Thursday, January 31, 2013

Saturday Night Live รายการชื่อดังทำคลิปล้อเลียนเมืองไทยเป็น "ดินแดนแห่งกะหรี่"



Saturday Night Live เป็นรายการโทรทัศน์ในอเมริกาชื่อดังที่หลายคนชื่นชอบ เพราะมักจะมีช่วงเล่นมุขสุดฮา ที่ลงทุนทำเป็นวิดีโอแซวคนโน้นทีคนนี้ที

แต่ล่าสุด รายการ SNL ก็ได้ทำวิดีโอแซวตัวหนึ่ง ที่ฮามาก แต่ความฮานั้นไม่ได้ฮาธรรมดา เมื่อเราได้เห็นมุมมองที่คนอเมริกันมองว่าเมืองไทยเราเป็น "ซ่อง" จริงๆ

Note : เนื่องจากคลิปรายการเป็นลิขสิทธิ์ของ NBC แต่ก็มีคนเอามาลง Youtube โดยเอียงตัววิดีโอไว้ เพื่อไม่ให้ถูกระบบของ Youtube ตรวจจับได้ ภาพที่ Cap มาเลยเอียงข้างครับ



Rosetta Stone - Thai

คลิปนี้ต้องการแซวระบบการเรียนภาษาต่างชาติด้วยตนเอง คลิปเริ่มด้วยการแนะนำจากผู้ใช้ว่าสามารถพูดภาษาฝรั่งเศส, ตุรกี และภาษาอื่นๆ ได้



เรื่องราวเหมือนจะไม่มีอะไร แต่เรื่องมาฮา (รึเปล่า) เมื่อเริ่มสัมภาษณ์ผู้ใช้คนหนึ่ง ...





"ผมเรียนภาษาไทย เพื่อที่ผมจะไปเมืองไทย ... เพื่อทำอะไรบางอย่าง" (ทำตาโต ยักคิ้ว มีเสียงหัวเราะดังขึ้น)



"ผมเรียนภาษาไทยเหมือนกัน เพื่อทำธุรกิจ" (เอามือปิดหน้าไว้ไม่อยากให้ใครเห็น)



"ผมเรียนภาษาเยอรมัน ... เพื่อที่ผมจะปลอมตัวเป็นคนเยอรมัน เวลาที่ไปเมืองไทย (ทำหน้าจริงจัง มีเสียงหัวเราะดัง)"



"ผมเรียนภาษาไทย ...​ เพื่อพบผู้คนใหม่ๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า"



หน้าจอโชว์ระบบเรียนรู้ภาษาไทย



มีคำพูดแนะนำว่า ด้วย Rosetta Stone คุณสามารถฝึกภาษาเองได้ที่บ้าน
ภาพตัดมาที่รูปชายอ้วน เรียนภาษาในห้องนอน แล้วก็มีเสียงภาษาไทยฝึกพูดดังขึ้น

"ถอดเสื้อผ้าของคุณออก" (เป็นคำพูดภาษาไทยจริงๆ)

ชายอ้วนรีบกดปุ่มลดเสียง เพราะกลัวเมียได้ยิน เสียงฮาดังลั่น



ตัดมาฉากแนะนำการฝึกพูด เป็นประโยคสนทนา คุณสามารถเรียนรู้ประโยคได้ อย่างเช่น

"เท่าไหร่ ?" (มีเสียงฮา)



"ราคานั่นสำหรับทั้งคืนใช่ไหม ?" (ฮาหนักกว่าเดิม)



"โอ้ พระเจ้าช่วย ผมทำอะไรลงไป" (เสียงฮาสุดๆ)



"ลูกปิงปอง" (หมายถึง "โชว์ลูกปิงปอง" ของผู้หญิงในเซ็กส์บาร์ของไทย .. เสียงฮาพร้อมปรบมือดังลั่น)



ทุกคนทำท่าแย่งโปรแกรมนี้กัน ทั้งหมดเป็นผู้ชาย และมีคนนึงเซ็นเซอร์หน้าออก



"สั่งซื้อ Rosetta Stone วันนี้ และพร้อมที่จะเก็บของลงกระเป๋า" (ทำท่าเก็บของลงกระเป๋า มีเสื้อผ้า และกล่องถุงยางขนาดบางพิเศษเยอะมาก)



มุขจบร้ายมาก "เก็บของให้พร้อม เพราะไม่นานคุณก็จะได้พูดว่า"

"ผมต้องการคุยกับสถานทูตอเมริกา" (หมายถึงโดนจับ)



ตัดจบที่ชื่อโปรแกรม เสียงหัวเราะ เสียงปรบมือดังลั่น ... จบ

เจ็บไหม ? หรือชินแล้ว ?

ส่วนตัวแล้วรู้สึกชินชากับการมองเมืองไทยเป็น "ซ่อง" หรือดินแดนแห่ง "กะหรี่" จากชาวอเมริกันหลายคน แต่บางทีมุขแบบนี้ก็ออกจะแรงไปสักหน่อย โดยเฉพาะการฝึกพูดว่า "เท่าไหร่​?" , "ราคานั่นสำหรับทั้งคืนใช่ไหม ?"

โดยภายนอกแล้ว ก็คงไม่มีใครบอกว่าไทยเป็น "ซ่อง" ของโลกหรอกครับ แต่เราคงไม่สามารถเปลี่ยนมุมมองลึกๆ ในใจของชาวต่างชาติได้

แล้วทุกวันนี้ เราลบภาพความเป็น "ซ่อง" ของโลกได้มากน้อยแค่ไหนแล้วล่ะ ?

เสื้อ Bangkok Red Light Sex Show ที่ขายกันในต่างประเทศ





Tuesday, January 29, 2013

กรณีศึกษา: เมื่อรูปถ่าย Pre Wedding ของเราถูกกวดวิชา, แบรนด์ดัง, บาร์เกย์ นำรูปไปใช้

ช่วงนี้มีคนนำรูปของผมกับเชอรี่ (@CherryJaja) ไปใช้มากผิดปกติ ถึงแม้ว่าทุกกรณีจะได้พูดคุยกันด้วยดีและจบไปแล้ว แต่ก็สมควรอย่างยิ่งที่จะบล็อกเอาไว้เพื่อเก็บเป็นที่ระทึก เพื่อเป็นกรณีศึกษา เตือนภัยกับการลงรูปและการนำรูปไปใช้ในอินเทอร์เน็ต


Case 1 : รูปชุดนักเรียน - โรงเรียนสอนพิเศษ

เมื่อมีคนแจ้งมาทางทวิตเตอร์ว่าเจอรูปของเชอรี่ ที่ถ่าย Pre Wedding ในชุดนักเรียน นำมาเป็น Banner โฆษณาของรร.กวดวิชา KU Home Tutor โดยโพสต์ในเว็บโฆษณาที่ชื่อ Yengo (ปัจจุบันได้ลบรูปไปแล้ว)

โดยการลงรูปได้มีการลบลายน้ำออกไป ด้วยวิธีการ Crop

ผมได้ติดต่อผู้ดูแล Fanpage ของ KU Tutor ให้นำรูปออกในเวลาที่กำหนด แต่ปรากฏตากล้องที่ถ่ายภาพนี้แกโมโหจัด เลยโทรไปเฉ่งถึงทางเจ้าของกิจการ

