Wednesday, June 13, 2018

รีวิว ผ้ากันไรฝุ่น MITEX ป้องกันภูมิแพ้ ไม่เคลือบสารเคมี เบาบางนุ่มนิ่ม ลูกนอนหลับสบาย



ผมเป็นโรคภูมิแพ้ครับ เป็นมาตั้งแต่เด็กเวลาเจอฝุ่นนิดหน่อยก็จะจามตลอด น้ำมูกไหล ยิ่งตอนย้ายมาอยู่คอนโด ฝุ่นยิ่งเยอะกว่าสมัยอยู่บ้านเยอะเลย

พอจะมีลูกก็เป็นห่วงเรื่องอากาศและภูมิแพ้มากเป็นพิเศษ ซื้อเครื่องกรองอากาศมาใช้ ทำความสะอาดห้องบ่อยๆ แต่ก็ยังไม่เคยใช้ผ้ากันไรฝุ่นบนเตียงเลย พอดีทาง MITEX ได้ให้ผ้ากันไรฝุ่นมาลองใช้ดู วันนี้เลยมารีวิวให้ได้ลองชมกัน


ทำไมต้องใช้ผ้ากันไรฝุ่น ?

  • เตียงนอนถือเป็นที่เก็บฝุ่นที่ดีมากๆ เนื่องจากเป็นเบาะ และเราไม่ค่อยได้ทำความสะอาดบ่อย
  • ไรฝุ่น (Dust Mites) เป็นหนึ่งในสาเหตุของโรคภูมิแพ้และตัวกระตุ้นให้เกิดอาการของโรคหืด เป็นแมลงในตระกูลเดียวกับเห็บและแมงมุม
  • ซึ่งเจ้าไรฝุ่นนี่แหล่ะที่อยู่ตามที่นอน โดยเรามองไม่เห็น
  • ช่วงหลังเลยเห็นหลายบ้านที่เริ่มใช้ผ้ากันไรฝุ่น แต่ปัญหาคือผ้ากันไรฝุ่นหลายตัวในท้องตลาดก็ไม่ได้กันได้จริง
  • MITEX เป็นงานวิจัยจาก รศ.วรรณะ มหากิตติคุณ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งพิสูจน์แล้วว่ากันไรฝุ่นได้ 99.98% (อ้างอิงได้จากศูนย์วิจัยไรฝุ่นศิริราช)
  • แถมเงินที่ได้จากยอดขายของ MITEX ยังกลับไปสู่งานวิจัยที่มหาวิทยาลัยมหิดลด้วยนะ

ทดลองใช้ผ้ากันไรฝุ่นจาก MITEX

ไม่ต้องอธิบายกันมาก เรามาลองใช้งานจริงกันเลยดีกว่า ซึ่งที่คอนโดผมไม่ได้มีเตียงนอนฮะ เพราะนอนกับฟูกบนพื้น พอดีลูกชายนอนดิ้นมาก ตกเตียงประจำ 5555


หน้าตาห้องนอนก็ประมาณนี้เลยฮะ ไม่ได้มีอะไรแปลกอะไร


ทาง MITEX ส่งผ้ากันไรฝุ่นมาให้แบบครบเซ็ต ตั้งแต่ปลอกหมอน, หมอนข้าง, ผ้านวม ไปจนถึงฟูกบนเตียง 


บนกล่องมีข้อมูลเกี่ยวกับไรฝุ่น วิธีการใช้งาน และผลการรับรองจากศูนย์วิจัยไรฝุ่นศิริราช



แกะกล่องออกมาก็จะเจอผ้ากันไรฝุ่น เนื้อผ้าจะลื่นๆ หน่อย 


สีขาวครีมๆ แต่ไม่ได้เคลือบสารเคมีนะ สบายใจได้ เวลาเปิดแอร์ก็จะเย็นๆ 


ซิปแข็งแรงดี เวลาใส่ปลอกหมอนกับหมอนข้างใส่ง่ายไม่ติดปัญหาอะไร


ผ้าปูเตียงขนาดพอดีเปะๆ แต่อย่างที่บอกว่าผ้าจะลื่นๆ หน่อย เวลานอนช่วงแรกถ้าใครไม่เคยนอนจะแปลกหน่อย แต่ใช้ไปสักพักก็จะชิน


เสร็จแล้วจ้า !! ปูผ้าทั้งหมดไม่เกิน 10 นาทีก็เสร็จ สีสันก็จะไม่ได้ฉูดฉาดอะไร ออกเรียบง่าย แต่ด้วยความที่เป็นสีขาวๆ ก็ต้องระวังเรื่องสกปรกไว้บ้างก็ดี

