Saturday, September 26, 2015

10 เรื่องควรรู้ก่อนดู "ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น ซีซั่น 3" #HormonesTheSeries3


ความเดิมตอนที่แล้ว หลังจากที่เราได้สัมภาษณ์กับ "ปิง เกรียงไกร วชิรธรรมพร@pingvachir ผู้กำกับฮอร์โมนซีซั่น 2 และ 3 ที่ GTH ถึงเหตุผลในการตัดสินใจ จบซีรีย์ฮอร์โมน ไว้ที่ซีซั่น 3 ซึ่งประกาศเป็น The Final Season (อ่านเพิ่ม : ทำไม "ฮอร์โมน 3" ถึงเป็นซีซั่นสุดท้าย? ฟังจากปาก "ปิง เกรียงไกร" ผู้กำกับ)

ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้กำกับทั้งที เรามาพูดถึงเนื้อหา ที่มาที่ไป และเบื้องหลังที่น่าสนใจของฮอร์โมน 3 ที่กำลังจะเริ่มฉายตอนที่ 1 แล้ว เพื่อให้ง่ายต่อการติดตาม เลยขอสรุปเป็น 10 เรื่องที่ต้องรู้ก่อนดูฮอร์โมน 3 ดังนี้ครับ


1. ฮอร์โมน 3 คือซีซั่นสุดท้ายจริงๆ และจะไม่มีฮอร์โมน 4 แล้ว


คุณปิง ให้เหตุผลหลักในการประกาศปิดซีรีย์ฮอร์โมนไว้ที่ซีซั่น 3 เป็นเพราะเรื่องของทีมงาน ที่ทำงานหนักกันมาก ใช้เวลาตลอด 3 ปีกับซีรีย์เรื่องนี้ ทำให้แต่ละคนก็เริ่มอยากลองทำโปรเจ็คอื่นๆ บ้าง สุดท้ายพี่ย้ง (ผู้กำกับฮอร์โมน 1) เลยฟันธงว่า ในเมื่อจะไม่มีทีมงานชุดเดิมนี้ ก็ขอให้ทำฮอร์โมน 3 เป็นซีซั่นสุดท้ายแล้วกัน

ซึ่งเมื่อเราถามถึงว่าจะมีปาฏิหาริย์อะไรซักอย่างไหม ที่จะทำให้ "ฮอร์โมน 4" กลับมาได้ ?

คำตอบก็คือ "ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของอนาคตมากๆ ครับ ถ้าจะให้พูดกว้างๆ คือฮอร์โมนคงจะจบที่ซีซั่น 3 นี้แหล่ะครับ แต่ถ้าในอนาคต เมื่อมีคนที่พร้อม เช่น สมมุติพี่ย้งอยากกลับมาทำอีก หรือมีผู้กำกับหน้าใหม่ ทีมเขียนบทชุดใหม่ ที่ดูมีศักยภาพพอ มันก็อาจจะมีฮอร์โมน 4 กลับมาได้ครับ"




2. รุ่นพี่ที่เรียนจบไปแล้ว อาจจะมีโอกาสกลับมาโผล่ในซีซั่น 3 (รึเปล่า)


สำหรับใครที่ยังคิดถึง วิน, ขวัญ, หมอก, ต้า, เต้ย, ไผ่, สไปรท์, ภู, ธีร์ ก็ต้องแสดงความเสียใจด้วยที่พวกเขาไม่ได้เป็นนักแสดงนำในฮอร์โมน 3 อีกแล้ว หลักจากที่เป็นตัวหลักมาตลอดใน 2 ซีซั่นแรก ซึ่งก็ด้วยเหตุผลที่ทั้งหมดจบการศึกษา ม.6 ไปแล้วนั่นเอง

อย่างไรก็ดี เมื่อเราถามถึงโอกาสที่จะได้เห็นรุ่นพี่ฮอร์โมน (ขอใช้คำนี้แล้วกัน) กลับมาให้แฟนๆ ได้กรี๊ดกร๊าดในฮอร์โมน 3 บ้างรึเปล่า ? ทางปิงก็แบ่งรับแบ่งสู้ว่า "มีคนถามเรื่องนี้มาเยอะมากเลยครับ ก็จะขอไม่ปฏิเสธ แต่ก็ไม่ขอคอนเฟิร์มว่ามี ให้รอดูแล้วกันนะ" #แหม่


3. ตัวละครใหม่ ถูกเขียนบทขึ้นมาจากชีวิตจริงของนักแสดงชุดใหม่


ถ้าใครยังจำได้ ตั้งแต่ฮอร์โมน 1 ที่เราจะได้เห็นบทของตัวละครแต่ละตัวนั้น เป็นการเอาบุคลิคและชีวิตจริงบางส่วนของนักแสดง มาใช้ด้วย เช่น "ต่อ" เคยเป็นเด็กเกเรมาก่อน และก็เคยบวช เลยเป็นที่มาของ "ไผ่"

ปิงอธิบายเรื่องนี้เอาไว้ว่า เพราะจริงๆ แล้วฮอร์โมนถือเป็นโปรเจ็คหนึ่งสำหรับการพัฒนาศักยภาพของนักแสดงในสังกัดนาดาวบางกอก ซึ่งการให้นักแสดงหน้าใหม่ มาแสดงเป็นตัวละครที่มีความคล้ายตัวเอง จะทำให้พัฒนาเด็กขึ้นมาได้ง่ายกว่า

และตัวละครใหม่ในฮอร์โมน 3 ก็เช่นกัน สำหรับตัวละครหลักทั้งหมด 14 คน เป็นชุดเดิมที่เราเห็นในซีซั่น ก่อนมาแล้ว 7-8 คน (ดาว, ก้อย, ขนมปัง, ซัน, นน, ออย,​ เจน, เภา) ที่เหลือนักแสดงใหม่ จะมีบทและบุคลิคที่คล้ายกับชีวิตของพวกเขาเช่นเดียวกัน


4. นักแสดงจาก Hormones The Next Gen ถูกเรียกกลับมา (แล้วเบบี้มายด์หายไปไหน ?)


จากโปรเจ็คค้นหาฮอร์โมนเลือดใหม่เมื่อปีที่ผ่านมา จนได้ผู้เข้ารอบ 12 คน และสุดท้ายมาแสดงจริงเพียง 5 คน (แพรวา, ต้าเหนิง, ฟรัง, เจมส์, แบงค์) เนื่องจากบทที่เขียนเอาไว้ในฮอร์โมน 2 มีที่ว่างเพียง 5 ที่เท่านั้น

ซึ่งมาในซีซั่น 3 นี้คนที่เคยเข้ารอบก็ถูกเรียกตัวกลับมา เพื่อมารับบทนำในฮอร์โมน 3 ไม่ว่าจะเป็น พี, คลอดีน, แพรว ฯลฯ ตามที่เราได้เห็นไปแล้วจากตัวอย่าง

คำถามคือ แล้วเบบี้มายด์ สาวน้อยมาดทอมนิดๆ ที่หลายคนคอยเชียร์อยู่ หายไปไหน ?

