Saturday, December 31, 2016

สรุปตัวเองในปี 2016 : ออกจากการทำฟรีแลนซ์, เปิดบริษัทของตัวเอง, เลี้ยงลูกอย่างมีความสุข


บล็อกสุดท้ายก่อนข้ามปี 2016 ไป ก็ขอบันทึกเรื่องราวของตัวเองเก็บเอาไว้ตามทื่เคยได้ทำมาตลอดทุกปี พอเวลาผ่านไปกลับมาอ่านก็รู้สึกดีเหมือนกันนะว่าในปีนี้เราได้ทำอะไรไปบ้าง ชอบไม่ชอบอะไร

ปีนี้เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตอีกครั้งที่ต้องถือว่าเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญ โดยเฉพาะการลาออกจากการเป็นฟรีแลนซ์ กลับมาทำงานประจำอีกครั้ง แต่ไม่ใช่งานประจำธรรมดา เพราะเป็นการเปิดบริษัทของตัวเองซะด้วย



การงาน
  • ช่วงต้นปีเน้นการทำงานฟรีแลนซ์เช่นเคย ทั้งงานบล็อกเกอร์, งานบรรยาย, เว็บ, เพจ, ที่ปรึกษา, Consult
  • งานใหญ่สุดที่ตั้งใจอยากจะจัดมาหลายปี ในที่สุดก็ได้ทำคืองาน iDeveloper Conference 2016 ที่รวบรวมกลุ่มนักพัฒนาแอพสาย iOS ครั้งใหญ่ในไทย 
  • ปีนี้งานติดขัดตามแบบฉบับการจัดครั้งแรก แต่ก็ดีใจที่สปอนเซอร์สนับสนุนเต็มทุกแพ็คเกจ และคนสมัครเต็มภายในไม่กี่ชั่วโมง
  • เรื่องเงิน ปีนี้เป็นปีที่มีรายได้เยอะสุดตั้งแต่เคยทำมา คือจริงๆ รายได้เราก็ควรเพิ่มทุกปี แต่ปีนี้บวกเยอะกว่าปีก่อนๆ มาก ปัญหาคือการจัดการด้านภาษีทำให้ปวดหัวขึ้น รวมถึงต้องเริ่มแบ่งเงินไปลงทุนบ้าง
  • จัดงาน Event ถ่ายทอดสด 4 รอบคือ มี.ค. (Apple Watch 2), มิ.ย. (WWDC), ก.ย. (iPhone 7), ต.ค. (MacBook Pro) แต่ลดงานที่จัดคนมาดูด้วยกัน มาเป็นพากย์ไทยสดแทน
  • ได้มีโอกาสไปประเทศอังกฤษกับทางสิงห์ เป็นประเทศที่รู้สึกผูกพันธ์มากเป็นพิเศษ เคยไปทำงานที่นี่ช่วงนึง ชอบมาก เป็นความทรงจำดีๆ
  • ต้นปีจัดค่าย Young Webmaster Camp ครั้งที่ 13 ก่อนงานมีปัญหาล้านแปด แต่พอถึงเวลาก็เป็นค่ายที่ดีมากครั้งหนึ่ง ทั้งด้านการสนับสนุนจากสปอนเซอร์, คนสมัคร, จำนวนพี่ที่มาค่าย สุดท้ายดีใจที่ได้วางมือทำค่ายปีสุดท้าย และส่งต่อทีมงานรุ่นต่อไป

เปิดบริษัทของตัวเอง
  • ช่วงกลางปี ตัดสินใจครั้งใหญ่ในการเลิกทำงานฟรีแลนซ์ที่ตัวเองรักมาก ลาจากงานอิสระ ช่วงเวลาที่ได้อยู่กับลูก 24 ชั่วโมง มาเปิดบริษัทของตัวเอง (ซึ่งน่าจะได้เปิดตัวให้ได้รู้จักกันเร็วๆ นี้)
  • เหตุผลหลักๆ คือการมองเห็นโอกาส และความอยากลองทำอะไรที่คิดว่าเราทำได้ดีกว่าการอยู่แค่เป็นฟรีแลนซ์ไปเรื่อยๆ เป็นเรื่องที่ใช้เวลาคิดนานกว่าปี ไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ ในการตัดสินใจครั้งนี้
  • โชคดีที่ได้หุ้นส่วนที่โคตรเข้าใจ รวมถึงมีความพร้อมทุกด้านให้เรารันบริษัทได้อย่างหายห่วง
  • เริ่มโปรเจ็คได้ช้ากว่าที่คิดเดือนกว่า ด้วยเหตุผลคือเป็นคนเลือกทีมงานเข้ามาสักคนยากมาก คุยแล้วคุยอีก คิดแล้วคิดอีก กว่าจะได้ทีมงานครบก็เกือบวันสิ้นปีแล้ว
  • 3 เดือนแรกของการเปิดบริษัท เป็นช่วงเวลาที่เหนื่อยที่สุดในชีวิตตั้งแต่เกิดมาเลย การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์จากคนขี้เกียจๆ กลับมาทำงานประจำ พร้อมความรับผิดชอบหนักอึ้ง เกินกว่าที่คาดไว้จริงๆ 
  • โชคดีที่ไม่เคยมีปัญหากับที่บ้านเลย รวมถึงไม่เคยมีปัญหากับที่ออฟฟิศด้วย ทุกคนดี๊ดี ขอบคุณนะ
  • ผ่านไปสามเดือนยังไม่คิดว่าตัวเองสอบผ่าน แต่ก็คิดว่าทำได้ดีกว่าที่คิดเหมือนกัน ปีหน้าน่าจะได้เห็นอะไรที่ชัดเจนมากขึ้น ถ้าไปได้ดีจะขอเก็บเป็นผลงานที่ดีที่สุดในชีวิตเลย



ครอบครัว

  • น้องวชิเริ่มโตขึ้นทุกวัน ดีใจที่ได้เห็นการเติบโตของวชิอย่างใกล้ชิด (มาก) มาตั้งแต่เกิด
  • ขอบคุณที่เลืกทำงานที่มีอิสระ จนได้มีเวลาให้กับครอบครัวเยอะจริงๆ
  • ได้เห็นครั้งแรกที่น้องวชิว่ายน้ำ, กินข้าว, คลาน, ขึ้นเครื่องบิน, ร้องเพลง, เต้น ฯลฯ เป็นภาพที่จำได้ติดตาที่สุดเลย
  • โดยเฉพาะครั้งแรกที่น้องวชิเดินด้วยตัวเองได้ โอ้โห ไม่รู้ทำไมดีใจกว่าที่ตัวเองทำงานสำเร็จซะอีก ยิ้มทั้งวัน ดีใจที่เห็นลูกเดินได้ซะที 5555
  • ได้พาครอบครัวไปเที่ยวสิงคโปร์ เป็นการออกต่างประเทศครั้งแรกของวชิ สนุกสนานดีงาม
  • ก็เลยได้ใจ พาไปเที่ยวต่อที่ญี่ปุ่นทั้งบ้าน โอ้โห เป็นการเที่ยวที่เหนื่อยมาก แต่ก็สนุกมากกก ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไปแล้วก็อยากไปอีกเรื่อยๆ นี่ปีหน้าก็จองตั๋วล่วงหน้าไปแล้วนะเนี่ย
  • เชอรี่เป็นภรรยาที่เข้าใจเราที่สุดในโลก ขอบคุณนะครับที่ดูแลเป็นอย่างดี ทั้งปีแทบไม่เคยทะเลาะกันเลย ช่วยกันเลี้ยงลูกอย่างสนุกสนานทุกวัน
  • แม้จะยุ่งเรื่องงาน แต่ก็พยายามหาเวลาหวานๆ กับเชอรี่ให้มากขึ้น
  • มีข่าวดีที่พี่สาวได้ลูกชายแล้ว ถือว่าครบทีม พี่น้องมีลูกกันหมดแล้ว 



สุขภาพ

  • ยังคงป่วยตลอดทั้งปี ซึ่งปีนี้ดูจะหนักสุด โดยเฉพาะโรคเจ็บคอที่เป็นเรื้อรังไม่หายซะที ไปหาหมอหลายรอบมาก สรุปสาเหตุก็หนีไม่พ้นการนอนดึก,​ เครียด และพักผ่อนน้อย ตามประสาคนบ้างาน
  • ออกกำลังกายบ้าง แต่ก็น้อยอยู่ดี ยังดีที่ได้เลี้ยงลูกทุกวัน ถือเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง
  • ช่วงปลายปี ถือเป็นโชคร้ายขั้นสุด เมื่อเป็นโรคงูสวัด ปีนี้คนรอบตัวก็เป็นกันเยอะ แต่เราดันเป็นที่หน้า ทำให้มีแผลเป็นที่แก้ม
  • จนต้องไปยิงเลเซอร์หลายรอบ จนตอนนี้ก็เริ่มดีขึ้น เลยคิดว่าธรรมชาติคงบอกเราอย่างตรงไปตรงมาแล้วล่ะว่า "พักผ่อนและดูแลตัวเองมากขึ้นได้แล้วนะ"
  • ปีหน้าคงเป็นปีแห่งการดูแลสุขภาพตัวเอง ก่อนที่เครื่องยนต์จะพังไปมากกว่านี้
  • ทดลองตัดผมสกินแฮด เปลี่ยนลุคตัวเอง และก็พบว่า ... ไม่เวิร์ค (ฮา)



