่น่ารักที่สุดของเรื่องนี้เลยคือช่วง End Credit ไม่ใช่แค่ให้ดูตัวอย่างตอนต่อไปเหมือนเรื่องอื่นๆ แต่เป็นการนำมุมเล็กๆ น่ารักๆ ของบางฉากในตอนนี้ เอามาเล่าให้ฟังใหม่ ดูจบแล้วอมยิ้มได้แทบทุกครั้ง
  • พอรวมๆ กันแล้วมันก็ทำให้รู้สึกได้ว่า "คนทำแมร่งคิดเยอะมาก" สมกับที่ได้รางวัลละครแห่งปีจริงๆ
  • อวยมาเยอะ ส่วนที่ไม่ชอบก็มีอยู่เหมือนกัน คือความที่เป็นละคร Fantasy แต่พอมีฉากที่เน้นความสมเหตุสมผล เราก็จะไม่ค่อยเก็ตเท่าไหร่ เช่น ทำไมไม่หายตัวไปช่วยฟะ ทำไมไม่ใช้พลังอันโน้นอันนี้ซะก็จบแล้ว
  • โฆษณาเยอะมากกก ไม่รู้จะเยอะไปไหน Tie-in ตลอด ถึงจะค่อนข้างเนียน แต่พอมันเยอะเลยรู้สึกอัดโฆษณาเข้ามาเยอะไปอยู่ดี
  • รวมถึงช่วงหลังที่เริ่มไปในทางละครเน้นน้ำตาท่วมจอไปหน่อย แถมยืดมาก ช่วงท้ายเลยไม่ค่อยอินเหมือนช่วงแรกเท่าไหร่
  • แต่ยังดีที่ตอนจบ ทำขมวดปม และก็มีมุมให้ลุ้นอยู่นิดๆ แม้จะพอรู้ว่าสุดท้ายก็ต้อง Happy Ending แหล่ะ แต่คนเขียนบทก็เลือกวิธีจบได้โอเคเลยทีเดียว
สรุปจากประสบการณ์ติดละครเกาหลีครั้งนี้ จากคนที่ไม่ดูละครมาก่อน ก็ทำให้ได้เห็นอีกมุม คือผมรู้แล้วว่าทำไมซีรีย์เกาหลีถึงประสบความสำเร็จขนาดนี้ คือนอกจากเรื่องของการลงทุน ทั้งเรื่องฉาก เรื่องเทคนิค และเรื่องโปรดักชั่นแล้ว

ผมว่าคนทำละครเกาหลีเค้า "คิดเยอะดี" ตัวละครมีจิตใจ มีทั้งดีและร้ายในตัวเอง บทมีความซับซ้อนในระดับที่แม่บ้านก็ยังตามทัน พ่อบ้านได้คิดวิเคราะห์ไปด้วย

ไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะได้ดูซีรีย์เกาหลีจนติดอีกรึเปล่า แต่ก็คิดว่าถ้ามีเวลาก็คงหาเรื่องต่อไปมาลองชมกันครับ :)

Note: จบด้วยประโยคเด็ดแคปให้ด้วยของ "ชอนซองฮี" เธอเด็ดจริง







Tuesday, May 19, 2015

รีวิว IMAX, True Screen X, AEON Theatre รวม 3 โรงหนังใหม่ที่ Quartier CineArt


ช่วงนี้คงไม่มีห้างไหนที่มาแรงไปกว่า EmQuartier ห้างหรูใหม่ใจกลางสุขุมวิท นอกจากจะมาพร้อมร้านค้ามากมายแล้ว ก็ยังมีโรงหนังที่เพิ่งเปิดใหม่ แถมมีเทคโนโลยีหลายอย่างที่ล้ำกว่าโรงอื่นๆ อีกด้วย

ก่อนหน้านี้ผมเคยไปรีวิวห้าง EmQuartier ตั้งแต่วันแรก แต่น่าเสียดายที่โรงหนังยังสร้างไม่เสร็จ (อ่านเพิ่ม - รีวิว: The EmQuartier ห้างหรูแห่งใหม่ ใจกลางสุขุมวิท แบรนด์ดังเพียบ !! )