จริงๆ แล้วเราสามารถใช้ปลอกหมอน หรือปลอกผ้านวมที่เราใช้ปกติ สวมทับผ้ากันไรฝุ่นได้นะครับ ก็ได้สีสันเครื่องนอนเหมือนที่เราเคยใช้ก่อนหน้านี้ แต่พอดีผมอยากลองนอนทั้งแบบนี้เลย สีก็สวยกำลังดี


ไม่มีอะไรทดสอบเรื่องชุดเตียงนอนได้ดีไปกว่า การปล่อยให้ลิงน้อยมาลองเล่นเตียงใหม่ดู ซึ่งพอเปิดแอร์ เปิดประตูให้น้องวชิมาเจอเตียงใหม่ทั้งชุด ก็วิ่งขึ้นมากระโดดเด้งไปมาเลย 5555


อย่างที่บอกว่าพอเปิดแอร์แล้ว ผ้าจะเย็นๆ หน่อย ก็ทำให้นอนสบายดี เวลากลับมาบ้านจากร้อนๆ ก็ระบายความร้อนได้ไวดี ผ้าค่อนข้างบาง แต่กันไรฝุ่นได้ก็สบายใจ


ให้แม่ลูกนอนอ่านหนังสือกันก่อนนอน ชิวสบายเลย



หลังจากที่ทดลองใช้งานจริง 1 สัปดาห์ พบว่าผ้าป้องกันไรฝุ่นของ MITEX ใช้งานได้โอเคดี ทั้งเรื่องของการทำหน้าที่เป็นผ้าปูที่นอนหรือปลอกหมอนต่างๆ อย่างแรกคือนอนหลับสบาย (ฮา) การใช้งานอื่นๆ เหมือนผ้าปูทั่วไปไม่แตกต่างมากนัก


แต่ในส่วนของการป้องกันไรฝุ่น อาจจะยังพิสูจน์ได้ยากในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ที่รู้สึกได้คืออาการจาม น้ำมูกไหล ของทั้งผมและน้องวชิลดลงระดับหนึ่ง คุณนายที่บ้านบอกว่า "ห่มแล้วเย็นสบายดีค่ะ ไม่อึดอัด นอนหลับปุ๋ย ZZZZzzzz..."

สำหรับใครที่สนใจ ลองดูจุดจำหน่ายของผ้ากันไรฝุ่น MITEX ได้ -> http://mitexshop.lnwshop.com/

ข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม www.mitex.in.th


ตอนนี้เรามีวางขายที่

  • จำหน่ายออกไลน์ www.siriallergyguard.com และ www.cartacare.com
  • ร้าน LAB Pharmacy รวม23 สาขา (เช่น Silom Complex, Emporium, K-Village, Terminal 21, etc.)
  • ร้าน Healthy Max 6 สาขา ( สาขาโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์, สาขาศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ม.มหิดล (ศาลายา) สาขาโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์, สาขาโรงพยาบาลพระรามเก้า, สาขาโรงพยาบาลเวชธานี)


Wednesday, May 30, 2018

รีวิว ตรวจร่างกายประจำปีที่โรงพยาบาล "สมิติเวช" โซนใหม่ Wellness Center สวยกว่าเดิมมั่กๆ


ช่วงนี้หลายคนน่าจะเริ่มวางแผนการตรวจสุขภาพประจำปีกันบ้างแล้ว สำหรับคนทำงานหาเงิน ก็ต้องมีช่วงหยุดแล้วเช็คดูร่างกายกันบ้างว่ามีอะไรที่เราต้องดูแลเพิ่มกันไหม

แต่แพ็คเกจตรวจสุขภาพก็มีให้เลือกเยอะหลายแบบ พอดีเมื่อ 3 ปีก่อนผมเคยได้ไปตรวจร่างกายกับทางรพ.สมิติเวช

มาปีนี้เลยได้โอกาสไปใช้บริการอีกครั้งนึง ซึ่งทางรพ.เพิ่มมีการเปิดศูนย์ตรวจสุขภาพใหม่ อลังการงานสร้างและสะดวกกว่าเดิม จะเป็นอย่างไรบ้าง มาดูกัน


ทำไมต้องตรวจสุขภาพประจำปี ?

