Monday, July 27, 2015

5 สุดยอดคลิปสร้างแรงบันดาลใจ จากงาน TEDxBangkok 2015


เชื่อว่าหลายท่านอาจจะเคยได้ยิน ได้ชม หรือผ่านตากับคลิปที่เรียกกันว่า TED Talk งานสัมนาระดับโลกที่มีหลายคลิปเหลือเกินที่โด่งดังและแชร์กันกระจาย ซึ่งช่วงเดือนที่ผ่านมาก็ได้มีการจัดงานที่ชื่อ TEDxBangkok ขึ้นที่กรุงเทพเรานี่เอง

งาน TED ย่อมาจาก Technology, Entertainment, Design เป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อแชร์ไอเดียให้กระจายไปไกลทั่วโลก แรกเริ่มโดย Sapling Foundation องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร

ด้วยความเจ๋งของไอเดียต่างๆ ก็เลยมีการขอ License เพื่อจัดงาน TED ในเมืองต่างๆ เรียกว่า TEDx ซึ่งปีนี้งาน TEDxBangkok ก็จัดขึ้นอย่างอลังการ ที่โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์

เนื่องจากบัตรก็หายากมาก โชคดีที่ผมได้บัตรในฐานะสื่อเข้าไป ก็เลยอยากแชร์คลิปที่คิดว่าเป็นสุดยอดแห่งการสร้างแรงบันดาลใจ 5 คลิปในงาน ดังนี้ครับ

Note: เป็นการจัดอันดับตามความชอบส่วนตัวนะจ๊ะ ไม่ควรนำไปอ้างอิงใดๆ ;)



5. ปลูกความคิดวิทย์วัยเด็ก | พงศกร สายเพ็ชร์


ดร.พงศกร จากนักฟิสิกส์ที่มีดีกรีเป็นถึงดอกเตอร์ แต่กลับผันตัวสู่คุณครูอนุบาล ที่ช่วยปลูกฝังการคิดแบบวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กๆ ดูแล้วได้ประโยชน์มากโดยเฉพาะวิธีการสอนและวิธีคิดของดร.พงศกร

สิ่งที่ชอบที่สุดคือการสอนให้เด็กรู้จักสงสัย ทำให้เด็กไม่เชื่อในสิ่งที่เราสอน และรู้จักเริ่มต้นที่จะตังคำถามกับทุกสิ่ง ซึ่งนั่นจะนำไปสู่การค้นคว้าหาความจริงที่มีค่ามากเสียกว่าการบอกให้ท่องจำหลายเท่านัก



4. ทำไมจะเป็นประเทศไทยไม่ได้? | อริยะ พนมยงค์


พี่อริยะที่เป็น Country Head ของบริษัท Google ประเทศไทย มาแชร์เรื่องโอกาสที่ทำไมหลายประเทศถึงอยากมาลงทุนในไทย เราประเมินคุณค่าของตัวเราเองต่ำไปหรือเปล่า

"คำถามที่ผมเจอบ่อยที่สุดคือทำไม Google เปิดออฟฟิศที่ประเทศไทย ? นั่นเป็นคำถามที่ทำให้ผมเสียใจที่สุดเลย ทำไมคนไทยต้องถามกับผมแบบนี้ ทำไมคุณคิดว่าประเทศไทยไม่ดีพอที่กูเกิลจะมาเปิดออฟฟิศในไทย"



3. ไปให้ถึงเศรษฐกิจดิจิทัล ด้วยการเปลี่ยน SME ไทยให้เป็นสตาร์ทอัพ | ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์


พี่หมูน่าจะเป็นเน็ตไอดอลที่ดังที่สุดในวงการ Startup ไทย ทั้งจากธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ รวมไปถึงการเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่หลายต่อหลายคน เคยฟังพี่หมูพูดหลายครั้ง แต่นี่น่าจะเป็นครั้งที่ดีที่สุด ขอแนะนำ

"ความฝันอย่างหนึ่งของผมคือการที่เราอยากเห็น Startup ไทยเติบโตไปในระดับภูมิภาค หรือระดับโลก วันนี้ผมไม่ได้แค่ฝันอย่างเดียว ผมกำลังพยายามทำมันอยู่ และก็มีเพื่อนๆ น้องๆ Startup ที่กำลังพยายามอยู่ ... ผมเชื่อว่า Digital Economy แบบไทยๆ เกิดขึ้นได้แน่ครับ ถ้าพวกเราช่วยกัน"



