Saturday, December 31, 2016

สรุปตัวเองในปี 2016 : ออกจากการทำฟรีแลนซ์, เปิดบริษัทของตัวเอง, เลี้ยงลูกอย่างมีความสุข


บล็อกสุดท้ายก่อนข้ามปี 2016 ไป ก็ขอบันทึกเรื่องราวของตัวเองเก็บเอาไว้ตามทื่เคยได้ทำมาตลอดทุกปี พอเวลาผ่านไปกลับมาอ่านก็รู้สึกดีเหมือนกันนะว่าในปีนี้เราได้ทำอะไรไปบ้าง ชอบไม่ชอบอะไร

ปีนี้เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตอีกครั้งที่ต้องถือว่าเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญ โดยเฉพาะการลาออกจากการเป็นฟรีแลนซ์ กลับมาทำงานประจำอีกครั้ง แต่ไม่ใช่งานประจำธรรมดา เพราะเป็นการเปิดบริษัทของตัวเองซะด้วย



การงาน
  • ช่วงต้นปีเน้นการทำงานฟรีแลนซ์เช่นเคย ทั้งงานบล็อกเกอร์, งานบรรยาย, เว็บ, เพจ, ที่ปรึกษา, Consult
  • งานใหญ่สุดที่ตั้งใจอยากจะจัดมาหลายปี ในที่สุดก็ได้ทำคืองาน iDeveloper Conference 2016 ที่รวบรวมกลุ่มนักพัฒนาแอพสาย iOS ครั้งใหญ่ในไทย 
  • ปีนี้งานติดขัดตามแบบฉบับการจัดครั้งแรก แต่ก็ดีใจที่สปอนเซอร์สนับสนุนเต็มทุกแพ็คเกจ และคนสมัครเต็มภายในไม่กี่ชั่วโมง
  • เรื่องเงิน ปีนี้เป็นปีที่มีรายได้เยอะสุดตั้งแต่เคยทำมา คือจริงๆ รายได้เราก็ควรเพิ่มทุกปี แต่ปีนี้บวกเยอะกว่าปีก่อนๆ มาก ปัญหาคือการจัดการด้านภาษีทำให้ปวดหัวขึ้น รวมถึงต้องเริ่มแบ่งเงินไปลงทุนบ้าง
  • จัดงาน Event ถ่ายทอดสด 4 รอบคือ มี.ค. (Apple Watch 2), มิ.ย. (WWDC), ก.ย. (iPhone 7), ต.ค. (MacBook Pro) แต่ลดงานที่จัดคนมาดูด้วยกัน มาเป็นพากย์ไทยสดแทน
  • ได้มีโอกาสไปประเทศอังกฤษกับทางสิงห์ เป็นประเทศที่รู้สึกผูกพันธ์มากเป็นพิเศษ เคยไปทำงานที่นี่ช่วงนึง ชอบมาก เป็นความทรงจำดีๆ
  • ต้นปีจัดค่าย Young Webmaster Camp ครั้งที่ 13 ก่อนงานมีปัญหาล้านแปด แต่พอถึงเวลาก็เป็นค่ายที่ดีมากครั้งหนึ่ง ทั้งด้านการสนับสนุนจากสปอนเซอร์, คนสมัคร, จำนวนพี่ที่มาค่าย สุดท้ายดีใจที่ได้วางมือทำค่ายปีสุดท้าย และส่งต่อทีมงานรุ่นต่อไป

เปิดบริษัทของตัวเอง
  • ช่วงกลางปี ตัดสินใจครั้งใหญ่ในการเลิกทำงานฟรีแลนซ์ที่ตัวเองรักมาก ลาจากงานอิสระ ช่วงเวลาที่ได้อยู่กับลูก 24 ชั่วโมง มาเปิดบริษัทของตัวเอง (ซึ่งน่าจะได้เปิดตัวให้ได้รู้จักกันเร็วๆ นี้)
  • เหตุผลหลักๆ คือการมองเห็นโอกาส และความอยากลองทำอะไรที่คิดว่าเราทำได้ดีกว่าการอยู่แค่เป็นฟรีแลนซ์ไปเรื่อยๆ เป็นเรื่องที่ใช้เวลาคิดนานกว่าปี ไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ ในการตัดสินใจครั้งนี้
  • โชคดีที่ได้หุ้นส่วนที่โคตรเข้าใจ รวมถึงมีความพร้อมทุกด้านให้เรารันบริษัทได้อย่างหายห่วง
  • เริ่มโปรเจ็คได้ช้ากว่าที่คิดเดือนกว่า ด้วยเหตุผลคือเป็นคนเลือกทีมงานเข้ามาสักคนยากมาก คุยแล้วคุยอีก คิดแล้วคิดอีก กว่าจะได้ทีมงานครบก็เกือบวันสิ้นปีแล้ว
  • 3 เดือนแรกของการเปิดบริษัท เป็นช่วงเวลาที่เหนื่อยที่สุดในชีวิตตั้งแต่เกิดมาเลย การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์จากคนขี้เกียจๆ กลับมาทำงานประจำ พร้อมความรับผิดชอบหนักอึ้ง เกินกว่าที่คาดไว้จริงๆ 
  • โชคดีที่ไม่เคยมีปัญหากับที่บ้านเลย รวมถึงไม่เคยมีปัญหากับที่ออฟฟิศด้วย ทุกคนดี๊ดี ขอบคุณนะ
  • ผ่านไปสามเดือนยังไม่คิดว่าตัวเองสอบผ่าน แต่ก็คิดว่าทำได้ดีกว่าที่คิดเหมือนกัน ปีหน้าน่าจะได้เห็นอะไรที่ชัดเจนมากขึ้น ถ้าไปได้ดีจะขอเก็บเป็นผลงานที่ดีที่สุดในชีวิตเลย



