Tuesday, June 30, 2015

รีวิว: LG ทีวีจอ 49 นิ้ว 49UF850T, ความละเอียด Ultra HD 4K, ดูหนังไม่จำกัดด้วยแอพ Primetime


ในที่สุดเรามาถึงยุคที่ทีวีนอกจากจะต้องจอใหญ่ จอแบน ภาพคมชัดแล้ว ความละเอียดเดิมที่ใช้กันอยู่ในระดับ HD เริ่มไม่เพียงพออีกแล้ว เมื่อภาพและเนื้อหาในยุคนี้ไปไกลถึงระดับ Ultra HD หรือ 4K กันแล้ว

วันนี้ทาง LG ได้ส่งทีวีรุ่น 49UF850T มาให้ทดลองดู ซึ่งเป็นทีวีจอ 49 นิ้วที่มีความละเอียดสูงถึงระดับ Ultra HD 4K รองรับด้วยระบบ webOS2.0 และที่สำคัญคือเค้าแถมแพ็คเกจดูหนังผ่านแอพ Primetime ฟรีเลยจ้า

[Advertorial]

แกะกล่อง LG TV 49UF850T

หลังจากที่ได้ตัวกล่องทีวีมา ต้องบอกก่อนเลยว่ากล่องใหญ่มากกกก เครื่องก็หนักมากกก ตามสไตล์ LG เค้าล่ะ คือเน้นความแน่นหนา อึด ถึก ทน 55555



แกะกล่องออกมา จะต้องต่อขาตั้งก่อน ซึ่งทีวีขนาดจอระดับ 49 นิ้วก็จะต้องใช้ขาใหญ่หน่อย ซึ่งรุ่นนี้ก็เป็นขาเหล็ก แข็งแรงดี ใช้เวลาต่อไม่นาน ต่อคนเดียวได้สบายๆ



ตัวขาตั้งและขอบด้านล่างของเครื่องเป็นสีเงินเงา สวยงามดี วางโชว์ที่บ้านได้ไม่อายใคร



ด้านหลังของเครื่อง พื้นที่ด้านข้างจะเป็นส่วนของพอร์ทเชื่อมต่อ ส่วนสายไฟจะอยู่อีกด้านนึง มีพื้นที่ให้เสียบสายค่อนข้างเยอะทีเดียว บ้านใครสายไฟเยอะก็ไม่น่าจะพันกัน



โลโก้ LG จะอยู่ด้านล่าง และมีปุ่ม Stick เอาไว้ให้เลื่อนเมนูต่างๆ สำหรับเวลาหารีโมทไม่เจอ ก็ไปเลื่อนตื๊ดๆ ข้างใต้เครื่องได้



ความบางของเครื่อง ขนาดประมาณนิ้วชี้ของผมเท่านั้น ก็ถือว่าบางมากนะถ้าเทียบกับทีวีจอระดับ 49 นิ้ว



มาดูแผงเชื่อมต่อกันดีกว่า ด้านหลังก็จะมีจุดเชื่อมต่อแบ่งเป็น 2 ชุดคือแผงด้านหลังตรงๆ



ส่วนอีกชุดคือเป็นแผงด้านข้าง ซึ่งก็มีพอร์ทที่เชื่อมต่อได้เยอะเหลือเฟือ ดังนี้

​ด้านข้าง (INPUTS&OUTPUTS) ​
  • HDMI 3G : 2 ช่อง
  • HDMI 6G : 1 ช่อง
  • USB 2.0 : 2 ช่อง
  • USB 3.0 : 1 ช่อง
ด้านหลัง (INPUTS&OUTPUTS)
  • RF In : 1 ช่อง
  • Composite In : 1 ช่อง
  • Component in : 1 ช่อง
  • Digital Audio Out (Optical) : 1 ช่อง
  • LAN : 1 ช่อง
  • Headphone out : 1 ช่อง


ระบบเสียง มีเขียนระบุไว้ว่า Designed by Harman Kardon ซึ่งเป็นแบรนด์ผู้ออกแบบเครื่องเสียงชื่อดัง ที่เวลาเราเข้าไปตาม iStudio จะเห็นลำโพงใสๆ สวยๆ นั่นแหล่ะ