โดยทาง KU Tutor บอกว่าไม่ได้เป็นคนนำรูปนี้ไปใช้ในโฆษณา แต่จ้างทาง Yengo เป็นผู้ทำโฆษณาให้ และทางนั้นเป็นผู้นำรูปเราไปใช้ อย่างไรก็ดีจะติดต่อให้นำรูปออกโดยด่วน

เวลาผ่านไป 3 ชั่วโมง รูปนี้ก็ได้รับการลบออกแล้ว แต่ไม่มีการส่งข้อความมาขออภัยหรือชี้แจงแต่อย่างใด



Case 2 : รูปชุดนักเรียน - บาร์เกย์

มีคนแจ้งมาทางทวิตเตอร์ว่าเห็นรูปเรา 2 คนที่เคยถ่าย Pre Wedding ในชุดนักเรียน (อีกแล้ว) ไปโผล่ใน Fanpage ของบาร์เกย์ชื่อ Idol Club Pattaya

โดยจุดประสงค์ึคือนำไปโปรโมทกิจกรรม Student night ปาร์ตี้ในชุดนักเรียน ในคืนวันเด็ก

รูปที่นำไปใช้คือตัดเอารูป และลายเซ็นต์ออก เหลือแค่ภาพเราสองคน ใช้ฝีมือในการตัดค่อนข้างดี เพราะรูปนี้มีภาพพื้นหลังหลายสีมาก

ภาพนี้ถูกนำไปใช้เป็นภาพโปรโมทงาน, รูปประกอบ Event และเป็น Cover ใน Fanpage ด้วย



แน่นอนว่าเรื่องนี้ทางเราไม่อนุญาตและถึงขั้นรับไม่ได้ เพราะการมีรูปตัวเองโผล่ในบาร์เกย์ นำไปสู่การเสื่อมเสียชื่อเสียง ซึ่งสามารถนำไปฟ้องร้องได้

ผมได้ส่ง FB Message, Email ไปให้ผู้ดูแล Fanpage แห่งนี้ ลบรูปที่ใช้ในทุกที่ออก ในทุกกรณี ภายในเวลา 12 ชั่วโมง (ที่ต้องเว้นเวลาไว้เพราะดูจากการโพสต์แล้ว admin ไม่ได้เฝ้า fb ตลอดเวลา) และย้ำด้วยว่า พวกเราโกรธมากถึงมากที่สุด (แง่ง)



นอกจากนี้ยังได้ report ไปที่ Facebook ว่าภาพนี้ละเมิดสิทธิ์ "It's harassing me" ซึ่งต่อมา Facebook แจ้งกลับมาว่าไม่พบว่าภาพนี้ไปละเมิดสิทธิเราแต่ประการใด [แป่ว =_="]



เวลาผ่านไป 9 ชั่วโมง ทาง Admin ของ Page ดังกล่าวไปส่งข้อความมาขอโทษ มีใจความดังนี้
ทาง IDOL CLUB ได้ทำการแก้ไขและลบรูปของท่านออกจากสื่อแฟนเพจ เว็บไซด์ และโซเชี่ยลต่างๆแล้วนะครับ ทางเราใคร่กราบขออภัยมานะที่นี้ด้วยครับ เรามิได้มีเจตนาทำให้ท่านเสียหายและขุ่นเคืองแต่ประการใด และได้ดำเนินการแก้ไขอย่างดีที่สุด ทางเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านเจ้าของเพจจะเข้าใจและเห็นใจ และให้อภัยทางเราที่นำภาพไปใช้โดยรู้เท่าไม่ถึงการ ขออภัยอย่างสูงมา ณ ที่นี้ครับ จากใจเราชาว IDOL CLUB PATTAYA
ซึ่งจากการตรวจสอบก็พบว่าได้ลบออกไปแล้วจริง อย่างไรก็ดีกรณีนี้ทางเราค่อนข้างเซ็งจิตมาก และถ้าไม่ลบออกในเวลาที่กำหนดจะเอาเรื่องจริงๆ ด้วย


Case 3 : บูทในงาน Cotto นำรูปแต่งงานไปใช้ประกอบ

กรณีสุดท้าย มีน้องที่ไปงานของ Cotto ที่หน้า CTW และพบว่ามีรูปที่ใช้ตั้งประกอบบูท เป็นรูปแต่งงานของเราสองคน เลยแจ้งมาทาง Facebook

รูปที่ใช้คือรูปแต่งงาน ที่เป็นมุมสะท้อนสีดำ รูปนี้จริงๆ แล้วเห็นหน้าไม่ชัด

อันที่จริงการนำรูปไปใช้กรณีนี้เราไม่ได้ติดใจอะไรมาก เพราะก็อยู่ในมุมที่สวยงาม ไม่ได้ทำให้เสียหายอะไร และทางเราก็ชื่นชอบในแบรนด์ของ Cotto เคยไปร่วมกิจกรรมด้วยกันบ้างเหมือนกัน

เพียงแต่การนำไปใช้ก็ควรจะขอจากเจ้าของภาพเสียหน่อย ซึ่งโชคดีว่ามีคนที่รู้จักได้บอกกล่าวทาง Cotto แทนเราแล้ว ซึ่งคนที่นำรูปมาใช้จริงๆ ก็เป็น Agency ที่ดูแลการจัดบูทอีกทีหนึ่ง ทราบชื่อภายหลังคือ Branded The Agency

หลังจากที่รับทราบเรื่องนี้ไป ประมาณ 3-4 วันทาง Branded The Agency ผู้ดูแลบูทของ Cotto ก็ได้ติดต่อมาทางโทรศัพท์ และกล่าวขอโทษ โดยอธิบายว่าภาพที่นำมาจากที่ใด และก็ส่งข้อความมาทาง FB Message อีกครั้ง มีใจความดังนี้
ผมเสียใจและขอโทษเป็นอย่างยิ่งครับ และผมเองก็ไม่ทราบมาก่อนว่าเป็นภาพของคุณทั้งสอง เนื่องจากเราค้นหาภาพรูปถ่ายและเจอภาพดังกล่าวจากเว็ปต์เมืองนอกครับ(ลิ้งค์ไปจาก Google)และสามารถ Save ภาพได้ฟรี เป็นภาพที่มีขนาดเล็ก ผมจึงนำมาประกอบการตกแต่งบูทฯ (อย่างที่เห็นในทวิตเตอร์ของคุณเชอร์รี่) และหลังจากทราบว่าเป็นภาพของคุณเชอร์รี่ผมพยายามย้อนไปค้นหา URL ของเว็ปต์ไซด์ดังกล่าวแล้วแต่ไม่พบเลย อย่างไรก็ดีทางผมต้องกราบขออภัยเป็นอย่างสูงที่รูปดังกล่าวเป็นรูปภาพของคุณเชอร์รี่และคุณเอ็ม โดยทางเราอยากจะขอเข้าไปพบและขอโทษเรื่องที่เกิดขึ้นในเร็ววันนี้ครับ หากมีสิ่งใดที่สามารถทำให้คุณทั้งสองคลายความโกรธเคืองได้ ทางเราน้อมรับฟังและแก้ไขครับ รบกวนติดต่อกลับผมที่เบอร์ด้านล่างนะครับ
ซึ่งทางเราก็ไม่ได้ติดใจเอาความใดๆ เพราะอันที่จริงแล้วถ้าทาง Agency โทรมาขอนำรูปไปใช้ตกแต่งบูท ทางเราก็อาจจะให้นำไปใช้ได้เลยด้วยซ้ำ แต่ขอรูปเรากลับมาตั้งโต๊ะที่บ้านด้วยนะ (ฮา)


