Showing posts with label mcwedding. Show all posts
Showing posts with label mcwedding. Show all posts

Sunday, February 17, 2013

ของขวัญวาเลนไทน์ 2013 : Canon in C



เนื่องด้วยปีนี้ผมกับเชอรี่ตกลงกันว่าเราจะฉลองวาเลนไทน์โดยไม่ต้องมีดอกไม้ ไม่ต้องมีดินเนอร์หรู อาจจะเพราะว่าเราให้กันมาทุกปี การเว้นวรรคเพื่อ Like เว้นไว้เพื่อรัก จึงไม่ได้รู้สึกแปลกอะไร (อย่าลืมฮี้ววว)

ผมอยากทำวิดีโอที่สรุปเรื่องราวของเราสองคนในปีที่แล้วมานาน แต่ก็ไม่มีโอกาส คือปี 2012 ถือเป็นปีที่เราสองคนได้เปลี่ยนสถานะจากแฟนไปเป็นสามีภรรยา เป็นปีที่มีเรื่องราวผ่านมามากมาย แต่ทุกครั้งที่ได้มองกลับไปที่ช่วงเวลานั้น เราก็ยังเห็นภาพคนสองคนจับมือกัน ยิ้มให้กันอยู่เสมอ

แต่ติดปัญหาตรงที่เลือกไม่ถูกว่าจะใส่เพลงอะไรลงไป เพื่อสื่อความหมายดีๆ ในช่วงเวลานั้นๆ

พอดีว่า @themacci มีไอเดียจะมอบกล่องเพลงให้กับนักเขียนหนังสือ Mind Trick เป็นของที่ระลึก ผมเลยขอพิเศษเพิ่มอีกกล่องหนึ่ง ซึ่งระบุชื่อเพลงเอาไว้ว่า ...

Canon in C

ถ้าใครยังจำหนังเรื่อง My Sassy Girl ได้จะมีอยู่ฉากหนึ่งที่พระเอกถือดอกไม้มาให้ ในขณะที่นางเอกกำลังเล่นเปียโนอยู่ที่โรงเรียน ซึ่งเป็นฉากที่คลาสสิค, น่ารัก และซึ้งที่สุดฉากหนึ่งในหนังเรื่องนี้

เพลงที่นางเอกเล่นในฉากนั้นเป็นหนึ่งในเพลงคลาสสิคที่ผมชอบที่สุด นั่นคือ Canon (in C major) ทุกครั้งที่ฟังเพลงนี้จะรู้สึกเหมือนล่องลอย อ่อนไหว ซึ้งใจ และมีบรรยากาศของเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับความรักขึ้นมาเสมอ


Canon in C เป็นเพลงคลาสสิคเพลงเดียวที่ผมสามารถเล่นได้ และวันไหนที่รู้สึกอยากคิดถึงช่วงเวลาดีๆ ที่เรามีให้กัน ผมก็มักจะเลือกเล่นเปียโนเพลงนี้ให้เชอรี่ฟังอยู่เสมอๆ

และของขวัญวาเลนไทน์ปีนี้ ก็เลยเป็นกล่องเพลง Canon และวิดีโอซึ้งๆ ที่รวบรวม่วงเวลาดีๆ ตลอดปีที่ผ่านมา เนื่องในโอกาสวันแห่งความรักครับ




คุณนายนั่งดูไปซับน้ำตาไป
ของขวัญที่ได้ปีนี้ เป็นถุงแอปเปิล(ทำมือ) ข้างในมีช็อคโกแลต Royce และสาย Lightning


ของขวัญกับจดหมายค่า (ยังเขียนจดหมายกันอยู่)
การ์ดทำมือที่เชอรี่ทำให้
ไม่ต้องหรู ไม่ต้องแพง ไม่ต้องมีดอกไม้ ก็รักกันทุกวันจ้า ^__^
Related Link


Monday, January 14, 2013

ครบรอบ 1 ปีของการแต่งงาน กับรักที่มากขึ้นทุกวัน


14 มกราคม 2555 คือวันแต่งงานของผมกับเชอรี่ (@CherryJaja) เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว มารู้สึกตัวอีกทีเรายังหัวเราะกันอยู่เลยว่า นี่เราแต่งงานกันครบ 1 ปีแล้วนะ

365 วันที่ผ่านมามีเรื่องราวผ่านมามากมาย มากกว่าที่เราทั้งสองคนจะคาดคิด โชคดีที่เรื่องราวส่วนใหญ่เป็นเรื่องดีๆ และทำให้เรามีความสุข

เนื่องในโอกาสวันดี เลยอยากจะเขียนบันทึกเรื่องราวของเราสองคนเอาไว้ ว่า 1 ปีที่ผ่านมา ระหว่างเราสองคนมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง



ไม่ต้องปรับตัว แต่ปรับความเข้าใจ

ว่ากันว่าปีแรกของการแต่งงาน คือปีแห่งการปรับตัว แน่นอนว่าการที่เราต้องตื่นนอนขึ้นมาแล้วพบกับใครที่อยู่ข้างกาย มันคือการเปลี่ยนแปลง

ในระดับที่ลึกลงไป การใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมันมีรายละเอียดมากกว่านั้น การทำงานบ้าน การเข้านอน การแบ่งพื้นที่ส่วนตัว การเข้ากับครอบครัวใหม่ของทั้งสองฝ่าย

เราสองคนซื้อคอนโดและแยกออกมาอยู่ด้วยกัน ปัญหาเรื่องเข้ากับพ่อแม่ทั้ง 2 ฝ่ายเลยไม่มี ก็เหลือแค่การใช้ชีวิตของสองคนเท่านั้น

ผมพบว่าความเกรงใจเป็นเรื่องที่สำคัญมาก คือเราเกรงใจกันมาก เวลาผมจะเล่นเกมส์ก็กลัวอีกฝ่ายจะไม่มีใครสนใจ เวลาเชอรี่จะนอนก่อน ก็กลัวว่าปิดไฟแล้วผมจะอ่านหนังสือไม่ได้ เราอยู่ด้วยความเกรงใจ แต่ก็ไม่ได้ละความเป็นตัวของตัวเอง