2. ความบันเทิงที่คุณออกแบบได้ | พล หุยประเสริฐ


ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งแรกที่หลายคนจะเคยได้ยินชื่อของอาชีพ "นักออกแบบคอนเสิร์ต" ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะมีอาชีพนี้อยู่ในเมืองไทย แต่เมื่อเราได้ฟังคุณพลพูดรวมถึงอธิบายความสำคัญ แถมยังให้ดูตัวอย่างสนุกๆ ของคอนเสิร์ตวง Paradox ก็ทำให้เราได้เห็นความสำคัญของ "การออกแบบ" ว่ามันสำคัญจริงๆ

"วันนี้ถ้าคุณอยากจะสร้างบ้าน คุณอาจจะมองหาสถาปนิก หรือนักออกแบบบ้าน ถ้าคุณอยากจะจัดคอนเสิร์ตคุณอาจจะมองหาผม เพราะผมเป็นนักออกแบบคอนเสิร์ต ... ทำไมเราถึงจะไม่สามารถทำแบบนี้กับทุกๆ วงการได้

ถ้าเราอยากได้พันธุ์ข้าวดีๆ เราควรจะหานักออกแบบพันธุ์ข้าว
ถ้าเราอยากได้งานแต่งงานดีๆ เราควรจะมองหานักออกแบบงานแต่งงาน

ซึ่งจริงๆ แล้วผมว่า งานออกแบบและงานความคิดสร้างสรรค์ ผมให้มูลค่ากับมันสูงมาก มันคือ Creative Value"



1. ถอดความเทพพนม | พิเชษฐ กลั่นชื่น


"รำไทย คืออะไร ?" เป็นคำถามที่คุณพิเชษฐ ผู้ซึ่งจบนาฏศิลป์ไทยตั้งคำถามกับคนดู และก็สร้างความตื่นตะลึกด้วยการขอให้คนข้างล่างถอดรองเท้าแล้วโยนขึ้นมาบนเวที เพื่อให้แกได้เอารองเท้ามาวางบนหัว !!

เป็นการพูดที่แรง และคมมาก ตั้งคำถามกับความคิดของเราอยู่ตลอดเวลา ซึ่งตอนจบคุณพิเชษฐ ขอให้คนที่เห็นด้วยกับการพูดของแก ถอดรองเท้าแล้วชูขึ้นมา และผลก็เป็นอย่างที่เห็นในภาพครับ คนดูชูรองเท้าขึ้นมา พร้อมลุกขึ้นปรบมือลั่นฮอลล์


ที่มาภาพ - TEDxBangkok

Friday, July 24, 2015

ทำงานอยู่ออฟฟิศดึก ไม่ได้แปลว่า "ขยัน" เสมอไป ความเข้าใจผิดอย่างหนึ่งของเจ้านายไทย


เคยไหมครับเวลาที่เราเห็นใครซักคนทำงานอยู่ออฟฟิศจนดึกดื่น ในขณะที่ทุกคนกลับบ้านไปกันหมดแล้ว แต่เขายังตั้งหน้าตั้งตาทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์อย่างแข็งขัน พร้อมกับเสียงเรียกประโยคคุ้นหูที่ว่า "ขยันจังเลยนะ", "ฟิตจังนะแก", "โอ้โห พนักงานดีเด่น"

ทำงานดึก = ขยัน

ผมเคยมีความเชื่อนี้มาตั้งแต่สมัยเรียนจบ และก็ฝังหัวมาตลอดชีวิตการทำงาน

จนบางครั้งเราเองก็ตั้งใจที่จะทำงานอยู่ดึก เพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนขยัน หรือแม้แต่บางครั้งก็เพื่อให้เจ้านายรู้สึกว่าเราเต็มที่กับงาน ประเมินผลออกมาจะได้คะแนนดีๆ เงินเดือนจะได้ขึ้นเยอะๆ

พอทำงานมาซักระยะนึงจนเริ่มเป็นหัวหน้าทีม ก็ได้พบกับคนที่เป็นระดับหัวหน้าหลายคนเหมือนกัน ที่มีความเชื่อว่า ถ้าลูกน้องคนไหนทำงานแล้วกลับช้า กลับดึก จะให้คะแนนความขยันเกือบเต็มไปเลย

