Friday, April 29, 2016

Social Enterprise vs CSR กิจกรรมเพื่อสังคมยุคใหม่ ที่ให้กำไรสู่สังคมมากกว่าเดิม


ช่วงนี้เราจะได้ยินประโยค Social Enterprise กันบ่อยมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหลายคนก็คงเข้าใจแบบผมว่าก็เป็นกิจกรรมเพื่อสังคมคล้ายกับ CSR นี่แหล่ะมั้ง แต่เราก็ยังไม่รู้ว่าต่างกันอย่างไรอยู่ดี

เมื่อวันก่อนได้มีโอกาสไปร่วมงาน "How can Corporate Directors Help Nurture Social Enterprises ?" จัดโดย IOD ซึ่งก็ได้มีการอธิบายพร้อมยกตัวอย่างเรื่อง Social Enterprise (SE) แบบละเอียดเลย แถมได้ข้อมูลว่าที่อังกฤษมีผู้เกี่ยวข้องกับ SE มากกว่า 2 ล้านคน !!



Social Enterprise คืออะไร ? ต่างกับ CSR อย่างไร


ดร. วันชัย ที่ปรึกษา "สิงห์ ปาร์ค" จังหวัดเชียงราย ให้ข้อสรุปที่มาที่ไปของ Social Enterprise เอาไว้ดีมาก เลยขอสรุปดังนี้

  • สมัยก่อนแต่ละบริษัทก็จะ CSR คือกิจกรรมเพื่อสังคม ทำกันเป็นระยะๆ ปีละครั้งสองครั้ง ทำแล้วเลิก
  • เช่น การไปปลูกป่า ไปทำบุญ ไปเลี้ยงเด็ก แม้จะเป็นกิจกรรมที่ดีต่อสังคม แต่ด้วยความไม่ต่อเนื่อง สังคมก็ไม่ได้อะไรกลับมามากมายนัก
  • เลยเป็นที่มาของคอนเซ็ปต์ Social Enterprise นั่นคือการสร้างกิจกรรมที่ยั่งยืน และทำให้เกิดผลกำไร, อาชีพ และช่วยแก้ปัญหาให้กับชุมชนจริงๆ
  • หัวใจหลักของ Social Enterprise คือ 
    • 1. คนในชุมชน (People) 
    • 2. สิ่งแวดล้อม (Planet) 
    • 3. กำไร (Profit)
  • ตัวอย่างที่ชัดมากสำหรับการทำ Social Enterprise ในไทย คือโครงการของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ตามพระราชดำริของสมเด็จพระราชินี ชนนี ที่มีผลิตภัณฑ์ “ดอยตุง” หรือ “ร้านภูฟ้า” 
  • ซึ่งนอกจากจะเป็นการนำสินค้าจากท้องถิ่นมาสู่สั่งคมแล้ว ยังสร้างรายได้ และมีผลกำไร เป็นที่ยอมรับของสังคมด้วย
  • เมื่อกิจกรรมเพื่อสังคมสร้างกำไร สร้างรายได้ คนในชุมชนก็มีงานทำ ช่วยให้สังคมดีขึ้นมาได้

Marcus Winsley ผู้อำนวยการทบวงการค้าและการลงทุน สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ ยกตัวอย่างสิ่งที่เกิดขึ้นในอังกฤษ
  • Social Enterprise ในอังกฤษเป็นกิจกรรมที่แข็งแรงมาก มีผู้ที่เกี่ยวข้องมากกว่า 2 ล้านคน
  • ในยุค 90 ที่อังกฤษเน้นอุตสาหกรรม คนที่อยู่ในแต่ละชุมชนก็จะมาเป็นแรงงาน เพื่อให้เกิดรายได้ สิ่งที่ตามมาคือสภาพสังคมก็เลยเปลี่ยนไป กิจการบางอย่างในชุมชนก็ค่อยๆ หายไปด้วย
  • ต่อมายุค 2,000 นายกรัฐมนตรีอังกฤษที่ชื่อ David Cameron มีความเชื่อว่าในแต่ละชุมชนมีความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง
  • ในแต่ชุมชนน่าจะสามารถสร้างธุรกิจของตัวเองขึ้นมาได้ และเป็นธุรกิจที่ดีต่อทั้งคนทำ ดีต่อสังคม และดีต่อผู้มาใช้บริการด้วย
  • ตัวอย่างง่ายๆ เช่นร้าน Tesco Lotus พยายามที่จะมีสินค้าพื้นเมืองในแต่ละท้องที่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนกับสังคม คนซื้อก็สะดวก คนขายก็มีรายได้ Win-Win ทุกฝ่าย
  • กิจการที่ไม่มีกำไร ไม่มีทางที่จะยั่งยืนได้

มุมมองของคุณบดินทร์ อูนากูล รองประธาน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ให้มุมมองว่าบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ต่างก็ให้ความสำคัญกับ Social Enterprise
  • บริษัทใหญ่ๆ ใช้เงิน CSR ในแต่ละปีเยอะมาก แต่ก็ใช้แล้วจบไป
  • Social Enterprise จะเกิดได้ยากมากถ้าไม่มีเงินทุนสนับสนุนจากบริษัทต่างๆ การที่ชุมชนจะไปขอทุนจากธนาคารก็ยาก เพราะกำไรน้อย มุมมองทางธุรกิจก็ไม่แข็งแรงมาก
  • การที่บริษัทใหญ่ๆ เข้ามาช่วยเหลือในการทำ Social Enterprise ถือเป็นเรื่องที่ดีทั้งภาพลักษณ์ ได้ใจลูกค้า และยังมีโอกาสได้กำไรกลับมาที่บริษัทด้วยก็ได้
  • ในไทยตอนนี้เริ่มมีกิจการในลักษณะ Social Enterprise เพิ่มขึ้นมากและน่าสนับสนุน

