Friday, January 06, 2017

รีวิว Huawei Mate 9 พร้อมกล้องคู่ Leica vs iPhone 7 Plus กล้องใครจะถ่ายสวยกว่ากัน




Huawei Mate 9 ถือเป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนที่น่าจับตามองที่สุดในปีนี้ ไม่แพ้ iPhone 7 หรือ Galaxy S7 เลยทีเดียว จากการที่แบรนด์ยกระดับตัวเองขึ้นมาสู้ในกลุ่มพรีเมียมได้อย่างสนุก พร้อมจับมือกับ Leica กล้องระดับโลก หลายคนก็จับตาดูว่าปีนี้ Huawei จะมีทีเด็ดอะไรออกมาบ้าง

ส่วนตัวผมเองก็มีโอกาสได้ทดสอบสมาร์ทโฟนของ Huawei มาหลายรุ่น มาในปีนี้ก็ไม่พลาดที่จะขอทดสอบ Mate 9 มาให้ได้ชมกัน

Note: ถ้าใครอยากดูเรื่องเทียบกับ iPhone 7 Plus เลื่อนไปช่วงท้ายได้เลย
 

แกะกล่อง Huawei Mate 9 หรูหราขึ้นมากทีเดียว

สำหรับกล่องของ Mate 9 ก็ทำออกมาได้ดูดีทีเดียว แค่จับก็รู้สึกว่าหรูแล้ว แถมพิมพ์ด้วยหมึก SOY Ink ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม




แกะกล่องออกมาก็พบกับตัวเครื่อง โดยรุ่นที่ได้มารีวิวนี้เป็นสีทอง Champaign Gold แต่ก็ยังมีอีกสีให้เลือกคือสีน้ำตาล Mocha Brown



ด้านหลังตัวเครื่องโค้งเข้ากับมือ วัสดุจับแล้วลื่นมือเล็กน้อย มีเครือบเป็นเงา เว้นแถบด้านบนด้านล่างสำหรับเสาสัญญาณ



แน่นอนส่วนที่เด่นที่สุดคือกล้องถ่ายภาพ ที่เป็นเลนซ์คู่ ซึ่งดูเหมือนจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของสมาร์ทโฟนระดับพรีเมียมไปแล้ว

โดยกล้องคู่ของ Huawei Mate 9 นี้จะเป็นแบบกล้องบนกับล่าง แปะโลโก้ของ Leica แบรนด์กล้องถ่ายภาพระดับโลกไว้ด้วย เป็นการร่วมมือของทั้ง 2 แบรนด์ที่น่าสนใจดี




ด้านบนของเครื่องมีช่องเสียบหูฟัง พร้อมถาดใส่ซิม ซึ่งรุ่นนี้รองรับ 2 ซิมพร้อมกันด้วยนะ ใครที่อยากสลับเบอร์ไปมาก็สามารถทำได้เลย



ด้านล่าง ช่องเสียบชาร์จเป็น USB-C ซึ่งหัวชาร์จสามารถเสียบสลับด้านไปมาได้ และลำโพง



ส่วนของการสแกนลายนิ้วมือจะอยู่ด้านหลังของเครื่อง ซึ่งส่วนใหญ่เราก็จะใช้นิ้วชี้ในการสแกนมากกว่า



อุปกรณ์ที่แถมมาให้ก็ตามระเบียบคือมีหูฟัง สายชาร์จ ซึ่งหัวชาร์จจะมีระบุไว้เลยว่าเป็น Super Charge ซึ่งจากที่ Huawei แจ้งไว้คือชาร์จแค่ 20 นาทีก็มากพอจะใช้ได้ทั้งวัน ทดสอบดูแล้วแบตจากศูนย์ขึ้นมาประมาณ 50-60% แต่ก็ใช้งานได้ทั้งวันจริง แบตค่อนข้างอึดดี



มาดูที่ขนาดหน้าจอ ซึ่งจากข่าวตอนแรกได้ยินว่าจอใหญ่ขนาด 5.9 นิ้ว ซึ่งก็ใหญ่กว่าคู่แข่งอย่าง iPhone 7 Plus ที่ขนาด 5.5 นิ้วค่อนข้างมาก เลยเดาว่าขนาดจริงคงใหญ่พอสมควร

แต่พอได้ไปที่งานเปิดตัว ทาง Huawei แจ้งว่าขนาดเครื่องนั้นเท่ากับ iPhone 7 Plus เลย แต่ได้หน้าจอที่ใหญ่กว่า เพราะทำจอชิดขอบมากกว่า ซึ่งพอเอามาวางเทียบกันแล้วก็เป็นเช่นนั้นจริง