อย่างไรก็ดี ทาง Branded The Agency ยืนยันที่จะส่งดอกไม้มาขอโทษกับการนำรูปไปใช้ ทั้งที่เรายืนยันแล้วว่าไม่ต้องก็ได้ โดยได้ส่งดอกไม้มาที่ออฟฟิศของเชอรี่ พร้อมจดหมายขอโทษอย่างเป็นทางการ


เราได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้บ้าง

  • การโพสต์รูปในเน็ต ไม่ว่าจะใส่ลายน้ำหรือเปล่า ไม่ได้รับประกันว่ารูปจะไม่ถูกนำไปใช้
  • จะเห็นว่าทั้ง 3 กรณี มีคนแจ้งเรามาทางทวิตเตอร์ ซึ่งเรา 2 คนโชคดีที่มีคนรู้จัก แม้แต่รูปที่เป็นเงาดำยังจำได้ว่าเป็นรูปของเรา
  • ซึ่งก็ทำให้นึกไปถึงว่า น่าจะมีรูปของใครหลายคนอีกจำนวนมหาศาลที่ถูกนำไปใช้ โดยที่เจ้าตัวก็ไม่รู้ และไม่มีใครแจ้งบอก
  • การติดต่อกับผู้ที่นำรูปไปใช้ ควรจะบอกเวลาที่ชัดเจนว่าให้นำออกไปภายในเวลาเท่าไหร่ และหากไม่นำออกจะดำเนินการใดบ้าง
  • จริงๆ แล้วทั้ง 3 กรณีนี้ เราสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ เพราะรูปที่ใช้เป็นสิทธิ์ของเราชัดเจน โดยที่ไม่ต้องเขียนข้อกฏหมายกำกับใต้ภาพ
  • การนำรูปไปใช้ ควรสืบที่มาของรูปให้ดี เพราะอาจจะทำให้บริษัทของท่านซวยได้ ถ้าผู้เสียหายเอาเรื่องขึ้นมา
  • เราได้เห็นถึงการรับผิดชอบที่เป็นมืออาชีพชัดเจนจาก Cotto ด้วยการโทรมาขอโทษ, FB Message มาอีกรอบ, เสนอการเข้ามาขอโทษด้วยตัวเอง, จดหมายขอโทษอย่างเป็นทางการ, ส่งดอกไม้มาให้ (ทั้งที่เรายืนยันว่าไม่ต้องก็ได้)
  • กรณีบาร์เกย์เองก็มี FB Message มาขอโทษบ้าง แม้กรณีนั้นจะร้ายแรงกว่ามาก ส่วน KU Tutor ไม่มีสิ่งใดตอบกลับมา
  • ใครๆ ก็ทำผิดกันได้ แต่ขึ้นอยู่กับว่า ผิดแล้วรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวทำมากน้อยแค่ไหน
  • คนดีชอบแก้ไข .. คนร้าย ชอบแก้ตัวครับ :)


Monday, January 28, 2013

ไปออกรายการแบไต๋ไฮเทค (Beartai Hitech)



ช่วงปีใหม่ ทางทีมงานแบไต๋ได้โทรมานัดขอสัมภาษณ์ผมกับแมค (@themacci) ให้ไปจิ้นคู่อัดเทปรายการช่วงปีใหม่ โดยเน้นประเด็นเรื่องราวของแอปเปิลในปี 2012 และมองอนาคตในปีต่อไป

ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว เพราะทีมงานก็สนิทกัน และก็รู้จักกับทาง @ripmilla, @sharkshows, @nuishow เป็นอย่างดี







แต่ความที่เคยคุยกันบ่อยๆ มันเลยกลายเป็นการไปออกทีวีครั้งที่ฮาที่สุดที่เคยไปมา คือปกติจะเก๊กหล่อ ไม่ก็พูดน้อยๆ มางานนี้นั่งปล่อยมุข แซวกันจนวุ่นวาย แต่โดยรวมก็สนุกดีครับ

ขอบคุณทางแบไต๋ด้วยครับที่เชิญ และทำทรงผมตั้งประบังลมอย่างแร๊งส์ให้ด้วย

Note: บทสัมภาษณ์เริ่มนาที 38 ครับ






Friday, January 25, 2013

20 สัญญาณที่บอกว่าแฟนคุณอยากแต่งงานแล้ว(โว้ย)


พูดถึงเรื่องแต่งงานแล้ว มีเรื่องน่ารักๆ ที่เคยสังเกตเห็นจากเพื่อนผู้หญิงหลายคนที่กำลังลุ้นว่าแฟนจะมาขอเราแต่งงานเมื่อไหร่

สมัยนี้คนเป็นโสดกันเยอะขึ้นมาก ผู้หญิงที่กลัวจะไม่ได้แต่งงานก็มากกว่าสมัยก่อน โดยเฉพาะสาวๆ ที่กำลังจะขึ้นเลข 30 แล้ว แต่อนิจจาชายไทยนั้นก็ใช่จะรู้สิ่งที่พวกเธอต้องการ สาวๆ เหล่านี้เลยมีวิธีการสุดแสนพิศดารออกมาให้เห็นอยู่บ่อยๆ

ซึ่งผมว่าเป็นอาการของผู้หญิงที่น่ารักเอามากๆ เลยล่ะ เลยขอสรุป 20 สัญญาณที่บอกว่าตอนนี้เธอพร้อมที่จะแต่งงานแล้ว(โว้ย) มีดังนี้ ^__^
  1. แชร์ภาพงานแต่งคนอื่นใน Facebook รัวๆ ไม่ยั้ง
  2. พาแฟนหนุ่มไปงานแต่งงานทุกงานในโลกที่มีโอกาสพาไป
  3. ภาพหน้างานแต่งจะต้องมีรูปที่มีเจ้าบ่าวเจ้าสาวและเราสองคน
  4. ช่วงรับดอกไม้ในงานแต่ง ปากบอกไม่เอาไม่ไป แต่สุดท้ายยืนแถวหน้าสุด แววตามุ่งมั่น
  5. เวลามีคนถามว่า "เมื่อไหร่ล่ะคู่นี้" จะหัวเราะเสียงดังคิกคัก แต่ไม่ยอมตอบ รอดูว่าฝ่ายชายจะมีท่าทียังไง
  6. รักเด็กมากเป็นพิเศษ ทุกครั้งที่เจอเด็กน่ารักจะชี้ให้คุณเห็นแล้วบอกว่า "น่ารักเน๊อะ~~~"
  7. เริ่มสอบถามเรื่องสถานะภาพทางการเงินของคุณ
  8. พูดเรื่องอนาคตบ่อยมาก
  9. ชมผู้ชายทุกคนในโลกที่แสดงความเป็นสามีที่น่ารัก ดูสิเค้ารักภรรยาเค้ามากเลยนะตะเอง~*
  10. ไม่พลาดที่จะแชร์วิดีโอขอแต่งงานเด็ดๆ พร้อมเม้นด้วยประโยคคลาสสิค "ชีวิตนี้อยากมีอย่างนี้กับเค้าบ้าง", "เราคงไม่มีโอกาสได้แบบนี้สินะ"
  11. Wallpaper ในโทรศัพท์เป็นรูปคู่
  12. หนังสือคู่กายคือ Wedding, WE, Honeymoon & Travel
  13. ติด Club Friday งอมแงม
  14. เห็นฉากคนรักกัน จูบกัน แต่งงานกันในหนัง จะรีบคว้ามืออีกฝ่ายให้รับรู้โดยพลัน
  15. ชวนไปทานข้าวกับพ่อแม่ที่บ้านบ่อยๆ
  16. นั่งจินตนาการถึงท่าร้องไห้ดีใจ เวลาที่ฝ่ายชายมาคุกเข่าขอแต่งงาน ท่าไหนจะเป๊ะที่สุด
  17. เกลียดเพลง 30 ยังแจ๋ว
  18. ไม่กล้าพูดเรื่องแต่งงานตรงๆ แต่หูผึ่งทุกครั้งที่ฝ่ายชายพูดอะไรที่ใกล้เคียง
  19. ทุกครั้งที่แชร์เรื่องราวความรักของคนอื่น จะนั่งเกาะติดหน้าจอ รอว่าเมื่อไหร่ฝ่ายชายจะมากด like หรือเม้นอะไรซักอย่าง พร้อมภาวนา "อ่านสิมึง .. อ่านสิมึง .. อ่านสิมึง .. "
  20. แต่งตัวสวยเป็นพิเศษทุกวันที่ครบรอบเป็นแฟน, วาเลนไทน์, ไปเที่ยวสองคน ... คือพร้อมแล้ว ทุกเวลา ทุกสถานที่ ขอให้บอก พรีสสสส ....