สิงห์ ปาร์ค กับ Social Enterprise ที่ยั่งยืนในจังหวัดเชียงราย
  • อีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจของการทำ Social Enterprise ในไทย นั่นคือ "สิงก์ ปาร์ค" ที่จังหวัดเชียงราย
  • ดร. วันชัย เล่าให้ฟังว่า ที่จังหวัดเชียงราย แม้จะเป็นเมืองที่สวยงาม แต่กลับไม่มีแหล่งท่องเที่ยวที่ทุกคนรู้จัก ใครจะไปเชียงรายก็นึกไม่ออกว่าจะไปเที่ยวไหน ต่างจากเชียงใหม่ หรือเมืองอื่นๆ
  • พอดีกับที่ทางสิงห์เองก็มีที่ดินอยู่จำนวนหนึ่งในจังหวัดเชียงราย เลยมองเห็นโอกาสว่าลองทำเป็น Social Enterprise สร้างแหล่งท่องเที่ยวขึ้นมา ให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม มีผลิตภัณฑ์จากชุมชนเข้ามาขาย
  • สิงห์ ปาร์ค มีพื้นที่กว่า 8,000 ไร่ งบลงทุนกว่า 100 ล้านบาท เปิดให้เข้าชมครั้งแรกปี 2554
  • หลังเปิดดำเนินงาน ก็มีนักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมจำนวนมาก และมีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ 
  • นอกจากที่ท่องเที่ยวแล้วยังมีสินค้าจากชุมชน เช่น วัตถุดิบใบชาจากไร่ของ สิงห์ ปาร์ค ถูกนำมาผลิตจำหน่ายในประเทศ และยังส่งออกให้ บริษัท มารุเซ็น ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์อันดับต้นๆ ของประเทศญี่ปุ่น
  • สิงห์ ปาร์ค สามารถสร้างรายให้คนในท้องถิ่นกว่า 1,000 คน
  • เกิดแหล่งธุรกิจใหม่ และเกิดอาชีพในเชียงรายจำนวนมาก มีส่วนช่วยให้สังคมทั้งจังหวัดเชียงรายดีขึ้น

โดยสรุปแล้ว Social Enterprise คือการร่วมสร้างสังคมให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ด้วยการสร้างธุรกิจ ที่มีส่วนช่วยสภาพแวดล้อม คนในสังคม คนซื้อก็ได้รับสินค้าบริการที่ดี คนขายก็มีรายได้ สุดท้ายจะช่วยสร้างสังคมให้ยั่งยืนได้นั่นเอง


ผู้ที่มาร่วมพูดคุยในงานคือ

  • คุณ Andrew Glass, Country Director ของ British Council Thailand
  • คุณ Marcus Winsley ผู้อำนวยการทบวงการค้าและการลงทุน สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ
  • รศ. ดร. วันชัย ศิริชนะ อธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ที่ปรึกษาด้าน Social Enterprise จังหวัดเชียงราย
  • คุณบดินทร์ อูนากูล รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานบริหารและดูแลสายงานปฏิบัติการ และรองประธาน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)
ข้อมูลเพิ่มเติม


Thursday, April 28, 2016

สัมภาษณ์พิเศษ: เปิดใจ "จักรพงษ์ คงมาลัย" กับการเปิด MoonShot บริษัทของตัวเอง หลังออกจาก Sanook, Samsung


เชื่อว่าในวงการไอที สื่อ รวมถึงเอเจนซี่แทบจะต้องรู้จักหรือเคยได้ยินชื่อของพี่ปอง "จักรพงษ์ คงมาลัย" (@jakrapong) กันมาไม่มากก็น้อย เพราะนอกจากจะเป็นที่ได้ร่วมงานกับบริษัทชื่อดังอย่าง Yahoo, True, Samsung, Sanook เป็นผู้ก่อตั้งเว็บ Thumbsup ก็ยังเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ใหญ่ในวงการคนหนึ่งอีกด้วย

โดยส่วนตัวผม (@Khajochi) กับพี่ปองเราก็รู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ทั้งในวงการบล็อกเกอร์, เว็บไซต์, จัดค่าย YWC รวมทั้งเป็นกรรมการอยู่สมาคมผู้ดูแลเว็บไทยด้วยกัน

เมื่อได้ยินว่าพี่ปองกำลังจะก้าวออกจากการเป็นพนักงานบริษัท เข้ามาเปิดบริษัทของตัวเองเป็นครั้งแรกในชื่อ MoonShot ซึ่งเป็น Digital PR ที่น่าสนใจเอามากๆ ผมเลยขอโอกาสนั่งทานข้าวพร้อมสัมภาษณ์พี่ปองคุยกันแบบโคตร Exclusive ครับ 5555



สิ่งที่ได้เรียนรู้จาก Yahoo, True, Samsung, Sanook


พี่ปองเล่าเรื่องการทำงานในช่วงแรก จากการได้ไปอยู่ที่บริษัทระดับโลกอย่าง Yahoo ที่สิงคโปร์ เน้นงาน Content ทำให้ได้เห็นว่าคนเก่งกว่าเรานั้นมีอยู่เยอะมาก โลกมันช่างกว้างใหญ่

หลังจากนั้นพี่ปองก็กลับมาที่เมืองไทย โดยเริ่มงานกับ Samsung ก่อนจะย้ายไปทำที่ True ได้ 1 ปีแล้วก็กลับมา Samsung อีกครั้ง ซึ่งเน้นงานด้านการดูแล Social Media และนั่นเป็นจุดเริ่มไอเดียของการทำ Digital PR

จนสุดท้ายก็มาอยู่ที่ Sanook ซึ่งกลับมาทำสาย Content อีกครั้ง โดยพี่ปองดูแลเนื้อหาทั้งหมดใน Sanook ซึ่งทุกอย่างก็ดูดี พี่ปองมีอาชีพที่มั่นคง เป็นหนึ่งในผู้บริหารที่ใครก็อยากได้ตัวไปทำด้วย

คำถามคือ แล้วทำไมพี่ถึงตัดสินใจมาเปิดบริษัทของตัวเองในตอนนี้ ?