ตรงข้ามกับคนที่พอถึงเวลา 5 โมงเย็นปุ๊บ เก็บกระเป๋าออกจากออฟฟิศเลย คนกลุ่มนี้บางทีไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงาน แต่รวมถึงหัวหน้าก็มองว่าเป็นคน "ขี้เกียจ" หรือ "ทำงานแบบคุ้มเวลา" ให้ทำถึงกี่โมงก็ทำแค่นั้น ไม่มีทำงานเพิ่ม เป็นคน "ไม่ขยัน"


คุณค่าความขยันของฝรั่ง ไม่เหมือนคนไทย


แต่ความเชื่อนี้ก็ต้องมาสั่นคลอน เมื่อครั้งหนึ่งที่ผมได้มีโอกาสไปทำงานที่อังกฤษ แม้จะเป็นช่วงเวลา 40 กว่าวัน แต่ก็ได้พบเห็นวิธีการทำงาน การใช้ชีวิตที่แตกต่างจากการทำงานแบบไทยๆ อย่างสิ้นเชิง

ช่วงวันแรกที่ได้ไปทำงานที่อังกฤษ ผมก็ยังคงพกพาการทำงานแบบที่คุ้นเคยจากเมืองไทย ทำงานชิวๆ ทั้งวัน พอถึงช่วงเย็นก็ลงไปหาอะไรกินเล่น กะจะขึ้นมาทำงานจนถึงสองสามทุ่มแล้วค่อยกลับที่พัก

ปรากฏว่าช่วงทุ่มนึง ตอนที่เดินกลับขึ้นมาถึงออฟฟิศ ผมพบว่าไม่มีใครอยู่เลย !! ผมเดินวนไปวนมา ไม่เจอนายขยันที่ทำงานจนดึกดื่น หน้าจอมีไฟส่องออกมาเลยซักคน

ซักพักก็มีรปภ.เดินเข้ามาถามว่า "ทำไมคุณถึงยังไม่กลับบ้าน ?"

ผมก็ตอบกลับไปว่ายังทำงานไม่เสร็จ เดี๋ยวจะทำงานต่อจนถึงทุ่มสองทุ่ม ซึ่งทำให้คุณพี่รปภ.ถึงกับตกใจ รีบบอกเลยว่าถ้าคุณจะอยู่ดึก ต้องเซ็นเอกสารเพิ่มนะ ต้องทำอะไรอีกหลายอย่างวุ่นวายมาก

ด้วยความมึนงง ผมก็ได้แต่เก็บของแล้วเดินออกมา กลับที่พักไปนั่งทำงานที่ห้องต่อแทน



เช้าวันต่อมา เจ้านายที่เป็นฝรั่ง ชื่อแนชเข้ามาคุยกับผม "เอ็ม ผมได้ยินว่าเมื่อวานนี้คุณอยู่ที่ออฟฟิศช่วงดึก ?"
"อ๋อ ใช่ครับ ผมว่าจะทำงานต่อ มีหลายอย่างที่ยังไม่เสร็จดี" ผมตอบ

"ผมไม่เข้าใจ ทำไมคุณไม่ทำงานให้เสร็จในเวลา ทำไมต้องมาทำจนดึก ผมให้งานคุณหนักเกินไปเหรอ ?"
"........"
"ผมสอนคุณไปอย่างละเอียดแล้ว มีตรงไหนที่ยังสงสัยหรือทำไมได้อีกหรือเปล่า ?" แนชถามด้วยความห่วงใย

ผมเลยถือโอกาสเล่าให้แนชฟังว่า ปกติที่เมืองไทยเราจะทำงานกันเลิกทุ่มสองทุ่ม ส่วนคนที่ขยันหน่อยก็อาจจะอยู่สามสี่ทุ่มไปเลย ซึ่งแนชได้ฟังแล้วก็ถึงกับส่ายหัว

"ในฐานะบริษัทผมดีใจที่เห็นคุณทำงานหนัก ตั้งใจทำงานเพื่อบริษัท แต่คุณต้องรู้จักการ Balance เวลาในชีวิต คุณจะทำงานตลอดเวลาไม่ได้ ต้องมีเวลาให้ครอบครัวหรือทำอย่างอื่นด้วย"

แนชยังบอกต่ออีกว่า "การใช้เวลาทำงานนานๆ มันไม่ได้หมายความว่าผลงานคุณจะดีกว่าคนอื่นหรอกนะ ผมไม่เข้าใจว่าที่เมืองไทยเค้าไม่ได้ประเมินความสามารถจากผลงานเหรอ ?"