  • เพราะร่างกายเราเปลี่ยนไปทุกปี อายุมากขึ้น โรคภัยไข้เจ็บ หรือความเสี่ยงต่างๆ ก็มากขึ้น
  • บางโรคถ้าตรวจร่างกายทุกปี ก็จะเห็นได้ชัดขึ้น เช่น ไขมันสูง, ค่าสายตา ฯลฯ
  • ผมเคยตรวจเจอความเสี่ยงบางโรค ระหว่างตรวจประจำปี ซึ่งโชคดีมากที่เจอก่อนที่จะใหญ่โต ก็ได้รักษาตั้งแต่เริ่ม
  • แพ็คเกจตรวจสุขภาพประจำปีของบริษัทบางทีตรวจไม่ครบ ก็ต้องมีการขอตรวจเพิ่มบ้างในบางส่วน
  • เพราะงั้นแนะนำ ตรวจสุขภาพกันเถอะ อย่างน้อยปีละครั้ง อุ่นใจนะจ๊ะ


ประสบการณ์ตรวจสุขภาพประจำปีที่รพ.สมิติเวช

  • ผมเลือกมาตรวจสุขภาพที่รพ.สมิติเวช สาขาสุขุมวิท เพราะเดินทางได้ง่าย ไม่ไกลออฟฟิศเท่าไหร่
  • อดอาหารมาอย่างน้อย 8 ชั่วโมง ก็แนะนำให้มาตั้งแต่เช้า เพราะจะได้ไม่หิวมากนัก
  • ข้างในโรงพยาบาลสวยหรูไฮโซววว มากกก มี Starbucks ข้างใน รวมถึงร้านต่างๆ อย่าง S&P ด้วย หาของกินง่ายมาก (หิว แต่กินอะไรไม่ได้ เพราะต้องรอตรวจ)
  • มาถึงศูนย์ Wellness Center ใหม่ อย่างที่บอกว่ารอบก่อนตรวจที่ศูนย์เก่า มาถึงแล้ว โอ้ว สวยกว่าเดิมเยอะเลย กว้างมาก 

  • ติดต่อเจ้าหน้าที่ แจ้งแพ็คเกจที่ตรวจ แล้วก็รอเรียกไปตามจุดต่างๆ
  • ผมเลือกแพ็คเกจตรวจประจำสำหรับผู้ชายอายุน้อยกว่า 40 ปี ซึ่งก็มีตรวจสำคัญๆ หลายจุดเหมือนกันที่ไม่ค่อยได้เจอ เช่น คลื่นไฟฟ้าหัวใจ
  • ดูแพ็ตเกจต่างๆ ได้ที่ -> Samitivej Wellness Center

  • ปกติแล้วตรวจประจำปี จะต้องไปตรวจหลายจุด มากกว่า 5-6 Step โชคดีที่ศูนย์ Wellness ตั้งอยู่ตรงกลาง เวลาเดินไปแต่ละจุดไม่ต้องขึ้นๆ ลงๆ เยอะ
  • เริ่มแรกเลยคือตรวจทั่วไป อย่างส่วนสูง น้ำหนัก ความดัน

  • ด่านต่อมา เจอของโหดเลยคือเจาะเลือด กรี๊ดดดดด กลัวๆๆๆๆ

  • โซนเจาะเลือดทำใหม่ ดูเป็นมิตรกว่าเดิม 555 พยาบาลให้กำลังใจดี เจาะทีเดียวผ่านเลย 

  • เวลาผ่านไปแต่จะโซน เราก็จะกลับมาที่ห้องพักที่จุดเดิม ซึ่งมีน้ำดื่ม, น้ำหวาน, ขนม. ชา, กาแฟ ให้บริการ แต่พอดียังไม่ X-Ray เลยยังทานไม่ได้ ฮือๆๆๆ

  • มาถึงด่านตรวจคลื่นหัวใจ อันนี้บอกเลยว่าสนุกมาก เพราะเราต้องนอนบนเตียง และมีสายอะไรก็ไม่รู้มาแปะรอบๆ ตัว เหมือนยอดมนุษย์เลย 
  • ทีแรกนึกว่าจะมีช็อตเล็กๆ แต่พอนอนไป 2-3 นาที พยาบาลก็บอกเสร็จแล้วค่ะ อ่าว ไม่รู้สึกอะไรเลย ผ่านไปไวมาก
  • จากนั้นก็ไปตรวจอวัยวะในช่องท้องส่วนบนด้วยคลื่นเสียง (Ultrasound Upper Abdomen) ซึ่งคุณหมอก็เอาเครื่องมาตรวจ Ultrasound แอบจั๊กจี้มากๆ แต่ไม่กล้าขำ
  • เพิ่งเข้าใจความรู้สึกเวลาตรวจครรภ์ของสาวๆ ว่าเป็นยังไงก็ตอนนี้