ที่สุดแล้วก็ใช้ความเข้าใจ เชอรี่เข้าใจว่าผมนอนดึก ตื่นสาย ขี้เกียจบ้าง ขยันเกินไปบ้าง
ผมเข้าใจว่าเชอรี่ชอบความสะอาด รักสวยรักงาม ต้องการเวลาพักผ่อน อยากให้เราอยู่ใกล้ตลอดเวลา

ขอโทษกันเมื่อมีปัญหา

ผมว่าเชอรี่เก่งมากที่อยู่กับผมได้โดยไม่งอแง คือด้วยความที่เราก็เป็นคนชอบทำโน่นนี่อยู่ตลอดเวลา มีเวลาพักผ่อนน้อย บางทีก็พูดน้อย บางทีก็อยากมีเวลาอยู่คนเดียว แต่เธอก็ดูจะเข้าใจและอยู่กับสิ่งที่ผมเป็นได้เป็นอย่างดี

ส่วนนึงก็ต้องขอบคุณตัวเองด้วยที่ผมรู้ว่าจุดอ่อนของผมคืออะไร ผมรู้ว่าผมเป็นคนช่างจิตนาการ เจ้าเหตุผล ตามประสาหนุ่ม Geek ผมรู้ว่าวันนึงถ้าทะเลาะกัน ต้องมีอารมณ์ที่ผมว่าผมถูก หรือเชอรี่บอกว่าเชอรี่ถูก

ปัญหาจะเกิดถ้าคนนึงยอมแพ้ คนนึงคิดว่าฉันชนะแล้ว ดีใจไชโย
ทะเลาะกันไม่มีใครชนะ ไม่มีใครแพ้ ... เพราะเราแพ้ทั้งคู่

กฏของบ้านเราที่ว่า "ถ้าทะเลาะกัน ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม สุดท้ายจะต้องขอโทษซึ่งกันและกัน"
ต้องขอบคุณตัวเองด้วยที่ตั้งกฏนี้ เพราะทุกครั้งที่เราทะเลาะกัน ผมจะขอโทษเชอรี่ เชอรี่จะขอโทษผม

และเราก็ได้รู้ว่าที่เราทะเลาะกันนั้นไม่มีใครชนะ .. เราแพ้ทั้งคู่จริงๆ

เชอรี่ทำป้ายไฟไปเชียร์ตอนแข่งแฟนพันธุ์แท้
มีคนดูแล

Geek เป็นมนุษย์ที่ต้องการคนดูแลจริงๆ นะ คือใช้ชีวิตบนโลกนี้มาตั้ง 30 ปี มารู้สึกตัวว่าทำไมเราไม่ดูแลตัวเองเลย ก็ตอนแต่งงานแล้วนี่แหล่ะ

ประโยคที่ได้ยินคุณนายทำคิ้วขมวด แล้วก็แว๊กๆ ใส่ประจำก็มีเช่น
  • ทำไมไม่อาบน้ำ !!
  • กินเลาะมือแล้วดูดนิ้วได้ยังไงคะ
  • หนวดยาวเฟื้อยอย่างงี้ไม่ให้ออกจากบ้านนะ
  • ใส่กางเกงตัวเดิมอีกแล้วววว
  • ห้ามนอนดึกนะคืนนี้ นับ 1 ถึง 3 เข้านอนเดี๋ยวนี้ !!
ปีที่ผ่านมาเราสองคนก็ผลัดกันป่วย แต่ผมว่าเชอรี่ดูแลผม ดีกว่าที่ผมดูแลเชอรี่ 10 เท่าเห็นจะได้

มันเป็นความรู้สึกที่ดีจริงๆ นะ เวลาที่เราป่วยแล้วมีคนดูแลเราก่อนจะหลับตานอน และมีคนทำข้าวต้มมาให้ในเช้าของอีกวันนึง

นอกจากเวลาป่วยแล้ว ก็มีคนที่ดูแลเราเวลาที่เราเศร้า ท้อถอย เหนื่อย มีปัญหา ฯลฯ
ทุกครั้งที่ผมบ่นเรื่องอะไรซักอย่าง จะได้ยินเสียงจากเชอรี่ออกมาเสมอว่า "ไม่เป็นไรเน๊อะ"

มันทำให้เราได้รู้ว่า เค้าไม่ได้พร้อมแค่ที่จะร่วมสุขไปกับเรา ... แต่เค้าพร้อม ที่จะร่วมทุกข์ไปกับเราด้วย

ลอยกระทง 2555
ความรักส่งต่อกันได้

ผมชอบแชร์เรื่องราวความรัก โดยเฉพาะเรื่องดีๆ เรื่องที่เราประทับใจ
มีหลายคนถามเหมือนกันว่าทำไมชอบแชร์เรื่องความรักจัง

ไม่รู้สิ .. ผมเชื่อว่าความรักมันส่งต่อกันได้

ตอน 10 ขวบ ผมไปเห็นพ่อแอบซื้อดอกไม้มาให้แม่ในวันวาเลนไทน์ วันนั้นผมยิ้มทั้งวันเลย เจอใครก็วิ่งเข้าไปกอด คือเรารู้สึกโลกสดใส เห็นพ่อแม่รักกัน เราก็อยากเข้าไปกอดทุกคนที่เจอเลย

อีกครั้งนึงคือตอนที่เห็นพี่ชายตัวเองยืนสวดมนต์อยู่หน้าห้องคลอด ขอให้ภรรยาและลูกของเขาปลอดภัย ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นก็มีเสียงอุแว๊ดังออกมา ทั้งบ้านเรากอดกันดีใจ หลายคนน้ำตาซึมไปกับพี่ชายด้วย

ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ผมพยายามสังเกตุคนรอบข้างที่ได้มาอ่านเรื่องราวความรักของเรา

ถึงแม้จะมีคำบ่นมาบ้างว่าอิจฉาหรือบ่นกับตัวเองว่าทำไมไม่มีอย่างนั้นอย่างนี้
แต่สุดท้ายผมสังเกตุว่าเค้ารักกันมากขึ้นในหลายๆ ด้านนะ