"ใช่ครับ พี่คิดเรื่องการทำบริษัทมาตั้งนานแล้ว ... แต่ ... (คิดนาน) คือเราทำอาชีพมา 15-16 ปี คิดว่าจะโดดจาก Comfort Zone กันได้ง่ายๆ เหรอ ? มันคือการโดดเหวเลยนะ เราจะเป็นยังไงไม่รู้เลยนะ"



การตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต อะไรทำให้กล้าเสี่ยง


สิ่งหนึ่งที่ผมสนใจมากกว่าเรื่องของบริษัทใหม่นี้ คือเรื่องของการที่พี่ปองก้าวออกจาก Comfort Zone ออกมาทำธุรกิจเต็มตัว คือผมเชื่อเหลือเกินว่าด้วย Profile ระดับพี่ปองแล้ว สามารถเลือกทำงานที่บริษัทไหนก็ได้ ไปไหนก็มีแต่คนอยากได้ตัว

แต่การตัดสินใจกล้าออกมาจากการทำงานประจำเกือบ 15-16 ปี มีรายได้ มีฐานะที่มั่นคง แล้วมาเปิดบริษัทของตัวเองที่เริ่มจากศูนย์ ... ความเสี่ยง ความกดดัน การตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต พี่ปองคิดอะไรอยู่กันแน่นะ

"เอาจริงๆ พี่ก็เคยคิดหลายที แต่มันก็ไม่เคยพร้อม จุดเปลี่ยนคือการที่ได้ไปเรียน ABC แล้วพบว่าคนที่มาพูดในคลาสแต่ละคนนะ คนที่เค้ามีผลงานเป็นของตัวเอง เค้าโดดจาก Comfort Zone ทั้งนั้นเลย"

"ความรู้สึกของเราคือ เราจะรออย่างนี้ไปเรื่อยๆ หรือเราจะลองดูซักตั้ง ดีกว่าไม่ได้ลองรึเปล่า ?" พี่ปองเผย

หลายคนอาจจะคิดว่าระดับพี่ปอง จะเปิดบริษัทของตัวเองเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ในความเป็นจริงมันไม่ได้ง่ายอย่างนั้น
"เราจะรออย่างนี้ไปเรื่อยๆ หรือเราจะลองดูซักตั้ง"

ทำไมถึงทำ Digital PR ? บริษัท MoonShot คืออะไร


จากการที่เคยทำงานมาทั้งสาย Content และสาย Social Media Marketing แน่นอนว่าใครหลายคนน่าจะคาดหวังว่าพี่ปองจะมาเปิดเอเจนซี่ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มาแรงมากในตอนนี้ แต่ทำไมพี่ปองกลับเลือกที่จะเปิด Digital PR ?

"พี่มีความชอบเรื่อง Content เรื่องการดูแล Community คือถ้าเราย้อนกลับไปช่วง 6-7 ปี เอเจนซี่ประเภทหนึ่งเกิดขึ้นมาท่านกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก นั่นคือ Digital Agency ซึ่งเข้ามา Disrupt รูปแบบการทำงานของเอเจนซี่เดิม"

"แต่มีเอเจนซี่อยู่แบบนึง ที่พี่ว่าหลายบริษัทยังปรับตัวได้ไม่ดีนักในโลกทุกวันนี้ นั่นคือ PR"



พี่ปองเล่าว่า PR มีความสำคัญมากต่อบริษัท แต่ปัญหาคือการที่โลกหมุนไปทางดิจิตอล จนทำให้การสื่อสารมีรูปแบบที่เปลี่ยนไปเยอะมาก พี่มองว่ามันอาจจะมีช่องที่ทำให้เราเข้ามาในจุดนี้ได้

เอเจนซี่ที่เน้น Creative เองก็เน้นเรื่องของการตลาด ไม่ได้เน้นเรื่องของภาพลักษณ์ การใส่ใจลูกค้าแบบ PR พี่ก็คิดว่าถ้ามี Digital PR ที่เข้าใจเรื่องการสื่อสารในโลกของ Social Media, การดูแล Crisis, การสื่อสารกับสื่อหลัก, เว็บและบล็อกเกอร์

สิ่งหนึ่งที่ทำให้การทำ PR บนโลก Digital ไปได้ด้วยดี พี่มองว่ามันคือ Content ที่ดีด้วย

พี่ปองเล่าให้ฟังว่าสิ่งที่ปองคิดเอาไว้ แต่ก็ยังหาโอกาสหรือช่องทางการทำไม่ได้เสียที จนได้มาเจอกับทาง Rabbit Tale ซึ่งพอคุยกันแล้วพบว่ามีแนวคิดเดียวกันเลยกับพี่ปอง

และด้วยความที่ทีมงานและผู้ก่อตั้ง Rabbit Tale เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่เข้าใจโลก Digital เป็นอย่างดี จึงได้เกิดการจับมือกันเปิดบริษัท MoonShot ขึ้นมานั่นเอง

"พี่รู้จักกับแมค (@themacci หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Rabbit Tale) เป็นการพูดคุยกัน จนวันนึงเราก็เห็นว่ามีไอเดียที่เข้ากันได้ดี เราก็เริ่มทดลอง Brain Storm ไอเดีย คุยกันอยู่หลายเดือนเหมือนกัน ก็ต้องขอบคุณที่เค้าอดทนรอกับพี่ด้วย"



คำถามสุดท้าย ผมถามพี่ปองว่า สำหรับการออกมาตามความฝันโดยที่ไม่รู้จุดหมายปลายทาง กับการได้ทำงานในบริษัทที่มั่นคง มีตำแหน่งใหญ่โต เงินเดือนสูงมากๆ พี่มองในจุดนี้ยังไง ?

"พี่เชื่อว่า ทุกองค์กร ไม่ใช่ว่าขาดใครคนนึงแล้วมันจะตาย ... พี่ก็แค่เป็นคนนึงที่ออกมาตามฝัน ออกมาลองดูว่ามันจะเป็นยังไง ก็แค่นั้นเอง"

ก็ขออวยพรให้พี่ชายคนนี้โชคดีกับก้าวใหม่ในครั้งนี้ครับ

อ่านเพิ่ม - MoonShot, Jakrapong

Wednesday, April 13, 2016

วิธีสมัครและเปิดใช้ Facebook Instant Articles สำหรับคนทำเว็บ, บล็อกเกอร์


เปิดตัวไปแล้วกับ Facebook Instant Articles ถือเป็นมิติใหม่ของคนทำเว็บหรือบล็อกเกอร์ ที่ต่อไปการทำเนื้อหาไม่ได้อยู่แค่ในเว็บอีกต่อไปแล้ว

สำหรับใครที่ยังสงสัยว่ามันคืออะไร สรุปง่ายๆ คือ Facebook Instant Articles (ต่อไปจะขอเรียก FBIA) คือฟีเจอร์ที่ทำให้คนอ่านบทความ, ข่าว, รีวิว ฯลฯ ที่อยู่บน FB ได้เร็วมากๆ กดปุ๊บได้อ่านปั๊บ เพิ่มประสบการณ์ใช้งานที่ดีขึ้นสำหรับคนที่ใช้มือถือ