โชคดีเมื่อไม่กี่วันก่อนได้รับเชิญจากทางเมเจอร์ให้ลองมาดูโรงหนังที่เพิ่งเสร็จสมบูรณ์เปิดให้ชมกันแล้ว ข้างในจะเป็นอย่างไร เรามาชมกัน

พาชม Quartier CineArt

โรงหนังใหม่ที่ห้าง EmquarTier ใช้ชื่อว่า Quartier CineArt ซึ่งภายในไม่ใช่โรงหนังธรรมดา เพราะเต็มไปด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ของการชมภาพยนตร์อัดไว้เพียบ



เข้าไปที่ห้าง EmquarTier ขึ้นไปชั้น 4 ก็จะเจอโรงหนังเลย



ด้านหน้า จุดจำหน่ายตั๋วจะไม่มีเคาท์เตอร์ แต่เป็นตู้ให้กดเลือกซื้อบัตรได้ด้วยตัวเอง แบบเดียวกับที่พารากอน ซึ่งก็จะมีพนักงานคอยอำนวยความสะดวกอยู่ใกล้ๆ

วิธีการเลือกซื้อบัตร ก็เหมือนตู้ทั่วไป อันนี้ขอข้าม



แต่ที่เจ๋งกว่าที่อื่น คือมีระบบ Photo Ticket คือเราสามารถเลือกซื้อบัตรหนัง แล้วให้พิมพ์ภาพลงไปในบัตรได้ด้วย ซึ่งที่นี่ถือเป็นที่แรกในเมืองไทย

การพิมพ์ภาพบนตั๋วหนัง ทำได้ 2 แบบ คือเลือกจากโปสเตอร์หนัง หรือเลือกจากภาพของเราเอง

โดยถ้าเลือกเป็นภาพเราเอง จะต้องใช้แอพ Photo Ticket บนมือถือ ถ่ายเสร็จก็ให้สแกนเครื่องเรา ภาพก็จะถูกส่งไปพิมพ์ให้เอง





วิธีดูจะยุ่งยากเล็กน้อย ผมฝากเสนอทางเมเจอร์ว่าน่าจะมีกล้องที่ตู้ให้กดถ่ายได้เลย เหมือนพวกตู้สติ๊กเกอร์ เห็นว่าจะลองไปพิจารณาดูอีกที

 

ตัวอย่างบัตรหนังที่มีภาพของเราอยู่ด้านหลัง บัตรจะเป็นบัตรเข็ง สำหรับเก็บสะสม หรือเป็นที่ระลึกเวลามาดูหนังกับคนพิเศษๆ ค่าทำบัตรแข็ง 39 บาท



เดินออกมา ก็สะดุดตากับหุ่นยนต์ตัวนี้ เดินไปมารอบๆ ชั้นโรงหนัง สอบถามจากพนักงานคือเป็นหุ่นที่คอยให้ข้อมูลต่างๆ ของโรงหนังนี่เอง



เราสามารถกดดูตัวอย่างหนัง, กดให้หุ่นเต้นให้ดู, เลือกรูปหน้าของหุ่นยนต์เป็นรูปเราก็ได้

ตอนนี้ยังไม่รองรับการจองตั๋วผ่านหุ่นตัวนี้ แต่ได้ยินว่าอีกไม่นานจะทำได้ ซึ่งก็ดูเจ๋งดีนะ



ทางเข้าโรงหนังจะมีจอภาพ Touch Screen ขนาดใหญ่ตั้งอยู่หลายจอ ให้เล่นกันเพลินๆ ส่วนใหญ่ก็เข้ามาดูพวกตัวอย่างหนัง หรือข้อมูลหนังก่อนเข้าไปชม



ราคาบัตรหนังที่ Quartier CineArt โรงปกติ

  • ที่นั่งปกติ 220 บาท
  • ที่นั่ง Honeymoon Seat คนละ 240 บาท
  • Opera Chair คู่ละ 800 บาท

ราคาโรง IMAX

  • ที่นั่ง Premium 300 บาท
  • ที่นั่ง Privilage 350 บาท
  • Ultimate IMAX คู่ละ 1200 บาท
ราคาโรงหรู
  • Q Cocoon Chair แบบเดี่ยว 1,000 บาท
  • Q Cocoon Chair แบบคู่ 1,800 บาท

True Screen X โรงหนังแห่งอนาคต ฉายภาพ 270 องศา !!