ครอบครัว

  • น้องวชิเริ่มโตขึ้นทุกวัน ดีใจที่ได้เห็นการเติบโตของวชิอย่างใกล้ชิด (มาก) มาตั้งแต่เกิด
  • ขอบคุณที่เลืกทำงานที่มีอิสระ จนได้มีเวลาให้กับครอบครัวเยอะจริงๆ
  • ได้เห็นครั้งแรกที่น้องวชิว่ายน้ำ, กินข้าว, คลาน, ขึ้นเครื่องบิน, ร้องเพลง, เต้น ฯลฯ เป็นภาพที่จำได้ติดตาที่สุดเลย
  • โดยเฉพาะครั้งแรกที่น้องวชิเดินด้วยตัวเองได้ โอ้โห ไม่รู้ทำไมดีใจกว่าที่ตัวเองทำงานสำเร็จซะอีก ยิ้มทั้งวัน ดีใจที่เห็นลูกเดินได้ซะที 5555
  • ได้พาครอบครัวไปเที่ยวสิงคโปร์ เป็นการออกต่างประเทศครั้งแรกของวชิ สนุกสนานดีงาม
  • ก็เลยได้ใจ พาไปเที่ยวต่อที่ญี่ปุ่นทั้งบ้าน โอ้โห เป็นการเที่ยวที่เหนื่อยมาก แต่ก็สนุกมากกก ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไปแล้วก็อยากไปอีกเรื่อยๆ นี่ปีหน้าก็จองตั๋วล่วงหน้าไปแล้วนะเนี่ย
  • เชอรี่เป็นภรรยาที่เข้าใจเราที่สุดในโลก ขอบคุณนะครับที่ดูแลเป็นอย่างดี ทั้งปีแทบไม่เคยทะเลาะกันเลย ช่วยกันเลี้ยงลูกอย่างสนุกสนานทุกวัน
  • แม้จะยุ่งเรื่องงาน แต่ก็พยายามหาเวลาหวานๆ กับเชอรี่ให้มากขึ้น
  • มีข่าวดีที่พี่สาวได้ลูกชายแล้ว ถือว่าครบทีม พี่น้องมีลูกกันหมดแล้ว 



สุขภาพ

  • ยังคงป่วยตลอดทั้งปี ซึ่งปีนี้ดูจะหนักสุด โดยเฉพาะโรคเจ็บคอที่เป็นเรื้อรังไม่หายซะที ไปหาหมอหลายรอบมาก สรุปสาเหตุก็หนีไม่พ้นการนอนดึก,​ เครียด และพักผ่อนน้อย ตามประสาคนบ้างาน
  • ออกกำลังกายบ้าง แต่ก็น้อยอยู่ดี ยังดีที่ได้เลี้ยงลูกทุกวัน ถือเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง
  • ช่วงปลายปี ถือเป็นโชคร้ายขั้นสุด เมื่อเป็นโรคงูสวัด ปีนี้คนรอบตัวก็เป็นกันเยอะ แต่เราดันเป็นที่หน้า ทำให้มีแผลเป็นที่แก้ม
  • จนต้องไปยิงเลเซอร์หลายรอบ จนตอนนี้ก็เริ่มดีขึ้น เลยคิดว่าธรรมชาติคงบอกเราอย่างตรงไปตรงมาแล้วล่ะว่า "พักผ่อนและดูแลตัวเองมากขึ้นได้แล้วนะ"
  • ปีหน้าคงเป็นปีแห่งการดูแลสุขภาพตัวเอง ก่อนที่เครื่องยนต์จะพังไปมากกว่านี้
  • ทดลองตัดผมสกินแฮด เปลี่ยนลุคตัวเอง และก็พบว่า ... ไม่เวิร์ค (ฮา)



