Monday, December 05, 2016

เพราะผมเกลียดเด็ก เลยทำให้ผมรักลูกมากขึ้น



"ผมเป็นคนเกลียดเด็กครับ"

จำได้ตั้งแต่เกิดมา ผมก็เป็นคนเกลียดเด็กมาโดยตลอด ไม่ชอบเสียงเด็กร้อง หงุดหงิดเวลาเห็นลูกใครดื้อซน เคยแกล้งเด็กร้องไห้แล้วเดินหนีไม่สนใจ

อาจจะเพราะด้วยความเป็นลูกคนเล็ก ไม่เคยมีน้องให้เลี้ยง ไม่เคยเข้าใจการรักและดูแลเด็กต้องทำยังไง ผมก็ติดนิสัยเกลียดเด็กมาโดยตลอด จนแม้แต่แต่งงานแล้วก็ตาม

หลายคนบอกว่าพอมีลูกแล้วความคิดจะเปลี่ยน แต่ผมไม่เชื่อหรอก

แม้แต่จนถึงวันที่ภรรยาท้องและกำลังจะมีน้องตัวน้อย ผมก็ยังไม่รู้สึกอยากจะเลี้ยงเด็กเลยแม้แต่น้อย

แต่แล้วจนวินาทีแรกที่ "น้องวชิ" ออกมาลืมตาดูโลก พร้อมเสียงร้อง อ้อแอ้ๆ ไม่รู้ทำไม น้ำตาคนเกลียดเด็กก็คลอเบ้าตา

.
.

ผมเชื่อว่าคนที่มีนิสัยเกลียดเด็กมักจะมีอะไรที่คล้ายๆ กัน

เป็นคนขี้หงุดหงิด
ไม่ชอบอะไรจุกจิก
ไม่ชอบอะไรที่คาดเดาไม่ได้

ซึ่งก็มักจะเป็นนิสัยของผู้ชายหลายๆ คน ผมเชื่อแบบนั้น

เชอรี่เองก็รู้ว่าผมเป็นคนที่ไม่ชอบเด็ก เธอก็เตรียมตัวเป็นคุณแม่แบบพาวเวอร์อัพ พร้อมเลี้ยงแบบลุยเดี่ยว ไม่กล้าให้ผมช่วยเลี้ยงลูก ใจนึงก็คงเพราะกลัวอีตานี่อุ้มแล้วทำลูกตัวเองตกลงมา

.

8 พ.ค. 2558 เป็นวันที่ผมจำได้ดีมาก เพราะนั่นคือวันแรกที่เราพาน้องวชิกลับมาเลี้ยงด้วยตัวเองที่บ้าน หลังจากที่พักอยู่โรงพยาบาลหลังคลอดมาได้สามวัน

"เอาผ้าอ้อมมาหน่อย ลูกอึแล้ว !!" เสียงเชอรี่สั่ง
"ผ้าอ้อม !! ..... ผ้าอ้อมมมม ....... ผ้าอ้อม คืออะไร ?"

('___')? ผมทำหน้าสงสัย จนเชอรี่ทำหน้าเอือมแล้วบอก หลีกทางหน่อย อุ้มลูกไปหยิบผ้าอ้อมด้วยตัวเอง

วีรกรรมของผมยังไม่จบแค่ไม่รู้จักผ้าอ้อม ยังมีอีกทั้งการล้างขวดนมไม่เป็น ซื้อของที่แม่ให้นมลูกทานไม่ได้มา ใส่ชุดลูกกลับแขนขา ไปจนถึงมัวแต่เล่นเกมจนไม่ได้ยินเสียงลูกร้อง (ตอนเชอรี่ฝากให้ดูลูกหน่อยจะลงไปซื้อของ)

ผมต้องเป็นพ่อที่แย่มากแน่ๆ เลย ... ผมบอกกับตัวเองในใจอย่างนั้น

.
.

สิ่งนึงที่แปลก คือถึงแม้ผมจะเกลียดเด็กเป็นทุนเดิม แต่ผมไม่เคยรู้สึกแย่อะไรเลยกับการเลี้ยงลูกตัวเอง ตรงข้ามผมกับสนุกและเริ่มเรียนรู้มันทีละเล็กละน้อย

จนเช้าวันนึง ในขณะที่เชอรี่ตื่นแต่เช้ามาทำกับข้าว ทิ้งให้ผมนอนกับลูกในห้อง จำได้ว่าผมลืมตาขึ้นมา ภาพที่เห็นคือน้องวชิกำลังหลับและหันมามองหน้าผมพอดี ปากของวชิอมยิ้มเล็กน้อย

ผมมองหน้าวชิอยู่นาน จนตัวเองก็แอบยิ้มไปด้วย มันจะมีซักกี่ครั้งในชีวิตล่ะครับ ที่คุณตื่นขึ้นมาตอนเช้า แล้วเจอคนที่หน้าเหมือนคุณตอนเด็ก

นาทีนั้น ผมรู้สึกเลยว่า ผมเริ่มรักเด็กขึ้นมาจริงๆ แล้ว
เด็กคนแรกที่ผมรัก ก็คือลูกของเรานี่เอง

.
.