ผลงาน

  • ปีนี้ผลงานในส่วนตัวไม่ชัดมากเท่าปีก่อนๆ คงเพราะเริ่มอิ่มตัวจากการทำ Content ด้วยตัวเอง มาเป็นการปั้นน้องๆ ขึ้นมา ในขณะที่ตัวเองเริ่มเฟดตัวไปทำเบื้องหลังมากขึ้น
  • ความยากของการปั้นน้องๆ ทีมงานขึ้นมาคือการเข้าใจในความแตกต่างของแต่ละคน ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำเหมือนเราได้ จะคิดเหมือนเราได้หมด
  • ความยากอีกเรื่องคือการห้ามใจตัวเองไม่ให้มาทำเองทั้งหมด คือผมเริ่มเข้าใจพวกศิลปินที่เวลาทำอะไรก็จะอยากทำเองทุกเรื่อง เพราะมันได้อย่างที่เราอยากได้ทั้งหมดนั่นเอง
  • เรื่องน่าแปลกคือพอมาอยู่เบื้องหลังมากขึ้น ปียี้กลับมีผลงาน Content ที่ยอดสูงสุดตั้งแต่เคยทำมา
  • มีโพสต์ที่ยอดเกินล้าน Reach ทุกเดือน บางเดือนมีหลายตัว
  • สถิติ Follower Twitter ~340,000 : Facebook ~26,000 : Instagram 5,300 
  • ที่เติบโตชัดเจนอีกอันคือ Fanpage ของ MacThai จากยอด 130,000 ขึ้นมาเป็น ~340,000  และยังคงมี Engagement เยอะอย่างที่หวังไว้ เพิ่มปีละเท่าตัวนี่ก็ปลื้มเลยทีเดียว
  • อีกเพจที่เพิ่งเริ่มทำคือ MangoZero ก็เริ่มจาก 0 ในช่วงสามเดือนตอนนี้อยู่ที่ ~55,000
  • รวมทุก Social ที่ทำเอง ปีหน้าหวังว่าจะขึ้นหลักล้านได้
  • งานเขียนปีนี้ก็ยังคงไม่มีหนังสือออกมาตามที่ตั้งใจไว้ ถ้าปีหน้าไม่ได้คงต้องพิจารณาตัวเองให้หนัก
  • ได้รับเชิญไปพูดตามงานอีเวนต์ หรือตามมหาลัยมากขึ้น น่าจะเป็นผลจากที่ปีที่แล้วติด 1 ใน 100 Top Online Influencer ของ LIPS Magazine แต่ปีหน้าจะพยายามลดงานพูดลง ทำให้มากขึ้น
  • ดราม่าปีนี้แทบไม่มีเลย ดีใจจุง เรื่องปวดหัวน้อยลง ทำงานอย่างสบายใจ
โดยสรุปแล้วปีนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้ง โดยเฉพาะเรื่องงาน ทุกอย่างไปได้ดีหมด ยกเว้นเรื่องสุขภาพ ความหวังในปีหน้าคือรักษาตัวเองให้ดีขึ้น ดูแลคนรอบข้างและตัวเองให้มาก

ขอให้ปี 2017 มีแต่เรื่องดีๆ เฮงๆ นะจ๊ะ


Monday, December 05, 2016

เพราะผมเกลียดเด็ก เลยทำให้ผมรักลูกมากขึ้น



"ผมเป็นคนเกลียดเด็กครับ"

จำได้ตั้งแต่เกิดมา ผมก็เป็นคนเกลียดเด็กมาโดยตลอด ไม่ชอบเสียงเด็กร้อง หงุดหงิดเวลาเห็นลูกใครดื้อซน เคยแกล้งเด็กร้องไห้แล้วเดินหนีไม่สนใจ

อาจจะเพราะด้วยความเป็นลูกคนเล็ก ไม่เคยมีน้องให้เลี้ยง ไม่เคยเข้าใจการรักและดูแลเด็กต้องทำยังไง ผมก็ติดนิสัยเกลียดเด็กมาโดยตลอด จนแม้แต่แต่งงานแล้วก็ตาม

หลายคนบอกว่าพอมีลูกแล้วความคิดจะเปลี่ยน แต่ผมไม่เชื่อหรอก

แม้แต่จนถึงวันที่ภรรยาท้องและกำลังจะมีน้องตัวน้อย ผมก็ยังไม่รู้สึกอยากจะเลี้ยงเด็กเลยแม้แต่น้อย

แต่แล้วจนวินาทีแรกที่ "น้องวชิ" ออกมาลืมตาดูโลก พร้อมเสียงร้อง อ้อแอ้ๆ ไม่รู้ทำไม น้ำตาคนเกลียดเด็กก็คลอเบ้าตา

.
.

ผมเชื่อว่าคนที่มีนิสัยเกลียดเด็กมักจะมีอะไรที่คล้ายๆ กัน

เป็นคนขี้หงุดหงิด
ไม่ชอบอะไรจุกจิก
ไม่ชอบอะไรที่คาดเดาไม่ได้

ซึ่งก็มักจะเป็นนิสัยของผู้ชายหลายๆ คน ผมเชื่อแบบนั้น

เชอรี่เองก็รู้ว่าผมเป็นคนที่ไม่ชอบเด็ก เธอก็เตรียมตัวเป็นคุณแม่แบบพาวเวอร์อัพ พร้อมเลี้ยงแบบลุยเดี่ยว ไม่กล้าให้ผมช่วยเลี้ยงลูก ใจนึงก็คงเพราะกลัวอีตานี่อุ้มแล้วทำลูกตัวเองตกลงมา

.

8 พ.ค. 2558 เป็นวันที่ผมจำได้ดีมาก เพราะนั่นคือวันแรกที่เราพาน้องวชิกลับมาเลี้ยงด้วยตัวเองที่บ้าน หลังจากที่พักอยู่โรงพยาบาลหลังคลอดมาได้สามวัน

"เอาผ้าอ้อมมาหน่อย ลูกอึแล้ว !!" เสียงเชอรี่สั่ง
"ผ้าอ้อม !! ..... ผ้าอ้อมมมม ....... ผ้าอ้อม คืออะไร ?"

('___')? ผมทำหน้าสงสัย จนเชอรี่ทำหน้าเอือมแล้วบอก หลีกทางหน่อย อุ้มลูกไปหยิบผ้าอ้อมด้วยตัวเอง

วีรกรรมของผมยังไม่จบแค่ไม่รู้จักผ้าอ้อม ยังมีอีกทั้งการล้างขวดนมไม่เป็น ซื้อของที่แม่ให้นมลูกทานไม่ได้มา ใส่ชุดลูกกลับแขนขา ไปจนถึงมัวแต่เล่นเกมจนไม่ได้ยินเสียงลูกร้อง (ตอนเชอรี่ฝากให้ดูลูกหน่อยจะลงไปซื้อของ)

ผมต้องเป็นพ่อที่แย่มากแน่ๆ เลย ... ผมบอกกับตัวเองในใจอย่างนั้น

.
.

สิ่งนึงที่แปลก คือถึงแม้ผมจะเกลียดเด็กเป็นทุนเดิม แต่ผมไม่เคยรู้สึกแย่อะไรเลยกับการเลี้ยงลูกตัวเอง ตรงข้ามผมกับสนุกและเริ่มเรียนรู้มันทีละเล็กละน้อย

จนเช้าวันนึง ในขณะที่เชอรี่ตื่นแต่เช้ามาทำกับข้าว ทิ้งให้ผมนอนกับลูกในห้อง จำได้ว่าผมลืมตาขึ้นมา ภาพที่เห็นคือน้องวชิกำลังหลับและหันมามองหน้าผมพอดี ปากของวชิอมยิ้มเล็กน้อย

ผมมองหน้าวชิอยู่นาน จนตัวเองก็แอบยิ้มไปด้วย มันจะมีซักกี่ครั้งในชีวิตล่ะครับ ที่คุณตื่นขึ้นมาตอนเช้า แล้วเจอคนที่หน้าเหมือนคุณตอนเด็ก

นาทีนั้น ผมรู้สึกเลยว่า ผมเริ่มรักเด็กขึ้นมาจริงๆ แล้ว
เด็กคนแรกที่ผมรัก ก็คือลูกของเรานี่เอง

.
.

ความโชคดีอย่างหนึ่ง คือผมทำอาชีพบล็อกเกอร์ ซึ่งใช้บ้านเป็นออฟฟิศ ทำให้เวลากว่า 90% ตลอดปีแรกของวชิ จะมีผมอยู่ด้วยตลอดเวลา

ถือว่าเป็นคุณพ่อที่อยู่กับลูกนานเลย ยิ่งอยู่ด้วยกันนานๆ ก็ยิ่งรู้ใจ
ยิ่งมีเวลาอยู่บ้านมาก ผมก็เรียนรู้การเลี้ยงเด็กมากขึ้นเรื่อยๆ

ผมรับหน้าที่เลี้ยงลูกรอบดึก ผลัดช่วง 4 ทุ่มจนถึงตี 4

เวลาวชิตื่นกลางดึก ผมมีหน้าที่เปลี่ยนผ้าอ้อม พาไปเช็ดก้น อุ่นนมที่แช่แข็งไว้ให้กิน แล้วก็อุ้มพาดบ่าไปมาจนลูกหลับไป ทำแบบนี้อยู่ 4 เดือน

สกิลเลี้ยงเด็กอัพ Level เพิ่มอย่างรวดเร็ว ตีบวกด้วยพลังหูดี ลูกร้องนิดเดียวก็เด้งตื่นขึ้นมาได้ พร้อมท่าไม้ตายอุ้มลูกขึ้นลงบันไดกล่อมหลับเป็นชั่วโมงได้

แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังไม่ทิ้งนิสัยชอบแกล้งเด็ก บางทีก็แอบเอาขวดนมจิ้มจมูกด้วยความมันเขี้ยว (แน่นอนว่าลูกร้องจ๊ากกก) หรือทำผมลูกทรงประหลาดๆ ทุกวันแล้วถ่ายรูปเก็บ หึๆๆๆๆ

รู้สึกตัวอีกที น้องวชิก็โตมาได้ 1 ปีกับอีก 6 เดือนแล้ว เวลาผ่านไปไวจริงๆ

.
.