ซึ่งปิงก็เผยเหตุผลอย่างตรงไปตรงมาว่า "หลังจากการสัมภาษณ์และแคสน้องเบบี้มายด์ เรากลับเห็นคาแรคเตอร์ไม่ชัด [ถาม: ทั้งที่เรามองข้างนอกเหมือนน้องจะชัดเจนมาก]  ใช่ครับ แต่เราคงหาประเด็นที่เหมาะกับน้องยังไม่ได้ เราเลยให้น้องไปรับบทสมทบอื่นๆ แทนครับ เราจะยังเห็นเค้าอยู่ แม้จะไม่ได้เป็นตัวหลักก็ตาม"

นอกจากนี้ยังเผยว่า แม้บทจะเขียนมาจากตัวนักแสดงเอง แต่ทีมงานกลับจัดให้มีการแคสนักแสดงขึ้นมาด้วย หมายความว่าน้องๆ ต้องมาแคสบทที่เขียนมาจากตัวเขาเอง แข่งกับคนอื่นๆ ที่สมัครเข้ามา ซึ่งถือว่าโหดมาก โดยเพราะปิงและพี่ย้งไม่อยากให้บทของน้องๆ เป็นของตาย ให้น้องๆ ต้องถีบตัวเองเรื่องการแสดงให้มากขึ้น


5. บทซีซั่น 3 หนากว่าฮอร์โมนทุกภาค ทีมเขียนบทยังโรคจิตเหมือนเดิม


เราเคยเห็นว่าบทของฮอร์โมนแต่ละตอนนั้น จะมีความลึกและมีการปูเรื่องในระดับที่เฉลี่ยทุกตัวละครพอดีๆ ซึ่งปิงเองก็เป็นหัวหน้าทีมเขียนบทมาตั้งแต่ฮอร์โมนซีซั่นแรกแล้ว

"ตอนที่ทำซีซั่น 1 เราก็พบว่ายังมีจุดอ่อนหรือจุดบกพร่องหลายอย่าง ทำให้ในการเขียนบทของซีซั่น 2 เราก็จะลง Detail กันมากขึ้น ทำให้บทซีซั่น 2 มันยาวกว่าซีซั่น 1 เกือบ 3 เท่า !! แต่ปัญหาก็คือมันลง Detail เยอะเกินไป จนดูแล้วเสียอารมณ์บางอย่าง

พอมาในซีซั่น 3 ทุกคนพยายามอุดรอยรั่วที่เกิดขึ้นในสองซีซั่นที่ผ่านมา ซึ่งยิ่งมีความละเอียด ทั้งบทแต่ละตอน มุมกล้องทุกมุมมีความหมาย ในแต่ละฉากจะแทบไม่มีบทที่สูญเปล่าเลย ทุกฉาก ทุกคำพูดจะมีความหมายต่อเรื่องราวในอนาคตอีกด้วย"

ถ้าอยากรู้ว่าทีมเขียนบททำงานกันหนักแค่ไหน ปิงบอกว่าใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 7 เดือน เพื่อเขียนบทละคร 13 ตอนเท่านั้น

เมื่อแอบถามว่า ทีมเขียนบทยังโรคจิตเหมือนเดิมรึเปล่า ? มีบทโหดๆ ทำร้ายจิตใจแฟนๆ เช่นทุกภาคไหม ปิงยิ้มมุมปาก แล้วบอกเบาๆ ว่า "โรคจิตกว่าเดิมอีกครับ หึๆๆๆๆๆ"

6. ธีมหลักของฮอร์โมน 3 คือ "บาดแผล และความเจ็บปวด"


มันยังแรงเหมือนเดิมไหม ? ปิงเลี่ยงตอบโดยบอกว่า ทีมงานเองไม่ค่อยได้ใช้คำว่า "แรง" ในการทำงาน เพราะจริงๆ แล้วฮอร์โมนคือการนำเสนอเรื่องจริงของวัยรุ่นอย่างตรงไปตรงมา และจะเห็นว่าทุกซีซั่นก็คือปัญหาจริงๆ ที่เกิดในสังคมไทย

แต่เมื่อถามถึงระดับความแรง ก็ได้รับคำตอบว่ามีความเข้มข้นอยู่แน่นอน ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้เรท 18+ จนต้องมาฉายสี่ทุ่ม เช่นเดียวกับซีซั่นที่ผ่านมา เพียงแต่ความแรงอาจจะไม่ได้อยู่ที่ "ภาพ" แต่จะอยู่ที่ "ความคิด" บางอย่าง

โดยปัญหาของวัยรุ่นที่เคยพูดถึงในซีซั่น 1 อย่างเรื่อง Sex, เด็กตีกัน มาถึงซีซั่น 2 ที่มีเรื่องของยาเสพติด, การทำแท้ง มาในซีซั่น 3 ก็จะยังคงมีปัญหาอื่นๆ ของวัยรุ่นที่จะมาเล่าให้ฟังเช่นเคย แต่ธีมของเรื่องราวทั้งหมด จะมาจาก "บาดแผล และความเจ็บปวด"

เหมือนที่เราได้เห็นจากรูปโปรโมท และเพลงประกอบละครนั่นเอง


7. ยังมีเรื่องของความรักระหว่าง "ช-ช", "ญ-ญ"

เมื่อถามถึงเรื่องเหตุผลการนำเสนอความรักในเพศเดียวกัน ปิงก็เผยว่า เมื่อเราทำละครวัยรุ่น เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงเรื่องของการค้นหาตัวตนด้านเพศไปได้เลย รวมถึงเรื่อง Sex, ดนตรี, ความรุนแรง เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับวัยรุ่นทุกยุคทุกสมัยอยู่แล้ว

เพียงแต่ว่าพื้นฐานของฮอร์โมน 3 จะได้เห็นเรื่องราวที่ภาพไม่แรงแบบซีซั่นก่อน เราอาจจะไม่ได้เห็นภาพในแบบที่สไปรท์จูบหรือมีอะไรกับผู้ชาย ในซีซั่นนี้เราจะได้เห็นความคิดใหม่ๆ ที่เราไม่เคยได้เห็นมาก่อน

โดยสรุปแล้วเรื่องราวความรักในเพศเดียวกันก็ยังคงมีให้เห็น เพียงแต่จะเป็นรูปแบบใหม่ๆ ที่เราจะได้มุมมองเพิ่มเติม กับการค้นหาตัวตนด้านเพศของวัยรุ่นในซีซั่นนี้


8. ยังคงมี Tie-in สินค้าเช่นเคย

ฉาก "Pepsi เขย่าได้" อันลืนลั่นในฮอร์โมน 2 ก็ทำให้หลายคนเริ่มชินกับการ Tie-in สินค้าเข้าไปในละคร ซึ่งในซีซั่น 3 ก็จะยังคงมีเช่นเดิม เนื่องจากรายได้หลักของการทำละคร ก็มาจากโฆษณาสินค้า ทำให้ยังสามารถทำละครใน Scale ใหญ่แบบนี้ได้อยู่ต่อไป

แต่ปิงเองก็ยอมรับว่า ทีมงานก็มีบทเรียนจากซีซั่นที่แล้วเหมือนกัน ว่าอะไรที่มากไป น้อยไปเป็นยังไง ปีนี้ก็จะพยายาม Balance ให้ดีขึ้น [หมายถึงเนียนกว่าเดิม ?] ก็ 5555 (หัวเราะ)


9. ความเป็นไปของ "ขนมปัง-ออย", "ดาว-ก้อย", "นน"