Thursday, January 24, 2013

รีวิว: ลำซิ่งซิงเกอร์ - ฮา พอ ผ่าน


ได้มีโอกาสไปดูละครเวทีเรื่อง "ลำซิ่งซิงเกอร์" ซึ่งประเด็นที่น่าสนใจที่สุดคือนี่เป็นการจัดแสดงละครเวทีครั้งแรกของค่ายหนังอารมณ์ดี GTH

อันที่จริงแล้วส่วนตัวชอบดูละครเวทีของนักศึกษา ชอบความสดใหม่ กล้าคิดหล้าทำ กล้าสร้างสรรค์ ทุกปีก็จะไปอุดหนุนละครเวทีของคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ



เนื้อเรื่อง

แววตา (แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์) รักและฝันอยากเป็นนักร้องหมอลำ แต่มารวย (นันทิดา แก้วบัวสาย) แม่ของแววตาเกลียดหมอลำมากและสั่งห้ามไม่ให้เธอร้องหมอลำ

ปลัดขิก (เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี) เพื่อนชายคนสนิทที่แอบชอบแววตาตั้งแต่เรียนประถม น้อยหน่า (โอปอล์-ปาณิสรา พิมพ์ปรุ) รุ่นน้องในโรงเรียนที่แอบชอบปลัดขิกตั้งแต่เรียน เลยเป็นคู่ปรับกับแววตามาตลอด

แววตาโกหกแม่ว่าไปทำงานเป็นสาวออฟฟิสที่กรุงเทพฯ แต่ความจริงแล้วแววตา เป็นนักร้องหมอลำโดยใช้ชื่อในวงการว่า “มีแวว แก้วอีสาน” นักร้องประจำคณะลำซิ่ง เดอะ กลาส ออฟ ภูธร โดยมีเฮียเขี้ยว (ตู้-ดิเรก อมาตยกุล) เป็นหัวหน้าคณะ และเจ๊แกร่ง (ซันนี่ ยูโฟร์) กระเทยร่างใหญ่ เป็นพี่สาวคนสนิท

เรื่องมาเกิดเมื่อเฮียเขี้ยวรับงานแสดงที่หมู่บ้านนกกระจิบซึ่งเป็นบ้านเกิดของมีแวว และนี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวดราม่าแต่ฮา



จากละครนักศึกษาสู่ละครเวทีใหญ่ 21 รอบ

ลำซิ่งซิงเกอร์เป็นละครเวทีของคณะนิเทศจุฬามาก่อน ซึ่งยุคนั้นก็เป็นทั้งเต๋อและโอปอล์เป็นนักแสดงด้วยตัวเอง เพราะงั้นเรื่องการเข้าถึงบทไม่น่าเป็นห่วง

ส่วน GTH บริษัทที่เทพเหลือเกินเรื่องทำหนัง แต่ไม่เคยทำละครเวทีมาก่อน ก็ได้พี่เลี้ยงอย่างคุณถกลเกียรติ มาช่วยให้คำปรึกษา (โดย GTH เองก็ช่วยปั้นหนัง "รักจับใจ the movie" ช่วยทางซีเนริโอ บริษัทของคุณบอยเช่นกัน)

จะมีก็แต่นักแสดงที่ไม่เคยร่วมงานกับ GTH และไม่เคยแสดงละครเวทีเลยอย่าง "แพนเค้ก-เขมนิจ" ซึ่งพอทุกคนได้ยินชื่อนางเอกละครลำซิ่ง เป็นแพนเค้กแล้วก็ร้อง หืมมมมม ???

แต่วิจารณ์ในหัวคงไม่ได้อะไร นอกจากจะไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง
[Spoil]
  • ละครแสดงที่รัชดาลัย เธียเตอร์ สถานที่ดีมาก เดินทางสะดวก ดูมุมไหนก็ชัด
  • ละครเริ่มด้วยความงงๆ ช่วงแรกเป็นไปอย่างช้า คงเพื่อปรับอารมณ์คนดูให้อินก่อนมั้ง
  • เริ่มมาสนุกเมื่อเปลี่ยนฉากแรกไปสู่เมืองกรุง แสงสี การแสดง ไอเดียการเปิดตัวสวยงามมาก
  • แพนเค้กเปิดตัวด้วยภาพนักร้องหมอลำ ซึ่งทีแรกรู้สึกว่าไม่ค่อยเข้า แต่พอเริ่มร้องไปซักพักแล้วเข้าใจว่าทำไมถึงเลือกแพนเค้ก
  • คือบทนี้ให้หนูนา, คริส, แพ๊ตตี้, ไอซ์ หรือเหล่านางเอก GTH มาเล่นไม่เหมาะจริงๆ แหล่ะ คือควรต้องสวยสง่าระดับนึง เล่นดราม่าได้ มีเสน่ห์
  • เต๋อ, นันทิดา, ซันนี่ เป็นบทเสริมๆ กันได้โอเค ไม่เด่นมาก
  • คนที่เจ๋งสุดในเรื่องต้องยกให้โอปอลล์ คือบทนี้เหมาะสมที่สุดแล้ว บางช่วงดูเยอะไปหน่อย แต่ก็เรียกเสียงฮาได้ เอาอยู่มากๆ
  • เป็นละครกึ่ง Comedy-Drama ไม่ถึงกับเป็น Musical เพลงไม่เยอะ
  • เพลงธีมไม่ติดหูเท่าไหร่
  • ชอบไอเดียในการเล่นกับฉาก เช่นตกเหวลงข้างล่าง แต่ไปโผล่ด้านบนของอีกฉาก หรืออย่างฉากในรถทัวร์ตอนกลางคืน โหแสงสีสวยมาก มันระยะทางของการดู
  • ช่วงดราม่านันทิดาร้องเพลงได้เพราะมาก
  • ฉากที่ดีที่สุดคือตอนจบ ที่มีการเล่นกับคนดู ผมเห็นคนข้างๆ ลุกขึ้นมาปรบมือไปกับบนเวที กรี๊ดกร๊าดสนุกแบบหมดลำซิ่ง(อินเตอร์)ไปด้วย
โดยรวมแล้ว "ลำซิ่งซิงเกอร์" เป็นละครที่ Port จากฉบับนักศึกษาเล่นกัน มาเป็นละครใหญ่ได้เต็มตัว แต่ก็มีจุดที่ขัดใจบ้าง เพราะบางครั้งบทก็เป็นการเล่นมุขวนๆ กันอยู่ที่เดิม โดยเนื้อเรื่องไม่ได้เดินหน้าเท่าไหร่ (ตามสไตล์ละครนศ.)

