Friday, February 03, 2017

4 ประเด็นน่าสนใจ หลัง “แสนสิริ” จับมือ SCB เปิดตัว Siri Venture หนุนสตาร์ทอัพกว่า 100 ล้านบาท



ข่าวใหญ่ในรอบสัปดาห์นี้คงหนีไม่พ้นการประกาศสนับสนุนและเข้าสู่โลก Startup จาก "แสนสิริ" ซึ่งไม่ใช่แค่เข้ามามีส่วนร่วม แต่ถึงกับเปิดตัวกองทุน Siri Venture พร้อมทุนกว่า 100 ล้านบาท !!

หลายคนอาจจะนึกว่าบริษัทอสังหาริมทรัพย์กับการเข้ามามีส่วนร่วมในวงการ Startup ไม่ออก แต่ถ้ามองดูบริษัทอย่าง Airbnb ที่เข้ามาบุกตลาดที่พักจนมีมูลค่ากิจการสูงกว่า 30,000 ล้านดอลล่าห์ไปแล้ว ซึ่งใหญ่กว่าเครือโรงแรม Marriot เสียอีก

การที่แสนสิริมาจับธุรกิจกลุ่มนี้มากขึ้น ถือเป็นเรื่องน่าสนใจทีเดียว เลยอยากลองสรุป 4 ประเด็นที่น่าสนใจจากงานแถลงข่าวที่ผ่านมา



1. ไม่ใช่แค่สนับสนุน แต่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวงการ Startup


เราได้เห็นโครงการประกวด, อีเวนต์, โครงการสนับสนุน Startup ออกมามากมายในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่หลายโครงการก็เป็นเพียงการเข้ามาเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้บริษัทดูทันสมัยขึ้นเท่านั้น

โครงการ Siri Venture จากที่ได้ฟังข้อมูลคือไม่ใช่แค่สนับสนุนวงการ Startup แต่คือการเข้าไปลงทุน และมีส่วนร่วมกับโปรเจ็คต่างๆ ด้วย (เกิดจากการร่วมมือของแสนสิริกับ SCB) รวมถึงทำการพาร์ทเนอร์กับหลายบริษัททั้งในไทยและต่างประเทศในอนาคต เพื่อเปิดโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจ



2. โอกาสทางธุรกิจที่มากกว่าการสร้างที่อยู่อาศัย

เราได้เห็นกระแสบ้านไฮเทคมานานแล้วในต่างประเทศ แต่เริ่มจะบูทในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งการเปิดตัวระบบ Homekit ของ Apple, Echo ของ Amazon หรือ Google Home ของฝั่งกูเกิล

บ่านที่เราอยู่ทุกวันนี้อาจจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีหลังจากนี้ ซึ่งจากในงานเปิดตัวคุณชาคริตก็พูดไว้น่าสนใจว่า

"ถ้ามองว่าบ้าน, คอนโด และที่อยู่อาศัยคือสถานที่มีชีวิต ซึ่งก็คือมีคนอยู่ในนั้น เชื่อว่าหลายชีวิตก็เริ่มเข้าสู่การใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำไมเราไม่เข้าไปอยู่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของพวกเขามากขึ้น นั่นคือโอกาสมหาศาลที่น่าสนใจ"

การประกาศตั้งเป้าสร้างเครือข่ายกับ ผู้พัฒนานวัตกรรมใหม่ด้าน Property Technology อย่างน้อย 300 รายภายในปี 2020 ก็ดูน่าจะชัดเจนดีทีเดียว



3. Proptech ศัพท์ใหม่ที่กำลังจะมา


ปีที่ผ่านมาเราจะได้ยินคำว่า Fintech กันบ่อย จากการเปิดตัวโครงการต่างๆ ของฝั่งธนาคาร ส่วนทางค่ายมือถือก็เริ่มโครงการเกี่ยวกับ Startup ไปก่อนหน้านี้สักพักแล้ว

มาในปีนี้กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ในไทยเริ่มเข้ามาสนับสนุนและมีส่วนร่วมกับ Startup ด้วยเช่นกัน ซึ่งไม่ใช่แค่เป็นการตามเทรนด์ใหม่ๆ แต่เราเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงในกลุ่ม Property กับเรื่องไฮเทคมากมาย