มีน้องหลายคนที่ส่งข้อความมาบอกว่าเรื่องราวของเราสองคน ทำให้เค้าคืนดีกับแฟน, ทำให้ผมกล้าไปขอโทษคนที่ผมรัก, ทำให้หนูมีกำลังใจที่จะรักใครซักคน .. ทั้งหมดนี้อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้นะ

ไม่รู้สิ .. ผมเชื่อว่าความรักมันส่งต่อกันได้

จดทะเบียนสมรส
ได้เรียนรู้อะไรจากการแต่งงานบ้าง

หลายคนมักมองว่า โหย พอแต่งงานแล้ว ชีวิตจะเปลี่ยน จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว .. เอาเข้าจริงๆ ผมรู้สึกว่าความเปลี่ยนแปลงของการแต่งงานมันน้อยกว่าที่คิดนะ

คือมันไม่ใช่ว่า แต่งงานแล้ว ตื่นนอนขึ้นมาจะพบกับโลกใบใหม่ .. คือเราก็ตื่นมาบนโลกใบเดิม ยังไปทำงานเหมือนเดิม เรียกชื่อกันเหมือนเดิม ไปกินข้าว ดูหนัง เที่ยวเล่นกันเหมือนเดิม

สิ่งที่เปลี่ยนคงจะเป็น "เรารักกันมากขึ้น"

ผมรู้สึกว่าผมรักเชอรี่มากขึ้นเยอะมากๆ ถ้านับจากวันก่อนแต่งงาน
ก่อนแต่งงานคือเรารู้ตัวเองว่าเรารักเค้า และอยากที่จะอยู่กับเค้า

แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปหลังจาก 14 มกราคม 2555 คือผมรู้สึกได้เลยว่าผมขาดเชอรี่ไม่ได้

มีครั้งนึงที่เราสองคนไปเที่ยวกัน ครั้งนั้นเราไม่มีโทรศัพท์และติดต่อกันไม่ได้ ถึงเวลานัดแล้วเชอรี่ไม่มาที่จุดนัดพบ ผมวิ่งตามหาเชอรี่อยู่ 5 รอบ จนมาเจอเค้าอีกทีนึง ผมเดินเข้าไปบ่นใส่เชอรี่เป็นชุดๆ เธอทำหน้าจ๋อย พอผมบ่นเสร็จ อยู่ดีๆ ผมก็น้ำตาไหลออกมา คือเรากลัวว่าเค้าจะเป็นอะไร กลัวว่าเกิดอะไรไม่ดีกับเค้ารึเปล่า

มันเป็นครั้งแรกของผู้ชายคนนึงที่มีความรู้สึกแบบนี้จริงๆ
ผมไม่รู้ว่าเชอรี่จะรู้สึกกับผมยังไงตั้งแต่แต่งงานกันมา แต่ผมอยากบอกกับเชอรี่ว่า 1 ปีที่ผ่านมา

"ผมรักเชอรี่มากขึ้นเยอะเลยครับ"

Happy 1st Anniversary
M & Cherry
14 January 2013

ฉลองวันเกิดเชอรี่ด้วยการพาไปเล่น Reverse Bungy G-Max
คุณนายไปช๊อปเหมาร้าน Charles & Keith ที่สิงคโปร์
วิ่งมินิมาราธอนด้วยกัน
ขึ้นเวทีด้วยกันครั้งแรกในงาน Barcamp
ฮันนีมูนที่มัลดีฟส์
ถ่ายกับหลานๆ
รถคันแรกของเรา
ได้รับเชิญไปคอนเสิร์ตแร็พเตอร์ ในชุดแต่งงาน
Countdown ด้วยกัน ภาพสุดท้ายก่อนสิ้นปี 2012


Monday, December 03, 2012

เมื่อหนุ่ม Geek ต้องซื้อปราด้าเป็นของขวัญให้แฟน (Geek Buy Prada)


ช่วงปลายปีของทุกปี จะมีงานหนักอย่างนึงที่ผมต้องทำมาตลอด 19 ปีที่ผ่านมา คือการหาของขวัญวันเกิดให้เชอรี่ (@CherryJaja) ด้วยความที่เป็นคนไม่ค่อยให้ของขวัญใคร และถ้าให้ก็จะละเอียดอ่อนในการเลือกของมาก

ช่วงปีแรกๆ ที่รู้จักกันเราก็มักให้ของจุกจิกเล็กๆ น้อยๆ ด้วยความเป็นเพื่อน มาตอนหลังก็กลายเป็นแฟนก็เริ่มให้ของใช้ที่ดูดีมีประโยชน์มากขึ้น เชอรี่ซื้อซอง MacBook Air, รองเท้า, กางเกง, กระเป๋าให้ ผมก็ซื้อพวกสร้อย, นาฬิกา อะไรพวกนี้

จริงๆ เราก็เคยคุยกันไว้ว่าไม่อยากให้ของราคาแพงกัน ก็มีบางปีให้ของราคาหลักร้อย แต่ปีนี้ตั้งใจอยากให้พิเศษกว่าทุกปี เนื่องในโอกาสเป็นของขวัญวันเกิดชิ้นแรกหลังแต่งงาน ซึ่งนั่นก็คือ ...