  • ด่านท้ายๆ คือไป X-Ray ปอด ซึ่งความอลังการคือมีห้องเปลี่ยนชุดที่ใหญ่โตมากกกก
  • ชอบที่มีล็อคเกอร์เก็บเสื้อผ้าของเราให้เยอะเลย ทีแรกนึกว่าไปฟิตเนส
  • ชุดที่เปลี่ยนก็ห่อมาอย่างดี ทำความสะอาดมาเรียบร้อย

  • ผ่าน X-Ray ปอดไปได้อย่างว่องไว ก็สามารถทานข้าวได้แล้ว เย่ๆ !!

  • ซึ่งในแพ็คเกจตรวจสุขภาพ ทางรพ.ก็จะมีคูปองทานอาหารมาให้ด้วย 100 บาท เลือกได้ว่าจะทานที่ Au Bon Pain หรือ Be Restaurant (ศูนย์อาหารของโรงพยาบาล)

  • ผมเลือกทานที่ศูนย์อาหาร อยากลองว่า 100 บาทจะทานอะไรได้บ้าง
  • ศูนย์อาหารใหญ่โตกว่าที่คิด อาหารดูสด สะอาด มีรสจัดบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเน้นจืดและ Healthy หน่อย

  • อาหารราคาดีเลยนะ ผมได้ข้าวต้ม, กุนเชียง, ไข่พะโล้, BBQ 2 ไม้, น้ำเปล่า รวมแล้วไม่ถึง 200 บาท ได้คูปองมาร้อยนึงก็จ่ายเพิ่มนิดๆ หน่อยๆ
  • สุดท้ายกลับมาที่ศูนย์ พยาบาลแจ้งว่าผลตรวจมาครบแล้ว ก็ได้นั่งคุยกับคุณหมอเลย ซึ่งใช้เวลาทั้งหมดแค่ 1 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้นเอง

  • คุณหมอให้คำปรึกษา ก็บอกว่าผอมไปหน่อยนะ มีคอเลสเตอรอลสูง ให้พักผ่อนมากๆ
  • ความน่ารักคือในผลการตรวจ จะมีคะแนนเทียบของผมในปีนี้ กับที่เคยตรวจเมื่อปีก่อนๆ มาให้ดูเปรียบเทียบด้วย ทำให้เราได้รู้ว่าจุดไหนดีขึ้นหรือแย่ลงบ้าง

  • ส่วนผลตรวจทั้งหมดก็ถูกส่งมาที่บ้านหลังจากนั้น 7 วัน ได้มาเป็นซองแบบในรูปเบย

:: สรุป ::


ถือว่าเป็นอีกครั้งที่ได้มาตรวจสุขภาพที่รพ.สมิติเวช ซึ่งก็ได้รับบริการระดับ 5 ดาว สมกับคุณภาพของโรงพยาบาล รวมถึงมีศูนย์ตรวจใหม่ Wellness Center ที่สวยและใหญ่กว่าเดิมมาก 

ส่วนที่ชอบคือการ Flow ของขั้นตอนต่างๆ คือเคยตรวจมาหลายที่ เวลาจะไปแต่ละจุดต้องเดินขึ้นๆ ลงๆ ยื่นเอกสารไปมาบ่อยๆ วุ่นวายมาก แต่ที่นี่ค่อนข้างรวมศูนย์ และก็มีจุดตรงกลางที่ให้เรานั่งพักผ่อน แล้วพยาบาลจะมาดูแลพาไปทุกกจุดให้เอง ไม่ต้องทำอะไรเลย

ด้วยราคาค่าตรวจแบบปกติ 13,000 บาท ก็ต้องบอกว่าสูงทีเดียวตามคุณภาพของโรงพยาบาล แต่ช่วงนี้มีโปรโมชั่นลดเหลือแค่ 8,000 บาท ก็ถือว่าราคาดีมากเลยทีเดียว

ใครที่สนใจ ลองดูราคาแพ็คเกจต่างๆ ได้เลยที่ -> Samitivej Wellness Center

[Advertorial]






Monday, May 28, 2018

ความเท่กับการเล่นเปียโน



สมัยเด็กตอนที่เรียนเปียโน ผมคิดว่าเปียโนคือเครื่องดนตรีที่ “เท่ที่สุดในโลก”

ภาพของผู้ชายนั่งบนเก้าอี้ วางนิ้วลงไป แสงสะท้อนจากเปียโนสีดำ เสียงเพลงที่ดังขึ้นนี่มันเท่สุดๆ ไปเลยจนมาถึงช่วงวัยรุ่น ก็ได้พบความจริงข้อนึงว่า ... เปียโนไม่สามารถพกไปเที่ยวทะเลได้ ....