เช่น การเพิ่มที่ชาร์จระบบไร้สายเข้ามาในเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ซึ่งเราน่าจะได้เห็นการต่อยอดไปใช้ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้อีกมากเลยทีเดียว



4. ตัวจริงจากวงการ Startup ไทยไปร่วมงาน


เราได้เห็นหลายบริษัทที่อาจจะมีเงินแล้วก็ทุ่มลงไปทำอะไรที่ตัวเองไม่ถนัดแล้วสุดท้ายก็ไปไม่รอด เหตุผลคือขาดคนที่เข้าใจในสิ่งที่กำลังทำอยู่จริง ซึ่งกรณีของ Siri Venture นี้น่าสนใจที่หัวเรือใหญ่โครงการ คือพี่ไวท์ ชาคริต จันทร์รุ่งสกุล นี่เอง

เผื่อใครไม่รู้จัก พี่ไวท์เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท FireOneOne พัฒนาโซลูชันสำหรับองค์กรขนาดใหญ่หลายแห่ง เช่น SCG, ปตท. รวมถึง แสนสิริด้วย เป็นคณะกรรมการโครงการ Startup มากมายในไทย

ถ้าจะบอกว่า "ตัวจริง" ในวงการ Startup ไทยมีอยู่ไม่กี่คน ก็ต้องบอกว่าพี่ไวท์คือหนึ่งในนั้นแน่นอน


:: สรุป ::


โดยสรุปแล้ว ผมว่าเป็นเรื่องน่าสนใจทีเดียวว่าเราจะได้เห็นอะไรสนุกๆ จากโปรเจ็ค Siri Venture หลังจากนี้ต่อไป โลกออนไลน์ 4.0 นี้หลายธุรกิจที่ปรับตัวไม่ทันก็อาจจะถูกกลืนและจางหายไป แต่ถ้าใครจับทิศทางได้ทัน กล้าเริ่มกล้าลุย

ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้เห็นผู้สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับเมืองไทยหลังจากนี้ก็ได้




Thursday, February 02, 2017

อนาคตสื่อออนไลน์ไทยในอีก 3 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ?




"อนาคตสื่อออนไลน์ไทยในอีก 3 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ?"

เป็นบทสนทนาที่ผมกับพี่ๆ ในวงการหลายคนหยิบขึ้นมาคุยกันในรอบเดือนที่ผ่านมา อาจจะเพราะนี่คือเดือนมกราคม และปี 2016 ที่ผ่านมาเป็นจุดเปลี่ยนคนทำสื่อที่ชัดเจนมาก

ย้อนกลับไป 3 ปีก่อนคือปี 2014 เพราะเราเชื่อว่าถ้าจะมองไปอนาคต 3 ปีข้างหน้าได้ เราควรทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อนบ้าง

- คนเริ่มติด FB, LINE
- กระแสจ่ายเงินผ่านมือถือเริ่มฮิต จาก Cookie Run บูม, สติ๊กเกอร์ LINE คือภาษาใหม่, แอพดูหนังออนไลน์เริ่มมา
- ทีวีดิจิทัลเพิ่งประมูลเสร็จ
- เพจดังเริ่มมีงานเข้าไม่ขาด
- เว็บใหม่เริ่มเห็นน้อยลง
- กระแสย้ายช่อง ซื้อตัวกันสนุกสนาน
- งบโฆษณาสื่อนสพ. +3%, นิตยสาร -3%
- ทุกช่องมุ่งหวังรายได้กันเต็มๆ กับทีวีดิจิทัล
- คนยังดูทีวีออนไลน์ไม่เยอะ LINE TV เพิ่งมาไม่นาน, Youtuber ดังๆ เริ่มมีคนตามหลายแสน
- startup ไทยเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง


ตัดฉับมาปีนี้ 2017 เวลาผ่านไป 3 ปี เกิดอะไรขึ้นบ้าง

- คนก็ยังคงติด FB, LINE (มากกว่าเดิม)
- ทีวีดิจิทัลเริ่มทำพิษ
- สื่อใหญ่เริ่มมีบริษัทอื่นเข้ามาซื้อ มาถือหุ้น
- คาดงบโฆษณานสพ. -17%, นิตยสาร -29% (ที่มา marketeer)
- การจ่ายเงินผ่านมือถือเป็นเรื่องปกติไปแล้ว มีระบบให้เลือกมากมาย
- ทีวีหันมา Live ผ่าน FB, YouTube คนดูเยอะไม่แพ้ทีวี
- เพจดังเริ่มรวมกลุ่มก้อน เด็กรุ่นใหม่สนใจทำเพจเองเพียบ
- สื่อหลักหันมาทำออนไลน์ชัดเจน หลายสื่อดั้งเดิมเห็นแววขาลงรีบปรับตัวยกระดับองค์กร
- หลายช่องทีวีรวมตัวกับฟ้องกสทช. ทำทีวีดิจิทัลเจ๊ง
- สำนักข่าวออนไลน์ใหม่เปิดตัวหลายราย
- วงการ startup ไทยคึกคักขั้นสุด แต่หลายรายเริ่มหยุดพัฒนาหรือแยกย้ายกันไป


มองยาวไปอีก 3 ปีข้างหน้าคือ 2020 จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างนะ ?

อันนี้เดากันล้วนๆ อ่านเอาสนุกอย่าเอาสาระ

ถ้าดูตามทิศทางลม ก็ค่อนข้างชัดว่าถนนหลายสายมุ่งโกออนไลน์ บางคนบอกนิตยสารและนสพ.จะถึงจุดลงตัว คือไม่ลงแต่ก็ไม่ขึ้นไปกว่านี้อีก จำนวนหัวที่เหลือคือตัวจริงหรือมีธุรกิจอื่นเสริม

อาชีพคนทำงานออนไลน์จะเป็นความฝันของเด็กไทย หลักสูตรออนไลน์เริ่มมีให้เห็นมากขึ้น รายได้ดีรึเปล่าไม่รู้ คนทำ startup จะเหลือตัวจริงที่อยู่รอด

หลายธุรกิจอาจจะถูก Transform หรือจางหายไป ทุนต่างชาติที่เข้ามาอาจจะแย่งบางงานหรือหลายงานไป

บล็อกเกอร์หรือ Influencer น่าจะยังอยู่แต่เป็น micro influencer ขึ้นเรื่อยๆ คือเฉพาะทางมากขึ้นเรื่อยๆ มีคนบอกว่าจำนวนบล็อกเกอร์จะเพิ่มอีกเท่าตัวใน 3-5 ปี

การดูรายการสดบนโลกออนไลน์คือชีวิตประจำวัน แอพแชทจะผันตัวไปทำได้สารพัดอย่าง รวมถึงดูรายการสด live ด้วย

มองไปทางภาครัฐนั้น .... ตัดจบดีกว่า

Wednesday, February 01, 2017

รีวิว Epson L605 Series พรินเตอร์ประหยัดคุ้ม รอบรับทุกฟังชั่น พร้อมระบบพิมพ์สองหน้า


พรินเตอร์สำหรับออฟฟิศส่วนมากจะมีราคาที่แพงและต้นทุนในการดูแลรักษาที่สูง แม้ว่าปัจจุบันการติดแท็งก์มากับปริ้นเตอร์จะกลายเป็นเรื่องปกติแล้ว แต่หากพูดถึงพรินเตอร์ออฟฟิศแล้ว ก็จะเน้นไปที่ความประหยัดอย่างเดียว ไม่ได้มาพร้อมลูกเล่นการใช้งานต่าง ๆ มากมาย

แต่สำหรับ Epson L605 นั้น นอกจากจะทำให้การพิมพ์ประหยัดแล้ว ยังมาพร้อมกับฟังชั่นมากมาย ตั้งแต่การพิมพ์ 2 หน้าอัตโนมัติ หรือการเชื่อมต่อแบบ Wifi Direct สั่งพิมพ์ผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้เลย