ความโชคดีอย่างหนึ่ง คือผมทำอาชีพบล็อกเกอร์ ซึ่งใช้บ้านเป็นออฟฟิศ ทำให้เวลากว่า 90% ตลอดปีแรกของวชิ จะมีผมอยู่ด้วยตลอดเวลา

ถือว่าเป็นคุณพ่อที่อยู่กับลูกนานเลย ยิ่งอยู่ด้วยกันนานๆ ก็ยิ่งรู้ใจ
ยิ่งมีเวลาอยู่บ้านมาก ผมก็เรียนรู้การเลี้ยงเด็กมากขึ้นเรื่อยๆ

ผมรับหน้าที่เลี้ยงลูกรอบดึก ผลัดช่วง 4 ทุ่มจนถึงตี 4

เวลาวชิตื่นกลางดึก ผมมีหน้าที่เปลี่ยนผ้าอ้อม พาไปเช็ดก้น อุ่นนมที่แช่แข็งไว้ให้กิน แล้วก็อุ้มพาดบ่าไปมาจนลูกหลับไป ทำแบบนี้อยู่ 4 เดือน

สกิลเลี้ยงเด็กอัพ Level เพิ่มอย่างรวดเร็ว ตีบวกด้วยพลังหูดี ลูกร้องนิดเดียวก็เด้งตื่นขึ้นมาได้ พร้อมท่าไม้ตายอุ้มลูกขึ้นลงบันไดกล่อมหลับเป็นชั่วโมงได้

แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังไม่ทิ้งนิสัยชอบแกล้งเด็ก บางทีก็แอบเอาขวดนมจิ้มจมูกด้วยความมันเขี้ยว (แน่นอนว่าลูกร้องจ๊ากกก) หรือทำผมลูกทรงประหลาดๆ ทุกวันแล้วถ่ายรูปเก็บ หึๆๆๆๆ

รู้สึกตัวอีกที น้องวชิก็โตมาได้ 1 ปีกับอีก 6 เดือนแล้ว เวลาผ่านไปไวจริงๆ

.
.

เนื่องในโอกาสวันพ่อ ผมแค่อยากจะบอกว่า คนที่เกลียดเด็กมากๆ อย่างผม พอได้มีลูกถึงได้รู้ว่า การเลี้ยงเด็กคนนึงให้เติบโตขึ้นมาได้ มันเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากแค่ไหน

แค่ความรักมันยังไม่พอ ต้องมีความเข้าใจ และความอดทนอย่างมากด้วย

ผมคิดว่าพ่อของผมเองก็คงเลี้ยงผมมาด้วยความอดทนไม่แพ้กัน

พอคิดว่า พ่อก็เคยอุ้มเรา เหมือนที่เราอุ้มลูก
พอคิดว่า พ่อก็เคยต้องอดหลับอดนอน ต้องเคยทำใจเย็นๆ ในช่วงที่ลูกงอแงไม่ฟังอะไร
พอคิดว่า พ่อก็รักเรา ไม่แพ้ที่เรารักลูกของเราเอง

ทุกวันนี้ผมพูดได้เต็มปากว่า "ผมรักเด็ก" ครับ ไม่แพ้กับที่จะบอกได้เต็มปากว่า "ผมรักพ่อ" ครับ

.
.

ผมอาจจะยังไม่เข้าใจความเป็นพ่อมากนัก แต่เชื่อลึกๆ ว่าผู้ชายเรา ในชีวิตควรจะเคยมีประสบการณ์ความเป็น "พ่อ" ดูสักครั้งหนึ่ง ผมขอแนะนำจากใจจริง

การมีลูกชีวิตคุณจะเปลี่ยนแน่นอนอยู่แล้ว ไม่รู้หรอกนะว่าจะดีหรือแย่ยังไง

แต่การมีลูก ทำให้คุณได้พบกับตัวเองในอีกแง่มุมนึงแน่นอน คุณจะได้พบกับใครคนนึง ที่หน้าเหมือนคุณ มีนิสัยหรือท่าทางบางอย่างเหมือนกับคุณ และที่สำคัญคือคุณจะอยากเป็นคนที่ดีขึ้น เพื่อให้เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกของคุณเอง

เหมือนที่สตีฟ จ็อบส์เคยบอกไว้ว่า ลูกจะดูเราเป็นแบบอย่าง มากกว่าที่จะฟังคำแนะนำหรือคำบ่นของเราเสียอีก