เนื่องในโอกาสวันพ่อ ผมแค่อยากจะบอกว่า คนที่เกลียดเด็กมากๆ อย่างผม พอได้มีลูกถึงได้รู้ว่า การเลี้ยงเด็กคนนึงให้เติบโตขึ้นมาได้ มันเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากแค่ไหน

แค่ความรักมันยังไม่พอ ต้องมีความเข้าใจ และความอดทนอย่างมากด้วย

ผมคิดว่าพ่อของผมเองก็คงเลี้ยงผมมาด้วยความอดทนไม่แพ้กัน

พอคิดว่า พ่อก็เคยอุ้มเรา เหมือนที่เราอุ้มลูก
พอคิดว่า พ่อก็เคยต้องอดหลับอดนอน ต้องเคยทำใจเย็นๆ ในช่วงที่ลูกงอแงไม่ฟังอะไร
พอคิดว่า พ่อก็รักเรา ไม่แพ้ที่เรารักลูกของเราเอง

ทุกวันนี้ผมพูดได้เต็มปากว่า "ผมรักเด็ก" ครับ ไม่แพ้กับที่จะบอกได้เต็มปากว่า "ผมรักพ่อ" ครับ

.
.

ผมอาจจะยังไม่เข้าใจความเป็นพ่อมากนัก แต่เชื่อลึกๆ ว่าผู้ชายเรา ในชีวิตควรจะเคยมีประสบการณ์ความเป็น "พ่อ" ดูสักครั้งหนึ่ง ผมขอแนะนำจากใจจริง

การมีลูกชีวิตคุณจะเปลี่ยนแน่นอนอยู่แล้ว ไม่รู้หรอกนะว่าจะดีหรือแย่ยังไง

แต่การมีลูก ทำให้คุณได้พบกับตัวเองในอีกแง่มุมนึงแน่นอน คุณจะได้พบกับใครคนนึง ที่หน้าเหมือนคุณ มีนิสัยหรือท่าทางบางอย่างเหมือนกับคุณ และที่สำคัญคือคุณจะอยากเป็นคนที่ดีขึ้น เพื่อให้เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกของคุณเอง

เหมือนที่สตีฟ จ็อบส์เคยบอกไว้ว่า ลูกจะดูเราเป็นแบบอย่าง มากกว่าที่จะฟังคำแนะนำหรือคำบ่นของเราเสียอีก

ผมอยากให้น้องวชิเก่งกว่าผม ได้ดีกว่าผม มีคนรักมากกว่า มีครอบครัวที่ดีกว่า อยากเห็นเค้าได้ทุกอย่างที่ดีกว่าตัวเราเอง

แต่การจะทำให้เค้าเป็นคนที่ดีได้ เราเองก็ต้องเป็นตัวอย่างที่ "ดีกว่าเดิม" ให้จงได้ด้วย

จนตอนนี้ผมมีเป้าหมายในชีวิตอีกข้อนึงที่ต้องทำให้ได้แล้ว
คือการเป็นพ่อที่ดีที่สุดให้กับน้องวชิครับ

สุขสันต์วันพ่อ
5 ธันวาคม 2559
@Khajochi

Thursday, November 17, 2016

Case Study: เมื่อใช้ Facebook Audience Network แล้วได้เงินมากกว่า Google Adsense ก็ถึงเวลาต้องเปลี่ยน



"อยากให้ลองกลับมาใช้ Facebook Audience Network อีกครั้งค่ะ เชื่อว่าน่าจะทำรายได้ให้กับเว็บได้ดีเลยทีเดียว"

เมื่อหลายเดือนก่อนมีโทรศัพท์ลึกลับโทรเข้ามาครับ พอรับสายถึงได้รู้ว่า ทีมงานของ Facebook Thailand โทรเข้ามา !! ระหว่างที่งงๆ ว่าทำไมเขาถึงโทรหาเราหว่า ก็เริ่มระลึกชาติได้ว่า อ๋อ ....

เรื่องมันเกิดเมื่อช่วงต้นปีที่ Facebook เปิดให้ทุกเว็บสามารถสมัครใช้ Instant Articles ได้ ซึ่งผมก็ได้ทดลองใช้กับเว็บ MacThai.com พร้อมเขียนบล็อกแนะนำสำหรับคนที่อยากสมัครใช้ดู ปรากฏว่าบล็อกนั้นฮิตเกินคาด (อ่าน: ขั้นตอนสมัคร Facebook Instant Articles)

หลังจากนั้นก็มีทีมงาน Facebook Thailand ติดต่อเข้ามาทางอีเมล์ เพื่อแนะนำและเพิ่มประสิทธิภาพให้ FBIA (Facebook Instant Articles) เราก็มีการส่งเมล์พูดคุยกันบ้าง เลยเป็นที่มาของประโยคข้างต้นของบทความนี้


ผลการทดลองใช้ Facebook Audience Network แทน Google Adsense ตลอด 1 เดือน


คือต้องเล่าก่อนว่าช่วงแรกที่เปิดใช้งาน FBIA บนเว็บ MacThai ผมก็ไปสมัคร Facebook Audience Network (ต่อไปขอเรียกว่า FAN) ไว้ด้วย เพราะระบบมันแนะนำ

แต่พอใช้ไปเดือนนิดๆ ก็พบว่า รายได้แม่มแทบจะไม่มาเลย คือได้ตังค์น้อยมากๆๆๆๆ น้อยกว่า Adsense ที่เคยใช้มาหลายเท่าตัว ก็เลยบอกลา บ๊ายบาย ไม่ขอกลับไปใช้อีก พร้อมสาปแช่งด้วยการบอกทุกคนว่าอย่าไปใช้มัน

สรุปคือผมใช้ Google Adsense ในการโชว์บน FBIA มาโดยตลอด และก็มีรายได้ระดับนึงกลับมา

วันเวลาผ่านไป หลังจากที่ได้คุยโทรศัพท์กับทีมงาน FB แล้ว ทางนั้นก็บอกว่าเพราะช่วงแรกยังไม่มีผู้ลงโฆษณามากพอ โดยเฉพาะในไทย รายได้เลยไม่ขึ้น โฆษณาก็ไม่โชว์ แต่ตอนนี้ทุกอย่างดีขึ้นมากแล้ว อยากให้ลองกลับมาใช้ดูอีกครั้ง

ผมก็ อ๊ะ ลองก็ได้ แต่จะทดสอบแค่ไม่กี่วันมันก็ไม่เห็นผล เลยขอเสี่ยงตายทดสอบนาน 1 เดือนเลยทีเดียว ซึ่งก็โชคดีที่ทราฟฟิคของเว็บทั้ง 2 เดือนนี้ก็เท่าๆ กัน ทำให้เปรียบเทียบได้ชัดเจนขึ้น



และผลของการทดสอบก็ออกมาแล้วครับว่า ... รายได้ที่มาจาก Facebook Audience Network นั้น มากกว่ารายได้ที่เคยได้จาก Google Adsense ประมาณ 25-30%

ก็ต้องบอกว่า เห็นตัวเลขแล้วตาลุกวาวเลยทีเดียว หลังจากที่เคยเกลียดมาก ก็เริ่มใจอ่อนยอมกลับมาใช้ระบบของท่านมาร์คแต่โดยดี (เราคุยกันด้วยผลประโยชน์นี่เอง)



จากการวิเคราะห์ส่วนตัว ผมพบว่า
  • บทความที่เป็น Instant Articles แล้วลงโฆษณาแบบ Facebook Audience Network จะมีความแม่นยำ เข้าถึงคนอ่านมากกว่า สวยงามน่าคลิ๊กกว่า Google Adsense
  • นั่นก็คงเพราะคนที่กดเข้าไปอ่าน ก็เป็นคนที่ใช้งาน FB อยู่ ระบบก็เลยรู้ว่าเขาคือใคร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ก็เลยลงโฆษณาได้ตรงกลุ่มโคตรๆ
  • ก็อย่างที่รู้ว่าถ้าอยากลงโฆษณาแบบตรงกลุ่มให้ดีสุด ก็คงต้องยอมรับว่า FB คือทางเลือกแรกๆ ของหลายแบรนด์
  • ส่วน Google Adsense ถึงจะทำได้ไม่ค่อยดีบน Instant Articles แต่กลับทำได้ดีกว่าถ้าเราเอาไปวางบนเว็บเฉยๆ
  • จริงๆ การเปรียบเทียบมันก็มีอีกหลายประเด็นให้ทดสอบ แต่ผมก็เชื่อว่าตัวเองดูหลายปัจจัยมากพอที่จะฟันธงได้แล้วว่า ถ้าคุณจะใช้ Facebook Instant Articles ก็ควรจะติด Facebook Audience Network เข้าไปด้วยจะได้ผลดีที่สุดครับ