ผลงาน

  • ปีนี้ผลงานในส่วนตัวไม่ชัดมากเท่าปีก่อนๆ คงเพราะเริ่มอิ่มตัวจากการทำ Content ด้วยตัวเอง มาเป็นการปั้นน้องๆ ขึ้นมา ในขณะที่ตัวเองเริ่มเฟดตัวไปทำเบื้องหลังมากขึ้น
  • ความยากของการปั้นน้องๆ ทีมงานขึ้นมาคือการเข้าใจในความแตกต่างของแต่ละคน ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำเหมือนเราได้ จะคิดเหมือนเราได้หมด
  • ความยากอีกเรื่องคือการห้ามใจตัวเองไม่ให้มาทำเองทั้งหมด คือผมเริ่มเข้าใจพวกศิลปินที่เวลาทำอะไรก็จะอยากทำเองทุกเรื่อง เพราะมันได้อย่างที่เราอยากได้ทั้งหมดนั่นเอง
  • เรื่องน่าแปลกคือพอมาอยู่เบื้องหลังมากขึ้น ปียี้กลับมีผลงาน Content ที่ยอดสูงสุดตั้งแต่เคยทำมา
  • มีโพสต์ที่ยอดเกินล้าน Reach ทุกเดือน บางเดือนมีหลายตัว
  • สถิติ Follower Twitter ~340,000 : Facebook ~26,000 : Instagram 5,300 
  • ที่เติบโตชัดเจนอีกอันคือ Fanpage ของ MacThai จากยอด 130,000 ขึ้นมาเป็น ~340,000  และยังคงมี Engagement เยอะอย่างที่หวังไว้ เพิ่มปีละเท่าตัวนี่ก็ปลื้มเลยทีเดียว
  • อีกเพจที่เพิ่งเริ่มทำคือ MangoZero ก็เริ่มจาก 0 ในช่วงสามเดือนตอนนี้อยู่ที่ ~55,000
  • รวมทุก Social ที่ทำเอง ปีหน้าหวังว่าจะขึ้นหลักล้านได้
  • งานเขียนปีนี้ก็ยังคงไม่มีหนังสือออกมาตามที่ตั้งใจไว้ ถ้าปีหน้าไม่ได้คงต้องพิจารณาตัวเองให้หนัก
  • ได้รับเชิญไปพูดตามงานอีเวนต์ หรือตามมหาลัยมากขึ้น น่าจะเป็นผลจากที่ปีที่แล้วติด 1 ใน 100 Top Online Influencer ของ LIPS Magazine แต่ปีหน้าจะพยายามลดงานพูดลง ทำให้มากขึ้น
  • ดราม่าปีนี้แทบไม่มีเลย ดีใจจุง เรื่องปวดหัวน้อยลง ทำงานอย่างสบายใจ
โดยสรุปแล้วปีนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้ง โดยเฉพาะเรื่องงาน ทุกอย่างไปได้ดีหมด ยกเว้นเรื่องสุขภาพ ความหวังในปีหน้าคือรักษาตัวเองให้ดีขึ้น ดูแลคนรอบข้างและตัวเองให้มาก

ขอให้ปี 2017 มีแต่เรื่องดีๆ เฮงๆ นะจ๊ะ


Monday, December 05, 2016

เพราะผมเกลียดเด็ก เลยทำให้ผมรักลูกมากขึ้น



"ผมเป็นคนเกลียดเด็กครับ"

จำได้ตั้งแต่เกิดมา ผมก็เป็นคนเกลียดเด็กมาโดยตลอด ไม่ชอบเสียงเด็กร้อง หงุดหงิดเวลาเห็นลูกใครดื้อซน เคยแกล้งเด็กร้องไห้แล้วเดินหนีไม่สนใจ

อาจจะเพราะด้วยความเป็นลูกคนเล็ก ไม่เคยมีน้องให้เลี้ยง ไม่เคยเข้าใจการรักและดูแลเด็กต้องทำยังไง ผมก็ติดนิสัยเกลียดเด็กมาโดยตลอด จนแม้แต่แต่งงานแล้วก็ตาม

หลายคนบอกว่าพอมีลูกแล้วความคิดจะเปลี่ยน แต่ผมไม่เชื่อหรอก

แม้แต่จนถึงวันที่ภรรยาท้องและกำลังจะมีน้องตัวน้อย ผมก็ยังไม่รู้สึกอยากจะเลี้ยงเด็กเลยแม้แต่น้อย

แต่แล้วจนวินาทีแรกที่ "น้องวชิ" ออกมาลืมตาดูโลก พร้อมเสียงร้อง อ้อแอ้ๆ ไม่รู้ทำไม น้ำตาคนเกลียดเด็กก็คลอเบ้าตา

.
.