ผมอยากให้น้องวชิเก่งกว่าผม ได้ดีกว่าผม มีคนรักมากกว่า มีครอบครัวที่ดีกว่า อยากเห็นเค้าได้ทุกอย่างที่ดีกว่าตัวเราเอง

แต่การจะทำให้เค้าเป็นคนที่ดีได้ เราเองก็ต้องเป็นตัวอย่างที่ "ดีกว่าเดิม" ให้จงได้ด้วย

จนตอนนี้ผมมีเป้าหมายในชีวิตอีกข้อนึงที่ต้องทำให้ได้แล้ว
คือการเป็นพ่อที่ดีที่สุดให้กับน้องวชิครับ

สุขสันต์วันพ่อ
5 ธันวาคม 2559
@Khajochi

Thursday, November 17, 2016

Case Study: เมื่อใช้ Facebook Audience Network แล้วได้เงินมากกว่า Google Adsense ก็ถึงเวลาต้องเปลี่ยน



"อยากให้ลองกลับมาใช้ Facebook Audience Network อีกครั้งค่ะ เชื่อว่าน่าจะทำรายได้ให้กับเว็บได้ดีเลยทีเดียว"

เมื่อหลายเดือนก่อนมีโทรศัพท์ลึกลับโทรเข้ามาครับ พอรับสายถึงได้รู้ว่า ทีมงานของ Facebook Thailand โทรเข้ามา !! ระหว่างที่งงๆ ว่าทำไมเขาถึงโทรหาเราหว่า ก็เริ่มระลึกชาติได้ว่า อ๋อ ....

เรื่องมันเกิดเมื่อช่วงต้นปีที่ Facebook เปิดให้ทุกเว็บสามารถสมัครใช้ Instant Articles ได้ ซึ่งผมก็ได้ทดลองใช้กับเว็บ MacThai.com พร้อมเขียนบล็อกแนะนำสำหรับคนที่อยากสมัครใช้ดู ปรากฏว่าบล็อกนั้นฮิตเกินคาด (อ่าน: ขั้นตอนสมัคร Facebook Instant Articles)

หลังจากนั้นก็มีทีมงาน Facebook Thailand ติดต่อเข้ามาทางอีเมล์ เพื่อแนะนำและเพิ่มประสิทธิภาพให้ FBIA (Facebook Instant Articles) เราก็มีการส่งเมล์พูดคุยกันบ้าง เลยเป็นที่มาของประโยคข้างต้นของบทความนี้


ผลการทดลองใช้ Facebook Audience Network แทน Google Adsense ตลอด 1 เดือน


คือต้องเล่าก่อนว่าช่วงแรกที่เปิดใช้งาน FBIA บนเว็บ MacThai ผมก็ไปสมัคร Facebook Audience Network (ต่อไปขอเรียกว่า FAN) ไว้ด้วย เพราะระบบมันแนะนำ

แต่พอใช้ไปเดือนนิดๆ ก็พบว่า รายได้แม่มแทบจะไม่มาเลย คือได้ตังค์น้อยมากๆๆๆๆ น้อยกว่า Adsense ที่เคยใช้มาหลายเท่าตัว ก็เลยบอกลา บ๊ายบาย ไม่ขอกลับไปใช้อีก พร้อมสาปแช่งด้วยการบอกทุกคนว่าอย่าไปใช้มัน

สรุปคือผมใช้ Google Adsense ในการโชว์บน FBIA มาโดยตลอด และก็มีรายได้ระดับนึงกลับมา

วันเวลาผ่านไป หลังจากที่ได้คุยโทรศัพท์กับทีมงาน FB แล้ว ทางนั้นก็บอกว่าเพราะช่วงแรกยังไม่มีผู้ลงโฆษณามากพอ โดยเฉพาะในไทย รายได้เลยไม่ขึ้น โฆษณาก็ไม่โชว์ แต่ตอนนี้ทุกอย่างดีขึ้นมากแล้ว อยากให้ลองกลับมาใช้ดูอีกครั้ง

ผมก็ อ๊ะ ลองก็ได้ แต่จะทดสอบแค่ไม่กี่วันมันก็ไม่เห็นผล เลยขอเสี่ยงตายทดสอบนาน 1 เดือนเลยทีเดียว ซึ่งก็โชคดีที่ทราฟฟิคของเว็บทั้ง 2 เดือนนี้ก็เท่าๆ กัน ทำให้เปรียบเทียบได้ชัดเจนขึ้น



และผลของการทดสอบก็ออกมาแล้วครับว่า ... รายได้ที่มาจาก Facebook Audience Network นั้น มากกว่ารายได้ที่เคยได้จาก Google Adsense ประมาณ 25-30%