มาต่อกันที่โรงพิเศษอีกหนึ่งโรง นั่นคือ True Screen X ซึ่งเป็นโรงหนังที่เน้นเทคโนโลยีใหม่ๆ สมกับชื่อของทรูนะเอง


ความพิเศษของโรง True Screen X คือเป็นโรงที่มีเครื่องฉายหนังได้กว้าง 270 องศา คือด้านหน้า และด้านข้างทั้ง 2 ด้าน

แน่นอนว่าใครที่ได้ยินทีแรกก็ต้องงง ว่าเอ๊ะ หนังที่เราดูอยู่ปกติ จะไปฉายจอด้านข้างได้ยังไง ?

จากการสอบถาม คือเทคโนโลยีการฉายภาพ 270 องศานี้มาจากทางเกาหลี ซึ่งก็จะต้องเป็นหนังหรือโฆษณาที่รองรับภาพแบบ 270 องศาด้วย ถึงจะฉายออกทั้ง 3 จอได้

แต่ถ้าเราดูหนังปกติ ที่ไม่ได้รองรับเทคโนโลยีนี้ หนังก็จะฉายด้านหน้าตามปกตินั่นเอง


ผมได้ลองเข้าไปชมหนัง Avengers 2 ที่โรง True Screen X ด้วย ก็ต้องบอกว่าตอนที่ดูตัวอย่างก่อนฉาย แบบเป็นภาพด้านหน้าปกติ ก็รู้สึกเหมือนโรงหนังระดับพรีเมียมตามปกติ


แต่พอที่มีโฆษณาแบบ 270 องศาออกมาให้ดูเท่านั้นแหล่ะ ทั้งโรงร้องพร้อมกัน "โอ้วววววววว", "เยรดดดด"

คือภาพที่ฉายทั้งซ้าย กลาง ขวา มันต่อเนื่องกัน แทบจะมองไม่เห็นเส้นคั่นกลางเลย พอเรามองจากตรงกลาง มันก็เหมือนสุดขอบสายตา จากซ้ายสุดไปขวาสุด

หนังตัวอย่างกับโฆษณาที่ฉายก็โชว์เทคโนโลยีนี้แบบขั้นสุดด้วย ผมเห็นเด็กวิ่งจากซ้ายสุดไปขวาสุด มีแสงวูบวาปไปมา เวลาฉากลอยในอากาศก็เหมือนเราลอยไปด้วยจริงๆ


โรง True X Screen นี้จะมีจัดกิจกรรมให้ลูกค้า True ได้มาดูหนังฟรีอยู่เรื่อยๆ นะ ใครเป็นลูกค้าทรูก็รอร่วมกิจกรรมสนุกๆ กันได้


ก็ถือเป็นประสบการณ์ดูแบบใหม่ ที่ผมว่าก็โอเคนะ แปลกใหม่ ตื่นตาตื่นใจดี ระบบเสียงที่โรงนี้ก็รองรับ Dolby Atmos ถือเป็นตัวใหม่สุด ตอนดู Avengers 2 นี่โคตรสะใจ

ตามข่าวแล้ว ตอนนี้กำลังจะมีหนังที่ฉายในระบบ True Screen X ให้ได้ XPerience เข้ามาให้ได้ดูกันเร็วๆ นี้ด้วยนะจ๊ะ


พาชมโรง IMAX ที่สวยสุดในไทย


สำหรับโรง IMAX ที่นี่จะใช้ชื่อว่า Toyota IMAX Theatre แน่นอนว่าโตโยต้าเป็นสปอนเซอร์นะเอง