 

เปิดทีวี ทดสอบภาพและเสียง ทีวีระดับ Ultra HD 4K

สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ว่าแล้วเรามาเปิดทีวีดูกันดีกว่า  สำหรับการทดสอบ ที่บ้านผมใช้ทีวีจากกล่อง True Visions มีแพ็คเกจดูแบบ HD และก็ทดลองต่อกับ Apple TV, MacBook, External HDD ครับ

สิ่งแรกคือทดสอบกับ True Visions กันก่อน ก็เสียบสายผ่านช่อง HDMI ธรรมดา ก็ไม่มีอะไรดูได้เลย



ความชัดในระดับ HD ทำได้คมชัดดี มองเห็นสีสัน เห็นเนื้อ เห็นควัน โอยหิว ... เทียบแล้วสีจากทีวี LG จะออกไปโทนเข้ม เน้นความ Sharp กว่ายี่ห้ออื่นๆ หน่อย



ดูหนังเรื่อง Babe แบบ HD จะเห็นว่าสีของเจ้าหมูก็ไม่ได้หวานแหววจนเกินไป สีสันกำลังดี แต่เน้นที่ความคมมากกว่า ส่วนอัตราการเคลื่อนไหวและความถี่ก็โอเค ดูนานๆ ได้ไม่ปวดตา



สามารถปรับขนาดของหน้าจอได้หลายแบบ ส่วนมากก็ใช้ Auto นี่แหล่ะ จากการทดลองดูก็ปรับได้ถูกต้องตามแต่ละสายที่เสียบเข้าไป

 

หน้าจอเปลี่ยนไป Input ต่างๆ ทำได้สวยงามดี นอกจากจะบอกว่าตอนนี้เรามีพอร์ทอะไรเสียบอยู่แล้วบ้าง ด้านขวาก็จะบอกด้วยช่องที่เสียบเข้ามา มีความละเอียดเท่าไหร่ ทำให้ไม่ต้องกดไล่ดูทีละ Input ไปเรื่อยๆ



เปลี่ยนมาดูผ่าน Apple TV กันบ้าง พอเสียบสาย HDMI 2 ปุ๊บ หน้าจอก็ขึ้นว่ามี Input ใหม่เสียบเข้ามา จะเปลี่ยนไปช่องนั้นเลยหรือเปล่า ส่วนด้านบนก็มีบอกความละเอียดและขนาด Ratio ของหน้าจอด้วย



กดดูตัวอย่างหนัง Jurassic World บอกเลยว่าโคตรชัด เสียงสะใจดี ผมว่ารุ่นนี้ไม่ต้องต่อลำโพงเพิ่มก็ได้ เสียงค่อนข้างโอเคอยู่แล้ว

พูดถึงเสียงของทีวี LG รุ่นนี้ เน้นไปที่เสียงรายละเอียดย่อย เบสหนักพอสมควร เหมาะกับการดูหนัง, คอนเสิร์ต หรือเล่นเกม



หน้าจอที่เป็นตัวอักษร เช่นตัวเลข หรือซับภาษาต่างๆ มองจากไกลๆ ก็ยังชัดอยู่ อย่างที่บอกว่าจอค่อนข้างเน้นไปทาง Sharp มากพอสมควร



เทียบขนาดของจอทีวี กับ iPad Air จะเห็นว่าจอใหญ่กว่ามากพอสมควร แนะนำว่าควรนั่งห่างจอซักหน่อย เพื่อถนอมสายตา



ทดสอบต่อกับ MacBook ก็แสดงผลได้ดี เต็มจอโคตรๆ อ่ะ เผื่อใครอยากต่อ Present งานหรือทำงานบนคอมก็ทำได้ แต่ส่วนตัวผมว่ามันใหญ่ไปหน่อย ทำงานไม่ถนัดเท่าไหร่





มีทีวี Ultra HD ระดับ 4K ทั้งทีก็ต้องทดสอบกันหน่อย ผมต่อ External HDD เพื่อดูคลิปขนาด 4K หน้าจอจะมีบอกด้วยว่านี่คือคลิปความละเอียด 4K