ก็ต้องบอกว่า เห็นตัวเลขแล้วตาลุกวาวเลยทีเดียว หลังจากที่เคยเกลียดมาก ก็เริ่มใจอ่อนยอมกลับมาใช้ระบบของท่านมาร์คแต่โดยดี (เราคุยกันด้วยผลประโยชน์นี่เอง)



จากการวิเคราะห์ส่วนตัว ผมพบว่า
  • บทความที่เป็น Instant Articles แล้วลงโฆษณาแบบ Facebook Audience Network จะมีความแม่นยำ เข้าถึงคนอ่านมากกว่า สวยงามน่าคลิ๊กกว่า Google Adsense
  • นั่นก็คงเพราะคนที่กดเข้าไปอ่าน ก็เป็นคนที่ใช้งาน FB อยู่ ระบบก็เลยรู้ว่าเขาคือใคร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ก็เลยลงโฆษณาได้ตรงกลุ่มโคตรๆ
  • ก็อย่างที่รู้ว่าถ้าอยากลงโฆษณาแบบตรงกลุ่มให้ดีสุด ก็คงต้องยอมรับว่า FB คือทางเลือกแรกๆ ของหลายแบรนด์
  • ส่วน Google Adsense ถึงจะทำได้ไม่ค่อยดีบน Instant Articles แต่กลับทำได้ดีกว่าถ้าเราเอาไปวางบนเว็บเฉยๆ
  • จริงๆ การเปรียบเทียบมันก็มีอีกหลายประเด็นให้ทดสอบ แต่ผมก็เชื่อว่าตัวเองดูหลายปัจจัยมากพอที่จะฟันธงได้แล้วว่า ถ้าคุณจะใช้ Facebook Instant Articles ก็ควรจะติด Facebook Audience Network เข้าไปด้วยจะได้ผลดีที่สุดครับ


รู้จักกับ Facebook Audience Network 
  • อธิบายง่ายๆ มันคือ Google Adsense ในเวอร์ชันที่เจ้าของเป็น Facebook
  • ขยายความนิดหน่อย คือสำหรับคนทำเว็บ คนทำบล็อก เราก็ไม่ได้ขาย Banner ดีกันหรอก เพราะไม่ใช่เว็บใหญ่ พอไม่มีคนมาลงโฆษณา ทางรอดส่วนใหญ่เราก็ไปสมัคร Ad Network ที่พอมีคนมาเห็น มาคลิ๊ก Banner ในเว็บ เราก็จะได้ตังค์
  • ซึ่ง Google Adsense คือตัวเลือกเบอร์ 1 ของหลายๆ เว็บ เพราะง่าย รายได้ดี มีประสิทธิภาพ
  • ตอนหลังคนเริ่มย้ายจากทำเว็บ ไปทำเพจบน Facebook มากขึ้นเรื่อยๆ แต่มันวาง Banner ในเพจไม่ได้ไง คนทำเพจถ้าอยากมีรายได้จาก Banner ก็ต้องเปิดเว็บ แล้วให้คนมาอ่านในเว็บแทน
  • ช่วงหลัง Facebook ก็เปิดตัว Ads Network ของตัวเอง ซึ่งก็คือ FAN ซึ่งก็ทำงานคล้ายๆ กับ Adsense คือสมัคร แล้วก็ก็อปโค้ดไปแปะบนเว็บ เราคนมาเห็นมาคลิ๊ก แล้วก็ได้ตังค์
  • แต่โฆษณาของ Facebook จะได้ประสิทธิภาพมากสุด ก็คือต้องอยู่ในระบบของ Facebook ด้วยกันเอง นั่นเลยทำให้เว็บที่ใช้ FAN จะนิยมเอามาใส่ในบทความแบบ FBIA *ตัวย่อเยอะจังฟะ
  • เพราะฉะนั้นคุณควรเปิดใช้งาน FBIA ให้กับเว็บหรือบล็อกเสียก่อน ถึงจะอ่านและทำตามในหัวข้อถัดไปได้



วิธีสมัครและเปิดใช้ Facebook Audience Network

  • ไม่ขออธิบายมาก เพราะมีขั้นตอนแนะนำเป็นภาษาไทยด้วย ไปอ่านได้ที่ ->  Facebook Auience Network (อ่านไม่เข้าใจ กดเปลี่ยนภาษาเป็นไทยได้) 
  • แต่แนะนำเพิ่มนิดหน่อย คือในขั้นตอนการสมัคร ต้องมีการโหลดแบบฟอร์มเรื่องภาษี มากรอกเพิ่มเติมด้วย (ใน link คือข้อ 11.) ซึ่งก็ยุ่งยากและเยอะพอสมควร ไม่มีทางลัด คือยังไงก็ต้องกรอกครับ
  • พอสมัครเสร็จแล้ว วิธีการเอาโฆษณาของ FAN มาวางใน Instant Articles อย่างแลกเลยคือต้องหาเลข Placement ID ของเราก่อน -> Create a placement ID
  • จากนั้นก็ง่ายๆ ถ้าคุณใช้ Wordpress ลง Plugin ชื่อ Instant Articles แล้วก็ใส่เลขของ Placement ID ในช่อง Instant Articles - Setting - Ads ก็เสร็จแล้ว