ที่ทางเข้าทุกคนจะต้องสะดุดตากับ Hologram ของหญิงสาว ที่ยืนคอยต้อนรับแนะนำโรงภาพยนตร์ ซึ่งเจ๊ก็พูดไปเรื่อยๆ ไม่สามารถโต้ตอบอะไรกับเราได้ แต่ก็ดูเก๋ไก๋ดี คนมาถ่ายรูปตรึม


โชคดีมากๆ ที่ได้เข้ามาดูในโรง IMAX แบบที่ไม่มีคนอยู่ แถมยังเปิดไฟให้ถ่ายรูปด้วย

โรง IMAX ที่ Quartier CineArt มีขนาดใกล้ๆ กับที่พารากอน แต่ดูแล้วสวยงามกว่า ใหม่กว่า ที่นั่งมีเบาะรองคอ แถมยังปรับเอนได้มากกว่าเดิมด้วยนะ


ด้านบนเป็นที่นั่งแบบแพ็คคู่ เบาะเป็นแบบหนังอย่างดี


ความฝันของผมอย่างนึงคือการได้ข้ามรั้วทางเดินหน้าโรง IMAX ไปยืนใกล้ๆ กับจอภาพ ... ซึ่งวันนี้ฝันเป็นจริงแล้ว ToT น้ำตาจะไหล


เพิ่งรู้ว่าจอของโรง IMAX จะเป็นรูเล็กๆ เต็มไปหมด สอบถามได้ความว่าด้านหลังเป็นลำโพงนะเอง ทำรูเอาไว้เพื่อให้เสียงออกมาได้



มองจากด้านบนแล้ว สวยมากๆ เจ้าหน้าที่บอกว่าที่นี่น่าจะเป็นโรง IMAX ที่สวยสุดในไทยเลย

AEON Theatre โรงหนังสุดหรู


แน่นอนว่าโรงหนังในยุคนี้ นอกจากโรงธรรมแบบที่พวกเราดูกันแล้ว ก็ต้องมีโรงหนังระดับ(โคตร) หรูไว้บริการด้วย ซึ่งที่นี่ใช้ชื่อว่า AEON Theatre

ราคาบัตรก็ใบละ 1,000 บาทขึ้นไป ทางเข้าสวยหรู ช่วงที่รอหนังเข้า ก็จะเป็นห้อง Lounge แบบ Private ชิวๆ ตกแต่งสวยงาม


มีห้องรับรองพิเศษ สำหรับนั่งคุยงาน หรือสังสรรค์กันเล็กน้อยก่อนชมภาพยนตร์ด้วย



ทุกที่นั่งจะมีอาหารและเครื่องดื่มเสิร์ฟให้ มีรายการให้เลือกพอสมควร คือก็ไม่ถึงกับอิ่มหรอก แต่ก็พอรองท้องได้


พอหนังเข้า พนักงานก็จะเชิญเข้าไปที่โรง แล้วก็ค่อยๆ  เสิร์ฟอาหารข้างใน น่าเสียดายที่ช่วงไปรีวิว มีการฉายหนังอยู่ ไม่สามารถเข้าไปถ่ายภาพได้ เลยเอาภาพจากเว็บของโรงมาให้ดูแทนละกันนะ



:: สรุป ::

โรงหนัง Quartier CineArt ถือเป็นโรงหนังระดับท็อปแห่งใหม่ของเมืองไทย ทั้งจากเทคโนโลยีที่ใช้ด้านหน้า และข้างในโรงต่างๆ แถมยังมีโรงหนังให้เลือกหลากหลายแบบทั้งโรงปกติ, IMAX, True X Screen, โรงหรู AEON Theatre

ข้อเสียที่พอจะเห็นก็คือราคาบัตรที่สูงพอสมควร เมื่อเทียบกับระแวกใกล้เคียงอย่างเมเจอร์เอกมัย หรือที่ Terminal 21 แต่ถ้าดูราคาก็ต่างกันไม่กี่สิบบาท 

ก็นับว่า Quartier CineArt เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจในการดูภาพยนตร์เลยทีเดียว