เนื่องจากคลิปหรือวิดีโอที่ละเอียดขนาด 4K ยังมีไม่มากนัก แต่จากการทดสอบ ก็พบว่ามันชัดโคตรรรรรร เหมือนเวลาเราดูคลิปตัวอย่างทั้งหลายที่โชว์รูม ชัดเว่อร์ แบบนั้นแหล่ะ

เท่าที่ทดสอบ 2-3 คลิปก็ดูได้ลื่นไหลดี ไม่มีอาการ Lag แต่อย่างใด อย่างไรก็ดีต้องหาวิดีโอแบบ 4K มาดูยากซะหน่อยช่วงนี้


ดูหนังจาก Primetime ฟรี 1 เดือน !!

สำหรับโปรโมชั่นเด็ดช่วงนี้ ใครใช้ LG Smart TV ทั้งลูกค้าใหม่ และลูกค้าปัจจุบันแอลจีก็ยังไม่ทิ้ง สามารถกดเข้าไปดูหนังจากบริการของ Primetime ได้ไม่อั้น กี่เรื่องก็ได้ ฟรีนานฟรี 1 เดือน

เผื่อใครยังไม่รู้จัก Primetime คือบริการดูหนังและซีรีย์ที่มาแรงสุดในไทยตอนนี้ ส่วนตัวผมก็เป็นสมาชิกรายปีอยู่ด้วยเช่นกัน



ก่อนจะดูหนังเราก็ต้องมา Setup Wifi กับตัวเครื่องก่อน ซึ่งทีวีรุ่นนี้ก็มี Wifi Built-in มาให้เลย หน้าจอการ Setup ก็เข้าไปที่ Setting จะมีเมนูที่เข้าใจง่ายดี

เวลาใส่พวกรหัสผ่าน จะเป็นคีย์บอร์ดบนจอขึ้นมาให้เลือก ถ้าใครไม่มีคีย์บอร์ดต่อกับทีวี ก็สามารถใช้เมจิกรีโมท ที่ใช้งานได้คล้ายๆกับเมาส์ไร้สาย ช่วยย่นระยะเวลาแทนการใช้รีโมทธรรมดาที่ต้องค่อยๆเลื่อนไปทีละตัวอักษร ซึ่งทีวี 49UF850T รุ่นนี้เขาก็แถมเมจิกรีโมทไว้ในตัวแล้วด้วย



เนื่องจากตัวทีวีใช้ระบบ webOS ซึ่งสามารถลงแอพ, อัพเดท, การจัดเรียงแอพ หรือฟีเจอร์บนหน้าจอได้ง่ายตามความชอบ ซึ่งอันนี้ส่วนตัวผมชอบมากเลยนะ เป็นระบบปฏิบัติการบนทีวีที่เจ๋งมากๆ

จากที่เคยทดสอบกับทีวีมาหลายรุ่น พบว่ายังมีความช้าของการใช้งานอยู่ แต่รุ่น 49UF850T ที่ใช้ระบบ webOS2.0 นี้ เร็วสุดที่เคยใช้มา เข้าใจว่าอัดสเปคเข้าไปดีพอสมควร

 


เลือกเปิดแอพ Primetime ก็จะพบกับหน้าจอต้อนรับ และแสดงโปรโมชั่น



หน้าจอการใช้งาน ถ้าใครเคยใช้แอพ Primetime บนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต จะเห็นว่าแตกต่างกันนิดหน่อย โดยส่วนแสดงผลรูปต่างๆ จะใหญ่ขึ้นพอสมควร

เมนูสามารถเลือกจากรีโมทได้ ใช้งานไม่ยาก ส่วนหนังก็มีทั้งหนังดังอย่าง Harry Potter, Spider Man, Lord of the Rings หรือแม้แต่หนังที่เพิ่งออกโรงอย่าง Fifty Shade Of Grey ก็ยังมี



ทดลองดูหนังโปรดของผม Inception มีให้เลือกซับไทย หรือซับภาษาอังกฤษ (บางเรื่องมีพากย์ไทยด้วย)