แกะกล่องรีวิวพรินเตอร์ Epson L605

Epson L605 เป็นพรินเตอร์ออฟฟิศที่ขนาดไม่ใหญ่มาก และมีน้ำหนักที่เบาพอสมควร สามารถยกคนเดียวได้ แม้จะมีแท็งก์ติดมาด้านข้าง แต่ก็อยู่ใน body เดียวกับตัวพรินเตอร์ ทำให้สามารถยกโดยจับตัวแท็งก์ได้เลย ไม่ต้องกลัวจะหล่นหรือน้ำหมึกกระเฉาะ
สำหรับสิ่งที่มีมาให้ในกล่องก็ครบถ้วนดังนี้
  • พรินเตอร์ Epson L605 สีดำ
  • สายเชื่อมต่อแบบ USB
  • สายไฟ
  • คู่มือการใช้งานและเอกสารต่าง ๆ
  • แถมหมึกพิมพ์สีดำขวดใหญ่ 1 ขวด และขวดเล็ก 1 ขวด

เมื่อกางส่วนต่าง ๆ ของพรินเตอร์ออกมาเต็ม ๆ แล้ว ก็ใช้พื้นที่น้อยกว่าที่คิดไว้ตอนแรก สำหรับรุ่นนี้จะใช้วิธีการใส่กระดาษแบบถาดกระดาษดึงออกมา สำหรับขนาดกระดาษที่ใส่ได้ใหญ่ที่สุดก็คือ A4 ปกติ


สำหรับแท็งก์ จะติดมาใน body ด้านข้างของตัวพรินเตอร์เลย ซึ่งก็ใช้น้ำหมึก CMYK ปกติ ซึ่งมีความจุมามากพอสมควร ทาง Epson เคลมไว้ว่าสามารถพิมพ์ได้ 6,000 (ขาวดำ) - 6,500 หน้า (สามสี) ต่อน้ำหมึกที่ให้มา 1 ขวดเลยทีเดียว


สำหรับการเติมหมึกนั้นง่ายมาก เพียงแค่ดึงจุดออกมา และเทน้ำหมึกลงไป สามารถทำได้เอง ไม่เลอะเทอะ หรือต้องใช้อุปกรณ์ในการช่วย

ให้พอร์ตมาครบ และต่อ LAN โดยตรงได้ด้วย

แม้ว่าพรินเตอร์ Epson L605 จะมาพร้อมการเชื่อมต่อแบบ Wifi แต่ในบางสำนักงานอาจจะเน้นการทำงานผ่าน LAN ซะมากกว่า ทำให้ทาง Epson ได้เพิ่มช่องการเชื่อมต่อแบบ LAN ไว้ด้วย (สั่งพิมพ์ได้ทันที ไม่ต้องแชร์ผ่านคอมพิวเตอร์) ส่วนด้านล่างก็จะเป็นพอร์ต USB ธรรมดา ไว้ใช้สำหรับต่อคอมพิวเตอร์


อีกหนึ่งข้อดีก็คือ หน้าจอ LCD หันออกมามุมพอดี สว่างมาก และมองเห็นได้ชัดเจน ไม่ว่าจะอยู่ในห้องที่สว่างมาก ๆ หรือในห้องมืด ก็สามารถเลือกปรับความสว่างของหน้าจอได้

ทดลองใช้งานจริง พิมพ์เร็ว และประหยัดมาก ๆ

ด้วยความที่ถูกออกแบบมาให้รองรับทุกฟังชันการใช้งานทำให้เราสามารถสร้างสรรค์งานต่าง ๆ ออกมาได้ โดยเฉพาะระบบการพิมพ์ 2 หน้าอัตโนมัติ (Duplex printing) ที่ช่วยให้เราสามารถพิมพ์สองหน้าได้โดยที่ไม่ต้องกลับกระดาษไปมา ซึ่งหากพิมพ์เสียก็ต้องทิ้งกระดาษแผ่นนั้นไป เป็นการสิ้นเปลือง


ในเรื่องของคุณภาพการพิมพ์ ทำได้ดีมาก แม้ว่าจะไม่ได้ตั้งค่าว่าเป็น Best Quality ก็ตาม ถือว่าสามารถนำไปใช้งานได้ ที่สำคัญยังเป็นหมึกกันน้ำ ที่จะไม่เลือนเวลาโดนน้ำหกใส่


แม้ว่าในกล่องจะให้แผ่น Driver มา แต่สมัยนี้คอมพิวเตอร์จะสามารถหา Driver มาจากอินเทอร์เน็ตให้เราได้ง่าย ๆ โดยเฉาะจากที่ลองใช้กับ Mac ดู ก็พบว่าแทบไม่ต้องลงอะไรเลย ไม่ว่าจะต่อจากสาย USB โดยตรงหรือแชร์ผ่าน Wifi