"ขนมปัง" เป็นคนที่เต็มไปด้วยความรักในซีซั่นที่แล้ว แต่อยู่ๆ ก็กลายเป็นคน Dark ขึ้นมาจากความผิดหวังที่เกิด มาในซีซั่นนี้ เราจะได้เห็นขนมปังพยายามก้าวผ่านบาดแผลในอดีต ไปสู่ความสัมพันธ์ครั้งใหม่ รวมถึงเมื่อความสัมพันธ์กับเพื่อนรักอย่าง "ออย" เปลี่ยนไป

"ผมว่ามันเป็นความสัมพันธ์ที่น่าสนุกดีนะ เหมือนเราเคยเห็นเพื่อนผู้หญิงคู่นึง ที่เหมือนเค้าจะรักกันนะ .. แต่จริงๆ เค้าก็ไม่ได้รักทุกเรื่องหรอก มันมีความเทาๆ อยู่"

ในส่วนของ "ดาว-ก้อย" ที่หลายคนรอคอย ปีที่แล้วจบแบบค้างเติ่ง ไม่ชัดเจน ซึ่งปีนี้ก็จะมาต่อยอดเมื่อดาวอยากได้ก้อยกลับมา แต่ก้อยก็รู้สึกว่าเขาผิดหวังกับดาวมามาก มันถึงเวลาที่เค้าต้องไปหาความสัมพันธ์ใหม่ๆ หรือยัง

ปีที่แล้วเราจะได้เห็นบทของดาวเยอะ แต่ปีนี้เราจะได้เห็นมุมของก้อยมากขึ้น ได้เห็นว่าพื้นเพเขาเป็นยังไง อะไรทำให้เขาคิดแบบนี้

สุดท้ายคือ "นน" ปีก่อนพยายามจะให้ชัดเจนว่าไม่ได้ชอบผู้ชาย (แต่ก็ไม่เห็นมีใครเชื่อ) ซึ่งในปีนี้ เราจะได้เห็นนนไปมีความสัมพันธ์กับคนอื่นเยอะมาก ซึ่งปีนี้จะมีคำตอบที่ชัดเจนให้ ว่าตกลงแล้ว นนชอบผู้ชายหรือผู้หญิงกันแน่



10. มีบทบาทตัวละครไหน ที่น่าจับตาเป็นพิเศษ


สำหรับนักแสดง Next Gen ที่เราเคยเห็นในซีซั่น 2 ทั้ง 5 คน ปีนี้จะได้เจอบทที่ยากและโหดกว่าเดิมมาก ซึ่งปิงได้เผยว่า บทที่ยากและซับซ้อนที่สุดบทหนึ่งคือตัวละคร "ออย" ที่น้องฟรังแสดง ตอนเขียนบทถึงกับยังไม่แน่ใจว่านักแสดงมืออาชีพจริงๆ จะแสดงได้หรือเปล่า

แต่พอได้กำกับจริง ก็พบว่าฟรังสามารถทำหน้าที่ได้ดีมาก ถึงกับบอกว่าถ้าจะมีนักแสดงซักคนที่ได้รางวัลการแสดง น่าจะมาจากฟรัง ในบทออยนี่แหล่ะ

นอกจากนี้บทที่ยากมากอีกคนหนึ่งคือ "เจน" ที่นำแสดงโดยน้องต้าเหนิง ที่ถือเป็นบทที่ท้าทายและน่าจับตาดูมากในซีซั่นนี้


10.1 สิ่งที่อยากฝากถึงคนดู

"ฮอร์โมนเป็นซีรีย์ที่คนทำคิดเยอะมากครับ ตั้งใจทำเพื่อให้ดูสนุก แต่สิ่งที่มากไปกว่านั้น คืออยากให้ดูสนุกแล้วสามารถปรับอะไรกับชีวิตของตัวเองได้ด้วย

อยากให้ดูแล้วลองเปิดใจกว้างๆ ลองมองคนที่คิดต่างกับเรา คิดไม่เหมือนเรา ลองให้โอกาสคนอื่น เป็นสิ่งสำคัญมาก ที่ทำให้สังคมมันดีขึ้นครับ"

ช่องทางการรับชมฮอร์โมน 3

  • ชมสดผ่านช่อง One ทางดิจิทัลทีวี ช่อง 31, กล่องดาวเทียม ช่อง 41
  • ชมย้อนหลังผ่าน LINE TV
อ่านเพิ่ม

- ภาพจาก Hormones The Series 3
- ขอบคุณ GTH และ นาดาวบางกอก สำหรับสถานที่สัมภาษณ์



Saturday, September 19, 2015

ทำไม "ฮอร์โมน 3" ถึงเป็นซีซั่นสุดท้าย? ฟังจากปาก "ปิง เกรียงไกร" ผู้กำกับ #HormonesTheSeries3



กลับมาแล้วกับซีรีย์ขวัญใจวัยรุ่นอันดับต้นๆ ของไทย "ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น ซีซั่น 3" ซึ่งในซีซั่นนี้มีการประกาศออกมาว่าจะเป็น ซีซั่นสุดท้าย (The Final Season)

แน่นอนว่าต้องมีคำถามที่ตามมามากมายว่า ทำไมถึงเป็นซีซั่นสุดท้าย ? รวมถึงเมื่อตามอ่านจากใน Social Media ก็จะมีหลายคนวิจารณ์กันต่างๆ นาๆ เช่น ฮอร์โมนถึงจุดตกต่ำแล้วเลยเลิกทำ, ซีซั่น 2 คนดูลดลง, ไม่มีสปอนเซอร์เข้ามารึเปล่า, ทีมงานมีปัญหากันภายใน ฯลฯ

ซึ่งผมได้มีโอกาสเข้าไปพูดคุยสัมภาษณ์กับ "ปิง เกรียงไกร วชิรธรรมพร" @pingvachir ผู้กำกับฮอร์โมนซีซั่น 2 และ 3 ที่ GTH ถึงที่มาที่ไปของการประกาศจบในครั้งนี้ รวมถึงเรื่องราวของซีซั่น 3 ว่าจะเป็นอย่างไร ลองมาฟังเหตุผลจริงๆ จากทีมผู้สร้างกันดูครับ


ทำไม "ฮอร์โมน 3" ถึงเป็นซีซั่นสุดท้าย ?