รู้จักกับ Facebook Audience Network 
  • อธิบายง่ายๆ มันคือ Google Adsense ในเวอร์ชันที่เจ้าของเป็น Facebook
  • ขยายความนิดหน่อย คือสำหรับคนทำเว็บ คนทำบล็อก เราก็ไม่ได้ขาย Banner ดีกันหรอก เพราะไม่ใช่เว็บใหญ่ พอไม่มีคนมาลงโฆษณา ทางรอดส่วนใหญ่เราก็ไปสมัคร Ad Network ที่พอมีคนมาเห็น มาคลิ๊ก Banner ในเว็บ เราก็จะได้ตังค์
  • ซึ่ง Google Adsense คือตัวเลือกเบอร์ 1 ของหลายๆ เว็บ เพราะง่าย รายได้ดี มีประสิทธิภาพ
  • ตอนหลังคนเริ่มย้ายจากทำเว็บ ไปทำเพจบน Facebook มากขึ้นเรื่อยๆ แต่มันวาง Banner ในเพจไม่ได้ไง คนทำเพจถ้าอยากมีรายได้จาก Banner ก็ต้องเปิดเว็บ แล้วให้คนมาอ่านในเว็บแทน
  • ช่วงหลัง Facebook ก็เปิดตัว Ads Network ของตัวเอง ซึ่งก็คือ FAN ซึ่งก็ทำงานคล้ายๆ กับ Adsense คือสมัคร แล้วก็ก็อปโค้ดไปแปะบนเว็บ เราคนมาเห็นมาคลิ๊ก แล้วก็ได้ตังค์
  • แต่โฆษณาของ Facebook จะได้ประสิทธิภาพมากสุด ก็คือต้องอยู่ในระบบของ Facebook ด้วยกันเอง นั่นเลยทำให้เว็บที่ใช้ FAN จะนิยมเอามาใส่ในบทความแบบ FBIA *ตัวย่อเยอะจังฟะ
  • เพราะฉะนั้นคุณควรเปิดใช้งาน FBIA ให้กับเว็บหรือบล็อกเสียก่อน ถึงจะอ่านและทำตามในหัวข้อถัดไปได้



วิธีสมัครและเปิดใช้ Facebook Audience Network

  • ไม่ขออธิบายมาก เพราะมีขั้นตอนแนะนำเป็นภาษาไทยด้วย ไปอ่านได้ที่ ->  Facebook Auience Network (อ่านไม่เข้าใจ กดเปลี่ยนภาษาเป็นไทยได้) 
  • แต่แนะนำเพิ่มนิดหน่อย คือในขั้นตอนการสมัคร ต้องมีการโหลดแบบฟอร์มเรื่องภาษี มากรอกเพิ่มเติมด้วย (ใน link คือข้อ 11.) ซึ่งก็ยุ่งยากและเยอะพอสมควร ไม่มีทางลัด คือยังไงก็ต้องกรอกครับ
  • พอสมัครเสร็จแล้ว วิธีการเอาโฆษณาของ FAN มาวางใน Instant Articles อย่างแลกเลยคือต้องหาเลข Placement ID ของเราก่อน -> Create a placement ID
  • จากนั้นก็ง่ายๆ ถ้าคุณใช้ Wordpress ลง Plugin ชื่อ Instant Articles แล้วก็ใส่เลขของ Placement ID ในช่อง Instant Articles - Setting - Ads ก็เสร็จแล้ว

รายละเอียดอื่นๆ ไปลองอ่านในเว็บของ Facebook ตามที่เขียนข้างบนน่าจะดีกว่าฮะ เพราะเค้าก็อธิบายละเอียด หรือถ้าไม่ได้ก็ลองกูเกิลวิธีการดู
สุดท้ายผมก็เชื่อว่าเราก็ยังคงต้องอยู่กับ Google Adsense ถ้าคุณยังคงมีเว็บไซต์อยู่ แต่ถ้าคนเข้าเว็บคุณส่วนใหญ่กดมาเพจใน Facebook ก็ขอแนะนำให้ลองใช้ Facebook Audience Network ดูฮะ อาจจะได้เห็นความแตกต่าง
อ่านเพิ่ม



Wednesday, November 02, 2016

แชร์ประสบการณ์ใช้ iPhone 7 ด้วยแพ็คเกจ 4G+ ไม่จำกัดจำนวน ไม่ติด FUP ไม่มีลดความเร็ว


เปิดตัวไปแล้วกับ iPhone 7 และ iPhone 7 Plus ในไทย ซึ่งอย่างที่ทราบกันว่าทั้ง Apple Online Store และค่ายมือถือ ต่างเปิดราคาขายเครื่องเปล่าที่ราคาเท่ากันแบบเป๊ะๆ ทำให้การจะเลือกซื้อ iPhone 7 ให้ได้คุ้มค่าคุ้มราคาที่สุด ก็ต้องดูที่แพ็คเกจการใช้งาน

ในยุคที่เราสามารถดูซีรีย์, YouTube, ถ่ายทอดสดฟุตบอล ผ่านสมาร์ทโฟนได้ แต่ทุกคนพอเห็นคลิปยาวๆ ก็จะหยุดแล้วรอไปใช้เน็ตที่บ้าน เพราะกลัวเน็ตหมด แต่วันนี้เป็นครั้งแรกในไทยกับแพ็คเกจใช้เน็ต 4G+ ได้แบบไม่มีจำกัด ใช้เท่าไหร่ก็ได้ ไม่มีลดความเร็ว และมาพร้อมกับ iPhone 7 นี่เอง !!

[Advertorial]

 

ประสบการณ์ใช้ iPhone 7 ด้วยแพ็คเกจ 4G+ Unlimited

หลังจากที่ทีมงานได้สั่งจองและไปรับเครื่อง iPhone 7 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมากันแล้ว โดยเราเลือกรับเครื่องที่ True Sphere แล้ว เราก็ได้รับข้อเสนอแพ็คเกจที่น่าสนใจมากจาก TrueMove H นั่นคือ 4G+ Unlimited
  • เงื่อนไข ง่ายๆ เพียงแค่ซื้อ iPhone 7 หรือ iPhone 7 Plus จากทรู และสมัครแพ็คเกจรายเดือน 699 บาทขึ้นไป
  • จะได้ใช้ 4G+ แบบไม่มีจำกัดเลยทันที ได้ทั้งลูกค้าปัจจุบันหรือลูกค้าย้ายค่าย
  • โปรโมชั่นลดค่าเครื่อง สูงสุด 8,000 บาท พร้อมได้รับ True Black Card ฟรีๆ เลย เมื่อสมัครแพ็คเกจ 1,099 ขึ้นไป
  • ลูกค้าย้ายค่ายเบอร์เดิมลดเพิ่มอีก 1,000 บาท (รวมเป็น 9,000 บาท)


ซึ่งหลังจากที่ได้รับฟังโปรโมชั่นนี้แล้ว ก็แน่นอนว่าสนใจมากเป็นพิเศษ เพราะหลายครั้งเหลือเกินที่เราอยากดูฟุตบอล, ถ่ายทอดสด, YouTube Live, Facebook Live ผ่านเน็ต 4G แต่ก็ต้องมากังวลหรือกลัวว่าเน็ตหมดก่อนแน่เลย เพื่อความสบายใจ หลังจากที่สอบถามอย่างละเอียดกับพนักงานแล้ว ก็ได้ความว่า
  • เงื่อนไขของการใช้ 4G+ Unlimited คือใช้ได้ไม่จำกัดจำนวนจริง ไม่มีการติด FUP และไม่มีการลดความเร็วแต่อย่างใดจริง !!
  • แต่มีข้อแม้คือเราเองก็ต้องใช้เน็ตในแบบที่ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั่วไปใช้กัน
  • เช่น ไม่เอาไปใช้โหลด Bittorent, เอาไปใช้เชิงพาณิชย์
  • โดยสรุปคือถ้าเราไม่เอาไปแชร์เน็ตด้วยท่าประหลาดๆ ใช้เน็ตมือถือในแบบที่มันควรจะเป็นเน็ตมือถือ ก็ใช้ได้เลยไม่ต้องกังวลอะไรจ้า

ทีมงานทดสอบความเร็วของ iPhone 7 Plus ที่เพิ่งได้มา พบความเร็ว 4G+ ขึ้นไประดับเกิน 100 Mbps !! ก็ตอบรับสมัครแพ็คเกจ 4G+ Unlimited ทันที ถ้าใครสงสัยว่าทำไมเน็ต 4G+ ของทรูถึงเร็วทะลุ 100 Mbps ได้ ก็ต้องบอกว่าด้วยเทคโนโลยีของ 3CA คือการเอาคลื่นหลายตัวที่มีมาใช้รวมพลังกัน ทำให้ได้เน็ตความเร็วที่สูงกว่าเดิมมาก

แล้วยิ่ง iPhone 7 รองรับ 3CA ได้แล้วด้วย ทำให้คลื่นทั้งหมดที่ทรูประมูลมาได้ 850 / 900 / 1800 / 2100 MHz ถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่นี่เอง ซึ่งตอนนี้ทรูก็มีคลื่นในมือมากสุดด้วย หลายคนอาจจะไม่ทราบว่า iPhone 7 และ iPhone 7 Plus รุ่นใหม่ของ Apple นี้รองรับมาตรฐานหนึ่งที่เปิดใช้แล้วในไทย นั่นคือ LTE Advanced (LTE-A) ซึ่งสามารถรองรับความเร็วได้มากถึง 300-450 Mbps แล้วนั่นเอง



เพื่อความสบายใจ กลับไปเช็คยอดเน็ตในระบบ ก็พบข้อมูลว่าเราได้แพ็คที่ไม่จำกัดความเร็วของเน็ต 4G จริง

   

ระหว่างขึ้นรถไฟฟ้าไปทำงาน เราก็สามารถดูคลิป YouTube ได้อย่างสบายๆ หรืองานของแอปเปิลรอบล่าสุดที่ผ่านมา ทีมงานก็เปิดดู Live Keynote ระหว่างอยู่นอกบ้าน ด้วยเน็ต 4G+ แบบไม่จำกัดได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกลัวเน็ตหมดอีกต่อไป

 

สำหรับใครที่ซื้อ iPhone 7 หรือ iPhone 7 Plus ตอนนี้มีแพ็คเกจที่รับส่วนลด 8,000 บาท แถมบัตร Black Card ให้ด้วยนะ ซึ่งใช้รับส่วนลดร้านอาหาร, ร้านกาแฟ, ตั๋วหนัง, คาราโอเกะ และอีกเพียบ รวมถึงสามารถใช้บริการ Lounge นั่งชิวๆ ที่ True Sphere ที่ Emquartier และห้างอื่นๆ ได้อีกด้วย