หนังดูได้คมชัดดีตามมาตรฐานหนังจากระบบ Streaming ซับไทยก็อ่านได้โอเคไม่ปวดตา

ซึ่งถ้าใครที่อยากลองใช้บริการแอพ Primetime ก็น่าจะเป็นโอกาสดี เพราะตลอด 1 เดือนเราสามารถดูหนังและซีรีย์ชื่อดังได้ไม่จำกัดจำนวน (ยกเว้นหนังใหม่ จะดูได้ 2 เรื่องต่อเดือน) ซึ่งนอกจากบัญชีสมาชิกนี้จะดูได้บนทีวี LG แล้ว ยังดูบนสมาร์ทโฟนกับแท็บเล็ตได้ด้วย หรือกดซื้อแพ็คเกจเพิ่มก็ทำผ่านทางทีวีได้เลย



สำหรับตัวแอพ ถ้ามีการอัพเดท เพิ่มฟีเจอร์อะไรใหม่ จะมีขึ้นมาเตือนให้อัพเดทด้วย ซึ่งถ้าเครื่องต่อ Wifi ก็สามารถกดอัพได้เลย



ส่วนที่ผมชอบสำหรับ webOS คือการลงแอพได้เยอะ ทาง LG ก็มี LG Content Store เอาไว้ให้เราเลือกลงแอพต่างๆ ได้เอง




ทดสอบลงแอพ CTH ซึ่งก็มีให้ทดลองดูฟรี 7 วันเช่นกัน กดดูฟุตบอลอังกฤษฟรีๆ เลย



แอพอีกตัวที่ดีสุดๆ คือ YouTube ซึ่งสามารถกดดูคลิปหรือเอ็มวีต่างๆ ผ่านทางหน้าจอได้เลย ปุ่มเดียวดูบนจอใหญ่ได้ทั้งบ้าน



คุณภาพของภาพที่ได้ ก็จะขึ้นอยู่กับคลิปบน YouTube ที่ทำความละเอียดเอาไว้ฮะ เท่าที่ดูก็โอเคดีนะ



แต่ถ้าใครใช้สมาร์ทโฟน แล้วมีแอพ YouTube อยู่ คุณสามารถกดปุ่มแชร์คลิป จากบนมือถือ ไปลงบนหน้าจอทีวี LG ได้เลย !! อันนี้สะดวกมาก เพราะใช้หน้าจอสัมผัสเลือกคลิปบนมือถือก็ดีกว่าแน่นอน แถมมีทั้งบน iOS และ Android



ฟีเจอร์อื่นๆ ที่น่าสนใจ

ฟีเจอร์อื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่นการแชร์รูปภาพ, วิดีโอ หรือแชร์ทั้งหน้าจอ จากบนมือถือมาบนทีวีได้



รองรับเมนูและระบบ Help ภาษาไทย



ระบบเสียงมีให้เลือกหลายรูปแบบ (มาก) ปรับได้ตามใจชอบเบย



ดูหนัง 3 มิติได้ด้วย แถมแว่นตามาให้ 2 อัน เท่าที่ทดสอบก็แยกมิติได้โอเค แต่ต้องนั่งห่างจากจอซะหน่อย จะได้ภาพครบมากขึ้น

รายละเอียดทางเทคนิค LG TV 49UF850T
  • สมาร์ททีวีขนาด 49 นิ้ว
  • จอ 4K UHD ความละเอียด 3840 x 2160 พิกเซล
  • เป็น Smart TV
  • รองรับ Digital TV ในตัว 
  • TRIPLE XD ENGINE ความคมชัดสูงสุด
  • เล่นไฟล์ หนัง เพลง และรูปภาพผ่านพอร์ต USB 
  • รองรับการเล่นไฟล์ DivX HD ความละเอียดสูง 1080p
  • Smart TV Operating System : webOS2.0 
  • Web Browser : รองรับ 
  • Magic Remote (Scroll, Point, Voice) : รองรับ 
  • Wi-Fi Built-In : รองรับ
  • ราคา : 54,990


:: สรุป ::