ปิงเปิดบ้านนาดาวบางกอก ซึ่งอยู่ข้างๆ กับ GTH ให้เราได้เข้าไปสัมภาษณ์อย่างอารมณ์ดี ซึ่งบรรยากาศข้างในนาดาวก็ดูโปร่งสบาย เหมาะแก่การคิดไอเดียกันมาก

Me : คำถามแรกเลย น่าจะถูกถามบ่อยที่สุด ทำไมฮอร์โมน 3 ถึงเป็นซีซั่นสุดท้าย
Ping : เหตุผลหลักๆ เลยเกิดจากความ 'อิ่มตัว' ของทีมงานครับ

Me : ใช้คำว่าอิ่มตัวเลยเหรอ ?
Ping : ใช่ครับ คือตอนแรกพวกเราลังเลกันด้วยซ้ำครับว่าจะทำซีซั่น 3 กันรึเปล่า เพราะว่าจริงๆ ซีซั่น 2 ก็เหมือนจะจบได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว คือการทำฮอร์โมนจริงๆ มันเหนื่อยมากเลยฮะ มันเหมือนเราเอาเวลาทั้งชีวิตตลอดทั้งปี ไปไว้กับฮอร์โมนเลย เขียนบทก็หนักมาก กองถ่ายก็หนักมาก

รวมถึงทีมงานเขียนบทชุดเก่า ที่เราคุ้นเคยกันมา ทุกคนก็รู้สึกเหมือนอยากไปทำอย่างอื่นบ้างแล้ว ทุกคนก็ลังเลกันว่าจะกลับมาเขียนดีหรือเปล่า

มีปาฏิหาริย์ที่จะเกิดฮอร์โมน 4 ไหม ?
"ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของอนาคตมากๆ ครับ"



Me : แล้วอะไรเป็นจุดตัดสินใจว่าซีซั่น 3 เป็นซีซั่นสุดท้าย
Ping : พอทีมงานเริ่มลังเลกัน พี่ย้ง (ผู้กำกับฮอร์โมนภาคแรก) ก็ยื่นคำขาดว่า งั้นถ้าจะทำกันต่อ ก็ให้ซีซั่น 3 เป็นซีซั่นสุดท้ายแล้วกัน เพราะถ้าฮอร์โมน 4 แล้วผมจะไม่ทำต่อ หรือทีมเขียนบทจะไม่ทำต่อ เค้าก็มองไม่เห็นว่าจะเอาใครขึ้นมาทำฮอร์โมนต่อไปได้อีก

พอพี่ย้งฟันธงมาอย่างนี้ ผมก็ตอบตกลงทำต่อในซีซั่น 3 รวมถึงทีมเขียนบทเดิมก็ตกลงทำต่อครับ

Me : แต่ปีที่แล้วตอนที่เราคุยกัน (อ่านบทสัมภาษณ์ ปิง ในการทำฮอร์โมน 2) ก็เหมือนว่าทุกอย่างจะปูมาซีซั่น 3 อยู่แล้วรึเปล่าครับ ?
Ping : จริงๆ แล้วถ้าใครดูตอนจบของซีซั่น 2 ก็เหมือนว่าจะมีการเผื่อซีซั่น 3 ไว้ แต่ในความเป็นจริงมันก็สามารถจบตรงนั้นได้เช่นกันฮะ

"ณ วันสุดท้ายของการถ่ายทำ ช่วงนึงก็รู้สึกวูบเหมือนกันนะ"



Me : แล้วช่วงเวลาที่สรุปเรื่องนี้กันคือช่วงไหนครับ
Ping : คือหลังจากที่เราถ่ายซีซั่น 2 จบไป แล้วก็มีการตัดต่อเพื่อออกฉาย ประมาณกลางๆ ซีซั่น ก็เริ่มมีการพูดคุยเรื่องซีซั่น 3 แล้วครับ ซึ่งตอนนั้นทีมงานก็สรุปกันแล้วฮะ ว่าจะทำต่อ และฮอร์โมน 3 จะเป็นซีซั่นสุดท้าย

Me : โห นั่นหมายความว่าเรื่องการจะจบฮอร์โมนที่ซีซั่น 3 นี่เก็บมาเป็นปีแล้ว
Ping : ใช่ครับ คือช่วงเขียนบทมันจะเริ่มที่ประมาณกันยายนของปีที่แล้ว ลากยาวมาถึงต้นมีนาคมของปีนี้ ใช้เวลาเขียนบท 7-8 เดือนได้เลยครับ



จะไม่มี "ฮอร์โมน 4" แล้วจริงๆ หรือ ?

Me : จากบทสัมภาษณ์ของพี่ย้ง เมื่อตอนซีซั่นแรก เคยบอกว่าอยากให้ฮอร์โมนเป็นเหมือนซีรีย์ฝรั่ง ที่มีต่อยอดไปเรื่อยๆ 4-5 ซีซั่นได้เลย
Ping : ผมว่าก็เป็นหลักการเดียวกันครับ คือถ้าเราอยากทำ ก็อยากจะทำให้มันดีฮะ ถ้าเราดูที่เนื้อหา ในความเป็นฮอร์โมนคือซีรีย์ที่พูดถึงปัญหาของวัยรุ่น "อย่างตรงไปตรงมา" ซึ่งสามารถต่อยอดไปได้อีกเป็น 10 ซีซั่นเลยฮะ

แต่ปัญหาคงเป็นคนที่มาทำมากกว่าครับ คือการทำฮอร์โมนผมว่าหาคนทำยากมาก ทีมเขียนบทเองต้องใจกว้างมาก ที่จะไปทำความเข้าใจกับเด็กที่หลากหลาย เราเองก็ไม่สามารถหาทีมเขียนบทที่สามารถมาทำได้ง่ายขนาดนั้น

ประเด็นที่ไม่ทำต่อ ผมว่าเป็นเพราะการหมดทีมงาน มากกว่าหมดที่เนื้อหาครับ

Me : มีหลายคนที่เสียดายว่าทำไมไม่ลองทำต่อไปเรื่อยๆ ?
Ping : เราเองก็ไม่แน่ใจว่า ถ้าเราดื้อทำต่อไป โดยที่ทีมงานเป็นทีมอื่น ทั้งที่เราก็ยังมองไม่เห็นภาพว่ามันจะออกมาเป็นยังไง อาจจะไม่ดีเท่า เราปิดมันในวันที่เราพร้อม เราปิดมันอย่างสวยงามที่สุดครับ

"ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาครับ ฮอร์โมนสามารถต่อยอดทำไปจนซีซั่น 10 ได้ แต่อยู่ที่ทีมงานมากกว่า ว่าเราไม่สามารถหาใครมาทำต่อได้" 


Me : เพราะฉะนั้นในการเขียนบท ก็จะมีผลรึเปล่าว่าจะพยายามให้ซีซั่นนี้จบในตัวและอาจจะไม่มีต่อยอด ?
Ping : ใช่ครับ ถ้าในมุมการทำงานก็จะคิดกันตลอดเลยครับ ว่าทำให้มันจบในตัว โดยที่ไม่ต้องไปต่อยอดอะไรอีก เราคิดว่าจะเริ่มแล้วจะลงเอยยังไง อะไรที่ค้างคา เราก็จะพยายามให้มันจบไปเลยครับ

Me : มีโอกาสหรือปาฏิหาริย์อะไรซักอย่างไหม ที่จะทำให้ "ฮอร์โมน 4" กลับมาได้ ?
Ping : ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของอนาคตมากๆ ครับ ถ้าจะให้พูดกว้างๆ คือฮอร์โมนคงจะจบที่ซีซั่น 3 นี้แหล่ะครับ แต่ถ้าในอนาคต เมื่อมีคนที่พร้อม เช่น สมมุติพี่ย้งอยากกลับมาทำอีก หรือมีผู้กำกับหน้าใหม่ ทีมเขียนบทชุดใหม่ ที่ดูมีศักยภาพพอ มันก็อาจจะมี "ฮอร์โมน 4" กลับมาได้ครับ