ปราด้า (Prada)

ผมชอบดูหนังเรื่อง Devil Wear Prada มาก ไม่รู้ทำไม คงเพราะรู้สึกว่าในความเลิศหรูนั้น มันก็ยังมีความเป็นตัวตน ความสวยงามภายใน ซึ่งผู้ชายอย่างเราปกติจะไม่ได้ไปสนใจมันหรอก แต่ถ้าได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วจะเข้าใจขึ้นมาเลย

ปราด้าเป็นยี่ห้อหรูอันเดียวที่ผมชอบดูดีไซน์ของเค้านะ คือไม่แก่ ทันสมัย มีสไตล์ และไม่เหมือนใครดี สมัยที่ไปเที่ยวอิตาลีก็เคยแอบไปด้อมๆ มองๆ มาหลายทีแล้ว

เมื่อมองจากงบประมาณ ก็คิดว่าคงพอจะซื้อกระเป๋าตังค์ปราด้าสวยๆ ให้เชอรี่ได้ซักใบนึง


เมื่อกี๊กเดินเข้าช็อปปราด้า

ตามสไตล์กี๊กอย่างเรา จะทำอะไรก็พึ่งกูเกิลเป็นหลัก ไม่รู้ก็เสิร์ชสิครับ ซึ่งก็ได้ความว่า
  • กระเป๋าหรูอย่าปราด้ามีขายแบบหิ้วมามากมายทั้งบน Facebook, Pantip, Webboard ทั่วไป
  • หรือร้านขายกระเป๋าอย่างซอยละลายทรัพย์, สยาม ฯลฯ
  • ผมเลือกไปเดินดูร้านที่ใกล้ที่สุดอย่างในซอยละลายทรัพย์ ซึ่งมีร้านเยอะจริงๆ ด้วย
  • ปัญหาคือเลือกไม่เป็น ดูไม่ออกว่าอันไหนมือ 1 อันไหนมือ 2 ...
  • หลังจากถามราคามาหลายร้าน ในที่สุดก็ตัดสินใจ ไปซื้อในช็อปดีกว่า โฮะๆ
  • คือพอสืบราคามาแล้ว ในช็อปราคาแพงกว่าร้านหิ้วไม่มาก ได้ความสบายใจ และที่สำคัญคือมีเวลาซื้อไม่มาก ไปรอร้านหิ้วมาก็ไม่ทันวันเกิด ><"
เป้าหมายคือช็อปปราด้าที่พารากอน เดินไปถึงประตูร้านก็เกิดความประหม่าทันที คือร้านแมร่งหรูมาก จนไม่กล้าเข้าไปเดิน เหอะๆ



เดินเข้าไปด้วยเสื้อยืด กางเกงยีนส์ แต่พนักงานในร้าน 7 คนก็สวัสดีเราอย่างพร้อมเพรียง หลังจากเดินเวียนเทียนแบบงงๆ ในร้านอยู่ 3 รอบ ก็มีพนักงานใจดีคนนึงเดินมาถามว่าสนใจอะไรคะ ?

"เอ่อ .. กระเป๋าครับ กระเป๋าผู้หญิง"
"อ๋อ ทางนี้เลยค่ะ"

แล้วเจ๊แกก็พาเราไปดูกระเป๋าถือผู้หญิง ราคาประมาณ MacBook Pro ไปจนถึง MacBookPro Retina (สกุลเงิน APPL) ข้าพเจ้าต้องถอยมาตั้งหลักแล้วบอกไปใหม่ว่า

"เอ้อ .. พอดีสนใจกระเป๋าใส่เงินน่ะครับ ใบเล็กๆ (ที่มันไม่แพงแบบนี้อ๊ะ)"
"อ๋อ ทางนี้เลยค่ะ" พนักงานกรอเทปวนซ้ำประโยคเดิม


ด้วยความที่มีแบบที่ชอบในใจอยู่แล้ว คือกระเป๋าใส่เงินรุ่นที่เป็นกระดุม แบบในรูป ซึ่งมันดูสวยน่ารักดี แต่ที่ตัดสินใจไม่ได้คือสี ว่าจะเอาสีชมพูอ่อนหรือชมพูเข้ม

"สีไหนสวยกว่าครับ ?"
"เอ้อ .. อันนี้ก็แล้วแต่ชอบค่ะ .. ซื้อให้แฟนเหรอคะ ? แฟนเรียนอยู่ปีไหนเอ่ย ?" โอ้โหพนักงานพูดได้ถูกใจจนอยากให้คุณนายได้ยิน
"อ่าา .. ทำงานแล้วครับ ซื้อเป็นของขวัญวันเกิดให้ภรรยาครับ"
"ว๊าย น่ารักจัง .. สีไหนสวยกว่า ... อืม ... อันนี้ก็แล้วแต่ชอบค่ะ" พนักงานกรอเทปวนซ้ำประโยคเดิมอีกครั้ง (ขอบคุณนะ)

สุดท้ายเลือกสีชมพูเข้มครับ ถามราคาเสร็จ ปาดเหงื่อเล็กน้อย ระหว่างที่ทำท่าจะควักกระเป๋าตังค์ขึ้นมา
"อ๊ะ ... ชะ .. เชิญนั่งทางนี้ก่อนเลยค่ะ"

ว่าแล้วพนักงานก็พาเรามานั่งเบาะนิ่มๆ พร้อมเอาน้ำแร่ และน้ำโซดามาเสิร์ฟ คือประมาณว่าเมิงอย่าเพิ่งซื้อ เวลาเค้าซื้อของหรูที่นี่ต้องนั่งชิวๆ จิบน้ำเย็นๆ สิเฟ้ย


พอหนุ่มกี๊กบ้านนอกนั่งกินน้ำเย็นๆ เสร็จ พนักงานก็ค่อยๆ เดินเอากระเป๋าใบใหม่มาจากหลังร้าน คุกเข่าลงข้างๆ แล้วก็เอากระเป๋าใบใหม่กิ๊กมาให้ดู เอาการ์ดที่บอกว่านี่ของแท้นะจ๊ะ

"รับการ์ดอวยพรด้วยไม๊คะ ?"
"ครับ รบกวนห่อของขวัญให้ด้วยก็ดีครับ"
"ได้ค่ะ เดี๋ยวเราจะผูกโบว์ ใส่กล่องสวยๆ ให้เลยค่ะ"
"อ๋อ ครับ แบบกล่องของขวัญพารากอนป่ัะครับ"
"อุ๊ย .. เอ้อ .. ไม่ใช่ค่ะ เป็นกล่องของปราด้าค่ะ พอดีเราไม่มีห่อกระดาษแบบนั้นน่ะค่ะ"