รายละเอียดอื่นๆ ไปลองอ่านในเว็บของ Facebook ตามที่เขียนข้างบนน่าจะดีกว่าฮะ เพราะเค้าก็อธิบายละเอียด หรือถ้าไม่ได้ก็ลองกูเกิลวิธีการดู
สุดท้ายผมก็เชื่อว่าเราก็ยังคงต้องอยู่กับ Google Adsense ถ้าคุณยังคงมีเว็บไซต์อยู่ แต่ถ้าคนเข้าเว็บคุณส่วนใหญ่กดมาเพจใน Facebook ก็ขอแนะนำให้ลองใช้ Facebook Audience Network ดูฮะ อาจจะได้เห็นความแตกต่าง
อ่านเพิ่ม



Wednesday, November 02, 2016

แชร์ประสบการณ์ใช้ iPhone 7 ด้วยแพ็คเกจ 4G+ ไม่จำกัดจำนวน ไม่ติด FUP ไม่มีลดความเร็ว


เปิดตัวไปแล้วกับ iPhone 7 และ iPhone 7 Plus ในไทย ซึ่งอย่างที่ทราบกันว่าทั้ง Apple Online Store และค่ายมือถือ ต่างเปิดราคาขายเครื่องเปล่าที่ราคาเท่ากันแบบเป๊ะๆ ทำให้การจะเลือกซื้อ iPhone 7 ให้ได้คุ้มค่าคุ้มราคาที่สุด ก็ต้องดูที่แพ็คเกจการใช้งาน

ในยุคที่เราสามารถดูซีรีย์, YouTube, ถ่ายทอดสดฟุตบอล ผ่านสมาร์ทโฟนได้ แต่ทุกคนพอเห็นคลิปยาวๆ ก็จะหยุดแล้วรอไปใช้เน็ตที่บ้าน เพราะกลัวเน็ตหมด แต่วันนี้เป็นครั้งแรกในไทยกับแพ็คเกจใช้เน็ต 4G+ ได้แบบไม่มีจำกัด ใช้เท่าไหร่ก็ได้ ไม่มีลดความเร็ว และมาพร้อมกับ iPhone 7 นี่เอง !!

[Advertorial]

 

ประสบการณ์ใช้ iPhone 7 ด้วยแพ็คเกจ 4G+ Unlimited

หลังจากที่ทีมงานได้สั่งจองและไปรับเครื่อง iPhone 7 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมากันแล้ว โดยเราเลือกรับเครื่องที่ True Sphere แล้ว เราก็ได้รับข้อเสนอแพ็คเกจที่น่าสนใจมากจาก TrueMove H นั่นคือ 4G+ Unlimited
  • เงื่อนไข ง่ายๆ เพียงแค่ซื้อ iPhone 7 หรือ iPhone 7 Plus จากทรู และสมัครแพ็คเกจรายเดือน 699 บาทขึ้นไป
  • จะได้ใช้ 4G+ แบบไม่มีจำกัดเลยทันที ได้ทั้งลูกค้าปัจจุบันหรือลูกค้าย้ายค่าย
  • โปรโมชั่นลดค่าเครื่อง สูงสุด 8,000 บาท พร้อมได้รับ True Black Card ฟรีๆ เลย เมื่อสมัครแพ็คเกจ 1,099 ขึ้นไป
  • ลูกค้าย้ายค่ายเบอร์เดิมลดเพิ่มอีก 1,000 บาท (รวมเป็น 9,000 บาท)


ซึ่งหลังจากที่ได้รับฟังโปรโมชั่นนี้แล้ว ก็แน่นอนว่าสนใจมากเป็นพิเศษ เพราะหลายครั้งเหลือเกินที่เราอยากดูฟุตบอล, ถ่ายทอดสด, YouTube Live, Facebook Live ผ่านเน็ต 4G แต่ก็ต้องมากังวลหรือกลัวว่าเน็ตหมดก่อนแน่เลย เพื่อความสบายใจ หลังจากที่สอบถามอย่างละเอียดกับพนักงานแล้ว ก็ได้ความว่า
  • เงื่อนไขของการใช้ 4G+ Unlimited คือใช้ได้ไม่จำกัดจำนวนจริง ไม่มีการติด FUP และไม่มีการลดความเร็วแต่อย่างใดจริง !!
  • แต่มีข้อแม้คือเราเองก็ต้องใช้เน็ตในแบบที่ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั่วไปใช้กัน
  • เช่น ไม่เอาไปใช้โหลด Bittorent, เอาไปใช้เชิงพาณิชย์
  • โดยสรุปคือถ้าเราไม่เอาไปแชร์เน็ตด้วยท่าประหลาดๆ ใช้เน็ตมือถือในแบบที่มันควรจะเป็นเน็ตมือถือ ก็ใช้ได้เลยไม่ต้องกังวลอะไรจ้า