ก่อนหน้านี้ FBIA จะใช้ได้เฉพาะกลุ่มสำนักข่าวหรือ Publisher ใหญ่ๆ แต่ตอนนี้หลังจากงาน F8 ที่เพิ่งผ่านไป FBIA ก็เปิดให้ทุกคนใช้ได้แล้วจ้า หลังจากที่งมอยู่ทั้งคืน วันนี้มีบทความมาแชร์วิธีติดตั้งให้ชมกัน

จะเปิดใช้ Instant Articles ต้องมีอะไรบ้าง

  1. มีเพจอยู่บน Facebook
  2. เป็น Admin หรือ Editor บนเพจ
  3. ลงแอพ Pages ที่ใช้บริการจัดการเพจบนมือถือ (iOS, Android)
ส่วนจะมีเว็บหรือไม่มีเว็บของตัวเองก็ได้ อันนี้แล้วแต่ เพียงแต่บทความนี้เน้นคนที่ทำเว็บทำบล็อกอยู่ก่อนแล้ว มาเปิดใช้ฟีเจอร์ FBIA เพราะงั้นก็จะเน้นตรงจุดนี้นะครับ

สมัครและเปิดใช้งาน Facebook Instant Articles

สำหรับการสมัครและเปิดใช้งาน FBIA ก็ถือว่ามีขั้นตอนเยอะพอสมควร แถมบางเรื่องอาจจะต้องรู้ด้านเทคนิคบ้าง ซึ่งผมจะอธิบายศัพท์ไอทีไปเลยนะฮะ ใครที่ไม่เข้าใจแนะนำให้หา Dev หรือคนที่ช่วยดูแลด้านเทคนิคของเว็บมาช่วยได้



1. เปิดใช้บริการ Facebook Instant Articles ให้กับเพจ


2. ตั้งค่าเริ่มต้นให้กับเพจ
  • เมื่อผ่านขั้นตอน 1. แล้ว ให้ไปที่ Facebook Pages ของเรา แล้วไปที่ Settings (ปุ่มอยู่ขวาบน)
  • เมนูด้านซ้าย เลือกไปที่ Instant Articles (ถ้าใครทำขั้นตอน 1 ไม่สำเร็จ จะไม่มีเมนูนี้)
  • จากนั้นด้านขวาจะเห็นขั้นตอนการติดตั้ง ที่ FB เขียนเป็นลำดับเอาไว้แล้ว เราก็ทำตามลำดับนี้ได้เลย 
  • ซึ่งในบทความนี้จะข้ามหลายอย่างที่ไม่จำเป็นออกไป เอาแค่พอเปิดใช้ให้ได้ก่อนค่อยว่ากัน

3. Claim URL
  • ในหน้า FBIA เลื่อนลงมาด้านล่าง จะเห็นช่องที่เขียนว่า Tools - Claim Your URL
  • ข้างในกล่องจะมี Code ที่เราจะต้องเอาไปวางบนเว็บของเรา เพื่อเป็นการยืนยันว่าเว็บนี้เป็นของเราจริง
  • ก็อปรหัส <meta> ที่อยู่ในกล่อง ไปวางที่โค้ดในเว็บของเรา ควรอยู่ในระหว่าง <head> จากนั้นก็อัพเดทในเว็บแล้วเช็คว่ามีโค้ดชุดนี้อยู่จริง
  • กลับมาที่ ใส่ URL เว็บของเราในช่อง Tools แล้วกด Claim URL
  • รอซักพักระบบจะเข้าไปเช็คว่าเว็บเรามีโค้ดนี้จริงหรือเปล่า ถ้าผ่านก็จะมีชื่อเว็บของเราโผล่ขึ้นมาตามภาพ
  • เราสามารถ Claim URL ได้หลายเว็บ หลาย Sub Domain ขึ้นอยู่กับว่าเรามีเว็บในมือมากแค่ไหน ตัว URL นี้จะต้องเป็นเว็บที่เราใช้ขึ้นบทความที่เป็น Instant Articles ด้วย

4. ทำความเข้าใจกับ RSS Feed (ในแบบ Facebook)
  • มาถึงขั้นตอนที่ยากที่สุดแล้ว เนื่องจากระบบของ Facebook จะกำหนดให้เราต้องส่งบทความเข้าไปให้ทางระบบตรวจดูก่อนอย่างน้อย 50 โพสต์ (อัพเดท: ล่าสุด FB ลดจำนวนลงเหลือ 10 โพสต์แล้ว) ก่อนที่จะเริ่มใช้ FBIA ได้ ซึ่งความยากมันอยู่ที่การเขียนบทความให้ใช้ได้กับ FBIA นี่แหล่ะ
  • คือมันไม่มี Editor มาให้ เราจะต้องเขียนโค้ดเข้าไปอย่างเดียว โดยรูปแบบอ่านได้จากเอกสารนี้ - FBIA Creating Articles
  • แต่สำหรับคนที่มีเว็บอยู่แล้ว เราก็ดูดเนื้อหาของเรา มาลงในรูปแบบของ FBIA ได้เลย โดยใช้ระบบ RSS Feed ... แต่เดี๋ยวก่อน มันไม่ใช่ RSS ที่เรามีในเว็บปกติ แต่มันเป็น RSS ในแบบที่ FB กำหนดขึ้นมา ซึ่งบอกเลยว่าต้องหาเครื่องมือมาช่วย
  • ในบทความนี้จะขอใช้ Plugin บน Wordpress มาช่วยแทนครับ แต่ถ้าคุณใช้ระบบอื่นๆ ก็แนะนำลองศึกษา Format FBIA แล้วลองหาทางแปลงให้เข้ากับรูปแบบของมันดูนะครับ หรือจะเขียนมือก็ได้ แต่ขอเตือนเหนื่อยแน่นอน