ข้อดี
  • จอภาพใหญ่ สีสันสวยงาม ความคมชัดสูง
  • รองรับภาพขนาด Ultra HD 4K
  • ใช้ระบบ webOS2.0 ใช้แล้วลื่นไหลกว่ารุ่นอื่นๆ
  • แถมแพ็คเกจดู Primetime ฟรี 1 เดือน
ข้อเสีย
  • แอพเสริมหลายตัวยังใช้งานยาก เมื่อใช้ผ่านจอทีวี
  • ราคาค่อนข้างสูง เหมาะกับตลาดกลางไปถึงบน
  • คลิปหรือหนังที่รองรับ 4K ยังหายากพอสมควร
หลังจากที่ทดลองใช้ LG TV 49UF850T มาตลอด 2 สัปดาห์ พบว่าเป็นทีวีที่ค่อนข้างครบทุกสิ่งที่ควรจะมี ไม่ว่าจะเป็นความละเอียดจอขนาด 4K, มี Wifi Built-in, ใช้ระบบ webOS2.0 ที่ล้ำดี, ระบบภาพและเสียงจัดว่าดีมาก

ส่วนที่เป็นจุดตัดสอนใจคงอยู่ที่ราคาของเครื่อง เมื่อจอระดับ 49 นิ้วมีคู่แข่งเยอะพอสมควร แต่ LG เองก็อัพสเปคมาเต็มที่ แถมรองรับระบบภาพในอนาคตอย่าง 4K ถ้าใครอยากซื้อมาแล้วมองว่าใช้ยาวๆ ก็น่าจะโอเคครับ

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม - LG TV 49UF850T


Monday, June 29, 2015

ทดสอบตั้งหัวข่าวล่อให้คลิ๊ก (Clickbait) คนเข้าเพิ่ม 3 เท่า, คนด่าเพียบ, ผลที่ได้ทำเอาอึ้ง


"เห็นแล้วคุณจะต้องอึ้ง", "และนี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้น",​ "และนี่จะเปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอด"

เป็นตัวอย่างพาดหัวข่าวเนื้อหาที่เรียกกันว่า Clickbait หรือล่อให้คลิ๊ก ซึ่งกำลังเป็นกระแสดังอยู่ในตอนนี้ เพราะเว็บที่ทำเนื้อหาลักษณะนี้ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด พร้อมกับสถิติคนเข้าอลังการ อย่างเช่น Ohozaa ที่เคยแซงหน้า Sanook ขึ้นไปด้วยซ้ำ (แต่สุดท้ายก็ปิดตัวไปซะแล้ว)

โดยส่วนตัวก็ไม่สนับสนุนแนวทางนี้เท่าไหร่ เพียงแต่เมื่อเราเป็นคนในวงการเว็บ ก็อยากจะขอพิสูจน์ดูว่าการทำเนื้อหาและหัวข้อข่าวแนวนี้ มันได้ผลอย่างไรบ้าง

(อ่านข่าวที่ใช้ในการทดสอบ : ภาพที่แม่ถ่ายด้วย iPhone นี้ กลับช่วยชีวิตลูกชาย 2 ขวบของเธอได้ และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น)

การทดสอบทำเนื้อหา Clickbait และจับทุกการเคลื่อนไหว

หาข่าวที่เหมาะสม

  • เนื้อข่าว : คุณแม่ถ่ายภาพลูกน้อยด้วยกล้อง iPhone พบตาข้างหนึ่งสีผิดปกติ  เธอจึงพาลูกไปหาหมอและพบว่านั่นคือมะเร็ง เลยรีบผ่าตัดและเด็กก็รอดตาย โชคดีที่แม่สังหรณ์ใจเสียก่อน
  • ประเด็น : แม่-ลูก, ภาพหัวข่าวแปลกตา, มีดราม่า
รูปต้นข่าวเป็นแนวตั้ง เลย Crop แล้วใส่ที่ว่างซ้ายขวา ให้ลง FB ได้พอดีๆ
ปรับเปลี่ยน แปลงร่างให้เป็นเนื้อหาแบบ Clickbait
  • ตั้งหัวข่าว : ภาพที่แม่ถ่ายด้วย iPhone นี้ กลับช่วยชีวิตลูกชาย 2 ขวบของเธอได้ และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น
  •  Crop รูปใหม่ ให้เห็นหน้าเด็ก ตาสองสี และใช้ภาพที่แม่ถ่ายจริง 
  • เน้นการแชร์ผ่าน Social Media เตรียมเนื้อหา ทดสอบดูว่าถ้าวางบน Facebook แล้วจะได้ภาพที่พอดี หัวข่าวที่ไม่ยาวจนหลุด มีข้อความ Description ที่ชวนกด
  • เขียนเรื่องราวให้มีความดราม่า ในลักษณะการเล่าเรื่อง