ผมเชื่อว่าคนที่มีนิสัยเกลียดเด็กมักจะมีอะไรที่คล้ายๆ กัน

เป็นคนขี้หงุดหงิด
ไม่ชอบอะไรจุกจิก
ไม่ชอบอะไรที่คาดเดาไม่ได้

ซึ่งก็มักจะเป็นนิสัยของผู้ชายหลายๆ คน ผมเชื่อแบบนั้น

เชอรี่เองก็รู้ว่าผมเป็นคนที่ไม่ชอบเด็ก เธอก็เตรียมตัวเป็นคุณแม่แบบพาวเวอร์อัพ พร้อมเลี้ยงแบบลุยเดี่ยว ไม่กล้าให้ผมช่วยเลี้ยงลูก ใจนึงก็คงเพราะกลัวอีตานี่อุ้มแล้วทำลูกตัวเองตกลงมา

.

8 พ.ค. 2558 เป็นวันที่ผมจำได้ดีมาก เพราะนั่นคือวันแรกที่เราพาน้องวชิกลับมาเลี้ยงด้วยตัวเองที่บ้าน หลังจากที่พักอยู่โรงพยาบาลหลังคลอดมาได้สามวัน

"เอาผ้าอ้อมมาหน่อย ลูกอึแล้ว !!" เสียงเชอรี่สั่ง
"ผ้าอ้อม !! ..... ผ้าอ้อมมมม ....... ผ้าอ้อม คืออะไร ?"

('___')? ผมทำหน้าสงสัย จนเชอรี่ทำหน้าเอือมแล้วบอก หลีกทางหน่อย อุ้มลูกไปหยิบผ้าอ้อมด้วยตัวเอง

วีรกรรมของผมยังไม่จบแค่ไม่รู้จักผ้าอ้อม ยังมีอีกทั้งการล้างขวดนมไม่เป็น ซื้อของที่แม่ให้นมลูกทานไม่ได้มา ใส่ชุดลูกกลับแขนขา ไปจนถึงมัวแต่เล่นเกมจนไม่ได้ยินเสียงลูกร้อง (ตอนเชอรี่ฝากให้ดูลูกหน่อยจะลงไปซื้อของ)

ผมต้องเป็นพ่อที่แย่มากแน่ๆ เลย ... ผมบอกกับตัวเองในใจอย่างนั้น

.
.

สิ่งนึงที่แปลก คือถึงแม้ผมจะเกลียดเด็กเป็นทุนเดิม แต่ผมไม่เคยรู้สึกแย่อะไรเลยกับการเลี้ยงลูกตัวเอง ตรงข้ามผมกับสนุกและเริ่มเรียนรู้มันทีละเล็กละน้อย

จนเช้าวันนึง ในขณะที่เชอรี่ตื่นแต่เช้ามาทำกับข้าว ทิ้งให้ผมนอนกับลูกในห้อง จำได้ว่าผมลืมตาขึ้นมา ภาพที่เห็นคือน้องวชิกำลังหลับและหันมามองหน้าผมพอดี ปากของวชิอมยิ้มเล็กน้อย

ผมมองหน้าวชิอยู่นาน จนตัวเองก็แอบยิ้มไปด้วย มันจะมีซักกี่ครั้งในชีวิตล่ะครับ ที่คุณตื่นขึ้นมาตอนเช้า แล้วเจอคนที่หน้าเหมือนคุณตอนเด็ก

นาทีนั้น ผมรู้สึกเลยว่า ผมเริ่มรักเด็กขึ้นมาจริงๆ แล้ว
เด็กคนแรกที่ผมรัก ก็คือลูกของเรานี่เอง

.
.