Me : ใจหายไหม
Ping : ณ วันที่ปิดกอง สัปดาห์ที่ผ่านมา พอถ่ายซีนสุดท้ายเสร็จตอนตี 3 แล้วได้มีโอกาสมานั่งนิ่งๆ อยู่คนเดียว ... มันก็มีวูบเหมือนกันนะ

คือตอนนั้นคิดว่า นี่คือสิ่งที่เราอยู่กับมันมานานมากตลอด 3 ปี แล้วถ้าหลังจากนี้เราไม่ได้อยู่กับมัน เราก็ไม่รู้ว่า ณ เวลานี้ปีหน้า เราจะกำลังทำอะไรอยู่

คิดว่าวันสุดท้ายที่ฉายซีซั่น 3 น่าจะวูบกว่านี้อีกครับ 555 (หัวเราะ แต่เสียงเศร้าๆ)

Me : 3 ปีที่ทำมา "ฮอร์โมน" ให้อะไรกับปิงบ้างครับ
Ping : อืม ... (คิดนาน) อย่างแรกคือเรื่องการทำงานครับ ผมได้เรียนรู้การทำหนัง การสื่อสารกับคนดู อะไรมากไป อะไรน้อยไป เราได้เรียนรู้มาตั้งแต่ซีซั่น 1 ว่าบทหนังแค่นี้ไม่พอหรอก พอซีซั่น 2 ได้มากำกับก็ได้รู้ว่ามุมกล้องแค่นี้ไม่พอนะ

พอมาทำซีซั่น 3 เหมือนการสอบ Final ของผมแล้วครับ ว่าผมสอบผ่านรึเปล่าในการเป็นผู้กำกับ

ตลอดปีที่ผ่านมา ทีมงานทุกคนรู้มาตลอดฮะว่านี่คือซีซั่นสุดท้าย แต่เก็บเป็นความลับเอาไว้





อีกส่วนหนึ่งที่ได้จากฮอร์โมน คือการที่ผมได้สัมผัสกับเด็กๆ ที่มีความหลากหลาย มันทำให้เราเห็นว่า จริงๆ แล้วโลกนี้มันมีคนที่คิดต่างกันอยู่มากมายเลยนะ แล้วความคิดต่างนี่แหล่ะที่ทำให้คนไม่เข้าใจกัน การทำฮอร์โมนเลยเหมือนการเอาคนที่คิดต่าง มาคุยกัน ให้เขาเข้าใจว่าทำไมแต่ละคนถึงได้มีความแตกต่างกัน

การทำฮอร์โมน 3 ปี ทำให้เราเปิดรับมากขึ้น เราเข้าอกเข้าใจคนที่แตกต่างกัน เพราะมันเป็นเรื่องธรรมชาติครับ ที่ทุกคนจะแตกต่างกัน

Me : แล้วสิ่งที่ได้จากคนดูล่ะครับ
Ping : โอ้ ฮอร์โมนมอบสิ่งพิเศษให้กับผมมากเลยครับ โดยเฉพาะเรื่อง Feedback จากคนดู เช่น มีคนส่งมาบอกว่าเขาดูฮอร์โมนแล้ว เค้าหันไปกอดแม่ หลายคนดูแล้วเข้าใจคนอื่นๆ

พวกความรู้สึกอย่างนี้ทำให้เรารู้สึกว่า เฮ้ย งานของเรามันส่งผลกระทบกับชีวิตของใครหลายคนได้ด้วย ความภูมิใจของการที่ได้ทำฮอร์โมน คือการที่ได้เห็นว่า งานของเราสามารถทำให้แต่ละคนเข้าใจกันมากขึ้น รับฟังกันมากขึ้น


ยังมีคำถามอีกเยอะมากกับ "ฮอร์โมน ซีซั่น 3" ทั้งเรื่องของเนื้อหาที่จะแรงกว่าเดิมไหม, ดาวก้อยจะมีบทสรุปอย่างไร, นักแสดงเก่าที่หายไปจะมีโอกาสกลับมาโผล่ในซีซั่นนี้รึเปล่า รวมไปถึงบทของตัวละครต่างๆ ใครที่ถือเป็นไฮไลท์ของซีซั่นนี้

ด้วยพื้นที่จำกัด เลยขอยกยอดไปต่อที่บทสัมภาษณ์ในตอนหน้าครับ

- ขอบคุณ GTH และ นาดาวบางกอก สำหรับสถานที่สัมภาษณ์

อ่านเพิ่ม



Thursday, September 17, 2015

"อย่าปล่อยให้แม่เลี้ยงลูกคนเดียว" รวม 9 เรื่องที่คุณพ่อมือใหม่ช่วยเลี้ยงลูกได้



"เลี้ยงลูกมันเหนื่อย" เป็นประโยคที่ผมไม่เข้าใจตลอดมา หลังจากที่ได้ยินทั้งคุณแม่ของตัวเอง หรือพี่ๆ ที่เริ่มมีลูกบ่นกันเต็ม Timeline ให้เห็นตลอดเวลา

จนมาถึงวันที่ตัวเองได้มีลูก ในที่สุดก็มาถึงจุดที่ได้เวลาบ่นออกมาแบบคนอื่นเป๊ะๆ เลยว่า "เลี้ยงลูกมันเหนื่อย .... แต่ก็มีความสุขนะ"

โดยส่วนตัวแล้วผมอาจจะต่างจากคุณพ่อคนอื่นๆ บ้างในเรื่องของหน้าที่การงาน ด้วยความที่ทำงานเป็นฟรีแลนซ์ (แหม่ กำลังอินเทรนด์) เลยทำให้เวลา 80% ผม "ทำงานอยู่บ้าน" เลยแทบจะเรียกได้ว่า ตลอดเวลา 4 เดือนมานี้ ผมเป็นคุณพ่อเลี้ยงลูกด้วยตัวเองอยู่บ้านเกือบจะเต็มเวลาเลยทีเดียว


อย่าปล่อยให้ผู้หญิงเลี้ยงลูกคนเดียว

สิ่งหนึ่งที่ผมได้รับรู้มากที่สุด จากการทำงานอยู่ที่บ้าน คือระหว่างที่พิมพ์งานบนคอมฯ แล้วได้มองไปดูเชอรี่เลี้ยงลูก ทำให้ผมรู้เลยว่า เราไม่สามารถปล่อยให้ผู้หญิงเลี้ยงลูกคนเดียวได้จริงๆ

กิจกรรมตอนเช้า อาบน้ำให้ลูก, เช็ดตัว, เปลี่ยนผ้าอ้อม, ให้นม, อุ้มลุกเดิน, พาลูกนอนหลับ แค่นี้ก็หมดไป 3 ชั่วโมงแล้ว แล้วคนเป็นแม่จะเอาเวลาที่ไหนมาทำกับข้าว, อาบน้ำตัวเอง, หาข้าวกิน ฯลฯ

ไม่ต้องพูดถึงงานบ้านเลยครับ กวาดบ้าน ถูบ้าน เก็บของ ไม่มีทางที่แม่จะทำทั้งหมดได้เลย ยิ่งโดยเฉพาะ 3 เดือนแรกของการเลี้ยงลูก เวลาส่วนตัวของคุณแม่จะหายไปเลย 80% ถ้าไม่มีผู้ช่วยจะเลี้ยงลูกได้ลำบากมากๆ