เครื่องมือและช่องทางการทดสอบ
  • แชร์ผ่านเว็บ MacThai ซึ่งคนตามใน Social Media บน Facebook 100k, Twitter (รวมทีมงาน) 250k, Google+ 20k
  • ตรวจสอบผ่าน Google Analytics แบบ Realtime
  • เก็บสถิติด้วย Jetpack บน Wordpress
  • ใช้ Social Monitoring Tools อีกนิดหน่อย
  • หลังโพสต์เสร็จ รีบประกาศผ่านช่องทางส่วนตัวว่านี่เป็นการทดสอบนะจ๊ะ เผื่อมีดราม่าตามมาทีหลัง 5555

เมื่อโพสต์ไปแล้ว !! ผลที่ได้ ทำให้อึ้ง


ผมเลือกโพสต์ในช่วงเวลา 16.00 ซึ่งถือเป็นช่วง Primetime สำหรับการโพสต์ให้คนแชร์ต่อโดยเน้นเป้าหมายถือ Facebook เป็นหลัก โดยหลังจากกดโพสต์ไปปุ๊บ ก็รีบไปโพสต์ดักไว้ที่ FB และ TW ส่วนตัวว่านี่คือการทดสอบนะจ๊ะ (แต่ไม่ได้แจ้งในเนื้อข่าว เพราะต้องการให้ผลมันสะท้อนความจริง)

ซึ่งหลังจากที่โพสต์ข่าวที่มั่นใจว่า Clickbait 100% (ฮาาา) และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นครัช

  • นาทีที่ 1 ผมทดสอบจากการโพสต์ลง Twitter ก่อน คนเข้าพุ่งมาทันทีที่ 179 Active user (ดูที่ Top Active Page ด้านขวา) ซึ่งเกือบทั้งหมดมาจาก Twitter นั่นแหล่ะ
  • Note: ค่าโดยปกติโดยเฉลี่ยของข่าวใน MacThai คือหลังโพสต์จะมีคนเข้ามาอ่าน 100 - 200 คนในช่วงเวลาเดียวกัน

  • ผ่านไป 2 นาที คนเข้าเพิ่มขึ้นมาจาก 179 เป็น 378 Active user

  • ผ่านไป 5 นาที เริ่มโพสต์แชร์ลง Facebook บ้าง คนเข้าพุ่งจาก 378 เป็น 767 Active user

  • ผ่านไป 10 นาที คนเริ่มแชร์กระจายใน Facebook คนเข้าพุ่งจาก 767 เป็น 884 Active user โดยค่าจาก Twitter เริ่มลดลง ตามปกติที่ Timeline ไหลไปเร็วกว่า FB