ความโชคดีอย่างหนึ่ง คือผมทำอาชีพบล็อกเกอร์ ซึ่งใช้บ้านเป็นออฟฟิศ ทำให้เวลากว่า 90% ตลอดปีแรกของวชิ จะมีผมอยู่ด้วยตลอดเวลา

ถือว่าเป็นคุณพ่อที่อยู่กับลูกนานเลย ยิ่งอยู่ด้วยกันนานๆ ก็ยิ่งรู้ใจ
ยิ่งมีเวลาอยู่บ้านมาก ผมก็เรียนรู้การเลี้ยงเด็กมากขึ้นเรื่อยๆ

ผมรับหน้าที่เลี้ยงลูกรอบดึก ผลัดช่วง 4 ทุ่มจนถึงตี 4

เวลาวชิตื่นกลางดึก ผมมีหน้าที่เปลี่ยนผ้าอ้อม พาไปเช็ดก้น อุ่นนมที่แช่แข็งไว้ให้กิน แล้วก็อุ้มพาดบ่าไปมาจนลูกหลับไป ทำแบบนี้อยู่ 4 เดือน

สกิลเลี้ยงเด็กอัพ Level เพิ่มอย่างรวดเร็ว ตีบวกด้วยพลังหูดี ลูกร้องนิดเดียวก็เด้งตื่นขึ้นมาได้ พร้อมท่าไม้ตายอุ้มลูกขึ้นลงบันไดกล่อมหลับเป็นชั่วโมงได้

แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังไม่ทิ้งนิสัยชอบแกล้งเด็ก บางทีก็แอบเอาขวดนมจิ้มจมูกด้วยความมันเขี้ยว (แน่นอนว่าลูกร้องจ๊ากกก) หรือทำผมลูกทรงประหลาดๆ ทุกวันแล้วถ่ายรูปเก็บ หึๆๆๆๆ

รู้สึกตัวอีกที น้องวชิก็โตมาได้ 1 ปีกับอีก 6 เดือนแล้ว เวลาผ่านไปไวจริงๆ

.
.

เนื่องในโอกาสวันพ่อ ผมแค่อยากจะบอกว่า คนที่เกลียดเด็กมากๆ อย่างผม พอได้มีลูกถึงได้รู้ว่า การเลี้ยงเด็กคนนึงให้เติบโตขึ้นมาได้ มันเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากแค่ไหน

แค่ความรักมันยังไม่พอ ต้องมีความเข้าใจ และความอดทนอย่างมากด้วย

ผมคิดว่าพ่อของผมเองก็คงเลี้ยงผมมาด้วยความอดทนไม่แพ้กัน

พอคิดว่า พ่อก็เคยอุ้มเรา เหมือนที่เราอุ้มลูก
พอคิดว่า พ่อก็เคยต้องอดหลับอดนอน ต้องเคยทำใจเย็นๆ ในช่วงที่ลูกงอแงไม่ฟังอะไร
พอคิดว่า พ่อก็รักเรา ไม่แพ้ที่เรารักลูกของเราเอง

ทุกวันนี้ผมพูดได้เต็มปากว่า "ผมรักเด็ก" ครับ ไม่แพ้กับที่จะบอกได้เต็มปากว่า "ผมรักพ่อ" ครับ

.
.

ผมอาจจะยังไม่เข้าใจความเป็นพ่อมากนัก แต่เชื่อลึกๆ ว่าผู้ชายเรา ในชีวิตควรจะเคยมีประสบการณ์ความเป็น "พ่อ" ดูสักครั้งหนึ่ง ผมขอแนะนำจากใจจริง

การมีลูกชีวิตคุณจะเปลี่ยนแน่นอนอยู่แล้ว ไม่รู้หรอกนะว่าจะดีหรือแย่ยังไง

แต่การมีลูก ทำให้คุณได้พบกับตัวเองในอีกแง่มุมนึงแน่นอน คุณจะได้พบกับใครคนนึง ที่หน้าเหมือนคุณ มีนิสัยหรือท่าทางบางอย่างเหมือนกับคุณ และที่สำคัญคือคุณจะอยากเป็นคนที่ดีขึ้น เพื่อให้เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกของคุณเอง

เหมือนที่สตีฟ จ็อบส์เคยบอกไว้ว่า ลูกจะดูเราเป็นแบบอย่าง มากกว่าที่จะฟังคำแนะนำหรือคำบ่นของเราเสียอีก

ผมอยากให้น้องวชิเก่งกว่าผม ได้ดีกว่าผม มีคนรักมากกว่า มีครอบครัวที่ดีกว่า อยากเห็นเค้าได้ทุกอย่างที่ดีกว่าตัวเราเอง

แต่การจะทำให้เค้าเป็นคนที่ดีได้ เราเองก็ต้องเป็นตัวอย่างที่ "ดีกว่าเดิม" ให้จงได้ด้วย

จนตอนนี้ผมมีเป้าหมายในชีวิตอีกข้อนึงที่ต้องทำให้ได้แล้ว
คือการเป็นพ่อที่ดีที่สุดให้กับน้องวชิครับ

สุขสันต์วันพ่อ
5 ธันวาคม 2559
@Khajochi