เพราะฉะนั้นก็น่าจะเรียกได้ว่า Mate 9 เป็นสมาร์ทโฟนจอใหญ่ 5.9 นิ้วที่ขนาดเครื่องไม่ได้ใหญ่มากมายอะไร สามารถถือได้สบายๆ



ทดสอบกล้องและประสิทธิภาพของเครื่อง


สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น มาทดลองใช้งานกันเลยทีเดียว สำหรับตัวเครื่อง Mate 9 นี้ก็มาพร้อมสเปคเครื่องที่จัดเต็มตามนี้
  • Android เวอร์ชัน 7.0 
  • CPU 2.4 GHz (64-bit) Octa-core ของ HiSilicon Kirin 960
  • GPU 1.8 GHz  Mali-G71 
  • แรม 4GB 
  • หน่วยความจำในเครื่อง 64GB
  • ตัวเครื่องแถม microSD Card ให้อีก 64GB (รวมพื้นที่ 128 GB)
  • ระบบแสดงผล EMUI 5.0
  • แบต 4,000 mAh ใช้ได้เกือบ 2 วัน

สำหรับการใช้งาน เนื่องจาก Mate 9 มาพร้อมกับ Android 7.0 ก็รองรับการใช้งานแอพบน Google Play Store ทุกตัวอยู่แล้ว และได้ฟีเจอร์ใหม่ๆ  ที่เพิ่งเปิดตัวของ Android ไปด้วย

หน้าจอการใช้งาน EMUI 5.0 ถือว่าพัฒนาขึ้น มีการใช้งานที่ลื่นไหลดี ออกแนวเรียบหรู ไม่ได้สีสันแสบตาหรือซ่อนไอคอนไว้เยอะจนเข้าใจยากจนเกินไป

ผมลองเล่นเกมโหดๆ ทั้ง Fifa, Need for Speed ที่ใช้กราฟฟิคหนักๆ ก็พบว่าลื่นไหลดี เปิดหลายเกมพร้อมกันได้ เพราะแรมมีมาให้เยอะขนาด 4 GB 


ส่วนที่น่าทดสอบมากที่สุดคงหนีไม่พ้นกล้องถ่ายภาพ ซึ่งขึ้นชื่อว่ากล้องเลนส์คู่ แถมโลโก้ Leica เป็นประกันนี้ ซึ่งเลนส์นี้จะแยกกันระหว่างเลนส์ถ่ายภาพสีกับขาวดำ โดยฝั่งขาว-ดำจะมีความละเอียด 20 ล้านพิกเซล เลนส์สีมีเซนเซอร์ 12 ล้านพิกเซล



สำหรับโหมดถ่ายภาพ ต้องบอกว่า Mate 9 เป็นกล้องที่มีโหมดถ่ายภาพมาให้เลือกเยอะมากกกกกก เยอะจนเลือกไม่ถูกเลยทีเดียว (ฮา) ก็ถือว่ามีทุกโหมดที่คุณจะใช้ถ่ายภาพในโอกาสต่างๆ


โหมดที่ดูจะเป็นไฮไลท์คือการถ่ายภาพ นั่นก็คือการถ่ายแบบ "หน้าชัดหลังเบลอ" ซึ่งเป็นประโยชน์ของกล้องคู่นั่นเอง 


ซึ่งจากการทดสอบก็พบว่าภาพที่ทำออกมาถือว่าเนียนในระดับที่โอเคเลย ส่วนที่โฟกัสชัดเจนดี ด้านหลังก็เบลอได้ละเอียดดี 

ข้อสังเกตคือการถ่ายหน้าชัดหลังเบลอในช่วงกลางคืน ภาพจะค่อนข้างแตก ซึ่งอันนี้ก็เป็นปัญหาเดียวกับทุกยี่ห้อ เพราะต้องใช้การซูมหลายมิติเข้ามาช่วย แนะนำว่าถ้าใช้โหมดนี้ควรถ่ายกลางวัน หรือที่แสงดีจะเหมาะกว่า




แต่สิ่งที่ดูจะเหนือกว่าการถ่ายแบบหน้าชัดหลังเบลอ คือระบบการ Refocus คือเราสามารถปรับการโฟกัสได้หลังจากที่ถ่ายภาพไปแล้ว