ทีมงานทดสอบความเร็วของ iPhone 7 Plus ที่เพิ่งได้มา พบความเร็ว 4G+ ขึ้นไประดับเกิน 100 Mbps !! ก็ตอบรับสมัครแพ็คเกจ 4G+ Unlimited ทันที ถ้าใครสงสัยว่าทำไมเน็ต 4G+ ของทรูถึงเร็วทะลุ 100 Mbps ได้ ก็ต้องบอกว่าด้วยเทคโนโลยีของ 3CA คือการเอาคลื่นหลายตัวที่มีมาใช้รวมพลังกัน ทำให้ได้เน็ตความเร็วที่สูงกว่าเดิมมาก

แล้วยิ่ง iPhone 7 รองรับ 3CA ได้แล้วด้วย ทำให้คลื่นทั้งหมดที่ทรูประมูลมาได้ 850 / 900 / 1800 / 2100 MHz ถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่นี่เอง ซึ่งตอนนี้ทรูก็มีคลื่นในมือมากสุดด้วย หลายคนอาจจะไม่ทราบว่า iPhone 7 และ iPhone 7 Plus รุ่นใหม่ของ Apple นี้รองรับมาตรฐานหนึ่งที่เปิดใช้แล้วในไทย นั่นคือ LTE Advanced (LTE-A) ซึ่งสามารถรองรับความเร็วได้มากถึง 300-450 Mbps แล้วนั่นเอง



เพื่อความสบายใจ กลับไปเช็คยอดเน็ตในระบบ ก็พบข้อมูลว่าเราได้แพ็คที่ไม่จำกัดความเร็วของเน็ต 4G จริง

   

ระหว่างขึ้นรถไฟฟ้าไปทำงาน เราก็สามารถดูคลิป YouTube ได้อย่างสบายๆ หรืองานของแอปเปิลรอบล่าสุดที่ผ่านมา ทีมงานก็เปิดดู Live Keynote ระหว่างอยู่นอกบ้าน ด้วยเน็ต 4G+ แบบไม่จำกัดได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกลัวเน็ตหมดอีกต่อไป

 

สำหรับใครที่ซื้อ iPhone 7 หรือ iPhone 7 Plus ตอนนี้มีแพ็คเกจที่รับส่วนลด 8,000 บาท แถมบัตร Black Card ให้ด้วยนะ ซึ่งใช้รับส่วนลดร้านอาหาร, ร้านกาแฟ, ตั๋วหนัง, คาราโอเกะ และอีกเพียบ รวมถึงสามารถใช้บริการ Lounge นั่งชิวๆ ที่ True Sphere ที่ Emquartier และห้างอื่นๆ ได้อีกด้วย

 ข้อมูลเพิ่มเติม – TrueMove-H





Monday, October 24, 2016

5 สิ่งที่ได้เรียนรู้ จากการดูแลบริษัทภายใต้ภาวะไม่ปกติ - The Zero Blog



ถือเป็นความสูญเสียของชาวไทยทั้งชาติ กับการสวรรคตของในหลวง และก็เป็นสัปดาห์แห่งความยากลำบากในการทำงาน ไม่ใช่แค่กับผมเอง แต่รวมไปถึงชาวไทยทั้งชาติด้วย

ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ 2 และ 3 ของการเปิดบริษัทของผมเองพอดี ต้องบอกตามตรงเลยว่า ถือเป็นสัปดาห์ที่ยากลำบาก ทั้งเรื่องของกาย และเรื่องของใจในการทำงานอย่างมาก

อย่างไรก็ดี ในช่วงวิกฤติก็มีโอกาสที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการได้เรียนรู้เพื่อรับสถานะการณ์ต่างๆ ในมุมมองที่ต่างออกไป ผมพยายามพูดคุยกับเพื่อนๆ พี่น้อง ที่เปิดธุรกิจของตัวเองเช่นเดียวกัน ถึงการดูแล และการดำเนินงานภายใต้สภาวะเช่นนี้

---------------------------------------------------------

มีหลายเรื่องอยากเล่าให้ฟัง แต่เขียนแบบสรุปจากที่ได้เห็นจากหลากหลายบริษัทกันดีกว่าครับ เมื่อเกิดภาวะไม่ปกติเช่นนี้ เหล่าเจ้าของบริษัทแต่ละรายมีวิธีดูแลธุรกิจอย่างไรกันบ้าง