(บ้านนอกอีกแล้วนะมรึง แสรดดด) >///<

ระหว่างรอก็พยายามสังเกตุคนรอบตัวที่มา ส่วนใหญ่ก็ลูกคุณหญิงคุณนาย และพนักงานเรียกชื่อได้ด้วย คงประมาณว่ามาประจำ มีคุณนายท่านนึงเดินมานั่งเล่น แล้วก็ถามว่าอาทิตย์นี้มีอะไรใหม่ พอพนักงานจัดรองเท้ามาให้ 2 คู่ คุณนายก็บอกอุ๊ย รุ่นนี้ราคาในไทยก็ไม่แพงเลยนะเนี่ย โฮะๆๆๆ -__-"



หลังจากรูดบัตรหักไปแล้ว ก็กลับบ้านไปเก็บของขวัญไว้เป็นอย่างดี เอาไปเซอร์ไพรส์ให้วันเกิดเชอรี่ที่หัวหิน ซึ่งคุณนายบอกชอบมากกกก คนให้ก็ยิ้มไม่หุบเลยจ้า ^___^

** ช่วงโฆษณา : ตอนนี้เราสองคนได้ส่งรูปแต่งงานเข้าประกวด รบกวนพ่อแม่พี่น้อง ช่วยเข้าไปกด Like ที่รูปเพื่อเป็นกำลังใจหน่อยนะคร๊าบ / ค่าาา (^o^) **



Related Link


Monday, November 26, 2012

ฮันนีมูนมัลดีฟส์ ตอนที่ 2 : สู่รีสอร์ทในฝัน Centara Grand Maldives



ความเดิมตอนที่แล้ว หลังจากเดินทางจากไทยมาถึงมัลดีฟส์แล้ว เราก็พักที่โรงแรม Trader Hotel ในเมืองหนึ่งคืน และเช้าที่น่าตื่นเต้นก็มาถึง เมื่อเราต้องไปเยือนรีสอร์ทกลางน้ำ และขึ้น Sea Plane ครั้งแรกกันแล้ว !!

ครั้งแรกกับการนั่ง Sea Plane

ที่มัลดีฟส์มีบริษัทให้บริการ Sea Plane อยู่ 2 ที่ คือ Air Maldive กับ Air Taxi ค่าบริการต่างกันนิดหน่อย แต่ถ้าซื้อแพ็คเกจมา ทางโรงแรมก็จะเลือกสายการบินให้อยู่แล้ว ซึ่งของเราคือ Air Taxi

ความแปลกประหลาดของบริการ Sea Plane ที่นี่คือ "ไม่มีตารางบิน" หมายความว่าถ้าคุณอยากไปไหน ให้โทรมาบอกหรือแจ้งที่หมายไว้ แล้วรอประมาณ 1-4 ชั่วโมง ทางสายการบินจะตอบกลับมาว่า ตกลงเราต้องขึ้นเครื่องเวลาไหน

เข้าใจว่าเพราะคนเข้าออกโรงแรมแต่ละแห่งไม่พร้อมกัน การบินไปกลับให้ได้คนเต็มเครื่องจะประหยัดน้ำมันกว่า นี่คงเป็นการปฏิวัติวงการบินของโลกสินะนี่

โรงแรมแจ้งเราว่าจะมีรถมารับไป Sea Plane 6.00 น. ซึ่งเราต้องตื่นแต่ตี 5 เพื่อลงมาทานข้าวเช้าก่อน




อาหารเช้าที่ Trader ก็ได้มาตรฐานโรงแรมเครือแชงกรีล่า เพียงแต่เราตื่นสาย เลยต้องรีบซัดโฮก อย่างว่องไว



ถึงเวลา 6.00 น. รถสายการบินมารับกระเป๋าไป ส่วนพวกเราก็ขึ้นเรือข้ามฟาก ไปฝั่งสนามบิน แล้วก็นั่งรถต่อไปที่ Air Taxi ซึ่งมีห้องรับรองไว้นั่งรอเครื่องขึ้น-ลง



เครื่องบินที่นี่มีหลายลำเหมือนกัน และแน่นอนว่าทั้งหมดอยู่กลางน้ำ







ถึงเวลา พนักงานมาเชิญให้เราขึ้นเครื่อง มีคนขับเป็นฝรั่ง ลูกเรือเป็นชาวมัลดีฟส์


ที่นั่งบนเครื่องเป็นแถวละ 3 ที่ ซ้ายหนึ่ง ขวาสอง ที่นั่งแคบมากกก ใครตัวใหญ่นี่นั่งลำบากหน่อย

ก่อนเครื่องขึ้นก็มีพนักงานมาบอกวิธีใช้ Safety เหมือนขึ้นเครื่องบินลำใหญ่เลย แต่ก็ไม่มีอะไรมานอกจากให้รัดเข็มขัด และอ่านเอกสารตรงหน้าท่านนะจ๊ะ


ได้ยินมานานแล้วว่าเสียงใบพัด Sea Plane จะดังมาก พอใบพัดหมุนดังพั่บๆๆๆๆ ก็สรุปได้ว่า โคตรดังเลย เล่นเอาหูอื้อไปหลายนาที (บางสายการบินจะแจกที่อุดหูให้ด้วย)

ตอนวิ่งขึ้นนี่นิ่มกว่าที่คิด แต่ก็บินไม่สูงมาก ต่ำกว่าระดับเมฆพอสมควร เลยเห็นวิวชัดแจ๋วเลย


วิวมัลดีฟส์จากบนเครื่องสวยมาก !! ขอย้ำว่าสวยและแปลกตาจริงๆ โดยเฉพาะสิ่งที่เขาเรียกกันว่าอะทอลล์ ...


อะทอลล์ (Atoll) สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโลก

ความมหัศจรรย์ของมัลดีฟส์คือปรากฏการณ์ อะทอลล์ (Atoll) อธิบายสั้นๆ คือสมัยก่อนแถวนี้เป็นภูเขาไฟ แต่โดนน้ำทะเลซัดจนภูเขาค่อยๆ จมลงทะเล ด้วยความที่น้ำแถวนี้จะอบอุ่น เลยทำให้ปะการังโต และรวมร่างกับภูเขาที่จมลง กลายมาเป็นกลุ่มแนวปะการังขนาดใหญ่ เป็นหย่อมๆ

อะทอลล์นั้นมีความสวยงามมาก เพราะจะได้แนวปะการังขนาดใหญ่ มีฝูงปลา มีธรรมชาติที่เหมาะสมกับการพักผ่อน แต่การเกิดอะทอลล์ต้องใช้เวลานานถึง 30 ล้านปี กว่าจะเป็นรูปร่างแบบนี้ ทำให้มัลดีฟส์กลายเป็นประเทศที่มีวิวไม่เหมือนใครในโลก และรีสอร์ทกลางน้ำจึงแห่กันมาสร้างที่มัลดีฟส์ ด้วยประการฉะนี้


สัมผัสแรกที่ Centara Maldives

20 นาทีผ่านไป เครื่องก็บินลงแบบนุ่มนวน ทีแรกเข้าใจว่าเครื่องจะจอดที่สะพานในโรงแรม แต่ไม่ใช่ เพราะจอดที่ทุ่นกลางน้ำ จากนั้นเรือของโรงแรมก็ค่อยมารับเราอีกที


คุณนายกับคนขับเครื่องบิน (เฮ้ย มือๆ)

เข้ามาถึงที่รีสอร์ทแล้ว พนักงานก็พามานั่งรอที่ Lobby ซึ่งเป็นแบบเปิดทั้งหมด อากาศวันนี้กำลังสบาย ไม่ร้อน ลมกำลังดี




ระหว่างรอ พนักงานก็เอาผ้าเย็นมาให้ พร้อม Welcome Drink เป็นน้ำมะนาวผสมอะไรซักอย่าง หวานๆ เย็นซ่าชื่นใจ


เนื่องจากที่ Centara เป็นโรงแรมแบบ All Inclusive ซึ่งต้องมีการอธิบายรายละเอียดเยอะกว่าปกติดังนี้
  • All Inclusive แปลบ้านๆ คือทุกอย่างในรีสอร์ท ฟรีหมด !!
  • ข้าว 3 มื้อ เช้า กลางวัน เย็น ฟรีหมดทุกอย่าง
  • เครื่องดื่ม น้ำเปล่า น้ำอัดลม นม เบียร์ ไวน์ มิ๊กเซอร์ หรือแม้แต่ "ค็อกเทล" ก็ฟรี !! อยากดื่มเท่าไหร่ก็ได้
  • Fitness, เรือพาย, เรือถีบ, วินเซิร์ฟ อยากเล่นเมื่อไหร่ก็ได้ ฟรี
แต่เดี๋ยวก่อน มันก็มีอะไรบางอย่างที่ไม่ฟรีเหมือนกัน ซึ่งพนักงานต้องอธิบายต่อไปว่า
  • มินิบาร์ในห้อง
  • สปาไม่ฟรี (ก็แน่ล่ะ)
  • อินเทอร์เน็ตคิดค่าบริการ $5 ต่อวัน และใช้ได้แค่เครื่องเดียว ถ้าจะใช้หลายเครื่องต้องซื้อเพิ่ม
  • อุปกรณ์ดำน้ำ พวกตีนกบ สน็อกเกิ้ล คิดค่าบริการต่างหาก
  • ห้องอาหารในรีสอร์ทมี 3 ห้อง คือห้องอาคารรีฟ (บุฟเฟ่ต์), ห้องอาหารโลตัส (อาหารไทย) 2 ห้องนี้ฟรี แต่ห้องอาหาร Azzuri Mari (อาหารทะเล) จะไม่ฟรี แต่มีเครดิตให้คนละ $40 ถ้าไปทาน
เท่าที่เห็น แขกหลายคนก็ไม่ได้จ่ายตังค์เพิ่มซักเท่าไหร่ จะมีก็แค่อินเทอร์เน็ตกับอุปกรณ์ดำน้ำ

รีสอร์ทที่นี่ Check-in ได้ตอน 14.00 น. ซึ่งพวกเรามาถึงก็ 11.00 แล้ว ทางโรงแรมเลยให้เราไปทานอาหารและใช้บริการทั้งหมดได้เลย ระหว่างรอห้องพัก


แล้วก็มีพนักงานต้อนรับพาเราไปห้องอาหาร ชื่อคุณดอย เป็นคนไทย !!

คุณดอยเล่าว่าที่นี่มีพนักงานคนไทยประมาณ 20 คน มีตั้งแต่พ่อครัว พนักงานต้อนรับ พนักงานเสิร์ฟ ไปจนถึงผู้จัดการ เรียกว่าเป็นแบรนด์คนไทยจริงๆ

พนักงานในโรงแรมส่วนใหญ่เป็นชาวมัลดีฟส์ แต่ถ้าพนักงานต้อนรับจะเป็นคนไทย, จีน, ญี่ปุ่น, ฝรั่ง เพื่อต้อนรับแขกจากทั่วโลก

เราวางแผนกันว่าจะทานข้าวเช้านิดๆ แล้วก็เดินเล่นรอบรีสอร์ท จากนั้นก็ทานข้าวเที่ยงเต็มๆ ที่ห้องอาหารไทย 



ห้องอาหารรีฟ เป็นบุฟเฟ่ต์นานาชาติ ตอนเช้า Breakfast จะมีแค่ห้องอาหารนี้เปิดเท่านั้น มีที่นั่งมากถึง 120 ที่ อาหารเลยมีให้เลือกเยอะมากๆ



ชอบที่ตกแต่งพื้นทางเดินเป็นทรายทั้งหมด ซึ่งจริงๆ แล้วข้างใต้เป็นพื้นปูน แล้วเอาทรายมาวางชั้นบน ให้ความรู้สึกดีเวลาเดิน ตอนนั่งโต๊ะก็ไม่บุ๋มลงไปด้วย ไอเดียดีจริงๆ