5. ติดตั้ง Instant Articles Plugin บน WordPress
  • โชคดีที่ผมใช้ระบบ WordPress ในการทำเว็บ ซึ่งก็มีคนทำ Plugin มาช่วยไว้แล้ว ตัวนี้ชื่อ Instant Articles for WP เป็นตัวที่ทาง WordPress แนะนำเองเลย
  • เข้าไปที่ระบบ WordPress ของเว็บเรา แล้วไปที่ Plugin -> Add New -> หาชื่อ Instant Articles for WP
  • กดติดตั้ง และ Activate (ตัวนี้ต้องใช้ PHP 5.5 ขึ้นไปนะ)
  • ถ้าติดตั้งเรียบร้อย จะเห็นว่ามีเมนูชื่อ Instant Articles ขึ้นมาด้านซ้าย
  • ซึ่งเว็บจะมีการติดตั้ง Feed ในแบบของ FBIA ให้เราเองโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องทำอะไรอีกเลย สบายแฮ โดยลองเข้าไปที่ http://เว็บของเรา/?feed=instant-articles
ตัวอย่างหน้าตา FBIA RSS Feed
  • ระบบจะสร้าง XML ที่เป็นโพสต์ล่าสุดของเราในรูปแบบ FBIA ขึ้นมาให้
  • ซึ่งเราสามารถไปเลือกว่าบทความไหนไม่ขึ้น Feed ได้จาก Setting ของโพสต์และ Plugin ครับ

6. ติดตั้ง Production RSS Feed และรออนุมัติ
  • หลังจากที่เราได้หน้า Feed จากในเว็บของเราแล้ว ก็กลับมาที่หน้า FBIA อีกครั้ง
  • เลื่อนลงมาด้านล่าง ไปที่ Tools -> Production RSS Feed
  • จากนั้นใส่ URL ของ Feed ที่เราได้จากข้อ 5. ลงไป แล้วกด Save
  • ระบบจะเข้าไปดูดบทความของเราเข้ามาเก็บไว้ที่ Facebook
  • เข้าไปดูว่าเนื้อหาเข้ามาจริงหรือเปล่า เลือกไปที่เมนูด้านบน Publishing Tools -> Instant Articles -> Production
  • ถ้าคุณเห็นบทความของคุณโผล่ขึ้นมาในระบบ ก็ร้องกรี๊ดดังๆ ได้แล้วว่าฝันใกล้เป็นจริง (ซะที)
  • รอให้มันมาเกิน 50 โพสต์ แล้วก็กลับไปที่หน้า Settings -> FBIA หน้าเดิม
  • ด้านล่างจะมีให้เลือก Step 2 : Submit for Review ปุ่มจะเปิดให้เรากดได้ ก็กด Submit for Review ซะ
  • จากนั้นก็นอนรอว่าเราจะได้รับอนุมัติหรือเปล่า ใช้เวลาประมาณ 24-48 ชั่วโมง
  • ถ้าอนุมัติแล้ว ในหน้า Publishing Tools -> Instant Articles -> Production ก็จะมีให้เลือกว่าจะเอาบทความไหนขึ้นบ้าง ซึ่งถ้าเราก็โพสต์บทความในเพจตามปกติ แต่ถ้ามี Link ที่มันมีใน FBIA Feed ระบบก็จะเลือกให้มาที่ FBIA เองอัตโนมัติ


7. ทดสอบระบบ
  • เข้าไปที่แอพ Pages บนมือถือ
  • จากนั้นเลือกไปที่เพจของเรา แล้วเลือกเมนู "..." จะมีให้เลือก Instant Articles
  • ทดลองกดเข้าไปดูที่ Production ว่ามีข้อความหรือบทความของเราครบถ้วนหรือไม่
  • ตัวนี้เอาไว้เช็คก่อนได้ว่าบทความที่จะเอาขึ้น มันมีเนื้อหาหรือข้อมูลครบหรือเปล่า

ขอจบตอนแรกไว้แต่เพียงเท่านี้ ซึ่งจริงๆ แล้วยังมีรายละเอียดที่เราควรจะต้องจัดการอีกเยอะมากสำหรับ FBIA ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใส่ Banner โฆษณา, การสมัครขอใช้โฆษณาในระบบ Facebook, การใส่โลโก้หรือ Format ของโพสต์ และการติดตั้ง Google Analytics ไว้วัดจำนวนคนอ่าน

ใครชอบอย่าลืมกดแชร์เป็นกำลังใจกันด้วยนะครัช~*




Tuesday, April 12, 2016

รีวิว: แพ็คเกจคลอดบุตรที่โรงพยาบาล BNH ค่าบริการ, ห้องพัก, ดีงามสมราคาหรือเปล่า


เชื่อว่าคำถามแรกหลังจากที่หลายคนทราบว่ากำลังจะมีลูกน้อยคือ "จะคลอดที่โรงพยาบาลไหนดี ?"

บอกตามตรงว่าก่อนหน้านี้ผมก็คิดง่ายๆ ว่าทุกโรงพยาบาลก็คงเหมือนๆ กันหมดแหล่ะ คลอดที่ไหนก็ได้ แต่หลังจากศึกษาหาข้อมูล รวมถึงปรึกษาจากผู้มีประสบการณ์รอบตัวแล้ว พบว่าแต่ละโรงพยาบาลก็มีอะไรที่แตกต่างกันเยอะเหมือนกันนะ

นอกจากนั้นก็มีเรื่องของราคา คือสมัยนี้แพ็คเกจคลอดบุตรก็มีให้เลือกทั้งแบบคลอดธรรมชาติ หรือผ่าคลอด แล้วก็มีรายละเอียดยิบย่อยอีกเยอะมาก ซึ่งสุดท้ายแล้วผมกับภรรยาก็เลือกโรงพยาบาล BNH (Bangkok Nursing Home) สุดท้ายแล้วออกมาดีงาม สมราคาแค่ไหน ลองมาชมกัน

อ่านเพิ่ม - น้องวชิ Fanpage


ทำไมถึงเลือก BNH ?