 ข้อมูลเพิ่มเติม – TrueMove-H





Monday, October 24, 2016

5 สิ่งที่ได้เรียนรู้ จากการดูแลบริษัทภายใต้ภาวะไม่ปกติ - The Zero Blog



ถือเป็นความสูญเสียของชาวไทยทั้งชาติ กับการสวรรคตของในหลวง และก็เป็นสัปดาห์แห่งความยากลำบากในการทำงาน ไม่ใช่แค่กับผมเอง แต่รวมไปถึงชาวไทยทั้งชาติด้วย

ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ 2 และ 3 ของการเปิดบริษัทของผมเองพอดี ต้องบอกตามตรงเลยว่า ถือเป็นสัปดาห์ที่ยากลำบาก ทั้งเรื่องของกาย และเรื่องของใจในการทำงานอย่างมาก

อย่างไรก็ดี ในช่วงวิกฤติก็มีโอกาสที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการได้เรียนรู้เพื่อรับสถานะการณ์ต่างๆ ในมุมมองที่ต่างออกไป ผมพยายามพูดคุยกับเพื่อนๆ พี่น้อง ที่เปิดธุรกิจของตัวเองเช่นเดียวกัน ถึงการดูแล และการดำเนินงานภายใต้สภาวะเช่นนี้

---------------------------------------------------------

มีหลายเรื่องอยากเล่าให้ฟัง แต่เขียนแบบสรุปจากที่ได้เห็นจากหลากหลายบริษัทกันดีกว่าครับ เมื่อเกิดภาวะไม่ปกติเช่นนี้ เหล่าเจ้าของบริษัทแต่ละรายมีวิธีดูแลธุรกิจอย่างไรกันบ้าง

1. ดูแลลูกค้าให้มากกว่าเดิม : ในช่วงเวลาแบบนี้ ภาคธุรกิจต่างก็จะหยุดเพื่อไว้อาลัย แต่ผมได้พบเห็นเพื่อนๆ ที่ดูแลบริษัทหนึ่งเรียกประชุมหัวหน้าทีมด่วน ไม่ใช่เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ แต่เป็นการประชุมเพื่อเตรียมเข้าไปดูแลลูกค้า

ไม่น่าเชื่อว่าในวันต่อมา ทีมขาย ทีม AE ต่างเดินทางเข้าไปพบกับลูกค้าแต่ละราย มาพร้อมกับแนวทางหรือการรับมือ เพื่อเสนอให้กับลูกค้าว่าควรทำอย่างไรในภาวะแบบนี้ ทั้งที่ลูกค้าไม่เคยร้องขออะไร ซึ่งได้ใจพวกเขามาก

2. ดูแลพนักงานให้มากกว่าเดิม : นอกจากลูกค้าแล้ว พนักงานในบริษัทก็เป็นส่วนสำคัญที่สุด บางคนก็ไม่มีจิตใจจะมาทำงาน บางคนก็อยากไปแสดงความอาลัย

บริษัทผมเองประกาศให้พนักงานหยุดได้ 1 วันเพื่อทำงานจากที่บ้าน, บริษัทคนรู้จักท่านหนึ่งประกาศให้ค่าซื้อเสื้อสีดำกับพนักงานคนละ 5,000 บาท, ร้านล้างรถที่รู้จักกันปิดร้านเพื่อให้พนักงานได้ไปที่สนามหลวง

3. วางแผนระยะสั้น, กลาง, ยาว เอาไว้ล่วงหน้า : เพื่อนผมท่านหนึ่งใช้เวลาทั้งวันเพื่อวางแผนการเตรียมตัวเอาไว้สำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น เขียนบนกระดานไว้เลยว่า 7 วัน, 30 วัน, 6 เดือน จากนั้นลองเขียนช่วงเวลาและสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นหลังจากนี้

ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากเขียนเสร็จ พอกลับมามอง Timeline ทั้งหมดบนกระดาน เรามองเห็นภาพและสภาวะอารมณ์ของบ้านเมืองในช่วงต่างๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น วางแผนอนาคตของบริษัทได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

4. ทบทวนระบบการทำงานจากที่บ้าน : สมัยที่ผมทำงานอยู่บริษัทต่างชาติแห่งหนึ่ง เรามีระบบที่เรียกกันว่า BCP (Business Continuity Plan) ซึ่งเป็นแผนงานที่ระบุไว้ว่า บริษัทจะต้องทำงานต่อไปได้ ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นก็ตาม

BCP เคยถูกใช้ช่วงที่มีม็อบปิดกรุงเทพ รวมถึงมีเหตุการณ์น้ำท่วม ซึ่งเมื่อมีการประกาศใช้ BCP แล้ว ทุกคนก็สามารถทำงานจากที่บ้านได้ทันที รวมถึงมีออฟฟิศสำรองเวลาเกิดเหตุไม่คาดคิด แม้จะทำได้ไม่ 100% แต่ก็ถือว่าเป็นการเตรียมตัวที่ดีเอามากๆ

5. พร้อมปรับนโยบายทุกเวลา อย่ายึดติดกับสิ่งเดิมๆ  : หลายบริษัทมามัวยึดติดกับโครงสร้างองค์กร ต้องเป็น CEO เรียกประชุมผู้บริหาร ผู้บริหารเรียกประชุมหัวหน้า หัวหน้าเรียกประชุมพนักงานปฏิบัติ ซึ่งกว่าจะไปถึงพนักงานทุกคนก็ช้าเกินไปแล้ว

การบริหารภายใต้ภาวะไม่ปกติที่ผมชอบมาก คือการได้พบเห็นบริษัทหนึ่งที่ CEO ส่งอีเมล์หาพนักงานทั้งบริษัทภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่เกิดเหตุ เนื้อหาคือบอกสิ่งที่เกิด และแนวทางปฏิบัติเบื้องต้น นโยบายระยะสั้นของบริษัท

ที่เจ๋งคือมีการระบุวันเวลาที่ CEO จะขอแถลงเป็นการภายในกับพนักงานนับหมื่นคนพร้อมๆ กัน ซึ่งก็มีทั้งแถลงผ่าน Internal Web, ผ่านทางสายโทรศัพท์ (เบอร์พิเศษให้โทรเข้ามาฟังได้), ผ่านทีวีภายในบริษัท คือถึงจะเป็นบริษัทใหญ่โต แต่ก็เคลื่อนไหวได้รวดเร็ว น่าประทับใจ


Note : The Zero Blog เป็นบทความแนวจดบันทึก จากการเปิดบริษัทของผม เพื่อเล่าเรื่องราวและจดบันทึกรายสัปดาห์ เชื่อว่าหลายท่านอาจจะได้มุมมองที่ต่างออกไปบ้างไม่มากก็น้อย

อ่านเพิ่ม




Sunday, October 09, 2016

สัปดาห์แรกของการเปิดบริษัทตัวเอง


ตั้งใจว่าจะเขียนบทความสำหรับการทำบริษัทในทุกสัปดาห์ เพื่อแชร์ข้อมูล ประสบการณ์ หรือบ่น (ฮา) ก็ตามอ่านกันได้เรื่อยๆ ครับ

สัปดาห์นี้ถือเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของผม กับการลาออกจากงาน Freelance ที่ทำมา 3-4 ปี มาสู่ชีวิตใหม่กับการเปิดบริษัทของตัวเอง (ซึ่งยังบอกไม่ได้ว่าทำอะไร แต่เดี๋ยวก็คงทราบกันเอง)

การก้าวจาก "พนักงานประจำ" มาสู่การเป็น "Freelance" ก็ถือว่ายากในการปรับตัวอยู่แล้ว

มารอบนี้ต้องเปลี่ยนจาก "Freelance" มาเปิดบริษัทเอง ต้องปรับตัวหนักกว่าเดิมเสียอีก

มีเพื่อนๆ เคยเตือนเอาไว้ว่า ช่วงแรกของการทำบริษัท เราจะยุ่งมาก
ซึ่งในรอบ 7 วันที่ผ่านมา ผมพบว่าตัวเอง "ยุ่งจนไม่มีเวลาทำอะไรเลย"

สิ่งที่ต้องทำในเชิง Operation สำหรับการเปิดบริษัทใหม่

- จดทะเบียบริษัท โอ้โห อันนี้ถ้าคุณไม่มีผู้ช่วยเลย เหนื่อยหนักแน่นอน
- หาทีมงาน สัมภาษณ์คนที่สนใจ แต่ไม่หนักเท่าตอนตัดสินใจว่าจะเลือกใครเข้ามาทำงานด้วย
- จัดการเรื่องสถานที่ทำงาน
- จัดการเรื่องภาษี การจ่ายเงิน การเบิกต่างๆ
- ซื้อคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ทำงานต่างๆ
- การประชุมหารือกับหุ้นส่วน

เอาแค่เรื่องข้างบนนี้ ถ้าคุณเปิดบริษัทโดยไม่มีใครช่วยเลย วันนึงก็ไม่ต้องทำงานแล้วครับ บางอย่างเล็กน้อยจุกจิกมาก แต่ก็ไม่ทำก็ไม่ได้ ทำให้ตอนนี้เวลา 70% ของผมหมดไปกับเรื่อง Operation มากกว่าเนื้องานที่ทำ

วันนึงก็มีนั่งคิดว่า เฮ้ย เราจะทำบริษัทให้ดีได้ยังไง ถ้ามัวแต่มาทำเรื่องพวกนี้

จนในที่สุดผมก็เข้าใจความรู้สึกของเจ้าของบริษัททั้งหลายอย่าง Steve Jobs  ที่จ้างผู้บริหารมาช่วยดูแลเรื่องทั่วไป หรืออย่าง Larry Pages ที่กูเกิลก็มี Eric Schmidt เพื่อให้ตัวคนตั้งบริษัทได้ไปทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดมากกว่า

ความสำคัญของ Middle Management เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และจำเป็นมากจริงๆ

แต่ถึงอย่างนั้น ก็มีหลายคนแนะนำว่า ถ้าผ่านช่วงเดือนสองเดือนแรกไปได้ ทุกอย่างน่าจะดีขึ้น ขั้นตอนการ Setup บริษัทก็มักจะเป็นแบบนี้ แต่ถ้าเราวางระบบไว้ให้ดี ทุกอย่างก็จะเริ่มทำงานไปได้ด้วยตัวของมันเอง

โดยสรุปแล้ว จากประสบการณ์แค่สัปดาห์แรก ผมก็อยากจะแนะนำว่า ถ้าท่านกำลังคิดจะเปิดบริษัทของตัวเอง ลองหาใครที่ช่วยดูเรื่อง Operation งานต่างๆ ไว้อีกสักคนนึง แล้วดึงตัวเองออกมาทำในสิ่งที่ถนัด เชื่อว่าการมี Middle Management น่าจะช่วยได้ระดับนึงเลยครับ

#TheZero

Monday, September 12, 2016

รีวิว: Epson M100 ปรินเตอร์หมึกขาวดำระบบแท็งค์ ใช้ในออฟฟิศประหยัดสุดๆ พร้อมหมึกกันน้ำ


เชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยคิดอยากเปลี่ยนมาลองใช้ปรินเตอร์แบบ Laser มาหลายครั้งแล้ว ด้วยความที่อยากเน้นการพิมพ์ที่ประหยัดในระยะยาว แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนซะทีด้วยความที่ราคาค่อนข้างสูง และก็ยังชอบใช้ระบบหมึกพิมพ์อยู่

ช่วงเดือนที่ผ่านมาทาง Epson ได้ส่งปรินเตอร์รุ่น M100 ที่เป็นระบบแท็งค์มาให้ทดลองใช้ดู คือโดยตัวเครื่องแล้วเป็นปรินเตอร์แบบพิมพ์ขาวดำนะ เน้นงานเอกสารตามออฟฟิศเป็นหลัก จุดเด่นที่เขารับประกันคือความประหยัดโคตรๆ

อ๊ะ ท้ามาแบบนี้ ก็ขอลองมาทดสอบใช้ดูเดือนกว่าๆ วันนี้เลยรีวิวให้ได้ชมกัน

[Advertorial]


Epson M100 ปรินเตอร์แบบประหยัดสุดๆ

สำหรับอุปกรณ์ที่ปรินเตอร์ Epson M200 มีมาให้พร้อมในเครื่องก็จะมีดังนี้
  • ปรินเตอร์ Epson M100
  • สายเชื่อมต่อแบบ USB, สายไฟ
  • คู่มือการใช้งาน
  • หมึกพิมพ์สีดำขวดใหญ่ 1 ขวดขนาด 140 ml และขวดหมึกเล็กขนาด 70 ml (รวมแล้วพิมพ์ได้ 8,000 แผ่นทันที)
สำหรับปรินเตอร์ในกลุ่มขาวดำระบบแท็งค์ของ Epson ก็จะมีรุ่น M200 และ M100 ซึ่งรุ่นนี้ก็จะราคาถูกลงมาหน่อย แต่ก็ลดความสามารถลงมา เช่น ไม่มีระบบสแกนเอกสาร ซึ่งก็แล้วแต่งบประมาณที่มีเลยฮะ



บนตัวเครื่องมีปุ่มและไฟแสดงสถานะของปรินเตอร์ต่างๆ





ในมุมด้านข้าง ตัวเครื่องจะพับเก็บมาได้ค่อนข้างดี เป็นกล่องพอดีตัว เมื่อต้องการใช้งานสามารถดึงถาดออกมารับได้ทั้งด้านบนด้านล่าง



จุดเด่นคือหมึกที่ใช้พิมพ์แบบแท็งค์สีดำ ด้านข้างก็จะมีแท็งค์ให้เราสามารถใส่น้ำหมึกเข้าไปได้เลย ซึ่งก็จะต่างกับระบบ Inkjet หลายๆ รุ่นที่เวลาหมึกหมดก็ต้องซื้อตลับมาใส่ ทำให้ค่าใช้จ่ายสูง

แต่ระบบแท็งค์คือเราแค่เติมหมึกเข้าไปก็พอ เทียบแล้วราคาจะประหยัดลงมามากจนเทียบกับการใช้ปรินเตอร์เลเซอร์เลยทีเดียว





ขวดหมึกที่ให้มาด้วยมีความจุ 140 มิลลิลิตร สามารถพิมพ์ได้มากถึง 6,000 แผ่น และมีหมึกขวดเล็กอีก 70 มิลลิลิตร ทำให้รวมแล้วพิมพ์ได้ 8,000 แผ่น เพราะงั้นเวลาคำนวณความคุ้มค่าก็ควรรวมเรื่องขวดแถมมาด้วยนะจ๊ะ

ถามว่าราคาเฉลี่ยต่อแผ่นอยู่ที่เท่าไหร่ คำนวณแล้วก็จะตกอยู่ที่ 11.5 สตางค์เท่านั้นเอง



ด้านข้างของแท็งค์มีที่ Lock ไว้สำหรับเวลาที่เราจะเคลื่อนย้ายปรินเตอร์ เพราะเครื่องพิมพ์ระบบแท็งค์ทั่วไปมักมีปัญหาหมึกหกเลอะนั่นเอง



ด้านหลังมีพอร์ทสำหรับเชื่อมต่อผ่าน USB และอีกทางนึงคือผ่านสาย LAN ทำให้สามารถใช้งานกับระบบ Network ในบริษัทได้เลย



มาถึงการทดลองพิมพ์ ผมเชื่อมต่อผ่าน USB เข้ามาที่ MacBook ก็จะขึ้นชื่อของเครื่องมาให้เลย กดเลือก Add Printer เครื่องก็จะโหลด Driver ต่างๆ มาให้อัตโนมัติ ไม่ต้องลงโปรแกรมเพิ่มอะไรอีก (สำหรับ PC จะมีแผ่น CD ลง Driver มาให้ในกล่อง)



ทดลองพิมพ์เอกสารทั่วไป โดยใช้โหมดปกติ ถ้าเอกสารมีรูปด้วยได้ความไวประมาณ 20 วินาทีต่อแผ่น แต่ถ้าเป็นเอกสารที่มีแต่ตัวอักษรก็ได้ความไวประมาณ 15 วินาทีเลย ซึ่งถือว่าเร็วกว่าเครื่องก่อนๆ ที่ผมเคยใช้พอสมควร



มาดูคุณภาพการพิมพ์กันบ้าง เพราะถึงประหยัดแค่ไหนแต่ถ้าพิมพ์ไม่สวยงามก็เปล่าประโยชน์ ว่าแล้วก็ลองซูมดูที่ตัวอักษรใกล้ๆ ก็ค่อนข้างคมทีเดียว ไม่มีจุดแตกให้เห็นมากมาย





จากนั้นลองพิมพ์รูปภาพจากหนัง Star Wars Episode 7 มาดู โดยเลือกโหมดความละเอียดสูงสุด ภาพที่ได้ก็อย่างที่เห็นฮะ คมกริบสวยงามทีเดียว



ความเจ๋งอีกอย่างคือหมึกที่ใช้พิมพ์เป็นแบบกันน้ำด้วยนะ ลองเอาน้ำหยดใส่ก็ไม่เลอะออกมาให้เห็น ในภาพนี่คือเทน้ำลงไปเกือบนาทีก็ยังไม่เลอะเลยครับ

ข้อมูลอื่นๆ
  • ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 11 สตางค์ต่องานพิมพ์ ขาวดำ 1 หน้า
  • ความเร็วในการพิมพ์ 15 รูปภาพต่อนาที (ipm)
  • ความเร็วในการพิมพ์แบบร่างเท่ากับ 34 หน้าต่อนาที (ppm)
  • รับประกัน 2 ปี
  • ราคา: 5,990 บาท

:: สรุป ::

Epson M100 เป็นปรินเตอร์หมึกขาวดำ ที่ให้คุณภาพการพิมพ์ในระดับที่ดีเลยทีเดียว ความคมและคุณภาพของหมึกกันน้ำน่าประทับใจ รวมถึงความไวในการพิมพ์ที่เร็วสมกับเป็นระบบขาวดำ

ข้อเสียคงจะเป็นเรื่องฟีเจอร์ที่ไม่มีตัวสแกนเอกสาร รวมถึงการพิมพ์สี แต่ก็คงเทียบกันได้ยากเพราะเครื่องในรุ่นนี้ก็เน้นงานเอกสารตามออฟฟิศ ที่ความประหยัดในระยะยาวเป็นปัจจัยหลักในการเลือก

เพราะงั้นเมื่อดูเรื่องความประหยัดที่ตกหน้าละ 11 สตางค์ แถมใช้หมึกแบบ Inkjet เพื่อเติมในแท็งค์ ก็มีราคาถูกและหาซื้อได้ง่ายพอสมควร ถ้าใครที่สนใจเอาไปใช้ในธุรกิจ หรืองานออฟฟิศ ก็เป็นตัวเลือกนึงที่น่าสนใจครับ

รายละเอียดเพิ่มเติม - Epson M100

Sunday, September 11, 2016

คุยกับพนักงานดูแลระดับ First Class กรณี #แอร์กราบ




"ไปกราบเขาทำไม ?" เป็นคำถามที่วนอยู่ในหัวผมมาหลายวัน หลังจากเสพข่าวดังกรณีของแอร์ที่ต้องไปก้มกราบผู้โดยสาร 

ซึ่งปัญหาว่าใครถูกใครผิดอย่างไร ไม่ขอพูดถึงฮะ แต่พอดีได้มีโอกาสพูดคุยกับน้องคนหนึ่ง ซึ่งเป็นพนักงานต้อนรับของสายการบินในระดับ First Class เลยทีเดียว