เช่นภาพตัวอย่าง ผมถ่ายภาพไปก่อนโดยไม่ได้โฟกัสที่ไหนชัดเจน แต่พอมาเปิดภาพ สามารถปรับเลือกโฟกัสไปที่แก้วน้ำ หรือโฟกัสไปที่ดอกไม้ สลับกันไปได้

ข้อดีของการ Refocus ที่หลังได้ คือระหว่างที่ถ่ายภาพเราอาจจะไม่ต้องกังวลมากนักว่าภาพจะโฟกัสไม่ตรงจุด เพราะสามารถแก้ไขทีหลังได้ด้วยนั่นเอง

 

นอกจากนี้ในโหมดถ่ายภาพก็มีโหมด Pro ให้เลือกปรับค่าต่างๆ ได้เองตามใจ เช่นปรับค่า ISO, AF และอีกเพียบ คนที่ชอบถ่ายภาพน่าจะฟินแน่นอน

กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ทำได้ดีพอสมควร แต่สีอาจจะจืดไปนิดหน่อย ต้องใช้ Filter เข้าช่วยบ้าง

 





ภาพตัวอย่างจากกล้อง Huawei Mate 9 ตามสถานที่ต่างๆ จะเห็นว่าภาพออกในแนวคม และสีสันค่อนข้างสดดีทีเดียว


Huawei Mate 9 vs iPhone 7 Plus

สิ่งหนึ่งที่หลายคนอยากทราบว่าแล้วถ้าเทียบกันระหว่าง iPhone 7 Plus กับ Mate 9 ผลจะออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งต้องออกตัวก่อนว่าการเปรียบเทียบในแบบสเปคหรือฟีเจอร์หลายอย่างทำได้ยาก เพราะระบบไม่เหมือนกัน การใช้งานหลายอย่างก็ต่างกัน

เพราะงั้นสิ่งที่น่าจะเทียบได้ง่ายสุดคือเรื่องของกล้อง ก็ดูผลของภาพเอาได้เลยว่าเป็นอย่างไร

Note: บทความนี้เป็น Advertorial แต่เนื้อหาทั้งหมดผมแจ้งทางแบรนด์ว่าในส่วนเปรียบเทียบ ผมจะเขียนในความเห็นส่วนตัวจริง และห้ามทางแบรนด์มาแก้ไขใดๆ ในส่วนนี้



ภาพถ่ายแบบ "หน้าชัดหลังเบลอ" ในช่วงกลางวัน แสงในอาคาร ซึ่งภาพอาจจะดูมุมไม่เท่ากันมากนัก เพราะกล้อง iPhone 7 Plus เวลาถ่ายโหมดนี้จะซูมเข้ามามากกว่าปกติหน่อย

ถ้าเทียบแล้ว สีของ iPhone 7 Plus ดูสว่างกว่า แต่ก็อมสีเนื้อมากไปนิด ส่วนของ Mate 9 ทำเบลอด้านหลังได้ดีกว่า แต่แสงน้อยไปนิด



ภาพถ่ายกลางคืนในโหมดปกติ กล้องของ Mate 9 จะได้มุมที่กว้างกว่า แต่สีของ iPhone 7 Plus จะสว่างกว่าเล็กน้อย แต่โดยรวมแล้วคุณภาพไม่แพ้กันมากนัก



เมื่อทดสอบถ่ายโหมด "หน้าชัดหลังเบลอ" ในช่วงกลางคืน จะเห็นว่า Mate 9 ได้ภาพที่คมชัดกว่า ซึ่งเป็นจุดอ่อนของ iPhone 7 Plus ที่ถ่ายโหมดนี้ในกลางคืนได้ไม่ดีนัก

อย่างไรก็ดี การปรับหลังเบลอของ Mate 9 เมื่อดูในรายละเอียดก็ทำได้ไม่เนียนในพื้นที่แสงน้อยเช่นกัน เรียกว่าถ้ากลางคืน ยังไม่มีกล้องไหนในตลาดถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้ดีเลยนั่นเอง



ภาพแสงที่มีหลายสีสันช่วงกลางคืน ความต่างของทั้งสองภาพมีไม่มากนัก แต่สีของ Mate 9 ที่หน้าของหุ่นจะอมเขียวจากแสงสะท้อน ส่วนของ 7 Plus จะอมเหลืองจากแสงสะท้อน ซึ่งถ้าดูด้วยตาเปล่า จะออกไปทางผมเหลืองมากกว่าฮะ