โดนเข้าชุดนี้ผมถึงกับจุก ซึ่งอันที่จริงแล้ว มันอาจจะเป็นความเข้าใจผิดของผมเอง รวมถึงความเชื่อผิดๆ ที่มีมาตลอด จนเกิดเป็นความเคยชินก็ได้

ฝรั่งที่ออฟฟิศ หลังเลิกงาน มีการไปซ้อมดนตรีกันด้วย ใช้เวลาคุ้มกันจริงๆ
ซึ่งสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ตลอดช่วงที่ทำงานที่อังกฤษคือ

  • คนที่อังกฤษมีสมาธิในการทำงานสูงมาก ผมแทบไม่เห็นใครที่เล่น Facebook, ฟัง YouTube หรือนั่งเม๊ากันระหว่างทำงานเลย
  • เวลาทำงานคือ 8.30 และเลิกงานที่ 17.00 ซึ่งทุกคนมากันตรงเวลา และก็เลิกตรงเวลา
  • หลัง 17.00 ก็เริ่มเห็นคนทยอยเก็บกระเป๋าออกจากออฟฟิศ พอถึงช่วง 17.30 แทบไม่มีใครอยู่ออฟฟิศแล้ว พอหลัง 18.00 คือไม่มีใครที่ออฟฟิศเลยจริงๆ
  • แต่ผลงานของทุกคนคือออกมาดีเยี่ยม ทุกอย่างทำได้เสร็จสิ้นตามเวลาที่คุยกันไว้ ไม่มีเลท คุณภาพออกมาดี
  • เวลาประชุม ทุกคนจะมาตรงเวลามาก เริ่มประชุม 14.00 หมายถึงเริ่มประชุมจริงๆ ไม่ใช่ 14.00 ยังเพิ่งลุกออกจากที่นั่ง
  • และก็เลิกประชุมตรงเวลาเป๊ะ ประชุม 1 ชั่วโมง ทุกคนก็จะพยายามให้จบในเวลาจริงๆ ไม่มีมาต่ออีก 15 นาที หรือโยกไปประชุมรอบหน้า
บรรยากาศซ้อมหนีไฟที่อังกฤษ
  • พนักงานแต่ละคนบริหารเวลาของตัวเองดีมาก มีครั้งหนึ่งที่มีการซ้อมหนีไฟ ซึ่งพอถึงเวลากริ่งดัง ทุกคนก็เดินลงทางหนีไฟ ไปจุดที่ซักซ้อมกันไว้ พอกริ่งหยุดดังปุ๊บ ก็กลับขึ้นมานั่งทำงานต่อทันที ไม่มีไปเดินชิว ซื้อ Starbucks กิน
  • แนชเล่าให้ผมฟังว่า คนอังกฤษแต่ละคนเวลามาทำงาน ก็จะมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าว่าเลิกงานแล้วจะทำอะไร เช่นทุกวันพุธจะไปออกกำลังกาย ทุกวันศุกร์จะไป Hangout กับเพื่อนๆ หรือไปเยี่ยมคนในครอบครัว
  • "เวลาหลังเลิกงาน" เป็นเวลาที่มีความหมาย ถ้าใช้ให้ดีก็จะมีประโยชน์กับตัวเอง
  • ผมเริ่มเปลี่ยนวิธีการทำงานตามแบบของคนที่นี่ดูบ้าง ใช้เวลาทำงานจริงจัง พยายามทำทุกอย่างให้เสร็จในเวลาทำงาน ไม่คิดว่าเดี๋ยวจะเอาไว้ทำรอบดึกหรือเอากลับไปทำที่บ้าน
  • ซึ่งช่วงแรกก็ไม่ค่อยชินนะ แต่พอนานไปก็เริ่มทำงานได้เสร็จตามเวลามากขึ้น ทำให้เราได้รู้ว่า เฮ้ย ถ้าเอาจริงๆ เราก็ทำทุกอย่างเสร็จได้ทันนี่หว่า แล้วจะกลับดึกไปทำไมฟะ
  • ผมเริ่มมีเวลาหลังเลิกงานมากขึ้น ได้เอาเวลาไปทำอย่างอื่นมากขึ้น ออกกำลังกาย พักผ่อน อ่านหนังสือ ไม่ต้องคิดแต่เรื่องงานตลอดเวลา
พอกลับมาที่เมืองไทย ผมพยายามใช้เวลาทำงานเต็มที่ เลิกตรงเวลา จนมีเวลามากพอที่จะเรียนต่อป.โทได้ ไม่มีปัญหาเรื่องการทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย

ซึ่งก็โชคดีที่หัวหน้าและบริษัทที่เมืองไทย ก็มีระบบการประเมินที่ดี ดูผลงานเป็นหลัก และก็ได้การประเมินผลงานออกมาดีทุกปี

HR ท่านหนึ่งเคยบอกว่า 70% ของคนที่ลาออกจากบริษัท เกิดจาก "หัวหน้า" และเหตุผลใหญ่คือการประเมินผลงานลูกน้องในแต่ละปี

ถ้าคุณกำลังเป็นลูกน้องในบริษัทอยู่ ลองตั้งใจทำงาน ใช้เวลาให้คุ้มค่าตรงเวลา และทำทุกอย่างให้ได้ตามที่ตกลงกันไว้ ผมเชื่อว่าคุณจะเก็บกระเป๋าลุกตอนเลิกงานทันที ก็ไม่น่ามีใครว่าอะไรคุณได้

ส่วนเจ้านายหรือหัวหน้า ถ้าคุณเริ่มมองคุณภาพของลูกน้องจากผลงานและคุณเป็นหลัก ลดเรื่องอารมณ์ ความสนิท หรือเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงานออกไปได้ ในการประเมินความสามารถของลูกน้อง คุณก็น่าจะทำได้ดี และทุกฝ่ายก็จะ Happy ร่วมงานกันได้อย่างมีความสุขครับ


Thursday, July 16, 2015

Twitter เริ่มโชว์ภาพพรีวิวบทความบน Timeline อัตโนมัติแล้ว แนะนำคนทำเว็บปรับด่วนๆ


หลังจากที่ Twitter เริ่มปรับรูปแบบการแสดงผลบน Timeline จากเดิมที่เน้นแต่ข้อความ Text แล้วก็เริ่มมีการโชว์ภาพรวมถึงวิดีโอมากขึ้นเรื่อยๆ

ล่าสุดตอนนี้ Twitter จะเริ่มแสดงพรีวิวรูปจาก Link เว็บที่เราทวีต รวมถึงหัวข่าวและเนื้อหาบางส่วนโดยอัตโนมัติแล้ว อธิบายง่ายๆ ตอนนี้ถ้าเราแปะทวีตที่มี Link มันจะโชว์พรีวิวเหมือนบน Facebook น่ะเอง



ของเก่า ทวีต Link แล้วไม่โชว์พรีวิว (ต้องกดเข้าไปดูในทวีตถึงจะมีพรีวิว)



ของใหม่ ทวีตแล้วโชว์พรีวิวเลย

ซึ่งก็ถือเป็นข่าวดี เพราะสมัยก่อนเวลาทวีตข่าวที่ใส่ Link เข้าไปด้วย เวลาโชว์บน Timeline มันจะไม่มีรูปโชว์ หลายคนเลยใช้วิธีกดแทรกรูปเข้าไปอีกทีหนึ่ง (คือ 1 ทวีต มีทั้ง Link มีทั้งรูป) ทำให้เสียพื้นที่ทวีตไปฟรีๆ หลายตัวอักษร

สำหรับคนที่ทำเว็บ แนะนำให้ปรับ code โดยเพิ่ม Twitter Card เข้าไป เพื่อให้โชว์รูปพรีวิวบน Timeline Twitter ได้นะฮะ โดยโค้ดที่ต้องใช้คือ

  • twitter:card
  • twitter:url
  • twitter:title
  • twitter:description
  • twitter:image


เท่าที่ดูตอนนี้เริ่มโชว์พรีวิวอัตโนมัติเฉพาะบนมือถือก่อน คาดว่าบน Web หรือ App อื่นๆ น่าจะทยอยอัพเดทตามมาหลังจากนี้

รูปจาก - The Verge
แจ้งข่าว - @Arjin

Tuesday, July 07, 2015

อย่าจมอยู่กับความรัก อย่าฝันอยู่กับอดีต


คุณเคยสาบานว่าจะรักใครไปจนวันตายไหมครับ ?
คุณเคยเห็นใครฆ่าตัวตายเพราะความรักไหมครับ ?