9 เรื่องที่คุณพ่อมือใหม่ช่วยเลี้ยงลูกได้


มีประสบการณ์เลี้ยงลูกหลายๆ อย่างที่ผมคิดว่า คุณผู้ชายน่าจะช่วยได้ไม่ยากฮะ แถมทำไปซักพักเราเองก็จะสนุกและมีความสุขไปด้วยอีกตะหาก ^___^

1. อุ้มลูก, พาลูกเรอ

แน่นอนว่าผู้ชายเราไม่มีนม แต่เราก็ช่วยแบ่งเบาคุณแม่ได้เวลาที่ให้นมเสร็จ ก็ต้องมีการอุ้มหรือพาลูกเรอ ช่วยให้เด็กนอนหลับสบาย ซึ่งเป็นงานที่ไม่ต้องใช้ความสามารถอะไรเลยฮะ อุ้มให้เป็นก็พอแล้ว

สารภาพว่าช่วงแรกที่มีลูก ผมเองก็งานยุ่งจนไม่ค่อยได้ช่วยอุ้มลูกซักเท่าไหร่ จนมาวันนึงเชอรี่บ่นว่าเจ็บแขน ผมก็เดินไปจับมือเชอรี่ขึ้นมาดู และภาพที่เห็นคือแขนของเชอรี่ช้ำไปหมด เส้นเลือดปูด ดูแล้วเจ็บแทน

เห็นแขนของแฟนเราเป็นแบบนี้แล้วผมนิแทบใจสลาย จากนั้นก็ขออุ้มลูกแทนในแทบทุกโอกาสที่ทำได้เลยครับ อย่างน้อยเราก็แข็งแรงกว่าผู้หญิงแน่นอนแหล่ะนะ

[ความยาก 1 / 5]


2. อ่านนิทาน, เล่นกับลูก

เพราะเด็กไม่ได้กินกับนอนอย่างเดียว การเล่นกับลูกถือเป็นช่วงเวลาที่ผมรู้สึกได้เลยว่ามีความสุขที่สุดแล้ว ในฐานะคนเป็นพ่อนะ

เอาของเล่นมาหลอก, พาอุ้มไปโน่นนี่, อุ้มลูกบินๆๆๆ, เอากุ้งกิ้งมาหยอกเล่นให้ลูกขำ



รอยยิ้มของลูกทำให้ใจเราละลายได้เลยครับ และช่วงเวลาที่เราเล่นกับลูกนี่แหล่ะ ที่คุณแม่จะได้ใช้เวลาส่วนตัวบ้าง ไปอาบน้ำ, ซื้อของ, ทาครีม, ดูทีวี ฯลฯ

[ความยาก 2 / 5]

3. อาบน้ำให้ลูก

โอ้โห อันนี้เป็นอะไรที่ต้องใช้ Skill ค่าพลังหลายอย่างเลยฮะ และบอกตามตรงเลยว่ากลัวมากในครั้งแรกๆ แต่ก็เช่นเดียวกับการอุ้ม คือเวลาอาบน้ำเด็ก ต้องใช้แรงในการยกพอสมควร

ซึ่งถ้าช่วยกันอาบน้ำ เราอุ้มลูก ให้แฟนเป็นคนถูกสบู่ เล่นกับลูกไป ก็ไม่ยากเท่าไหร่เลยฮะ

[ความยาก 5 / 5]



4. เปลี่ยนผ้าอ้อม


อีกงานนึงที่ง่ายและคุณพ่อช่วยได้บ่อย เพราะวันนึงเด็กก็จะฉี่และอึบ่อยมาก ก็ต้องมีการเปลี่ยนผ้าอ้อมหรือถ้าบ้านไหนใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูป ก็จะสะดวกเปลี่ยนได้ไม่ยาก

ความยากของการเปลี่ยนผ้าอ้อมคือกรณีที่ลูกอึ ก็ต้องอุ้มไปล้างก้น รวมถึงบางครั้งระหว่างเปลี่ยนผ้าอ้อมอยู่ ก็อาจจะโดยกามิกาเซ่ ยิงพลังฉี่ใส่หน้าได้ (กรณีเด็กผู้ชาย) ซึ่งผมเองก็โดนมาครบแล้ว ฉี่ลูกเต็มหน้าก็ตลกดีนะ เป็นประสบการณ์แปลกๆ ครับ 5555

[ความยาก 3 / 5]



5. ให้นม (จากขวด)

คงไม่ใช่ตลอดเวลาที่ลูกจะกินนมจากเต้าคุณแม่ ซึ่งที่บ้านเราก็จะผลัดเวรกันโดยให้เชอรี่เป็นคนให้นมในช่วงกลางวัน ส่วนผมจะเป็นคนให้นมช่วงกลางคืน แล้วก็จะสลับกันนอน จะได้ไม่เป็นซอมบี้กันหมด

การให้นมก็มีความยากในระดับหนึ่งเฉพาะช่วงแรกๆ คือก็ต้องเอานมจากถุงมาใส่ขวด เสร็จแล้วก็ต้องรู้จักการป้อนที่ไม่เร็วไม่ช้าเกินไป รู้จังหวะหยุดพาอุ้มเรอ ฯลฯ

แต่พอทำไปซักระยะจนเริ่มเป็น ก็เป็นกิจกรรมที่สนุกดีเหมือนกันนะ ลูกจำเราได้เร็วด้วย


[ความยาก 3 / 5]

กด Like Page ให้กำลังใจคุณพ่อด้วยนะคร๊าบบบบ >_<




6. ถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอลูกน้อย


ใครๆ ก็อยากมีรูปลูกน้อยเก็บเอาไว้ สมัยนี้มีกล้องมือถือ ที่ถ่ายได้ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ บางรุ่นถ่าย Slow-motion ได้อีกตะหาก

คุณผู้ชายควรใช้เวลาอย่างน้อยวันละ 5-10 นาทีถ่ายรูปหรือวิดีโอลูกไว้ครับ ภาพเหล่านี้มีค่ามากๆ แถม Skill การถ่ายรูปเราก็มักจะดีกว่าคุณผู้หญิงอยู่แล้ว ถ่ายรูปแม่ลูกก็สนุกดีออกนะ ได้รูปสวยๆ ส่งให้แฟนได้เอาไปแชร์ให้เพื่อนๆ ดู ก็เป็นความสุขอย่างนึงของคนในยุคนี้

[ความยาก 2 / 5]

 

7. แกล้งลูก

ผมพบว่า ช่วงเวลาแห่งความสนุกอย่างหนึ่งคือการได้แกล้งลูกครับ 5555 คือพออยู่บ้านนานๆ เห็นคนนั้นคนนี้อุ้มดูแลลูกอย่างดี บางอารมณ์เราก็อยากแกล้งลูกสนุกๆ บ้าง

มีครั้งนึงผมอุ้มน้องวชิอยู่ดีๆ ก็ร้องอยากกินนมอย่างหนัก แต่เชอรี่กำลังอาบน้ำ และผมเองก็ไม่รู้จะทำยังไงดี ลูกก็ร้องๆๆๆๆ งอแงไม่หยุด ผมเลยใช้ท่าไม้ตาย ควักนมตัวเองมาให้ลูกกินเบยยยย ... น้องวชิกินแล้วก็ทำหน้างงๆ เอ๊ะทำไมเค็มๆ เฮ้ย นี่มันไม่ใช่นมหม่ามี๊ ร้องจ๊ากกกก หนักกว่าเดิม