1. ดูแลลูกค้าให้มากกว่าเดิม : ในช่วงเวลาแบบนี้ ภาคธุรกิจต่างก็จะหยุดเพื่อไว้อาลัย แต่ผมได้พบเห็นเพื่อนๆ ที่ดูแลบริษัทหนึ่งเรียกประชุมหัวหน้าทีมด่วน ไม่ใช่เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ แต่เป็นการประชุมเพื่อเตรียมเข้าไปดูแลลูกค้า

ไม่น่าเชื่อว่าในวันต่อมา ทีมขาย ทีม AE ต่างเดินทางเข้าไปพบกับลูกค้าแต่ละราย มาพร้อมกับแนวทางหรือการรับมือ เพื่อเสนอให้กับลูกค้าว่าควรทำอย่างไรในภาวะแบบนี้ ทั้งที่ลูกค้าไม่เคยร้องขออะไร ซึ่งได้ใจพวกเขามาก

2. ดูแลพนักงานให้มากกว่าเดิม : นอกจากลูกค้าแล้ว พนักงานในบริษัทก็เป็นส่วนสำคัญที่สุด บางคนก็ไม่มีจิตใจจะมาทำงาน บางคนก็อยากไปแสดงความอาลัย

บริษัทผมเองประกาศให้พนักงานหยุดได้ 1 วันเพื่อทำงานจากที่บ้าน, บริษัทคนรู้จักท่านหนึ่งประกาศให้ค่าซื้อเสื้อสีดำกับพนักงานคนละ 5,000 บาท, ร้านล้างรถที่รู้จักกันปิดร้านเพื่อให้พนักงานได้ไปที่สนามหลวง

3. วางแผนระยะสั้น, กลาง, ยาว เอาไว้ล่วงหน้า : เพื่อนผมท่านหนึ่งใช้เวลาทั้งวันเพื่อวางแผนการเตรียมตัวเอาไว้สำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น เขียนบนกระดานไว้เลยว่า 7 วัน, 30 วัน, 6 เดือน จากนั้นลองเขียนช่วงเวลาและสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นหลังจากนี้

ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากเขียนเสร็จ พอกลับมามอง Timeline ทั้งหมดบนกระดาน เรามองเห็นภาพและสภาวะอารมณ์ของบ้านเมืองในช่วงต่างๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น วางแผนอนาคตของบริษัทได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

4. ทบทวนระบบการทำงานจากที่บ้าน : สมัยที่ผมทำงานอยู่บริษัทต่างชาติแห่งหนึ่ง เรามีระบบที่เรียกกันว่า BCP (Business Continuity Plan) ซึ่งเป็นแผนงานที่ระบุไว้ว่า บริษัทจะต้องทำงานต่อไปได้ ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นก็ตาม

BCP เคยถูกใช้ช่วงที่มีม็อบปิดกรุงเทพ รวมถึงมีเหตุการณ์น้ำท่วม ซึ่งเมื่อมีการประกาศใช้ BCP แล้ว ทุกคนก็สามารถทำงานจากที่บ้านได้ทันที รวมถึงมีออฟฟิศสำรองเวลาเกิดเหตุไม่คาดคิด แม้จะทำได้ไม่ 100% แต่ก็ถือว่าเป็นการเตรียมตัวที่ดีเอามากๆ

5. พร้อมปรับนโยบายทุกเวลา อย่ายึดติดกับสิ่งเดิมๆ  : หลายบริษัทมามัวยึดติดกับโครงสร้างองค์กร ต้องเป็น CEO เรียกประชุมผู้บริหาร ผู้บริหารเรียกประชุมหัวหน้า หัวหน้าเรียกประชุมพนักงานปฏิบัติ ซึ่งกว่าจะไปถึงพนักงานทุกคนก็ช้าเกินไปแล้ว

การบริหารภายใต้ภาวะไม่ปกติที่ผมชอบมาก คือการได้พบเห็นบริษัทหนึ่งที่ CEO ส่งอีเมล์หาพนักงานทั้งบริษัทภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่เกิดเหตุ เนื้อหาคือบอกสิ่งที่เกิด และแนวทางปฏิบัติเบื้องต้น นโยบายระยะสั้นของบริษัท

ที่เจ๋งคือมีการระบุวันเวลาที่ CEO จะขอแถลงเป็นการภายในกับพนักงานนับหมื่นคนพร้อมๆ กัน ซึ่งก็มีทั้งแถลงผ่าน Internal Web, ผ่านทางสายโทรศัพท์ (เบอร์พิเศษให้โทรเข้ามาฟังได้), ผ่านทีวีภายในบริษัท คือถึงจะเป็นบริษัทใหญ่โต แต่ก็เคลื่อนไหวได้รวดเร็ว น่าประทับใจ