ท่ามกลางข่าวดังที่หลายคนก็ออกมาวิจารณ์กันไปต่างๆ นาๆ ไม่ว่าเรื่องราวจะจบลงอย่างไร แต่ทั้งหมดก็คงหนีไม่พ้นเรื่องเศร้าที่เกิดจาก "ความรัก"

ไม่แปลกที่คนเราต้องการจะมีความรัก เพราะมันนำมาซึ่งความสุข สมหวัง ดีใจ การได้อยู่กับคนที่เรารักไปตลอดชีวิตเป็นสิ่งที่หลายคนฝันหา แต่ด้านมืดของความรัก ก็นำมาซึ่งความทุก เศร้า เสียใจ สิ้นหวัง ท้อแท้ ไปจนถึง ... การฆ่าตัวตาย

จากการได้อ่านข่าวดังทำให้ผมนึกถึงเรื่องราวของเพื่อนผู้หญิงคนนึง ...

เธอคนนี้ชื่อ "เจ" (นามสมมุติ) เจเป็นเด็กผู้หญิงที่ได้พบกับรุ่นพี่ในมหาลัยคนหนึ่ง ชื่อ "บอย" (นามสมมุติ) รุ่นพี่ที่หล่อ หน้าตาดี เป็นที่หลงไหลของสาวๆ หลายคน

ทั้งที่เจรู้ว่าบอยเป็นผู้ชายลั้นลา เป็นนักกีฬาและคบกับสาวมากหน้าหลายตา แต่เมื่อถึงเวลาที่บอยมาสนใจน้องเจ เธอก็อดหวั่นไหวไม่ได้เพราะก็แอบปลื้มบอยอยู่ไม่ใช่น้อย แม้หลายคนจะคอยเตือนว่าให้ระวังก็ตาม

เจคบกับบอยได้หลายเดือน นานจนเพื่อนๆ ก็แอบเชียร์ว่า เฮ้ยสงสัยคนนี้จะเป็นตัวจริง บอยเองก็รักและดูแลเจอย่างดี ทำแหวนคู่กัน พาไปฉลองในวันสำคัญ ไปพบกับครอบครัวของทั้งคู่มาแล้ว

จนทั้งคู่เรียนจบ เจเข้าทำงานในบริษัทเอกชน ส่วนบอยขอไปเรียนต่อป.โทที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งนาทีที่ทั้งคู่บอกลากันที่สนามบิน เพื่อนๆ ก็พากันคาดเดาว่า "สงสัยงานนี้ได้เลิกกันชัวร์ว่ะ"

ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะเจร้องไห้ บอกกลัวว่าบอยจะเปลี่ยนไป สุดท้ายบอยกลั้นใจบอกกับเจก่อนขึ้นเครื่องว่า "ผมสาบานนะ ว่าจะอยู่กับเจตลอดไป"

เรื่องราวหลังจากนั้นก็คงคาดเดากันได้ไม่ยากใช่ไหมครับ ... ช่วงแรกทุกอย่างก็เป็นไปได้ดี แต่เวลาผ่านไปไม่กี่เดือน บอยก็เริ่มติดต่อยากขึ้น เจเคยบินไปเยี่ยมก็ได้เที่ยวแบบไม่มีความสุขกันเท่าไหร่ เวลาผ่านไปกว่าปี เรื่องมันมาพีกเอาตอนที่บอยกลับมาเมืองไทยนี่แหล่ะ

เจไปแอบค้นเจอในมือถือของบอย ว่ามีผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่คุยกันอยู่หวานแหวว ทั้งคู่กำลังคบกันอยู่ มากไปถึงขั้นที่เคยหลับนอนด้วยกันมาแล้ว เจเสียใจ เธอตบหน้าบอยซะคว่ำ แล้วก็เดินออกจากบ้านไป

เรื่องมันควรจะจบที่เจตัดใจ และบอยก็ไปมีคนใหม่ แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น ...