ผมสนใจเรื่องนี้เพราะเราเองก็ไม่รู้ว่าแล้วพนักงานที่ต้องทำงานบริการตลอดเวลา เขามีความเห็นอย่างไรบ้าง (ขอใช้ชื่อว่าน้อง X นะฮะ)



Me : คิดยังไงกับกรณีแอร์กราบ ?
X : มีหลายแง่มุมเลยฮะ พี่อยากให้ผมพูดถึงแง่มุมไหนดี

Me : ถ้าเป็นเราจะกราบไหม ?
X : กราบครับ (ตอบทันที)

Me : เฮ้ย ไม่คิดอะไรเลยเหรอ ทำไมต้องไปกราบด้วย
X : อย่างแรกเลย ผมเข้าใจกระแสของสังคมนะว่าทำไมถึงมองเรื่องนี้ว่าเกินกว่าเหตุ ซึ่งผมว่าก็เกินไปจริงๆ ผู้โดยสารเองก็ไม่ควรทำแบบนี้ แต่ถ้าถามว่าแล้วในฐานะพนักงานบริการคนหนึ่ง ถ้าผมอยู่ในสถานการณ์นั้นก็คงกราบเหมือนน้องแอร์คนนี้แหล่ะ



Me : ช่วยอธิบายหน่อย
X : อย่างแรกเลยคือพวกเรามาเห็นเหตุการณ์ที่มันเกิดไปแล้ว แต่ผมเชื่อว่าถ้าเราเข้าไปอยู่ในสภาวะนั้น กดดันแบบนั้น และก็คิดว่า ทำๆ ไปเพื่อให้มันจบ ก็คงจะกราบไปครับ คือถ้ารู้ว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่แบบนี้ก็คงไม่มีใครยอมหรอก

Me : แล้วไม่เจ็บใจเหรอ ไม่รู้สึกเสียศักดิ์ศรีเหรอ ?
X : เจ็บใจสิครับ เสียศักดิ์ศรีสิครับ เป็นผมก็คงร้องไห้เหมือนกัน ไม่แปลก

Me : แล้วงั้นไปยอมทำไม ?
X : อืม ... (คิดนาน) คืออย่างนี้ครับ ผมเชื่อว่าถ้าใครที่ไม่ได้มาทำงานบริการจะไม่เข้าใจ คืออย่างพวกผมที่ต้องบริการในระดับ First Class แน่นอนว่าลูกค้าคือคนที่สำคัญมาก มากกว่าที่พวกคุณคิดกันแน่นอน เพราะถ้าเราไม่เห็นความสำคัญของลูกค้ามากๆ เราก็ไม่มีทางบริการได้ระดับ First Class เลย

ทีนี้พวกเราเองก็ถูกฝึกให้แยกแยะครับ แยกความรู้สึก กับสิ่งที่ต้องทำออกจากกัน

พี่เคยรู้สึกไม่อยากไปโรงเรียนแต่ต้องไปใช่ไหมครับ
พี่เคยรู้สึกไม่อยากไหว้ใครบางคนแต่ก็ต้องไหว้ใช่ไหมครับ

พวกผมอยู่กับสิ่งเหล่านี้มาตลอดทั้งวันครับ ไม่ใช่แค่ช่วงเวลาเดียว เราเจอคนร้อยแปดแบบ เจอทั้งดีและร้าย บ่อยครั้งมากเลยที่ใจเราไม่อยากบริการใครซักคนนึงเลย แต่เราก็ต้องเข้าไปบริการ และต้องบริการอย่างยอดเยี่ยมด้วย



Me : กำลังจะบอกว่า พนักงานบริการแยกแยะความรู้สึกออกได้ ?
X : ใช่ครับ อาจจะเพราะเราทำในสิ่งที่ไม่ได้ชอบที่จะทำมาบ่อยครั้งกว่าคนทั่วไป จนบางทีเราก็แยกความรู้สึกออกไปจากการกระทำโดยไม่ได้เก็บมารู้สึกอะไรมากมายนัก

Me : แต่ถ้ามันเกินไปล่ะ อย่างการต้องก้มกราบ แบบนี้ก็ยังจะยอมเหรอ
X : อย่างที่บอกครับ ว่าเรามารู้เหตุการณ์หลังจากที่เกิดไปแล้ว ผมเชื่อว่าถ้าอยู่ในช่วงที่ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจริงๆ พนักงานบริการหลายคนก็คงจะยอม คงไม่ได้คิดอะไร ให้มันจบๆ ไป เพื่อจบปัญหาและทุกอย่างเดินหน้าต่อไปได้

Me : ที่คิดแบบนี้เพราะเราทำงานบริการระดับ First Class ด้วยรึเปล่า ?
X : อืม ... (คิดนาน) ก็คิดว่าใช่ครับ อาจจะเพราะพวกเราถูกฝึกมาในแบบที่คนทั่วไปอาจจะไม่เข้าใจ อย่างแอร์เองก็คงถูกฝึกมาไม่ต่างกันมากนัก แต่ถ้าคุณเป็นพนักงานตามร้านทั่วไป ก็อาจจะคิดอีกแบบก็ได้



ไม่รู้ว่าสิ่งที่น้อง X คิดนั้นจะถูดหรือผิด แต่ก็เป็นอีกมุมมอง ที่อาจจะทำให้เราเข้าใจคนทำงานบริการได้บ้าง ไม่มากก็น้อย 

ซึ่งผมก็ไม่ได้คิดว่าที่ X บอกมานั้นถูกต้องซะทีเดียวนะ แต่แค่อยากจะพยายามเข้าใจคนที่ต้องทำงานบริการเหล่านี้ให้มากขึ้น ซึ่งถ้าเราเข้าใจพวกเขา เราก็น่าจะเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกันมากขึ้นเช่นเดียวกันครับ :)



Tuesday, September 06, 2016

รีวิว : Thames Valley โรงแรมที่สวยสุดแห่งหนึ่งในเขาใหญ่ เหมาะกับคู่รักและครอบครัว



เคยได้ยินชื่อของ Thames Valley เขาใหญ่มานานแล้ว จากหลายคนที่ไปเที่ยวมาก็จะแชร์ผ่าน Social Media กันเยอะมากๆ ขึ้นชื่อว่าเป็นโรงแรมที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในเขาใหญ่เลยทีเดียว

โชคดีที่ในระหว่างกำลังมองหาทริปพาน้องวชิลูกน้อยกับภรรยาไปเที่ยวต่างจังหวัดกัน ทาง Thames Valley ก็ติดต่อให้ลองเข้ามาเยี่ยมชมโรงแรม เลยถือโอกาสหยิบบรรยากาศสวยหรู สไตล์ผู้ดีอังกฤษ ท่ามกลางอากาศเย็นสบายในเขาใหญ่มาฝากกันครับ



รู้จัก Thames Valley เขาใหญ่

  • ชื่อของโรงแรมตั้งตามชื่อแม่น้ำเทมส์ ที่ผ่านกลางกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ
  • ซึ่งแน่นอนว่าการตกแต่งของโรงแรมและบรรยากาศทั้งหมดเป็น Conceptual Hotel ที่ได้รับแรงบัลดาลใจมาจากหมู่บ้านเล็กๆ ในชนบทของประเทศอังกฤษแถบลุ่มแม่น้ำเทมส์ 
  • โรงแรมขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป คือมี 60 ห้อง
  • ห้องขนาดเล็กสุดคือ 40 ตารางเมตร ซึ่งถือว่าใหญ่กว่าขนาดมาตรฐานโรมแรมทั่วไป
  • ห้องใหญ่สุดคือ Duplex Pool Villa มีขนาด 185 ตารางเมตร เป็นบ้านเลยเข้าพักได้ 4 ท่าน
  • สถานที่อยู่ในทางเข้าเขาใหญ่ ใกล้ๆ กับปาลิโอเขาใหญ่
  • แม้จะเป็นโรมแรมขนาดกลางแต่มีครบทั้งสระว่ายน้ำ, สปา, ห้องอาหาร, ห้องทานชา, สนามเด็กเล่น ไปจนถึงห้องจัดประชุม
  • ฟรี WiFi ทั้งโรงแรม รวมถึง Snack Bar ในห้องนอน น้ำ ขนม ชา กาแฟ ทานได้หมดไม่อั้นจ้า

โรงแรมสวยหรูสไตล์อังกฤษ ในบรรยากาศสบายๆ ที่เขาใหญ่


ขับรถจากกรุงเทพมาถึงเขาใหญ่แวะเข้าที่โรงแรมใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงนิดๆ ก็ถือว่าไม่นานมากนัก โดยตัวโรงแรมอยู่ใกล้ๆ กับปาลิโอเขาใหญ่ หาได้ไม่ยาก ขับผ่านก็จะสะดุดตากับปราสาทหรูแน่นอน

จอดรถแล้วก็มีพนักงานมารับกระเป๋า สอบถามชื่อแล้วก็จะไปส่งให้ที่ห้องเลย เดินเข้ามา สะดุดกับห้อง Check-in ที่ดูเล็กๆ น่ารักดี


Welcome Drink เป็นน้ำหวานเย็นๆ กับผ้าเย็น ใช้เวลาเช็คอินไม่นาน พนักงานก็พาไปที่ห้องพักได้เลย


พอเปิดประตูเข้ามาข้างในโรงแรมเท่านั้นแหล่ะ โอ้โห สวยมากกกกกก บรรยากาศชิวมากกกกกก ภรรยาผมนี่แทบกรี๊ด หยิบกล้องมาถ่ายรูปสวยๆ แทบไม่ทัน