หลังจากทานข้าวเช้า แล้วก็เดินเล่นรอบรีสอร์ท ทีแรกนึกว่าจะเล็กๆ แต่ก็เดินนานเหมือนกัน รีสอร์ทใหญ่มาก มีอะไรให้เล่นเยอะจริงๆ


ช่วงเที่ยงเราก็แวะไปทานที่ห้องอาหารไทย (ชื่อ โลตัส) ข้างในตกแต่งแบบไท๊ยไทย เปิดเพลงไทย มาศาลาไทย จาน ช้อน ทุกอย่างเป็นไทยหมด ดีใจที่แบรนด์ไทยอย่าง Centara ถึงโกอินเตอร์ก็ยังไม่ทิ้งความเป็นไทย


พนักงานบอกชาวต่างชาติชอบมาทานห้องนี้มาก ฟังแล้วรู้สึกภูมิใจเหมือนกันนะ

อาหารไทยจะมาเป็น Set แต่ละวันไม่ซ้ำกัน เป็นข้าวและกับข้าว ประมาณ 6-7 อย่าง เพราะฉะนั้นแต่ละวันควรสอบถามเมนูก่อนว่าวันนี้มีอะไรให้ทานบ้าง (ถ้าสั่งนอก Set จะเสียตังค์)


อาหารอร่อยมาก พนักงานบอกพ่อครัวเป็นคนไทย และวัตถุดิบก็สั่งมาจากเมืองไทยโดยตรง ไม่ได้ซื้อแถวนี้เพราะกลัวไม่ได้รสชาติไทยแท้



13.30 น. ทานอิ่มแล้ว เลยแวะมาพักที่ Island Club ซึ่งเป็นคลับพิเศษที่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม ประมาณคนละ 3,000 บาท ตอนซื้อแพ็คเกจจะมีราคาบอกไว้เลยว่าซื้อเพิ่มไหม ซึ่งเราทั้งสองคนยอมจ่าย ไว้จะมาอธิบายในตอนต่อไปว่าทำไมถึงควรซื้อ Island Club ครับ


สมาชิก Island Club จะได้ Check-in ที่ต่างจากคนอื่น มีพนักงานมาต้อนรับพิเศษ ของว่างพิเศษระหว่างรอ แอร์เย็น นั่งชิวมากๆ


14.00 น. ตรงเวลาเป๊ะ พนักงานต้อนรับ ซึ่งเป็นฝรั่ง พาเราไปที่ห้องพัก

ไฮไลท์ของการมาเที่ยวมัลดีฟส์คือห้องพักนี่แหล่ะ รีสอร์ทดีไม่ดีก็วัดกันตรงนี้


ระหว่างนั่งรถกอล์ฟไปที่ห้อง ก็จะเริ่มเห็นวิวบ้านกลางน้ำ เรียงรายกันเป็นแนวโค้งยาวๆ มีน้ำทะเลใสเป็นกระจกอยู่ข้างล่าง ปลาว่ายไปมา ปะการังโผล่ออกมาให้เห็น

วิวที่เราเคยเห็นแต่ในหนังสือ ตอนนี้ได้มาเห็นด้วยตาแล้ว กรี๊ดดดดด สวยยยย ><


ห้องพัก Luxury Sunset Water Villa 

ชื่อยาวๆ นี้คือชื่อห้องพักที่เราสองคนเลือกมาฮันนีมูน เป็นห้องพักกลางน้ำที่แพงสุดในรีสอร์ท ซึ่งจริงๆ ก็แพงกว่าห้องแบบปกติประมาณ 6-7 พันบาท แต่เลือกห้อง Type นี้คุ้มกว่า

คุ้มกว่าเพราะตามชื่อห้องเลย คือห้องจะหันหน้าไปมุม Sunset หรือพระอาทิตย์ตกดิน เวลาตื่นตอนเช้าแดดจะไม่แยงตา ตอนเย็นนอนกอดกันดูพระอาทิตย์ตกดินได้ด้วย ฮิ๊ววววว


ในห้องพักมีรายละเอียดเยอะมาก เอาไว้จัดรีวิวห้องพักแยกต่างหาก จะอธิบายอย่างละเอียดเลยครับ :)


  • ขนาดของห้องพักมีเนื้อที่ทั้งหมด 109 ตารางเมตร เรียกได้ว่า โคตรใหญ่เลยครับ เกิดมายังไม่เคยพักห้องใหญ่เท่านี้มาก่อนเลย
  • มีมุมที่นั่งโซฟารับแขก สำหรับนั่งทานอะไรเล่น
  • เราเคยบอกทางรีสอร์ทไว้ว่ามาฮันนีมูนกัน พอเปิดห้องมาก็มีแชมเปญวางไว้พร้อมน้ำแข็ง สำหรับเปิดฉลองกันด้วย ให้ฟรีเลย น่ารักมากๆ
  • เตียง King Size ใหญ่ขนาดนอนได้ 4 คน บนเตียงมีหมอนอยู่ 8 ใบ พร้อมมุ้งด้วย แต่ไม่มียุงอยู่แล้ว  ก็มีไว้สวยๆ
  • มีโต๊ะทำงานในห้อง อันนี้ชอบมาก
  • ทีวีจอแบน 32 นิ้วไม่ใหญ่เท่าไหร่ รายการก็มาตรฐานพวก HBO, ESPN, CNN แต่ที่สำคัญคือมีช่อง 3 ของไทยให้ดูด้วย !!
  • มีเครื่อง DVD ถ้าเป็นสมาชิก Island Club มีหนังให้ยืมมาดูฟรี
  • ในห้องมี Wifi ความเร็วประมาณ 3-5 Mbps ถือว่าใช้ได้
  • แก้วน้ำแบบธรรมดา แก้วน้ำแบบสูง แก้วกาแฟ ชา น้ำตาล ครีม สำหรับชงกินเล่น แต่ที่แปลกคือกาแฟเป็นแบบเมล็ด ต้องเอาเข้าเครื่องชงกาแฟที่วางอยู่ข้างๆ อารมณ์ได้กินกาแฟสดนะจ๊ะ
  • ตู้เย็นพร้อมมินิบาร์ ซึ่งถ้าเราสมัคร Island Club ทั้งหมดนี้กินได้เลยฟรี กินเท่าไหร่ก็ได้ หมดแล้วพนักงานจะมาเติมให้ใหม่ เจ๋งมาก (ซัดโฮกเลย)
  • ในห้องมีทั้งแอร์ และพัดลม คือถ้าเปิดประตูรับลมซัก 5 นาที แอร์ก็จะหยุดโดยอัตโนมัติ แต่พอปิดประตู แอร์ก็จะเปิดให้อัตโนมัติด้วย ออกแบบได้ฉลาดมากๆ
  • ห้องนอนว่าใหญ่แล้ว ห้องน้ำใหญ่ไม่แพ้กัน มีอ่างสำหรับแช่น้ำอยู่หลังเตียงเลย >////<
  • ชอบที่มีอ้างล้างหน้าแยกให้ 2 ชุด เวลาแปลงฟัน แต่งหน้า โกนหนวด ก็แยกชายหญิงได้เลย ทุกจุดมีผ้าผืนเล็กผืนใหญ่วางพร้อม
  • ห้องอาบน้ำเป็นแบบ Rain Shower น้ำแรงสะใจ น้ำร้อนก็ร้อนมาก น้ำเย็นก็เย็นเจี๊ยบเลย 
  • โต๊ะแต่งหน้าสำหรับคุณผู้หญิงก็มีแยกให้อีกโต๊ะนึง