เจโทรศัพท์ไปพร่ำบอกกับบอยว่าทำไมไม่ทำตามคำสาบาน ไหนบอกว่าจะอยู่กับเขาตลอดไป เธอทำให้ฉันรอคอยมาเป็นปีๆ เธอส่งรูปคู่ไปให้บอยได้ระลึกถึงคำพูดของตัวเอง บอยพยายามบอกให้เจตัดใจ แต่เธอบอกทำไม่ได้

เมื่อถึงเวลาที่บอยต้องกลับไปเรียนต่อ เจก็ทำในสิ่งที่หลายคนไม่คาดคิด เธอพยายามฆ่าตัวตายด้วยการเอามีดกรีดที่แขน กินยาอะไรซักอย่างเข้าไปเยอะๆ แล้วก็กรี๊ดลั่นบ้าน แม่ของเจวิ่งขึ้นมาเห็นลูกสาวนอนจมเลือด รีบลงไปบอกให้พ่อมาช่วยกันอุ้มลูกไปโรงพยาบาล

พ่อโทรบอกบอยว่าเจพยายามฆ่าตัวตาย บอยตกใจรีบกลับไปดูอดีตแฟนที่โรงพยาบาล บอยเสียใจ พ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายต่างขอให้บอยกลับมาคบกับเจไปก่อน เพื่อให้เธอค่อยๆ ทำใจ บอยก็ทำตามนั้น แต่นั่นยิ่งทำให้ทุกอย่างแย่ลงไปอีก

เจกลายเป็นคนหวาดระแวง กลัวบอยจะไปมีคนใหม่ เฝ้าตามบอยไปทุกที่ เจโทรไปบอกว่าเธอต้องการจะตามไปอยู่ที่ออสเตรเลียด้วย บอยรู้ว่านั่นจะยิ่งทำให้ทุกอย่างแย่กว่าเดิม เลยปฏิเสธว่าให้คบกันระยะไกลไปก่อนก็ได้

เจกรี๊ดลั่น ทิ้งโทรศัพท์ และพยายามจะฆ่าตัวตายอีกรอบ บอยรีบโทรไปบอกให้คนในบ้านช่วยเหลือเธอ พาเจไปส่งโรงพยาบาล ทุกอย่างดูแย่ไปหมด เจเศร้าเสียใจมาก บอยก็เสียใจมากเช่นกัน

แต่คนที่ทุกใจมากที่สุดคือพ่อแม่ของเจ เพื่อนๆ พยายามช่วยกันบอกให้เธอตัดใจ แต่เธอก็ยังคงจมอยู่กับความรัก มัวแต่ฝันถึงความสุขในอดีต

เรื่องราวยืดเยื้อเป็นแบบนี้อยู่หลายเดือน เจพยายามฆ่าตัวตาย หรือทำอะไรไม่ดีกับตัวเองหลายครั้ง เพื่อให้บอยกลับมาเห็น กลับมาสงสาร กลับมาดูว่าเธอได้ทำให้ฉันเจ็บช้ำใจมากแค่ไหน บอยเศร้าใจจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับชีวิตดี

จนสุดท้ายทุกฝ่ายก็เห็นว่าทางออกที่ดีที่สุด คือให้บอยออกไปจากชีวิตของเจซะ เพื่อนๆ พ่อแม่ พยายามช่วยกันทุกทางให้ทุกอย่างดีขึ้น จนในที่สุดเธอก็เริ่มทำใจได้ และยอมปล่อยบอยออกจากชีวิตเธอไป

ถามว่าทุกวันนี้ทั้งคู่เป็นอย่างไรกันบ้าง ?

ตอนนี้ทั้งคู่เหมือนตายจากกันไปแล้ว บอยหลุดออกจากขุมนรก เขาไม่เคยติดต่อกับเจอีกเลย ใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง จนเจอคนที่รู้ใจ แต่งงาน มีลูก แม้เขาจะดูมีความสุข แต่ก็ไม่เคยลืมแผลในใจที่เขาได้ทำไว้กับผู้หญิงคนหนึ่ง

ส่วนเจ ทุกวันนี้ยังคงจมอยู่กับอดีต แม้จะมีใครหลายคนเข้ามา แต่เธอก็ยังคงกลัวในการจะมีความรัก กลัวที่จะเทใจให้กับใครไป ที่สำคัญเธอก็ยังไม่ลืมบอยได้เลย แม้เธอจะใช้ชีวิตไปได้อย่างมีความสุข แต่เธอก็กลายเป็นคนหมดรักไปแล้ว พร้อมแผลในใจ และแผลตามร่างกายที่ไม่เคยเลือนหายไปเลย

ผมไม่รู้ว่าเราจะได้ข้อคิดจากเรื่องนี้ว่าอย่างไร ก็คงบอกได้เพียงสั้นๆ ครับว่า ...

"อย่าจมอยู่กับความรัก อย่าฝันอยู่กับอดีต"