คือด้วยการตกแต่งสไตล์อังกฤษ ที่ดูเป็น Minimal เล็กๆ ไม่เยอะ แต่ดูดีมีระดับ ที่เด่นสุดคงหนีไม่พ้นตัวแม่น้ำเทมส์จำลองที่ผ่ากลางโรงแรม พร้อมสะพานข้าม และต้นไม้รายล้อม ต้องมาดูเองจริงๆ ฮะ


ข้อเสียอย่างหนึ่งของรีสอร์ทในเขาใหญ่ คือถ้าขนาดเล็กก็เล็กมาก น่ากลัว แต่ถ้าใหญ่ก็จะใหญ่มาก คนเยอะเต็มไปหมด ไม่เป็นส่วนตัว

Thames Valley เขาใหญ่ ถึงจะมีขนาดพื้นที่ใหญ่พอจะเดินถ่ายรูปได้ทั้งวัน แต่ก็มีห้องพักเพียง 60 ห้อง ในวันที่คนเต็มทุกห้องก็ยังได้ความรู้สึกส่วนตัว ไม่พลุกพล่าน


ป้ายบอกทางต่างๆ ก็ทำสไตล์อังกฤษ รวมถึงชื่อตึก ชื่ออาคารต่างๆ ด้วย



ห้องพักใหญ่ เหมาะกับครอบครัว


มาดูห้องพักกันดีกว่า ห้องที่เราพักคือ Glory Suite มีขนาดห้อง 48 ตารางเมตร ข้างในมีเตียงใหญ่และเตียงขนาดเล็ก เหมาะกับการมาทั้งครอบครัว


เนื่องจากน้องวชิเพิ่งอายุแค่ขวบเดียว เลยขอเป็นเตียงเด็กมาด้วย เป็นลาย Mickey Mouse น้องวชิเห็นร้องใหญ่เลย "มิ๊กกี้ !! มิ๊กกี้ !!" 5555


มีมุมนั่งเล่นขนาดกำลังดี ช่วงที่ลูกหลับ ผมกับเชอรี่ก็มานั่งเล่นอะไรที่มุมนี้ แยกไฟกับบนเตียงด้วย ทำให้ไม่กวนลูกที่นอนอยู่


มีทีวีจอแบน พร้อมกับห้องระเบียงนั่งเล่นชิวด้านนอกห้องได้


ภายในมีตู้เย็น ขนมของว่าง ชา กาแฟ น้ำอัดลม ซึ่งทั้งหมดนี้ ทานได้หมดเลยจ้า ฟรี !! ไม่อั้น กรี๊ดดด คือเวลาไปโรงแรมจะไม่ค่อยกล้ากินของในตู้เย็นเพราะแพง แต่ที่นี่จัดไปเต็มที่เลย ซัดไม่เลี้ยง 555



ตู้เสื้อผ้า มีทุกอย่างที่โรงแรมระดับหรูควรมี ชุดคลุม ตู้เซฟ ไม้แขวน มีแม้แต่ที่รีดผ้า ขนาดตู้ใหญ่พอจะแขวนได้สิบกว่าชุดเลย


ข้างในห้องน้ำจะมีอ่างอาบน้ำสไตล์อังกฤษจ๋ามาก ช่วงกลางคืนผมก็มานั่งเล่นอาบน้ำกับลูกในอ่างนี่แหล่ะ


กระจกแต่งหน้าสูงใหญ่ ฝักบัวเป็นแบบ Rain Shower น้ำแรงสะใจ

ห้องอาหาร The Castle อร่อยเหาะ ในราคากันเอง

ส่วนใหญ่แล้วห้องอาหารของโรงแรม มักจะไม่ค่อยตั้งความหวังอะไรมากนัก รวมถึงมักจะมีราคาแพ๊งแพงจนไม่กล้าสั่งมาทาน



แต่เนื่องจากที่ Thames Valley ได้ทำห้องอาหารชื่อ The Castle ในลักษณะที่เปิดให้คนนอกเข้ามาใช้บริการ และก็มีคนมาทานเยอะซะด้วย





อาหารเช้า Breakfast มีให้ตัดเยอะพอสมควร สลัดผัก ข้าวต้ม ไข่ เบคอน ขนมเค้ก น้ำส้ม



มีซุ้มทำอาหารเช้า พวกออมเล็ท หรือให้ทำไข่ดาว หรือสารพัดเมนูก็ทำได้ฮะ



ที่ไม่ควรพลาดคือโกโก้ร้อน เมนูเด็ดช่วงเช้า ตกแต่งมาสวยงาม แถมฟรีด้วยนะไม่มีค่าบริการเพิ่ม



ซึ่งอาหารก็มีทั้งแบบสเต็ก, ชาอังกฤษ ไปจนถึงผัดหมี่โคราชแบบฟิวชั่น อร่อยมากฮะ เมนูที่ขอแนะนำเลยคือสเต็ก, สปาเก็ตตี้, เบอร์เกอร์



คือมื้อเที่ยงมื้อเย็น ผมก็ฝากท้องไว้ที่นี่แหล่ะ อร่อยจริงจัง ไม่แพงด้วย ราคากำลังดี



นอกจากห้องอาหารแล้วก็ยังมีห้องชา ตอนแรกที่ได้ยินก็นึกว่าห้องนั่งเล่นมีซัก 2 โต๊ะ พอเดินเข้ามา โอ้ววว นี่มัน Tea Room ในแบบอังกฤษชัดๆ





ความจริงจังเรื่องชาของที่นี่ก็ต้องบอกว่าจริงจังมากกกก คือไม่ได้เอาชาธรรมดามาให้ทาน แต่เป็นชา TWG ชาชื่อดังจากสิงคโปร์ แล้วถึงกับมีชาเมนูพิเศษสำหรับ Thames Valley โดยเฉพาะด้วย



ช่วงนี้มีโปรโมชั่นชุดขนมพร้อมชาด้วยนะ ลองทานดูแล้วอร่อยใช้ได้เลยครับ ช่วงบ่ายอากาศร้อนๆ มานั่งทานชาในห้องแอร์เย็นๆ พร้อมทานขนมหวานๆ สบายใจ~*



เหมาะสำหรับครอบครัวและคู่รัก

พาไปดูด้านนอกห้องพักบ้าง ก็ต้องบอกว่าที่ Thames Valley นี้มีบริการที่ครบมากพอที่จะอยู่ในโรงแรมได้ทั้งวัน โดยตลอด 2 วันแรกที่พัก ผมกับลูกและภรรยา ไม่ได้ออกไปไหนเลยฮะ 555 อยู่แต่ในโรงแรมนี่แหล่ะ



อย่างแรกเลยคือแค่ถ่ายรูป เดินวนไปมาก็หมดไปครึ่งวันแล้ว เชื่อเถอะว่าที่นี่เป็นสวรรค์ของคนชอบถ่ายรูปจริงๆ แถมบรรยากาศตอนเช้า กับตอนเย็นก็คนละแบบกันด้วย



ไฮไลท์สำหรับน้องวชิ คือสนามเด็กเล่นเลย ซึ่งโชคดีที่อยู่ใกล้ห้องพักด้วย เอะอะน้องวชิก็ร้อง "กราววว กราววว (Playground)" ให้พาไปเล่นตลอด แม้แต่ตอนกลางคืน -___-"


ลิงน้อยดูจะคึกคักมากเป็นพิเศษ เนื่องจากทั้งโรงแรมจะเป็นพื้นหญ้าเกือบทั้งหมด ก็เดินเท้าเปล่ากันได้เลย เด็กๆ วิ่งเล่นได้สบายๆ




สำหรับสระว่ายน้ำ ส่วนตัวผมว่าเล็กไปหน่อย แต่เอาจริงๆ มาเขาใหญ่ก็ไม่ค่อยได้ว่ายน้ำกันอยู่แล้วเพราะอากาศค่อนข้างเย็น แต่ถ้าใครจะว่ายก็มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบดี



ได้มีโอกาสไปใช้บริการที่ห้อง SPA ด้วย คุณนายก็นอนฟินไปชั่วโมงกว่าๆ ส่วนผมขอเป็นนวดไทยๆ ก็มีบริการด้วยเช่นกัน ราคาเรทระดับโรงแรมหรู อุปกรณ์ทั้งหมดในการทำ SPA เป็นของแบรนด์ชื่อดัง Dermalogica



ส่วนใครที่ชอบออกกำลังกายก็มี Fitness บริการด้วย ห้องไม่ได้ใหญ่มาก แต่ก็มีลู่วิ่งและอุปกรณ์ให้ในระดับที่โอเค วิวริมน้ำสวยกำลังดี



:: สรุป ::


ตลอด 3 วัน 2 คืนที่ Thames Valley เขาใหญ่ ถือเป็นความฟินที่ดีงามมาก นอกจากวิวการตกแต่งที่สวยงาม (มาก) อาหารอร่อย สิ่งอำนวยความสะดวกครบแล้ว ส่วนที่น่าประทับใจสุดคือบริการครับ

เนื่องจากโรงแรมขนาดกำลังพอดี พนักงานจำแขกได้ทั้งหมด แค่ผมเปิดประตูห้องอาหารเข้ามา พนักงานก็จัดโต๊ะสำหรับ 3 ที่ พร้อมโต๊ะทานข้าวสำหรับเด็กเอาไว้รอ รวมถึงทำอาหารเด็กที่เราฝากเอาไว้ให้เสร็จครบด้วย คือต้องเอาใจใส่ลูกค้ามากจริงๆ ถึงจะบริการระดับนี้ได้

ข้อด้อยก็มีบ้างเช่นกันในส่วนของสระว่ายน้ำกับฟิตเนสที่เล็กไปหน่อย ส่วนราคาห้องพักก็ถือว่าสมน้ำสมเนื้อกับคุณภาพโรงแรมในระดับนี้

โดยสรุปแล้ว ประสบการณ์ที่ Thames Valley เขาใหญ่ดีงามมากๆ