 เปรียบเทียบกล้องหน้าในช่วงกลางคืน อันนี้ก็ค่อนข้างชัดว่า Mate 9 ได้ภาพสว่างกว่า แสงดีกว่า iPhone 7 Plus แต่เมื่อดูในเนื้อหาแล้ว Mate 9 จะมีการปรับโหมดของภาพและแต่งเนียนเข้าไปเพิ่ม หน้าก็เลยเนียนกว่าปกติ

ซึ่งถ้าผมลองปรับภาพของ iPhone 7 Plus ในโปรแกรม ก็จะได้ภาพที่สว่างไม่แพ้กัน เพราะงั้นก็จะขึ้นกับความชอบว่าใครชอบแนวไหน

.............................................................................

ความเห็นสำหรับคนที่ใช้ iPhone 7 Plus มาตั้งแต่เปิดขาย แล้วมาจับเทียบกับกล้องของ Huawei Mate 9 ผมว่าทั้ง 2 รุ่น มีข้อดีข้อเสียต่างกัน

การถ่ายภาพทั่วในช่วงกลางวัน แทบไม่มีความต่าง ทั้งคู่ภาพสวยคม เยี่ยมเหมือนกัน ส่วนกลางคืนก็ต่างกันเล็กน้อยเรื่องการปรับสี ซึ่งตามความเห็นผมว่า 7 Plus จะสีธรรมชาติกว่า

ในโหมด "หน้าชัดหลังเบลอ" ช่วงกลางวัน 7 Plus ทำได้เนียนกว่า แต่ถ้ากลางคืน Mate 9 ทำได้ดีกว่า แต่โดยรวมทั้งคู่ก็ยังต้องปรับปรุงอีกพอสมควร ไม่ถึงกับใช้ได้ผล 100%

โดยสรุปก็แล้วแต่ความชอบครับ iPhone 7 Plus เน้นความง่าย ไม่ต้องทำอะไรเยอะก็ได้ภาพที่ดี ส่วน Huawei Mate 9 มีลูกเล่นเยอะ ปรับโหมดโปรได้ ถ่ายกลางคืนได้ดีกว่า และถ่ายก่อนโฟกัสทีหลังได้ แต่ก็มีเรื่องการจัดแสงที่ยังไม่สู้ 7 Plus



:: สรุป :: 

ข้อดี
  • กล้องคู่ได้ภาพออกมาสวยงาม หน้าชัดหลังเบลอ ระบบกันสั่น และรองรับวิดีโอ 4K
  • ถ่ายก่อน โฟกัสทีหลังได้ ทำให้ถ่ายภาพได้สนุกขึ้น
  • แบตอึด สเปคแรง ราคาน่าคบหา
  • จอใหญ่ 5.9 นิ้ว แต่ขนาดเครื่องไม่ได้ใหญ่ตาม ถือเข้ามือดี

ข้อเสีย
  • กล้องหน้าสีสันยังไม่สู้กล้องหลังเท่าไหร่
  • วัสดุด้านหลังจับแล้วลื่นเล็กน้อย สัมผัสยังไม่พรีเมียมมากนัก
  • ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอช่วงกลางคืนภาพจะแตก เช่นเดียวกับแบรนด์อื่นๆ

โดยสรุปแล้ว Huawei Mate 9 ถือเป็นสมาร์ทโฟนระดับท็อปที่สเปคแรงมาก แบตอึดสุดๆ ในราคาที่ 23,900 บาทถือว่าน่าคบหามาก เมื่อเทียบกับคู่แข่งในระดับใกล้เคียงกัน

ไฮไลท์คงอยู่ที่กล้องคู่ Leica ก็ทำออกมาได้ดีอย่างที่หวังเอาไว้ ภาพสวยคมชัด ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้งาม สาวๆ ชอบแน่นอน รวมถึงการ Refocus ภาพทีหลังได้ ก็สร้างความต่างกับคู่แข่ง

ข้อติก็น่าจะเป็นส่วนของวัสดุยังดูไม่พรีเมียมมากนัก แต่เมื่อพูดถึงภาพรวมๆ แล้ว Huawei ก็ยกระดับแบรนด์ของตัวเอง และประสิทธิภาพของสมาร์ทโฟน Android ขึ้นมาได้ไม่แพ้ใครเลยทีเดียว แค่หยิบขึ้นมาแล้วมีโลโก้ Leica ข้างกายก็เท่แล้วล่ะจ้า




0 comments: