Wednesday, August 31, 2016

รู้จักกับ Facebook Branded Content Tools เครื่องมือที่ Agency, Brand, Blogger ควรรู้


ช่วงหลังถ้าใครที่อยู่ในแวดวงการตลาดก็จะได้ยินกันบ่อยๆ ว่า Banner ค่อยๆ เสื่อมความนิยมลง แต่ที่มาแรงมากขึ้นคือ Content Marketing ในแบบ Branded Content (หรือบางคนเรียก Advertorial)

ที่ผ่านมาเวลาเราจะทำการโปรโมท Branded Content บน Facebook ก็อาจจะทำกันง่ายๆ แค่เขียน Content ดีๆ ขึ้นมาซักชุดหนึ่ง แล้วก็โพสต์ลงในเพจ จากนั้นก็ส่งสถิติกันไปมา

แต่ช่วงนี้ Facebook ได้เริ่มมีการรับรองเพจในไทย (Verified) มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีฟีเจอร์หนึ่งที่น่าสนใจและหลายคนยังไม่ค่อยรู้จักเกี่ยวกับ Branded Content ที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้นมากเลยทีเดียวมาฝากกัน


รูปแบบของการทำ Branded Content เดิมๆ


  • เพจโพสต์บทความโปรโมท
  • เจ้าของเพจส่ง Stat ไปให้ Agency
  • Agency ส่ง Stat ไปให้ลูกค้าซึ่งเป็นเจ้าของ Brand
  • ลูกค้าเห็นว่าเพจไหนดี อาจจะขอให้มีการ Boost เพิ่ม
  • Agency ก็ตามไปขอให้เพจช่วย Boost ให้เพิ่ม
  • การส่งสถิติหลังจากนั้นก็วนลูปเดิม
ข้อเสียของวิธีนี้
  • Brand ไม่มีทางรู้สถิติจริงๆ เลย จนกว่า Agency จะส่งมาให้ (ซึ่งก็ต้องรอรับจากเจ้าของเพจอีกที)
  • การจะ Boost เพิ่มให้กับ Content ตัวใดตัวหนึ่ง เป็นเรื่องยาก ส่วนใหญ่เจ้าของสินค้าเลยมักจะบอกให้ทุกเพจ Boost ในราคาเท่าๆ กัน  ซึ่งบางตัวก็เวิร์ค บางตัวไม่เวิร์ค
  • คนอ่าน ไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่านี้คือ Branded Content จนกว่าจะกดเข้าไปอ่านเนื้อหา (ในเชิงความโปร่งใสแล้วถือว่าไม่ดีนัก)

รู้จักกับเครื่องมือสำหรับการทำ Branded Content บน Facebook


สิ่งที่ต้องมี
  • เพจที่จะใช้เครื่องมือนี้ได้จะต้องได้รับการ Verified จาก Facebook ก่อน
  • ถ้าเพจไหนยังไม่ได้รับการ Verified ก็ลองไปกูเกิลหาวิธีกันเองนะจ๊ะ
ใช้งานยังไง
  • ผมทดสอบด้วยการให้เพจส่วนตัว Khajochi Blog ทำการแชร์เนื้อหาบทความ ซึ่งเป็น Branded Content ของเพจ MacThai
  • เวลาที่เพจจะทำการโพสต์เนื้อหาอะไร ไม่ว่าจะเป็นโพสต์บทความ หรือรูปภาพ จะมีไอคอนรูป Handshake ขึ้นมาด้านล่างขวา
  • พอเรากดไปที่ปุ่มนี้ เราจะสามารถใส่ชื่อเพจที่เป็นเจ้าของแบรนด์สินค้าได้
  • เมื่อเราโพสต์เนื้อหาไปแล้ว ก็จะเห็นว่ามีข้อมูลเหมือนๆ การโพสต์ปกติ แต่ด้านบนจะมีชื่อแบรนด์ของลูกค้าติดมาให้ด้วย
  • ข้อดีที่สุดของระบบนี้คือ ฝั่งแบรนด์ลูกค้า เมื่อเข้าไปที่เพจของตัวเอง แล้วกดดู Insight ก็จะมีปุ่ม Branded Content ขึ้นมาด้วย
  • พอเรากดเข้าไปดู ก็จะพบกับทุกโพสต์ที่มีการ tag ว่าแบรนด์ของเราเป็น Branded Content ขึ้นมา พร้อมสถิติต่างๆ ทำให้ช่วยวิเคราะห์ได้ว่า Content ไหนเวิร์คหรือไม่เวิร์คบ้างแบบ Real-time
  • ที่เจ๋งคือเจ้าของแบรนด์สามารถกด Boost Post เนื้อหานั้นๆ ได้ด้วย (แต่การกด Boost นี้จะเป็นในนามของ Brand เอง ตามรูป)

หลังจากลองใช้ดูแล้วก็พบว่าเป็นระบบที่โอเคดีงามเลยทีเดียว ดีทั้งกับฝั่งเจ้าของเพจเองที่ไม่ต้องคอยส่งสถิติไปมา ส่วนตัวแบรนด์เองก็สามารถตามดูสถิติต่างๆ ได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น คุ้มเงินทุกบาทที่จ่ายไป ส่วน Agency ก็งานน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ดี ข้อเสียเท่าที่เห็นคือต้องใช้กับเพจที่ Verified แล้วเท่านั้น ซึ่งในไทยก็ยังมีไม่เยอะเท่าไหร่ แต่ผมว่าถ้าแบรนด์ไหนเห็นเพจที่มีสัญลักษณ์ Verified ก็อาจจะสนใจลงโฆษณามากขึ้นก็เป็นได้


แนะนำเนื้อหาเพิ่มเติม - Facebook Branded Content

อ่านเพิ่ม



Saturday, August 13, 2016

เมื่อคุณลุงมหาภัยอยากดูหนังฟรี




เคยได้ยินเรื่องของนักสัมนา ที่ชอบไปตามงานอีเวนต์ งานเปิดตัวสินค้า เพื่อแอบเนียนไปกินของฟรีหรือรับของที่ระลึกในงานไปขายมาบ้าง วันนี้เพิ่งได้เจอกับตัวครั้งแรก

พอดีเมื่อบ่ายผมไปงานเปิดตัว C Nema กล่อง Entertainment Box ของ CAT + Primetime จัดที่ชั้นโรงหนัง CTW ในงานก็มีเปิดตัวช่วงบ่าย แล้วตอนเย็นจะมีให้สื่อได้ชมหนังฟรี เรื่อง Alice Through the Looking Glass

ก่อนเริ่มงานผมแอบเห็นลุงคนนึง อายุน่าจะมากแล้ว ใส่เชิ้ตดูสุภาพ แกมาเดินด้อมๆ มองๆ เดินวนไปวนมาหน้างาน แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร จนตอนเลิกงานจบไปแล้ว ผมออกไปโทรศัพท์แล้วก็เดินกลับมาเพื่อคุยกับน้องๆ ทีมงานก่อนกลับ แล้วก็เจอลุงโผล่มาคุยๆ กับ PR ที่จุดลงทะเบียน โวยวายเล็กน้อยแล้วก็เดินออกมา

บังเอิญผมก็เดินลงบันไดเลื่อนออกจากงานมาพร้อมลุงพอดี สิ่งที่ได้ยินลุงซึ่งแต่งตัวสุภาพมากบ่นคือ

"ไอ้ห่าเอ๊ย !! แมร่ง อะไรก็ไม่ได้ซักอย่าง"

ซักพักลุงก็หันมามองที่ผม สายตาดูตั้งแต่หัวจรดเท้า แกคงดูออกว่าอีตานี่น่าจะมาเป็นสื่อในงาน แล้วลุงก็ถามผมว่า

"เอ้อ น้องๆ มางานนี้เหมือนกันเหรอ ?" ลุงมหาภัยถาม
"อ๋อ ครับ"

"เค้ามีแจกตั๋วหนังใช่ป่ะ"
"อืม ใช่ครับ ..."

ด้วยความที่พอจะเดาจุดประสงค์ของลุงออก ว่าแล้วผมก็เลยนึกสนุกอยากตีเนียน

"ใช่ครับ ... เค้ามีแจกตั๋วหนังให้สื่อที่มาในงาน แต่พอดีผมต้องกลับบ้านกับลูก เลยไม่ได้ดูฮะ"

"เฮ้ย !! เหรอ (สายตารุกวาว) มีบัตรใช่ไม๊ น้องมีบัตรกับตัวเลยใช่รึเปล่า ?"
"อ่า ... เอ่อ ... มีครับ" (จริงๆ ไม่มี เพราะบอกทีมงานว่าจะไม่ได้ดูหนัง)