  • คนเริ่มมาเม้นด่า ว่าต่อไปอย่าตั้งหัวข่าวแบบนี้นะ, ไม่ชอบให้โพสหัวข้อแบบนี้เลย, เดี๋ยวนี้ MacThai พาดหัวแบบนี้แล้วเหรอ แย่ว่ะ
  • เริ่มมียอดคน Unfollow และ Unlike Page แต่เป็นจำนวนที่ไม่เยอะมาก
  • คำด่าเริ่มลามเข้ามาที่ Social ต่างๆ และส่งมาบอกผมโดยตรง ซึ่งผมก็ตอบกลับไปอย่างสุภาพว่า "ทดสอบจ้าาาา"
  • แต่ยอดแชร์ก็ยังพุ่งไปต่อเนื่อง ภายใน 1 ชั่วโมง โพสต์ใน Facebook ได้ Reach ไปแล้ว 80k ยอดคนแชร์ 120+
  • ผ่านไป 1 วัน ท่ามกลางเสียงบ่นด่า แต่ยอดคนเข้าก็อยู่ที่ 32,000 คน, แชร์ 180+, Like 3,000+
  • ผมก็ไม่คิดอะไร เลิกเก็บสถิติแล้วก็เตรียมเข้านอน ...
  • เช้าวันต่อมา ปรากฏว่ายอดแชร์กลับยังไม่ลดละ โดยเฉพาะบน Facebook มีคนแชร์ต่อเยอะขึ้นมาก จาก 180+ แชร์ ขึ้นมาที่ 315 แชร์ โดยสืบทราบมาว่ากลายเป็น viral ในหมู่แม่ๆ ตามเพจเลี้ยงลูกต่างๆ


  • ยอดคนด่าก็เพิ่มเข้ามา แต่ไม่ได้เข้ามาที่เพจ MacThai โดยตรง เพราะมีคนแชร์ไปช่องทางอื่นๆ ไม่ได้ Refer มาจากเพจโดยตรง
  • น่าสนใจที่บน Twitter กลับไม่มีคนแชร์มากเท่าไหร่ อาจจะเพราะเนื้อหาตรงกับกลุ่มผู้ใหญ่หรือผู้ปกครอง ที่กดแชร์แบบไม่ยั้งบน Facebook
  • สิ่งที่ไม่น่าเชื่อคือยอดคนเข้าวันที่ 2 กลับมากกว่าวันที่ 1 คืออยู่ที่ 36k view มากกว่าวันแรกที่ 32k
  • ยอดคน Unlike เพจไม่เยอะเท่าวันแรก แต่เสียงด่าลอยๆ ผ่านใน Social เยอะพอสมควร

สรุปผล
  • ยอดคนเข้าอ่านเนื้อหา 90,000+ view
  • Facebook 9,003 likes และ 1,364 shares
  • Reach 223,040
  • Twitter มากกว่า 2,000 Retweet (รวมทุก Account)
  • คน Unfollow 50+,  คนกด Unlike Page 70+
  • ยอดคนด่า ประมาณว่ามากกว่า 80+ เม้น

จากผลการทดสอบ พบว่าการทำเนื้อหาแบบหลอกให้คลิ๊ก สร้างคนเข้ามาอ่านได้มากกว่าค่าเฉลี่ยโดยปกติถึง 3 เท่า และมีแนวโน้มที่จะถูกแชร์ต่อเป็น Viral มากกว่าโพสต์โดยปกติ ซึ่งถ้านับเฉพาะด้านนี้ก็จะเห็นว่าทำไมเว็บพวกนี้ถึงมีคนเข้าเยอะจัง

แต่ด้านที่ลบ คือมีการถูกด่า, เว็บมีคนจำชื่อไปว่ามันชอบทำเนื้อหา Clickbait, มีคนกด Unlike และ Unfollow พอสมควร ซึ่งสำหรับเพจที่ปั้นมากับมือก็รู้สึกได้เลยว่า ค่อนข้างเจ็บ และรู้สึกไม่ดีที่ทำให้คนที่ติดตามกันมานาน บอกลากับข่าวเพียงข่าวเดียว

โดยสรุปคือเว็บที่เน้นหัวข่าวแบบชวนให้คลิ๊กนั้น เรียกคนอ่านได้มากจริง แต่ก็แลกมาด้วยภาพลักษณ์ที่แย่ตามไปด้วย ซึ่งถ้าคุณทำเว็บแบบไม่ได้แคร์ใคร อยู่ของฉันคนเดียวก็อาจจะโอเค แต่ในระยะยาวก็ไม่น่าจะคุ้มเสี่ยง เพราะเราคงไม่ได้ทำเว็บแล้วเลิกแค่ไม่กี่ปี

ซึ่งผลสุดท้าย เว็บอาจจะมีชื่อเสียงแย่ๆ จนทำเอาคุณต้องอึ้ง ก็เป็นได้