คำถามยอดฮิตเลยคือทำไมถึงเลือกรพ. BNH เพราะหลังจากที่ปรึกษาหลายต่อหลายคนก็มักจะได้ยินคำบอกเล่าเกี่ยวกับ BNH เหมือนกันว่า "ดี ...​ แต่แพง"
  • ผมและภรรยานัดเข้าไปดูแพ็คเกจคลอดบุตรที่รพ. BNH ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็นัดวันและก็พาชมห้องอย่างดี พาไปดูทั้งห้องคลอด ห้องเตรียมตัว ห้องพักทั้งแบบเล็ก กลาง ใหญ่
  • เนื่องจากพี่ๆ ที่บ้านทุกคนก็เลือกคลอดน้องที่ BNH หมด ก็เลยค่อนข้างคุ้นเคยกับที่นี่อยู่แล้ว
  • หลังจากเจ้าหน้าที่พาทัวร์รอบแล้ว ก็มาคุยเรื่องราคา ซึ่งก่อนมาผมก็ตั้งงบในใจเอาไว้ว่าถ้าเกินแสนบาทคงไม่ไหวเหมือนกัน
  • "สำหรับค่าแพ็คเกจผ่าคลอดในปีนี้ (2558) นะคะ ... ไม่ถึงแสนค่ะ ... ทั้งหมดอยู่ที่ 99,900 บาทค่ะ <3" เจ้าหน้าที่พูดเสร็จมีแอบยิ้มให้ ไม่ถึงแสนจริงๆ ด้วย -____-"
  • ย้ำว่าอันนี้คือราคาเมื่อปี 2558 นะครัช ควรตรวจสอบกับทางรพ.ก่อนว่าปีนี้ขึ้นมาเท่าไหร่แล้ว อิๆ
  • ซึ่งต้องบอกเหตุผลที่เลือกอันดับ 1 เลยคือเลือกเพราะต้องการคลอดกับคุณหมอเยื้อน ซึ่งเราฝากครรภ์ไว้ตั้งแต่แรก และคุณหมอเยื้อนเองก็มีรพ.ให้เลือกไม่มากนัก BNH ก็เป็นหนึ่งในนั้น
  • แต่ละรพ.มีความโดดเด่นแตกต่างกันไป ซึ่งทื่ BNH ดังสุดก็คือเรื่องการคลอดบุตรและการดูแลเด็กนี่แหล่ะครับ
  • สถานที่ตั้งอยู่กลางเมือง คือแถวสีลม เพื่อนๆ มาเยี่ยมได้ง่าย ขนาดโรงพยาบาลไม่ใหญ่มากนัก ที่จอดรถเพียงพอ
  • ชื่อเสียงของโรงพยาบาลก็มีผลมาก เพราะของเค้าดังจริง ถามใครก็บอกเลยว่าคลอดที่ BNH สบายใจได้ ใครๆ ก็มาที่นี่ และพี่ๆ ก็เคยมาที่นี่มาก่อน
ซึ่งหลังจากที่นั่งเคาะเครื่องคิดเลข พร้อมปาดเหงื่ออยู่หลายรอบ สุดท้ายเราก็ตกลงเลือกที่ BNH จ้า คือพอคิดซะว่านี่คือเรื่องสำคัญมากที่สุดครั้งนึงในชีวิตของเราสองคน ขนาดงานแต่งงานยังใช้เงินมากกว่านี้อีก คลอดลูกในราคาประมาณแสนบาท ก็น่าจะคุ้มค่าและได้ความสบายใจ

รีวิวแพ็คเกจคลอดบุตรที่ BNH


สำหรับบรรยากาศหรือรายละเอียดต่างๆ ในการคลอดบุตร สามารถอ่านได้จากบล็อกตอนเก่าเลยฮะ
ซึ่งในการรีวิวนี้ จะเน้นเรื่องของมุมมองคนที่มาใช้บริการ ความคุ้มค่า รายละเอียดต่างๆ ที่น่าสนใจ เผื่อเป็นประโยชน์กับใครที่กำลังมองหาสถานที่คลอดบุตรอยู่นะครับ


การเลือกห้องพัก
  • ห้องพักมีให้เลือก 3 แบบ คือเล็ก กลาง ใหญ่ ซึ่งผมเลือกแบบเล็กสุด ก็จะได้ตามราคาในแพ็คเกจ
  • ขนาดห้องก็ใหญ่พอที่จะมีญาติๆ มาเยี่ยมได้ เคยมีคนมาเยี่ยมพร้อมกันมากสุด 15 คนก็เข้ามาถ่ายรูป เม๊ามอยกันได้ครบ
  • เตียงคนไข้ยกขึ้นลง ปรับได้หลายระดับ ใช้ระบบ Auto มีรีโมทให้กดที่ข้างเตียง เวลาดันขึ้นมาเพื่อทานข้าวก็สบายดี คุณแม่จะได้ไม่เจ็บแผลมาก
  • ที่ห้องมีเครื่องกรองอากาศให้ด้วย เผื่อลูกเข้ามาแล้วอึ หรือมีกลิ่นอะไรแปลกๆ ก็กดปุ่ม กลับมาหอมเลยจ้า
  • ตรงข้ามเตียงจะมีทีวีจอแบน ขนาดเล็กไปหน่อย 32 นิ้ว ของ Panasonic ไม่ทราบสเปคเครื่อง (เอ๊ะ นี่จะรีวิวรพ.หรืออุปกรณ์ไอที)
  • ด้านข้างทีวีก็มีช่องเสียบ AV, HDMI และใส่ SD Card ได้ ที่ให้ดูตรงนี้เพราะผมพบว่าการมีช่อง SD Card คือดีมาก เพราะเวลาเพื่อนๆ มาเยี่ยม ผมก็เอา Card ที่มีรูปตอนคลอดมาเปิด Slideshow วนไปมาบนทีวีได้ ใครมาก็ดูรูปกันไป คุยกันไป เพลินดี
  • เตียงคุณพ่อ เอ๊ย โซฟาสำหรับคนที่มาเยียมก็ขนาดใหญ่ดี คุณพ่อนอนเฝ้าได้สบาย เบาะนิ่ม หมอนนุ่ม
  • อุปกรณ์อื่นๆ ในห้องก็มีครบทั้งตู้เย็น, เตาไมโครเวฟ, จาน, ช้อนส้อม, ทิชชู่, ผ้าเช็ดทำความสะอาด ฯลฯ
  • ตู้เสื้อผ้าขนาดเล็กไปนิดนึง ถ้ามีญาติเฝ้าหลายคน หลายวัน อาจจะไม่ค่อยพอ
  • น้ำเปล่ามีให้เยอะมาก และสามารถเบิกได้เรื่อยๆ ไม่อั้น แขกมาเยี่ยมก็ให้ทานน้ำเราได้ อันนี้ดีนะ ไม่งก
  • ห้องพักมีม่านขนาดใหญ่มาก เวลาคุณแม่ต้องเช็ดตัวหรือตรวจร่างกาย ก็ปิดได้มิดดีครับ
  • ห้องน้ำไม่ใหญ่ไม่เล็ก ดูสะอาดตา เดินเข้าออกสะดวก
  • โดยรวมถือว่าห้องพักบรรยากาศดีครับ เหมือนอยู่โรงแรม ขนาดเล็กสุดก็พอสำหรับใครที่ญาติหรือเพื่อนไม่ได้มาเยี่ยมเยอะมากนัก
  • ข้อเสียคือถ้าเราได้ห้องที่อยู่ใกล้กับทางเข้า จะเสียงดังจากข้างนอกเข้ามาได้ เพราะตรงทางเข้าเป็นห้องสำหรับดูน้องที่เพิ่งคลอด แนะนำถ้าอยากได้ความสงบขอจองห้องด้านใน (แต่คุณแม่ก็จะเดินไปมาไกลขึ้น)





ก่อนวันคลอด
  • เนื่องจากพวกผมเลือกเป็นแพ็คเกจผ่าคลอด ซึ่งจะได้พัก 4 วัน 3 คืน
  • แต่มีเทคนิคพิเศษ คือถ้าเราเลือกคลอดตอนเช้า ทางโรงพยาบาลจะให้สิทธิมานอนที่โรงพยาบาลได้ก่อน 1 คืนฟรี นั่นหมายความว่าเราจะได้นอนที่รพ. 4 คืนเลย (พวกผมเลือกผ่าคลอดเวลา 9.09 น.)
  • อุปกรณ์เครื่องใช้ส่วนตัวก็ควรเตรียมมาให้ครบ โดยทางรพ.ให้ Check-in ได้หลัง 2 ทุ่มเป็นต้นไป
  • คืนก่อนคลอดพวกผมก็ขับรถกันมา ถึงทางเข้าก็มีเข้าหน้าที่เอารถมาช่วยยกกระเป๋าให้ บรรยากาศเหมือนไปนอนโรงแรมเลย 555
  • เจ้าหน้าที่ตรวจข้อมูลเพิ่มเติมนิดหน่อย ก็เข้ามาที่ห้องแล้ว หลังจากนั้นพยาบาลก็จะมาอธิบายเพิ่มเติม ซึ่งว่าที่คุณพ่อคุณแม่ก็อยู่ในอาการตื่นเต้นจนฟังไม่รู้เรื่องล่ะจ้า
  • มีเรื่องน่าตกใจคือแหวนหมั้นที่เชอรี่ใส่เอาไว้ที่นิ้วไม่สามารถดึงออกมาได้ คือนิ้วบวมเนื่องจากท้อง เลยทำให้แหวนคับมาก พยายามดึงออกทุกท่าแล้ว พยาบาลมาช่วยก็แล้ว ยังเอาออกไม่ได้
  • ซึ่งจะเป็นปัญหาถ้าใส่เข้าห้องผ่าตัด สุดท้ายพยาบาลเลยเอาอุปกรณ์มาพันแหวนไว้แทน ซึ่งกว่าจะพันเสร็จก็นานอยู่
วันคลอด
  • ถึงวันคลอดจริง พยาบาลก็เข้ามาปลุกตั้งแต่ 6 โมงเช้า
  • ก่อนคลอดก็จะมีการเตรียมตัวคุณแม่หลายอย่าง จนช่วงเกือบ 8 โมงก็มีเจ้าหน้าที่เข็นเตียงมา แล้วก็ค่อยๆ ให้เชอรี่ขยับไปนอนอีกเตียงนึง
  • การเคลื่อนย้ายคุณแม่เป็นอะไรที่ผมคอยระวังมาก โดยเฉพาะช่วงหลังคลอด เพราะกลัวมีใครมาทำอะไรให้คนที่เรารักต้องเจ็บ ซึ่งก็ต้องบอกตามตรงว่าเจ้าหน้าที่ของ BNH ดูแลตรงนี้ได้ดีมาก ทุกครั้งเจ้าหน้าที่ พยาบาลจะมาช่วยกันหลายคนมาก ดูใส่ใจดี
  • ห้องผ่าตัดจะอยู่คนละชั้นกับห้องพัก ก็ต้องเข็นกันไปนิดหน่อย ส่วนขั้นตอนการบล็อคหลัง เห็นเชอรี่บอกเจ็บเหมือนกัน แต่ก็กลัวมากกว่าจนหายเจ็บ #แป่ว
  • สำหรับคุณพ่อ จะมีห้องพิเศษให้ไปเปลี่ยนชุดและนั่งรอจังหวะ พอใกล้ผ่าคลอดแล้วก็จะมีเจ้าหน้าที่เรียกเข้าไปในห้อง
  • บรรยากาศห้องผ่าตัด ก็ดูเป็นห้องผ่าตัดนั่นแหล่ะ ใครไม่เคยเข้าไปก็มีอารมณ์น่ากลัวบ้าง
  • ช่วงที่ผ่าคลอด คุณหมอเยื้อนก็ช่างดูอารมณ์ดี๊ดี เม๊ากับพยาบาลไปเรื่อยๆ คุยกับหมอสุธีรากันสนุกสนาน แต่อีตาคุณพ่อคุณแม่นั่งกุมมือกันอยู่โคตรกลัวเลย >___<
  • หมอเยื้อนพร้อมตั้งแต่ 9 โมงละ แต่พยาบาลบอกเรามีฤกษ์คลอดอยู่ที่ 9.09 น. คุณหมอก็ยืนคุยกับผู้ช่วยอย่างใจเย็น อารมณ์ดี๊ดี~* แต่สองคนที่กุมมือกันอยู่นี่กลัวจะแย่อยู่แล้วค๊าบบบบ
  • ช่วงผ่าใช้เวลาแป๊บเดียวมากๆ ก็ได้ยินเสียงเจ้าตัวน้อยร้องอุแว๊ๆ ออกมาแล้ว คุณหมอสุธีราก็เข้าไปตรวจดู แล้วมาแจ้งว่าน้องสุขภาพแข็งแรงดี ไม่มีปัญหาอะไร ว่าแล้วก็ให้คุณพ่อออกจากห้องไปพร้อมกับน้อง ส่วนคุณแม่ก็อยู่ในห้องต่ออีกซักพัก
  • ผมก็ได้มาถ่ายรูปลูกน้อยที่ห้องเด็ก พยาบาลก็แนะนำอะไรหลายอย่าง ก่อนจะกลับมารอเชอรี่ที่ห้องพัก