"งั้นขอหน่อยสิ มีบัตรไม่ใช้ เสียดายแย่" ลุงเปิดเกมรุก
"อืม ... อันนี้เป็นบัตรที่เค้าให้สื่อที่มาในงานน่ะครับ ลุงมาจากสื่อไหนเหรอฮะ สำนักข่าวหรือเว็บไหนเอ่ย ?" ผมเปิดเกม Counter Attack

ลุงนิ่งเงียบไป 5 วินาที เหมือนโดนถามลองวิชา ว่าแล้วลุงก็เลี่ยงตอบว่า

"เนี่ยลุงว่าหนังเรื่องนี้น่าจะดีนะ หนูไม่ดูน่าเสียดาย ให้ลุงดูแทนไหมล่ะ"
"เอ้ย ... ลุง ... เค้าให้เฉพาะสื่อกับเจ้าหน้าที่ในงานดู ลุงจะมาเอาบัตรไปดูได้ยังไง ?"
"โอ้ย มันก็บัตรดูหนังเหมือนกัน ได้มาไม่ใช้ ก็ให้คนที่อยากดูสิ" ลุงเริ่มแถ

ผมดูท่าทีแล้วลุงน่าจะตื้อไม่เลิก พอดีกับที่เชอรี่เดินมาหาผมพอดี เลยบอกปัดลุงไปว่า

"ผมต้องไปละครับ คงให้บัตรลุงไม่ได้หรอก ลุงเองก็ไม่ควรมาใช้บัตรที่ไม่ได้เข้าร่วมงานนะฮะ"

ลุงอึ้งไป 3 วินาที ก่อนจะหันหนีแล้วบ่นเสียงดังให้ผมได้ยินว่า

"ไอ้เหี้ย !! แม่งงก"

ครับ. ผมขอโทษครับลุง. /ตัดจบ.

Friday, August 05, 2016

อวสาน Clickbait !! Facebook ประกาศจัดการข่าวล่อคนให้คลิ๊ก ปรับลดการแสดงผลลง



แล้วคุณจะต้องอึ้ง !! คุณต้องไม่เชื่อแน่ๆ ว่าเขาจะทำสิ่งนี้ !!

หัวข้อข่าวแบบนี้จะเริ่มหายไปจาก Timeline Facebook ของทุกท่าน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ Facebook ประกาศจะปรับ Algorithm จัดการกับข่าว, บทความ หรือเว็บที่เน้นล่อคนให้คลิ๊กเหล่านี้ ซึ่งล่าสุดได้มีการเริ่มประกาศใช้งานแล้ว

"เราอยากให้ Publishers โพสต์เนื้อหาที่คนต้องการจริงๆ เราคิดว่าผู้อ่านให้ความสนใจมากกับหัวข่าวที่ตรงไปตรงมา" Adam Mosseri, ผู้บริหาร Facebook กล่าว

บทความแนวที่ล่อให้คนคลิ๊กเข้าไป แต่ข้างในกลับไม่ได้มีสิ่งที่น่าสนใจมากนักกำลังได้รับความนิยมจากเว็บข่าวต่างๆ เช่น คุณต้องไม่เชื่อแน่ๆ ว่า "อั้ม พัชราภา" จะทำสิ่งนี้ ... แต่พอกดเข้าไป เจอภาพอั้มกำลังกินส้มตำ อะไรแบบนั้น

จริงๆ แล้วก่อนหน้านี้ Facebook เองก็พยายามจะจัดการกับ Clickbait ต่างๆ ด้วยการใช้ Like, Unlike หรือการ Report เข้ามาช่วย แต่ก็ยังไม่สามารถลดความสำคัญลงได้มากนัก

Algorithm ใหม่ของ Facebook จะใช้วิธีตรวจจับหัวข่าว จากรูปแบบของประโยคและคำที่ใช้ ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าจะมีภาษาไทยด้วยหรือไม่

อย่างไรก็ดีทาง Facebook ก็เผยว่า เว็บที่ถูกจัดลดอันดับจากการโพสต์หัวข่าวที่เป็นแนว Clickbait จะมีโอกาสกลับมาให้ผู้อ่านได้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ หากลดการโพสต์ในลักษณะนี้ลงไป

ที่มา - FacebookNY TimesPewDiePie

อ่านเพิ่ม - ทดสอบตั้งหัวข่าวล่อให้คลิ๊ก (Clickbait) คนเข้าเพิ่ม 3 เท่า, คนด่าเพียบ, ผลที่ได้ทำเอาอึ้ง