จนเชอรี่ต้องรีบออกจากห้องน้ำมาให้นมลูก พร้อมเขกหัวคุณพ่อจอมซน 1 ที T___T

แต่ผมพบว่าการแกล้งลูกก็เป็นการเล่นกันแบบนึงนะ ทำให้ลูกจำเราได้ดีด้วย (จะจำแบบไหนก็ว่าอีกอย่างนะ)

[ความยาก 1 / 5]


8. ไปโรงพยาบาลกับแม่และลูกด้วยทุกครั้ง

เด็กหลังเกิดมา ก็ต้องมีไปฉีดวัคซีน หรือตรวจร่างกายบ้างเล็กน้อย ซึ่งการไปโรงพยาบาลในขณะที่ลูกอายุไม่กี่เดือน เป็นอะไรที่ต้องเตรียมตัวเยอะเหมือนกัน

ไหนจะรถเข็น, ผ้าอ้อม, ของเล่น, ขวดนม, ผ้าคลุมให้นม ฯลฯ

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการไปช่วยยกของ คือการได้เข้าไปฟังคุณหมอพูดในห้องช่วงที่ตรวจลูกน้อยของเราครับ ยิ่งผู้ชาย Geek อย่างเราไม่ค่อยรู้เรื่องเลี้ยงลูกเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องไปฟังที่หมอพูดมากขึ้นเท่านั้น แต่ถ้าคุณพ่อคนไหนที่ทำงานประจำ ก็อาจจะขอนัดคุณหมอวันเสาร์ - อาทิตย์ได้นะฮะ

[ความยาก 2 / 5]


9. เข้าใจความเป็นแม่

สุดท้ายแล้ว ผมพบว่าตลอดเวลา 4 เดือนที่เลี้ยงลูกอยู่บ้าน ทำให้ผมเข้าใจในความเป็นแม่มากขึ้นเยอะเลย ทั้งความเหนื่อย, ความเครียด, การอยากมีเวลาส่วนตัว, รวมถึงเข้าใจทุกครั้งที่เห็นลูกยิ้ม มันมีความสุขมากมายแค่ไหน

ผมรู้สึกโคตรภูมิใจเลย วันแรกที่อาบน้ำให้ลูกด้วยตัวเองได้
ผมรู้สึกเศร้าและเครียดน้ำตาแทบไหล วันที่ลูกร้องไห้ไม่หยุดเป็นชั่วโมงๆ
ผมเผลอยิ้มแล้วเอาเก็บไปฝัน เมื่อครั้งแรกที่เปลี่ยนผ้าอ้อมให้แล้วลูกรู้สึกสบาย ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข

ผู้ชายเราอาจจะไม่ได้มีความอ่อนโยน หรือสัญชาตญาณการเลี้ยงลูกที่ทำได้ดีเท่ากับผู้หญิง แต่ถ้าเราได้เริ่มช่วยเลี้ยงลูกมากขึ้นทีละนิดๆ เราก็จะเข้าใจความเป็นแม่มากขึ้นเรื่อยๆ เองล่ะครับ

[ความยาก 0 / 5]


แถม: อย่าถามว่ามีอะไรให้ช่วยบ้าง ? 

ถ้าอ่านมาตั้งแต่ต้น จะเห็นว่าแทบทุกงานทุกอย่าง คุณพ่อสามารถช่วยเลี้ยงลูกได้หมดเลย ยกเว้นก็แค่การให้นมกับปั๊มนมเท่านั้น เพราะฉะนั้น เวลากลับมาบ้าน หรือเห็นแฟนเราเลี้ยงลูกเหนื่อยๆ เราแค่เข้าไปอุ้มลูกแทน ให้แฟนได้พักบ้าง ก็ไม่ต้องถามแล้วครับว่า "มีอะไรให้ช่วยบ้าง ?"

การเข้าไปช่วยกันดูแล ช่วยเลี้ยงลูกน้อยให้ได้มากที่สุด นอกจากจะช่วยให้คุณแม่ได้มีเวลาพักผ่อนบ้างแล้ว ยังช่วยให้เราได้สนิทกับลูก วันนึงที่ลูกตื่นมา เห็นหน้าเราแล้วยิ้มให้ หรือเรากลับมาบ้านแล้วลูกทำหน้าดีใจ ยิ้มแฉ่ง

นั่นล่ะครับ คือความสุขที่สุดแล้วของการเป็นพ่อ :D



Friday, September 04, 2015

รีวิว: ซื้อแหวนเพชร แหวนแต่งงานที่ Ananta Fine Jewelry สวยคุณภาพดี ไม่แพงอย่างที่คิด


ช่วงเวลาพิเศษ กับโอกาสพิเศษ เราก็ควรมีของขวัญให้กับคนพิเศษของเราอยู่เสมอๆ ผมอยากซื้อแหวนให้กับภรรยา (@CherryJaja) ได้ใส่ในโอกาสพิเศษมาซักพักแล้ว ถึงแม้เราสองคนจะมีแหวนแต่งงาน แต่ผมก็อยากซื้อแหวนเพชรรูป "หัวใจ" ที่มีขนาดเล็กๆ น่ารักๆ ให้เชอรี่อีกซักวง

ช่วงเวลา 9 เดือนที่ตั้งท้อง เป็นเรื่องที่หนักและเหนื่อยมากเลยนะสำหรับผู้หญิงคนนึง ผมเลยถือโอกาสดีพาคุณนายไปเซอร์ไพรส์เลือกซื้อแหวนเพชรให้ เป็นของรับขวัญน้องวชิ ลูกชายตัวน้อยของเรา ^__^

ได้รู้จักกับร้าน Ananta Fine Jewelry จากการแนะนำของเพื่อนมาอีกทีนึง ที่บอกสั้นๆ แค่ว่า "เป็นร้านเพชรที่เชื่อถือได้สุดแล้ว ราคาไม่แพงด้วยนะจ๊ะ"

ดาราเซเล็บลูกค้าร้าน Ananta

Ananta Fine Jewelry ร้านเพชรที่ดาราเซเล็บหลายคนเลือกใช้

เนื่องจากการซื้อเพชรมันยากกว่าความสามารถที่ผมมี คือไอ้เราก็ดูเพชรไม่เป็นด้วย แล้วก็ไม่รู้ว่าร้านไหนดีไม่ดี พอเพื่อนแนะนำที่ Ananta มาก็ลองเสิร์ชข้อมูลดู ถึงได้รู้ว่า โห มีดารามาซื้อแหวนที่นี่เยอะมากๆ

ซึ่งก็ตามภาพด้านบนเลย แถมร้านนี้ยังเป็นฉากในละครหลายเรื่อง ความน่าเชื่อถือหายห่วง แต่แน่นอนว่าเราก็ไม่กล้าเข้าไปเพราะเข้าใจว่า "แพงแน่ๆ" 5555


แต่ก็อ๊ะ ลองเชื่อเพื่อนที่บอกว่าไม่ได้แพงอย่างที่คิดดูซักครั้ง แถมที่ร้านก็มีเว็บให้ลองเช็คราคาก่อนมาดูแหวนได้ด้วย เราก็ดูแล้วโอเค อยู่ในงบประมาณ ก็แวะมาที่สาขา Central World เลย สะดวกสุด