การถ่ายเอกสารก็ง่ายและเร็ว

แม้ว่า Epson L605 จะไม่มีฟังชั่นดูดกระดาษไปสแกนเอง แต่ในส่วนของการใช้งานก็ทำได้ง่าย เราสามารถสั่งถ่ายด้วยการกดปุ่มข้างหน้า ซึ่งจะมีจอ LCD คอยบอกเราตลอดว่ากำลังทำอะไร ด้วยความที่ว่าเป็นจอ LCD ทำให้มันสว่างมาก และสู้แสง มองเห็นได้ชัดเจน


เวลาที่ใช้ในการถ่ายเอกสารขาวดำ 1 แผ่นก็จะไม่เกิน 1 นาที อยู่ในช่วง 20 - 30 วินาที แถมงานที่ออกมาก็ดูไม่แย่ และสามารถนำไปใช้งานได้ ประหยัดและรวดเร็วมาก ๆ


นอกจากการถ่ายเอกสารแล้ว การสแกนก็สามารถทำได้ แบบไร้สาย เมื่อเชื่อมต่อกันผ่าน Wifi แล้วเราสามารถสแกนเอกสารเข้ามาในคอมพิวเตอร์ได้เลย โดยคอมพิวเตอร์หากเลือกเมนูสแกนหรือ import เราจะเห็นตัวพรินเตอร์เป็นเหมือนสแกนเนอร์ตัวหนึ่ง

ครบทุกฟังชันการใช้งาน

เราสามารถใช้งานฟังชั่นอื่น ๆ ได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น
  • การสั่งพิมพ์ผ่านโทรศัพท์มือถือได้โดยตรง
  • ใช้งานร่วมกับ Google Cloud Print ได้
  • แอพต่าง ๆ ของ Epson เช่น iPrint หรือการสแกนเอกสารแล้วไปเก็บไว้บน Cloud (send to cloud)

สั่งพิมพ์ผ่าน iPhone หรือ Android ได้โดยตรงเลย สะดวกมาก ๆ แถมการตั้งค่าหน้ากระดาษ, การเลือกสี ก็แทบไม่แตกต่างจากการสั่งพิมพ์ผ่านคอมพิวเตอร์เลย

รายละเอียดสินค้า

  • Epson L605 เป็นเครื่องพิมพ์แบบ All-in-One ที่เน้นไปที่ความประหยัด แต่มาพร้อมฟังชั่นที่ครบครัน
  • หมึกพิมพ์สีดำขวดละ 590 บาท (พิมพ์ได้ 6,000 แผ่น) และหมึกพิมพ์สี ขวดละ 250 บาท (พิมพ์ได้ 6,500 แผ่น)
  • จอภาพ LCD ที่สว่างมาก ๆ และใช้งานง่าย
  • พิมพ์ได้เร็วสูงสุดถึง 33 หน้าต่อนาที
  • นอกจากสั่งพิมพ์โดยตรงแล้ว ยังรองรับการใช้งานผ่านแอพ Epson iPrint ผ่านสมาร์ทโฟน สามารถ upload ไปยัง cloud services เช่น Box.net, Dropbox, Evernote หรือ Google Doc
  • รับประกัน 2 ปี
  • ราคา: 11,400 บาท

:: สรุป Epson L605 ::

เป็นพรินเตอร์สำนักงานที่มาพร้อมฟังชั่นที่ครบทุการใช้งาน โดยเน้นไปที่ความประหยัดและรวดเร็วเป็นหลัก รวมถึงระบบแท็งก์เองก็ช่วยให้ประหยัดในระยะยาว เนื่องจากเติมแค่น้ำหมึกเท่านั้น แม้ราคาตัวเครื่องจะสูง แต่ถ้ามองในระยะยาวก็จะประหยัดหมึกไปได้เยอะมากเลยทีเดียว เหมาะสำหรับการใช้งานในออฟฟิศ หรือเป็นนักเรียนนักศึกษาที่ต้องพิมพ์งานเป็นจำนวนมาก

[Advertorial]