Note : The Zero Blog เป็นบทความแนวจดบันทึก จากการเปิดบริษัทของผม เพื่อเล่าเรื่องราวและจดบันทึกรายสัปดาห์ เชื่อว่าหลายท่านอาจจะได้มุมมองที่ต่างออกไปบ้างไม่มากก็น้อย

อ่านเพิ่ม




Sunday, October 09, 2016

สัปดาห์แรกของการเปิดบริษัทตัวเอง


ตั้งใจว่าจะเขียนบทความสำหรับการทำบริษัทในทุกสัปดาห์ เพื่อแชร์ข้อมูล ประสบการณ์ หรือบ่น (ฮา) ก็ตามอ่านกันได้เรื่อยๆ ครับ

สัปดาห์นี้ถือเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของผม กับการลาออกจากงาน Freelance ที่ทำมา 3-4 ปี มาสู่ชีวิตใหม่กับการเปิดบริษัทของตัวเอง (ซึ่งยังบอกไม่ได้ว่าทำอะไร แต่เดี๋ยวก็คงทราบกันเอง)

การก้าวจาก "พนักงานประจำ" มาสู่การเป็น "Freelance" ก็ถือว่ายากในการปรับตัวอยู่แล้ว

มารอบนี้ต้องเปลี่ยนจาก "Freelance" มาเปิดบริษัทเอง ต้องปรับตัวหนักกว่าเดิมเสียอีก

มีเพื่อนๆ เคยเตือนเอาไว้ว่า ช่วงแรกของการทำบริษัท เราจะยุ่งมาก
ซึ่งในรอบ 7 วันที่ผ่านมา ผมพบว่าตัวเอง "ยุ่งจนไม่มีเวลาทำอะไรเลย"

สิ่งที่ต้องทำในเชิง Operation สำหรับการเปิดบริษัทใหม่

- จดทะเบียบริษัท โอ้โห อันนี้ถ้าคุณไม่มีผู้ช่วยเลย เหนื่อยหนักแน่นอน
- หาทีมงาน สัมภาษณ์คนที่สนใจ แต่ไม่หนักเท่าตอนตัดสินใจว่าจะเลือกใครเข้ามาทำงานด้วย
- จัดการเรื่องสถานที่ทำงาน
- จัดการเรื่องภาษี การจ่ายเงิน การเบิกต่างๆ
- ซื้อคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ทำงานต่างๆ
- การประชุมหารือกับหุ้นส่วน

เอาแค่เรื่องข้างบนนี้ ถ้าคุณเปิดบริษัทโดยไม่มีใครช่วยเลย วันนึงก็ไม่ต้องทำงานแล้วครับ บางอย่างเล็กน้อยจุกจิกมาก แต่ก็ไม่ทำก็ไม่ได้ ทำให้ตอนนี้เวลา 70% ของผมหมดไปกับเรื่อง Operation มากกว่าเนื้องานที่ทำ

วันนึงก็มีนั่งคิดว่า เฮ้ย เราจะทำบริษัทให้ดีได้ยังไง ถ้ามัวแต่มาทำเรื่องพวกนี้

จนในที่สุดผมก็เข้าใจความรู้สึกของเจ้าของบริษัททั้งหลายอย่าง Steve Jobs  ที่จ้างผู้บริหารมาช่วยดูแลเรื่องทั่วไป หรืออย่าง Larry Pages ที่กูเกิลก็มี Eric Schmidt เพื่อให้ตัวคนตั้งบริษัทได้ไปทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดมากกว่า

ความสำคัญของ Middle Management เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และจำเป็นมากจริงๆ

แต่ถึงอย่างนั้น ก็มีหลายคนแนะนำว่า ถ้าผ่านช่วงเดือนสองเดือนแรกไปได้ ทุกอย่างน่าจะดีขึ้น ขั้นตอนการ Setup บริษัทก็มักจะเป็นแบบนี้ แต่ถ้าเราวางระบบไว้ให้ดี ทุกอย่างก็จะเริ่มทำงานไปได้ด้วยตัวของมันเอง

โดยสรุปแล้ว จากประสบการณ์แค่สัปดาห์แรก ผมก็อยากจะแนะนำว่า ถ้าท่านกำลังคิดจะเปิดบริษัทของตัวเอง ลองหาใครที่ช่วยดูเรื่อง Operation งานต่างๆ ไว้อีกสักคนนึง แล้วดึงตัวเองออกมาทำในสิ่งที่ถนัด เชื่อว่าการมี Middle Management น่าจะช่วยได้ระดับนึงเลยครับ

#TheZero