และประกอบกับคุยกับทางน้องวิน เจ้าของร้านสุดหล่อถูกคอ เลยขอแบบพิเศษๆ ด้วยนะ ^__^'

เช็คราคาแหวนได้ที่ -> Ananta Fine Jewelry (Bridal)




เลือกซื้อแหวนเพชร "รูปหัวใจ"

เนื่องจากแหวนที่ผมซื้อไป "ขอแต่งงาน" กับเชอรี่นั้นวงเล็กเกินไป ส่วนแหวนแต่งงานก็มีขนาดใหญ่เกินไป ผมเลยมองหาแหวนที่อยู่ระดับกลางๆ ใส่เล่นได้ ใส่ออกงานก็ดูดีซักวงให้เชอรี่



แล้วก็ได้พบกับเพชรรูปแบบนึง ที่เป็นรูป "หัวใจ" โอ้วววว น่ารักหวานแหววม๊ากกกกก

ทางร้านก็แนะนำว่าแหวนรูปหัวใจเหมาะกับเชอรี่มาก เพราะดูไม่ได้เป็นทางการมากนัก แถมดูออกหวานๆ ใส่กับชุดไหนก็สวย~* (หมวย)



ปัญหาคือผมเป็นคนเลือกเพชรไม่เป็นครัช ซึ่งก็น่าจะเหมือนคนส่วนใหญ่ที่ก็คงจะดูไม่เป็นเหมือนกัน อันไหนเพชรดีไม่ดี มีตำหนิรึเปล่า แพงเกินไปไหม ซึ่งพอบอกอย่างนั้นน้องวินก็ให้ทีมงานมาช่วยติวเข้มอยู่นานเลย จนรู้ว่า เฮ้ย วิธีดูเพชรมันง่ายนิดเดียวเอง

เพราะเคล็ดลับคือ ไม่ต้องไปดูเพชรครับ แต่ให้ดูใบรับรองหรือ Certify ของเพชรแทน ซึ่งเพชรทุกเม็ดจะมีใบรับรองอยู่แล้ว (ร้านไหนไม่มีอย่าซื้อแนะนำอย่าลองถ้าคุณดูเพชรไม่เป็น) วิธีดูก็ไม่ยากเลย เอาไว้จะเขียนบล็อกเล่าให้ฟังอย่างละเอียดอีกที





ปัญหาต่อมาคือ พอเลือกเพชรได้แล้ว ก็เลือกตัวเรือนของแหวนอีกที ซึ่งพอโจทย์เป็นเพชรรูปหัวใจ ตัวแหวนก็เลือกได้ไม่ยาก เพราะก็ต้องเน้นหวานๆ แน่นอนอยู่แล้ว แต่แบบที่ทางร้านยกขึ้นมาให้ดูก็มีหลายแบบ เล่นเอาตาลายเหมือนกัน 555



และก็ได้ตัวเรือนที่เป็นปลายแหลมเข้าหาเพชร มองจากด้านบนดูบางมากกก ทำให้เพชรเด่นขึ้นมาทันทีเลย



พอเลือกเพชรกับตัวแหวนได้แล้ว ก็ตกลงสั่งทำแหวน รูดปื๊ดๆ รอไม่กี่วันก็มารับ แล้วก็ได้แหวนสวยๆ ให้คุณนายใส่รับขวัญน้องวชิแล้วคร๊าบบบบ


ตรวจรับแหวน เช็ครายละเอียด ประกันหลังการขาย

หลังจากนั้นไม่กี่วัน ทีมงานก็โทรมาแจ้งว่าแหวนเพชรที่สั่งทำได้แล้ว ให้ไปรับได้ที่ร้านเลย ซึ่งผมก็พาเชอรี่ไปด้วยเพื่อเช็คว่าแหวนใส่ได้พอดีนิ้วหรือเปล่า

ซึ่งก็สารภาพตามตรงว่าตื่นเต้นเล็กน้อย อยากเห็นว่าแหวนเพชรรูปหัวใจของเราจะเป็นยังไงนะ



พอมาถึงปุ๊บ ทีมงานเช็คใบรับแหวนของเรา แล้วก็เอาแหวนที่สั่งทำออกมาให้ดู แสงไฟที่ตกกระทบว๊าบบบบ เล่นเอาแสบตาไปหลายวันเลยทีเดียว (เว่อไปนั่น)



เชอรี่ชอบมาก ผมก็ชอบ สวยยยยยย ^___^



พอได้แหวนแล้ว ทางร้านก็ให้เราเช็คตัวเลขที่สลักบนเพชร กับตัวใบ Certify ที่เราได้รับว่าตรงกันนะ มีค่าสีสัน ค่าความสะอาดเท่านี้ๆ ก็ทำให้อุ่นใจได้ ไม่โดนย้อมแมวมาขายแน่นอน





โดยสรุปแล้วแหวนวงนี้ น้ำหนัก 0.3 กะรัต เกรด Excellent ราคาแหวนรวมเพชรแล้วอยู่ที่ 43,900 บาทจ้า

ก็ถือว่าไม่ถูกไม่แพง กำลังพอดีๆ แถมที่ร้านยังดูแลให้ตลอดอายุการใช้งาน ตัวแหวนมีรอย เข้ามาขัดชุบฟรี นิ้วขยายใส่ไม่ได้ ปรับไซส์ฟรี

หมายเหตุ: ทางร้านมอบแหวนราคาพิเศษให้เราสองคน ตอนจ่ายจริงเลยถูกกว่าราคาด้านบนพอสมควร บทความเลยอยู่ในหมวด Advertorial ด้วยจ้า



สรุปประสบการณ์ซื้อแหวนที่ Ananta Fine Jewelry
  • ทั้งร้านขายเฉพาะแหวนที่มีใบ Certify เท่านั้น เชื่อใจได้ ไม่โดนหลอกขาย เพชรในร้านเฉพาะเกรด Excellent เท่านั้น
  • ดูเพชรไม่เป็น ทีมงานสอนให้เต็มที่เลย อธิบายเข้าใจง่าย
  • ดาราเซเล็บซื้อที่นี่เยอะมาก
  • นอกร้านตกแต่งดูเหมือนจะขายแพง แต่พอถามราคาก็ไม่ได้แพงอย่างที่คิด
  • มีงบ 3-4 หมื่นก็ซื้อแหวนเพชรดีๆ ได้แล้ว
  • ไม่จุกจิก บริการหลังการขายฟรีหมด ปรับไซส์ฟรี เอาแหวนมาขัดชุบฟรี (ซึ่งหลายร้านไม่มีตรงนี้)

Ananta (Fine Jewelry) - แหวนเพชร แหวนแต่งงาน แหวนหมั้น
  • สาขา เซ็นทรัลเวิลด์ห้อง D112-113 ชั้น 1 โซน Dazzle โทร : 02.613.1377 
  • สาขา เซ็นทรัล ลาดพร้าวห้อง 346/1 ชั้น 3 โทร: 02.102.4567 
  • สาขา เซ็นทรัลพลาซ่า แกรนด์ พระราม 9 ห้อง 222/1 ชั้น 2 โทร: 02.103.4567
ข้อมูลเพิ่มเติม