ผมชอบแพนเค้กนะ เพราะก่อนดูไม่ได้หวังมาก พอเห็นการแสดงจริงๆ แล้วรู้สึกดีขึ้นเยอะ

จุดขายของละครคือ "ความสนุก" ตามชื่อของเรื่อง และบทโดยรวมทั้งหมด ซึ่งก็ถือว่าทำได้ดี คือไม่สุด แต่ก็ไม่ได้กริบ แถมช่วงท้ายทำได้ดีกว่าทุกช่วง เลยทำให้ตอนจบรู้สึกดี

สรุปแล้ว สนุกพอใช้ได้ นักแสดงดี แสงสีไม่อลังการมาก เหมาะไปดูกับเพื่อนๆ พ่อแม่พี่น้อง แก้เครียดครับ 

7.5 / 10






Tuesday, January 22, 2013

ประสบการณ์ทำงานปีแรกด้วยเงินเก็บ 0 บาท และการลาออกครั้งที่ 1

"เราจะต้องมีเงินเก็บ 1 ล้านบาท ก่อนอายุ 30 ให้ได้"

เป็นประโยคที่ผมเคยบอกตัวเองก่อนเรียนจบ เป็นเป้าหมายเล็กๆ แต่ถึงตอนนี้ก็ยังนึกถึงประโยคนี้อยู่

เนื่องจากเมื่อคืนนี้ได้หยิบหนังสือที่ซื้อมาดองไว้นานแต่ไม่ได้อ่านเสียที เป็นหนังสือ Best Seller ที่ชื่อ "การลาออกครั้งสุดท้าย" เนื้อหาข้างในก็เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตโดยไม่ต้องไปทำงาน หนังสือดีครับ แนะนำให้ลองซื้อมาอ่านกัน

ระหว่างนั้นก็รู้สึกได้ว่า การแชร์ประสบการณ์ทำงาน โดยเฉพาะเรื่องเงินๆ ทองๆ แบบไม่ต้องปกปิดตัวเลขนี้มันน่าสนใจ และเป็นประโยชน์กับคนอ่านอย่างน่าประหลาด

เคยคิดจะเขียนประสบการณ์ทำงานของตัวเองในช่วงปีแรกๆ และคิดว่าตอนนี้ถ้าจะเขียนก็คงไม่น่าเป็นอะไร ด้วยระยะเวลาที่ผ่านมา 10 ปี ก็ไม่สามารถจะนำไปอ้างอิงอะไรได้ในตอนนี้

แนะนำบล็อกภาคต่อ : แชร์ประสบการณ์เก็บเงินได้ครบ 1 ล้านบาทเมื่อตอนอายุ 31 ปี

โปรแกรมเมอร์เงินเดือน 12,000 บาท

ผมโชคดีที่ได้งานตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ เมื่อก่อนจะสอบโปรเจ็คทางบริษัทโทรมาบอกว่าผมได้งานตำแหน่ง Application Consultant โดยได้เงินเดือนเริ่มต้นที่ 12,000 บาท

เงินเดือนสำหรับเด็กจบใหม่เมื่อ 10 ปีก่อน ได้เท่านี้ก็ถือว่ากลางๆ แต่ที่ทำให้รู้สึกอึดอัดคือเพื่อนที่จบมาพร้อมกัน ทำงานที่เดียวกันแต่ทำตำแหน่งเซลล์ ได้เงินเดือน 15,000 บาท และยังมีค่าคอมฯ อีกตะหาก

  • ข้อดีของงานแรกที่ทำ ถึงแม้เงินเดือนจะไม่มากคือได้สอบ Certify ฟรี และบริษัทบังคับสอบ ผมสอบได้ Certify 4 ใบภายใน 1 ปี
  • ทำงานในสายเขียนโปรแกรม แต่ต้องทำ Database, Document, Requirement รวมถึงต้องไปพรีเซนต์งานด้วย คือทำแมร่งทุกอย่าง
  • ระหว่างที่ทำงาน เพื่อนที่เข้ามาพร้อมกัน เราบอกเงินเดือนกันหมด ซึ่งเป็นเรื่องที่บริษัทห้าม แต่เราก็บอก
  • ทำเขียนโปรแกรมก็จริง แต่ต้องใส่เสื้อเชิ้ตผูกไทด์ไปทำงานทุกวันนะ
  • ค่าใช้จ่ายประจำคือ ค่าหอพักเดือนละ 3,000 บาท, เดินทางวันละ 150 บาท, ไม่มีภาระผ่อนเงินกู้ใดๆ
  • เงินเดือนเดือนแรกให้ป๊าม๊าเลย แล้วใช้เงินเก็บที่มีตอนจะเรียนจบ กินแกลบเดือนแรกไปก่อน
  • รู้สึกตลอดเวลาว่าอยากได้เงินเดือนสูงๆ
  • ตั้งใจทำงานมาก แต่ก็ทำผิดพลาดบ่อย
  • ไปเที่ยวบ้างนิดๆ หน่อยๆ
  • หลายครั้งที่ 5 วันก่อนเงินเดือนออก มีเงินในกระเป๋า 1,000 บาท ต้องบริหารให้ดี เพราะไม่ชอบยืมเงินเพื่อน
  • โบนัสเข้าครั้งแรก ลุ้นแทบตาย ได้มานิดเดียว แต่ก็ดีใจมีเงินใช้
  • ความหวังคือการขึ้นเงินเดือนปีแรก ถ้าเราใช้เงินเท่านี้ เงินเดือนที่เพิ่มมาเราจะเก็บให้หมด ซักพักมันจะต้องงอกเงย
1 ปีผ่านไป ผมได้ขึ้นเงินเดือน 10%+ ทำให้ปีที่ 2 ของการทำงาน มีเงินเดือน 13,500 บาท ผมนึกสะกิดใจว่า เฮ้ย ถ้าขึ้นด้วยอัตรานี้ ต้องรออีก 1 ปีถึงจะมีเงินเดือน 15,000 บาท ซึ่งเพิ่งจะเท่ากับเพื่อนคนที่เริ่มงานพร้อมกันเลย

เงินไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่มันโคตรจะใหญ่เลย ในความรู้สึกตอนนั้น โชคดีที่บริษัทได้สอนอะไรหลายอย่างให้เราโต จึงได้ทำงานต่อไปจนครบ 1 ปี 6 เดือน ผมก็ตัดสินใจว่าจะขอ "ลาออก"

โต๊ะทำงาน Outsource ที่ติดกันจนต้องหาอะไรมาประดับบนจอคอมฯ แทน
เงินเก็บ 0 บาท

ผ่านมา 1 ปี 6 เดือนของการทำงาน ผมมีเงินเก็บ 0 บาทถ้วน ถ้านับจริงๆ น่าจะติดลบด้วยซ้ำ เพราะเอาเงินเก็บช่วงที่เรียนป.ตรีมาใช้

เงินหายไปไหนหมด ? อันที่จริงถึงแม้เงินเดือนจะแค่ 12,000 บาท ผมก็ใช้อย่างประหยัดและเก็บเงินได้ 3,000 บาทต่อเดือน จนวันนึงก็เก็บได้ 30,000 บาท

แต่แล้วมันก็ต้องมีเรื่องที่ต้องใช้เงิน เช่นกลับบ้านต่างจังหวัด, โทรศัพท์เสีย, คอมพิวเตอร์เสีย ฯลฯ ซึ่งเงินที่คิดว่าเก็บได้ ไปๆ มาๆ ผ่านไปปีกว่าก็เหลือ 0 บาท

ผมตัดสินใจเข้า Jobsdb, JobsTopGun และสารพัด Job ที่ไม่ได้เกี่ยวกับสตีฟ จ็อบส์ เพื่อสมัครงาน โดยทุกครั้งที่ส่งใบสมัครไปจะเขียนเงินเดือนที่ต้องการว่า "Expected Salary 18,000 Bath (negotiable)"

"พี่ขอถามหน่อยค่ะ อะไรทำให้น้องคิดว่าตัวเองควรจะได้เงินเดือน 18,000 บาท" คำถามของ HR ที่กระแทกเข้าหู ในการสัมภาษณ์งานครั้งหนึ่ง ซึ่งนั่นทำให้จ๋อยแดกไปหลายวัน

ผมสัมภาษณ์งานไป 5 บริษัท ทั้งหมดเสนอเงินเดือนที่ 15,000 บาทหรือน้อยกว่านั้น แน่นอนว่าผมปฏิเสธไป เพราะตรูรออีกไม่กี่เดือนก็เงินเดือนเท่านี้แล้วโว้ย

ระหว่างนั้น ประโยคที่บอกว่า จะเก็บเงินให้ได้ "1 ล้านบาท ก่อนอายุ 30 ปี" มันช่างเลือนรางจนเป็นไปไม่ได้
เส้นทางสายนรก
  • สุดท้ายผมเลยเข้าไปปรึกษากับรุ่นพี่ที่จบไปก่อน และก็ได้รู้ความจริงบางอย่างที่ว่า "งานเขียนโปรแกรมเป็นงานที่หาง่าย ใครๆ ก็รับ แต่เงินเดือนก็ไม่สูง"
  • งานที่เงินดีในยุคนั้น คืองาน Outsource ซึ่งกำลังเริ่มบูม
  • อธิบายคือเป็นงานสัญญาจ้าง 6-7 เดือน มานั่งทำโปรแกรมซักตัวนึง จบแล้วจบกัน ไม่จ้างต่อ ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีการดูแลอะไร
  • "แต่เงินแมร่งโคตรดีเลยว่ะ" รุ่นพี่ย้ำ
  • ผมเริ่มหางานลักษณะที่เป็น Contract, Outsource และก็ลองส่งใบสมัครไป โดยเขียนเงินเดือนที่ต้องการคือ 20,000 บาท !!
  • ด้วยความที่ตัวเองมี Certify ติดตัวมาพอสมควร เลยมีบริษัทเรียกสัมภาษณ์ 3-4 ราย
  • "เงินเดือนเอาเท่านี้ใช่ไหมคะ ... เริ่มงานได้วันไหนคะ" เฮ้ย มันง่ายขนาดนั้นเลย !?
  • ผมลาออกจากบริษัทแรก ไปสู่การเป็นพนักงาน Outsource เต็มตัว
  • ซึ่งเงินเดือนดีมาก ผมทำโปรเจ็ค 4-5 เดือนกับที่นึง ก็ย้ายไปอีกบริษัทนึง เป็นอย่างนี้อยู่ปีกว่าๆ
  • และทุกครั้งที่ย้ายงาน เงินเดือนก็ขึ้นด้วยนะ โหแม่งคุ้มกว่าขึ้นเงินเดือนปีละ 10% เยอะเลย
ในขณะที่ตัวเองกำลังลั้นลากับรายได้ แต่ความเป็นจริงของงานลักษณะนี้ก็เริ่มชัดเจนขึ้น คือผมสามารถสรุปการทำงาน 1 ปีครึ่งที่เป็น Outsouce ได้ว่า "งานแมร่งหนักเหี้ยๆ"
  • 22.00 น. คือเวลากลับถึงบ้านตามปกติ
  • 1.5 เมตรคือขนาดโต๊ะที่นั่งทำงาน โดยถ้าบิดขี้เกียจ ยกแขนไปเต็มสองข้าง จะไปโดนหัวของเจ้านายที่นั่งติดๆ กัน
  • ทุกเดือนจะต้องมีช่วงที่ทำงานตลอด 7 วัน
  • เคยมีวันนึงผมเข้างานตอน 9.00 น. และออกจากบริษัทตอน 15.00 น. ... ของอีกวันนึง (ใช่ครับ ทำงาน 30 ชั่วโมง)
  • ชีวิตมันก็ไม่ได้เยี่ยงทาสขนาดนั้น มีเหนื่อย แต่ก็มีพักบ้างแหล่ะ
  • แต่ปัญหาคือ ไม่มีเพื่อนเลย คนที่คุยกันเมื่อ 4 เดือนก่อน มาตอนนี้ก็ไปทำโปรเจ็คอื่นแล้ว
  • โบนัสไม่มี เพราะเงินเดือนสูงอยู่แล้ว
  • เคยป่วยครั้งนึง อยากไปหาหมอรพ. แต่บริษัทไม่มีสวัสดิการ ก็ต้องไปฝั่งประกันสังคม ซึ่งรอคิวนานมาก จนป่วยหนักขึ้นไปอีก
  • ไม่ค่อยมีเวลาคิดเรื่องอนาคต เพราะทำแต่งานจริงๆ
  • เบื่อ (มาก)
ระหว่างที่กำลังเข้าไปอยู่ในวังวนของการทำงานตั้งแต่ตื่นจนหลับ โชคดีที่ช่วงหลังบริษัทที่ผมอยู่มีการ Layoff และปิดบริษัทไป ทำให้ได้เงินมาก้อนหนึ่ง

ผมสมัครเป็นคนว่างงาน นั่งรถไฟคนเดียวไปเชียงใหม่ สงบจิตสงบใจหน้ากรงแพนด้า
และก็ได้รู้ว่า ชีวิตผมต้องการสมดุล ต้องการเงินที่ดีระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องการสังคม และงานที่พอดีๆ

ช่วงเวลา 2 สัปดาห์ที่เชียงใหม่ ตื่นสายๆ เที่ยววันละที่ กินอาหารอร่อยๆ ก็ได้เติมพลังให้ชีวิตในอีกระดับนึง

จนมีโทรศัพท์โทรเข้ามา ระหว่างที่กำลังเดินขึ้นดอยสุเทพ ปลายสายพูดเสียงหวานว่า
"สวัสดีค่ะคุณขจร พี่โทรจากบริษัท Reuters Software Thailand นะคะ ..."

7 ปีหลังจากนั้นผมก็ทำงานอยู่ที่ Reuters จนตัดสินใจลาออกมาทำฟรีแลนซ์ครับ แต่ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมากจากการที่เราได้ทำงานหลากหลาย เคยเงินเดือนไม่พอใช้ เคยไม่มีเงินเก็บ เคยเหนื่อย เคยลำบากมากก่อน

ไม่รู้ว่าเรื่องราวนี้จะให้อะไรกับท่านที่กำลังอ่านอยู่หรือเปล่า แต่ที่อยากบอกคือ ผมเคยเงินเดือน 12,000 บาทแต่ก็เก็บเงินจนครบล้านได้ครับ ผมเคยทำงานแบบเอาเป็นเอาตายแล้วเงินเดือนขึ้นนิดเดียวแต่ก็พยายามทำเต็มที่ต่อไป ผมเคยย้ายงานไปเรื่อยๆ กว่าจะหาที่ลงตัวเจอแล้วก็อยู่ได้ยาวนานหลังจากนั้น

ท้อได้ครับ เหนื่อยได้ แต่พรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว เริ่มใหม่ได้เช่นกัน :)

Note: ประสบการณ์ที่อยู่ใน Reuters คงไม่สามารถเขียนถึงได้ จนกว่าเวลาจะผ่านไปถึงจุดที่เหมาะสม และบล้อกนี้ก็ไม่ได้ต้องการจะ PR อะไรในบริษัท
Note 2: สำหรับความฝันเก็บเงิน 1 ล้านบาทก่อนอายุ 30 สุดท้ายคือทำไม่สำเร็จ เลยเลื่อนเวลาเป็นอายุ 31 แทน -> แชร์ประสบการณ์เก็บเงินได้ครบ 1 ล้านบาทเมื่อตอนอายุ 31 ปี

รูปตอนที่เข้ามาอยู่ Reuters ปีแรกๆ


Tuesday, January 15, 2013

[PR] Jaymart จัดกิจกรรม “เมืองไทยผ่านมือถือ” ชิงรางวัลกว่า 300,000 บาท


[Advertorial]

บริษัท เจมาร์ท จำกัด (มหาชน) ได้จัดกิจกรรมชิงรางวัลมูลค่ากว่า 300,000 บาท พร้อมด้วยรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย ง่ายๆ เพียงแค่ส่งคลิปมุมมองเมืองไทย แปลกๆ โดนใจ ของคุณเข้ามาร่วมกิจกรรมภายใต้กิจกรรมหัวข้อ “เมืองไทย ผ่านมือถือ” ตั้งแต่วันนี้ ถึง 15 มีนาคม 2556 เวลา 18.00 น.

สำหรับคลิปวิดีโอใดที่ได้ความการ Vote มากที่สุด จะเป็นผู้ชนะและรับรางวัลไปครอง สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.facebook.com/jaymartshop





Monday, January 14, 2013

ครบรอบ 1 ปีของการแต่งงาน กับรักที่มากขึ้นทุกวัน


14 มกราคม 2555 คือวันแต่งงานของผมกับเชอรี่ (@CherryJaja) เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว มารู้สึกตัวอีกทีเรายังหัวเราะกันอยู่เลยว่า นี่เราแต่งงานกันครบ 1 ปีแล้วนะ

365 วันที่ผ่านมามีเรื่องราวผ่านมามากมาย มากกว่าที่เราทั้งสองคนจะคาดคิด โชคดีที่เรื่องราวส่วนใหญ่เป็นเรื่องดีๆ และทำให้เรามีความสุข

เนื่องในโอกาสวันดี เลยอยากจะเขียนบันทึกเรื่องราวของเราสองคนเอาไว้ ว่า 1 ปีที่ผ่านมา ระหว่างเราสองคนมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง



ไม่ต้องปรับตัว แต่ปรับความเข้าใจ

ว่ากันว่าปีแรกของการแต่งงาน คือปีแห่งการปรับตัว แน่นอนว่าการที่เราต้องตื่นนอนขึ้นมาแล้วพบกับใครที่อยู่ข้างกาย มันคือการเปลี่ยนแปลง

ในระดับที่ลึกลงไป การใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมันมีรายละเอียดมากกว่านั้น การทำงานบ้าน การเข้านอน การแบ่งพื้นที่ส่วนตัว การเข้ากับครอบครัวใหม่ของทั้งสองฝ่าย

เราสองคนซื้อคอนโดและแยกออกมาอยู่ด้วยกัน ปัญหาเรื่องเข้ากับพ่อแม่ทั้ง 2 ฝ่ายเลยไม่มี ก็เหลือแค่การใช้ชีวิตของสองคนเท่านั้น

ผมพบว่าความเกรงใจเป็นเรื่องที่สำคัญมาก คือเราเกรงใจกันมาก เวลาผมจะเล่นเกมส์ก็กลัวอีกฝ่ายจะไม่มีใครสนใจ เวลาเชอรี่จะนอนก่อน ก็กลัวว่าปิดไฟแล้วผมจะอ่านหนังสือไม่ได้ เราอยู่ด้วยความเกรงใจ แต่ก็ไม่ได้ละความเป็นตัวของตัวเอง

ที่สุดแล้วก็ใช้ความเข้าใจ เชอรี่เข้าใจว่าผมนอนดึก ตื่นสาย ขี้เกียจบ้าง ขยันเกินไปบ้าง
ผมเข้าใจว่าเชอรี่ชอบความสะอาด รักสวยรักงาม ต้องการเวลาพักผ่อน อยากให้เราอยู่ใกล้ตลอดเวลา

ขอโทษกันเมื่อมีปัญหา

ผมว่าเชอรี่เก่งมากที่อยู่กับผมได้โดยไม่งอแง คือด้วยความที่เราก็เป็นคนชอบทำโน่นนี่อยู่ตลอดเวลา มีเวลาพักผ่อนน้อย บางทีก็พูดน้อย บางทีก็อยากมีเวลาอยู่คนเดียว แต่เธอก็ดูจะเข้าใจและอยู่กับสิ่งที่ผมเป็นได้เป็นอย่างดี

ส่วนนึงก็ต้องขอบคุณตัวเองด้วยที่ผมรู้ว่าจุดอ่อนของผมคืออะไร ผมรู้ว่าผมเป็นคนช่างจิตนาการ เจ้าเหตุผล ตามประสาหนุ่ม Geek ผมรู้ว่าวันนึงถ้าทะเลาะกัน ต้องมีอารมณ์ที่ผมว่าผมถูก หรือเชอรี่บอกว่าเชอรี่ถูก

ปัญหาจะเกิดถ้าคนนึงยอมแพ้ คนนึงคิดว่าฉันชนะแล้ว ดีใจไชโย
ทะเลาะกันไม่มีใครชนะ ไม่มีใครแพ้ ... เพราะเราแพ้ทั้งคู่

กฏของบ้านเราที่ว่า "ถ้าทะเลาะกัน ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม สุดท้ายจะต้องขอโทษซึ่งกันและกัน"
ต้องขอบคุณตัวเองด้วยที่ตั้งกฏนี้ เพราะทุกครั้งที่เราทะเลาะกัน ผมจะขอโทษเชอรี่ เชอรี่จะขอโทษผม

และเราก็ได้รู้ว่าที่เราทะเลาะกันนั้นไม่มีใครชนะ .. เราแพ้ทั้งคู่จริงๆ

เชอรี่ทำป้ายไฟไปเชียร์ตอนแข่งแฟนพันธุ์แท้
มีคนดูแล

Geek เป็นมนุษย์ที่ต้องการคนดูแลจริงๆ นะ คือใช้ชีวิตบนโลกนี้มาตั้ง 30 ปี มารู้สึกตัวว่าทำไมเราไม่ดูแลตัวเองเลย ก็ตอนแต่งงานแล้วนี่แหล่ะ

ประโยคที่ได้ยินคุณนายทำคิ้วขมวด แล้วก็แว๊กๆ ใส่ประจำก็มีเช่น
  • ทำไมไม่อาบน้ำ !!
  • กินเลาะมือแล้วดูดนิ้วได้ยังไงคะ
  • หนวดยาวเฟื้อยอย่างงี้ไม่ให้ออกจากบ้านนะ
  • ใส่กางเกงตัวเดิมอีกแล้วววว
  • ห้ามนอนดึกนะคืนนี้ นับ 1 ถึง 3 เข้านอนเดี๋ยวนี้ !!
ปีที่ผ่านมาเราสองคนก็ผลัดกันป่วย แต่ผมว่าเชอรี่ดูแลผม ดีกว่าที่ผมดูแลเชอรี่ 10 เท่าเห็นจะได้

มันเป็นความรู้สึกที่ดีจริงๆ นะ เวลาที่เราป่วยแล้วมีคนดูแลเราก่อนจะหลับตานอน และมีคนทำข้าวต้มมาให้ในเช้าของอีกวันนึง

นอกจากเวลาป่วยแล้ว ก็มีคนที่ดูแลเราเวลาที่เราเศร้า ท้อถอย เหนื่อย มีปัญหา ฯลฯ
ทุกครั้งที่ผมบ่นเรื่องอะไรซักอย่าง จะได้ยินเสียงจากเชอรี่ออกมาเสมอว่า "ไม่เป็นไรเน๊อะ"

มันทำให้เราได้รู้ว่า เค้าไม่ได้พร้อมแค่ที่จะร่วมสุขไปกับเรา ... แต่เค้าพร้อม ที่จะร่วมทุกข์ไปกับเราด้วย

ลอยกระทง 2555
ความรักส่งต่อกันได้

ผมชอบแชร์เรื่องราวความรัก โดยเฉพาะเรื่องดีๆ เรื่องที่เราประทับใจ
มีหลายคนถามเหมือนกันว่าทำไมชอบแชร์เรื่องความรักจัง

ไม่รู้สิ .. ผมเชื่อว่าความรักมันส่งต่อกันได้

ตอน 10 ขวบ ผมไปเห็นพ่อแอบซื้อดอกไม้มาให้แม่ในวันวาเลนไทน์ วันนั้นผมยิ้มทั้งวันเลย เจอใครก็วิ่งเข้าไปกอด คือเรารู้สึกโลกสดใส เห็นพ่อแม่รักกัน เราก็อยากเข้าไปกอดทุกคนที่เจอเลย

อีกครั้งนึงคือตอนที่เห็นพี่ชายตัวเองยืนสวดมนต์อยู่หน้าห้องคลอด ขอให้ภรรยาและลูกของเขาปลอดภัย ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นก็มีเสียงอุแว๊ดังออกมา ทั้งบ้านเรากอดกันดีใจ หลายคนน้ำตาซึมไปกับพี่ชายด้วย

ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ผมพยายามสังเกตคนรอบข้างที่ได้มาอ่านเรื่องราวความรักของเรา

ถึงแม้จะมีคำบ่นมาบ้างว่าอิจฉาหรือบ่นกับตัวเองว่าทำไมไม่มีอย่างนั้นอย่างนี้
แต่สุดท้ายผมสังเกตว่าเค้ารักกันมากขึ้นในหลายๆ ด้านนะ

มีน้องหลายคนที่ส่งข้อความมาบอกว่าเรื่องราวของเราสองคน ทำให้เค้าคืนดีกับแฟน, ทำให้ผมกล้าไปขอโทษคนที่ผมรัก, ทำให้หนูมีกำลังใจที่จะรักใครซักคน .. ทั้งหมดนี้อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้นะ

ไม่รู้สิ .. ผมเชื่อว่าความรักมันส่งต่อกันได้

จดทะเบียนสมรส
ได้เรียนรู้อะไรจากการแต่งงานบ้าง

หลายคนมักมองว่า โหย พอแต่งงานแล้ว ชีวิตจะเปลี่ยน จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว .. เอาเข้าจริงๆ ผมรู้สึกว่าความเปลี่ยนแปลงของการแต่งงานมันน้อยกว่าที่คิดนะ

คือมันไม่ใช่ว่า แต่งงานแล้ว ตื่นนอนขึ้นมาจะพบกับโลกใบใหม่ .. คือเราก็ตื่นมาบนโลกใบเดิม ยังไปทำงานเหมือนเดิม เรียกชื่อกันเหมือนเดิม ไปกินข้าว ดูหนัง เที่ยวเล่นกันเหมือนเดิม

สิ่งที่เปลี่ยนคงจะเป็น "เรารักกันมากขึ้น"

ผมรู้สึกว่าผมรักเชอรี่มากขึ้นเยอะมากๆ ถ้านับจากวันก่อนแต่งงาน
ก่อนแต่งงานคือเรารู้ตัวเองว่าเรารักเค้า และอยากที่จะอยู่กับเค้า

แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปหลังจาก 14 มกราคม 2555 คือผมรู้สึกได้เลยว่าผมขาดเชอรี่ไม่ได้

มีครั้งนึงที่เราสองคนไปเที่ยวกัน ครั้งนั้นเราไม่มีโทรศัพท์และติดต่อกันไม่ได้ ถึงเวลานัดแล้วเชอรี่ไม่มาที่จุดนัดพบ ผมวิ่งตามหาเชอรี่อยู่ 5 รอบ จนมาเจอเค้าอีกทีนึง ผมเดินเข้าไปบ่นใส่เชอรี่เป็นชุดๆ เธอทำหน้าจ๋อย พอผมบ่นเสร็จ อยู่ดีๆ ผมก็น้ำตาไหลออกมา คือเรากลัวว่าเค้าจะเป็นอะไร กลัวว่าเกิดอะไรไม่ดีกับเค้ารึเปล่า

มันเป็นครั้งแรกของผู้ชายคนนึงที่มีความรู้สึกแบบนี้จริงๆ
ผมไม่รู้ว่าเชอรี่จะรู้สึกกับผมยังไงตั้งแต่แต่งงานกันมา แต่ผมอยากบอกกับเชอรี่ว่า 1 ปีที่ผ่านมา

"ผมรักเชอรี่มากขึ้นเยอะเลยครับ"

Happy 1st Anniversary
M & Cherry
14 January 2013

ฉลองวันเกิดเชอรี่ด้วยการพาไปเล่น Reverse Bungy G-Max
คุณนายไปช๊อปเหมาร้าน Charles & Keith ที่สิงคโปร์
วิ่งมินิมาราธอนด้วยกัน
ขึ้นเวทีด้วยกันครั้งแรกในงาน Barcamp
ฮันนีมูนที่มัลดีฟส์
ถ่ายกับหลานๆ
รถคันแรกของเรา
ได้รับเชิญไปคอนเสิร์ตแร็พเตอร์ ในชุดแต่งงาน
Countdown ด้วยกัน ภาพสุดท้ายก่อนสิ้นปี 2012