  • ไฮไลท์คือห้องส้วมครับ เป็นแบบกระจกเปิดโล่ง ทำธุระไป มองทะเลไปด้วยได้ ฮะๆ แต่ถ้าอายก็เอาม่านลงมาบังได้
  • อุปกรณ์ในห้องน้ำนี่มีให้ครบไม่ต้องเตรียมอะไรมาเลย สบู่เหลว, สบู่ก้อน, แชมพู, ครีมนวดผม, แปลงสีฟัน, ยาสีฟัน, เสื้อคลุมอาบน้ำ, รองเท้าสำหรับเดินในห้อง อันนี้มาตรฐานอยู่แล้ว
  • แต่ก็มีอุปกรณ์ที่คาดไม่ถึงว่าจะมีก็ยังมี คือ โลชั่น, น้ำยาสำหรับตีฟองเวลาแช่ในอ่าง, หมวกอาบน้ำ, คัตเติ้ลบัต, ไดร์เป่าผม, ครีมกันแดด, เจลทาผิว, น้ำยาบ้วนปาก, เข็มกับด้าย และที่ชั่งน้ำหนัก
  • เฮ้ย !! นี่มันบ้านรึโรงแรมวะเนี่ย
  • ปลั๊กไฟที่นี่เป็นแบบ 3 หัว แต่ก็มีหัวแปลงวางไว้ในห้องให้ 2 ตัว ใช้กับปลั๊กเมืองไทยได้ไม่มีปัญหา
  • มีชูชีพสองตัวไว้ด้วย พร้อมลงน้ำตลอดเวลา
  • มาดูนอกห้องกันบ้าง เปิดประตูมาเห็นทะเลแบบสุดขอบฟ้า ไม่มีเกาะอื่นใดบังข้างหน้าด้วย
  • มีโต๊ะสีขาวสำหรับนั่งเล่น มุมนี้จะไม่โดนแดด
  • มีเก้าอี้ไม้สำหรับนอนอาบแดด แล้วก็โต๊ะวางของสำหรับจิบเบียร์ไป ดูพระอาทิตย์ตกดินไป ชิวสุดๆ อ๊ะ (มีหินรูปปลาไว้ถ่วงน้ำหนัก เผื่อพายุมาพักเก้าอี้ปลิวไปได้)
  • มีบันไดทางลงน้ำด้วย อยากลงทะเลเมื่อไหร่ก็ได้ บางวันตอนเช้าๆ มีปลามาว่ายแถวบันไดด้วย พอจะลงน้ำต้องแตะๆ ขอให้ปลาหลบไปก่อน (ฮา)
  • ที่ชอบคือมีบันไดวนที่หลังห้องด้วย เดินขึ้นไปชั้นสอง

  • ชั้นบนจะเป็นมุมนอนอาบแดด ขนาดไม่ใหญ่มาก สามารถนอนรับลมในมุมสูงได้ กลางคืนวิวที่นี่ก็สวย

คือรายละเอียดในห้องพักเยอะจริงๆ ซึ่งผมกับเชอรี่รู้สึกเพลิดเพลินไปกับทุกรายละเอียดมาก เพราะ Centara เค้าดูใส่ใจกับห้องพักและมัน 5 ดาวจริงๆ นะ

คือเราสามารถนอนห้องแอร์เย็นฉ่ำแบบเวลาไปนอนโรงแรมทั่วไปได้ หรือจะปรับห้องให้เป็นแบบตากอากาศ เปิดประตูให้ลมเย็นๆ พัดเข้ามา เปิดพัดลมในห้องก็ได้


การนอนบนเตียงแล้วเปิดประตูออกะไปเห็นทะเลสุดลูกหูลูกตา มองไปทางไหนก็มีแต่ทะเล หยิบอะไรในตู้เย็นมากินก็ได้ ดูทีวี เล่นเน็ต อ่านหนังสือ อาบแดด ว่ายน้ำ เฉพาะในห้องก็มีกิจกรรมเพียบแล้ว

ด้วยความที่ชอบห้องพักมากกกกก ช่วงบ่ายเราก็เลยอยู่ที่ห้องพักทั้งบ่ายเลย (โปรดอย่าคิดไปไกล)

ตอนต่อไปจะพาไปดูรอบๆ รีสอร์ท ห้องอาหารต่างๆ กิจกรรมทางน้ำ ฟิตเนส ดนตรี บาร์เครื่องดื่ม บรรยากาศยามค่ำคืน ดูว่าสมกับที่เค้าได้รางวัล 1 ใน 10 รีสอร์ทประเภท All Inclusive ที่ดีที่สุดจริงรึเปล่าครับ


อ่านเพิ่มเติม