หลังคลอด
  • ผมว่าการดูแลช่วงคลอดสำคัญแล้ว แต่ช่วงการดูแลหลังจากคลอดสำคัญกว่าซะอีก
  • สำหรับอาหารที่คุณแม่ได้ทานก็จะมีตั้งแต่อาหารเหลวในช่วงแรก 
  • หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นโจ๊ก, ข้าวต้ม แล้วก็อาหารที่หนักขึ้นจนเป็นเหมือนกินข้าวปกติ ถามเชอรี่ว่าอร่อยไหม ? ก็ได้คำตอบว่า "อร่อยมาก" ทุกมือ ซัดโฮกไม่มีเหลือ
  • ช่วงหลังจากคลอด พยาบาลก็จะพาน้องวชิมาให้นมที่ห้องเรื่อยๆ เพราะที่ BNH จะเน้นเรื่องนมแม่เป็นหลัก คุณหมอสุธีราจะไม่ให้เราใช้นมผงหรือนมอื่นๆ เลย
  • เป็นอีกเหตุผลนึงที่เราเลือก BNH นี่แหล่ะครับ ที่นี่ส่งเสริมเรื่องนมแม่เต็มที่เลย
  • ช่วงแรกเชอรี่ก็ไม่ค่อยมีน้ำนม ส่วนน้องวชิก็ดูดนมไม่ค่อยเป็น แต่พยาบาลกับคุณหมอก็ช่วยเราจนน้องวชิดูดนมได้ เชอรี่ก็มีน้ำนมให้ลูกทาน
  • ด้านหน้าลิฟท์ก็จะมีห้องที่เราขอเรียกชมลูกได้ กดออดด้านหน้าแล้วก็แจ้งว่าอยากดูน้องชื่ออะไร พยาบาลก็จะเข็นน้องมาให้เรา หรือญาติๆ ชมได้ที่ริมหน้าต่าง
  • บริเวณนี้ก็มีที่นั่งยาวๆ มีน้ำบริการ ใครที่เพื่อนฝูงเยอะก็ไม่ต้องห่วง
  • สำหรับคุณพ่อที่เฝ้าภรรยา ก็ไม่ต้องกลัวอดอยาก เพราะที่รพ.ก็มีอาหารให้สั่งมาทานที่ห้องได้ ราคาก็ไม่ได้แพงมาก อร่อยสะอาดดี
  • ทำเลของโรงพยาบาลอยู่กลางเมือง ก็เดินไปห้างสีลมคอมเพล็กส์, ร้านอาหาร, Starbucks หรือขึ้น BTS ศาลาแดงได้ เดินไปไม่เกิน 3 นาที
  • ข้อเสียคือรถติดช่วงเช้ากับเย็น โดยเฉพาะช่วงเลิกเรียนที่ซอยคอนแวนต์รถติดเอามากๆ
  • ก่อนจะ Check Out ออกก็จะมีทีมงานพยาบาลเข้ามาสอนหลายอย่างเลย ทั้งการเตรียมตัว การดูแลลูก รวมถึงการดูแลตัวเองของคุณแม่ด้วย 
  • มีเรื่องการนัดพาน้องมีฉีดวัคซีน ซึ่งกลับไปสนุกกับการเลี้ยงลูก 2-3 วันก็ต้องกลับมารพ.พามาฉีดวัคซีนแล้ว
  • หลังจากนั้นก็จะมีเจ้าหน้าที่เข้ามาคุยเรื่องการชำระเงิน ซึ่งก็มีเครื่องรูดบัตรแบบไร้สายมาให้รูดปรื๊ดดดด ถึงห้องกันเลยทีเดียว ตัวเบาหวิวออกจากรพ.ทันที~*
  • สรุปแล้วราคาทั้งหมดอยู่ที่ 99,900 บาท ของคุณแม่และลูกครบเลยไม่มีบวกเพิ่ม แต่มีค่าข้าวที่ผมสั่งเองอีกไม่กี่ร้อยบาทเพิ่มเข้ามา
  • ก่อนกลับบ้าน ได้ของแจกจากสปอนเซอร์ที่ทางรพ.ได้มา มีตั้งแต่ผ้าอ้อม, ขวดนม, แชมพู, แปรงสีฟัน, สบู่เด็ก ฯลฯ อันไหนมีแล้วหรือไม่ได้ใช้ก็นำไปแจกหรือบริจาคได้นะ
  • เจ้าหน้าที่มาช่วยขนของตั้งแต่หน้าห้องจนถึงประตูรถเลย

:: สรุป ::

ข้อดี

  • โรงพยาบาลคนไม่เยอะมาก ห้องพักดูดี สะอาด เหมือนนอนโรงแรม
  • อยู่กลางเมืองเดินทางสะดวก ใกล้รถไฟฟ้าทั้ง BTS และ MRT
  • เจ้าหน้าที่และคุณหมอ มีชื่อเสียงด้านการดูแลคุณแม่และเด็กอยู่แล้ว อุ่นใจ
  • เน้นเรื่องการให้นมแม่ 100% 

ข้อเสีย

  • ราคาสูง หากลูกป่วยค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้นไปอีก
  • โรงพยาบาลค่อนข้างฮอต ถ้าช่วงฤกษ์ดีต้องจองล่วงหน้า
  • อยู่ย่านธุรกิจ รถติดในช่วงเร่งด่วน
โดยสรุปแล้วประสบการณ์ผ่านคลอดที่โรงพยาบาล BNH ถือว่าดีงาม ทั้งในเรื่องของการบริการ ห้องพักหรืออุปกรณ์ต่างๆ ถือว่า 5 ดาวมากๆ ด้วยความที่รพ.มีชื่อเสียงด้านการดูแลแม่และเด็กอยู่แล้ว

ข้อเสียหลักๆ คงอยู่ที่ราคา ซึ่งแตะระดับแสนบาท รวมถึงถ้ากรณีเด็กมีปัญหาอื่นๆ ค่าใช้จ่ายก็จะพุ่งแบบสูงปรี๊ด แต่ถ้ามองว่าเราเองก็ไม่ได้มีลูกบ่อยๆ บางทีก็ถือว่าเป็นการซื้อความอุ่นใจและบริการที่ดี

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่อยากเน้นการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นหลัก ที่ BNH ก็ขึ้นชื่อด้านนี้เช่นกัน ซึ่งก็จะเป็นเรื่องของการดูแลลูกหลังคลอดด้วย ซึ่งจากที่ได้สัมผัสและใช้บริการจริง ก็คงต้อบอกว่า ถ้าคุณไม่มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย ก็ถือว่าแนะนำครับ

อ่านเพิ่ม