รวมถึงไม่สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้แบบกีตาร์ ซึ่งทุกครั้งเวลาไปเที่ยวทะเล เวลาไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนๆ หนุ่มที่คว้ากีตาร์มาเล่นริมชายหาดแม่มโคตรเท่กว่าเยอะเลย

สาวๆ ก็จะกรี๊ดกร๊าดคนเล่นกีตาร์ ส่วนชายหนุ่มผู้เรียนเปียโนมาตั้งแต่เด็กอย่างเรา ก็ได้แต่นั่งดูแบบหงอยๆ

จริงๆ มันก็อาจจะดูเป็นเรื่องไร้สาระนะ แต่สำหรับผู้ชายเราก็อยากมีโมเม้นต์ “โคตรเท่” กับเค้าบ้าง 5555

ผมเลยได้แต่บอกกับตัวเองในใจว่า
“รอให้ถึงวันแต่งงานตรูก่อนเหอะ !! จะมีโมเม้นต์โคตรเท่กับเค้าบ้าง !!”



จนในที่สุดเมื่อถึงวันที่ตัวเองจะได้แต่งงาน สิ่งแรกที่ผมบอกกับเชอรี่ก่อนเลยคือ ในงานแต่งของเรา ...

“ต้องมีเปียโน”

โดยที่เชอรี่เองก็ยังงงๆ ว่า แล้วจะมีไปทำไม ตอนจีบกันก็ไม่เคยจะเล่นให้ฟัง ผมบอกแค่ว่า ... มันต้องมี !! #ฮา

พอถึงวันงานแต่งจริง หลังจากที่ขอบคุณแขกที่มาเสร็จ พิธีการบนเวทีจบลง ผมก็เลยอยากถือโอกาสดี เล่นเปียโนและร้องเพลงกับเชอรี่ ในวันแต่งงานของเราสองคน

เพลงที่เราเลือกคือเพลง “เธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ” ของเฉลียง

ผมนั่งเล่นเปียโนไป ร้องเพลงคู่กับเชอรี่ไปด้วย แน่นอนว่าเสียงของเราห่วยทั้งคู่ ผมก็เล่นไม่ได้ดีเด่อะไร

แต่บอกเลยว่าโมเม้นต์นั้น ผมรู้สึกได้ว่าความ “โคตรเท่” ที่เคยคิดไว้ มันแทบไม่เหมือนที่คิดฝัน

แต่กลับเป็นภาพน่ารักๆ ที่เราได้เก็บเอาไว้ดู และอบยิ้มทุกครั้งที่เห็นรูปในช่วงเวลานั้น

ภาพเราสองคนยิ้มแย้ม ถือไมโครโฟน ภาพตอนขอแต่งงานอยู่บนจอ แขกในงานแอบยิ้มในความเด่อของเราสองคน ผมชอบโมเม้นต์นี้มากเลยนะ



ความโคตรเท่ของผมตอนนี้ มันเลยไม่ใช่เรื่องของการเล่นดนตรีอวดสาวอีกต่อไป

แต่มันกลายเป็นความโคตรเท่ของการที่เรามีช่วงเวลาดีๆ กับคนที่เรารักมากที่สุดในโลกครับ

/ จบ.

Sunday, November 26, 2017

รีวิว : รถเข็นเด็ก Mountain Buggy Nano พับเก็บขึ้นเครื่องบินได้ เข็นง่าย แข็งแรงทนทานมากกก



รถเข็นเป็นของจำเป็นอย่างหนึ่งในการพาลูกออกไปข้างนอก เพราะจะอุ้มลูกเดินไกลๆ ไม่ไหวแน่นอน แถมยังมีสัมภาระอีกเยอะมากเยอะมาก

Mountain Buggy รถเข็นเด็กนำเข้าจากนิวซีแลนด์ มีหลายรุ่น แต่รุ่นที่ผมใช้คือรุ่น Nano ลักษณะพิเศษของรุ่นนี้คือขนาดเล็ก กระทัดรัด จนถือขึ้นเครื่องบินได้เลย ใช้ได้ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปจนประมาณ 6 ขวบ มี 4 สี แดง เหลือง ม่วง และดำ



แชร์ประสบการณ์รถเข็นเด็กพัง เพราะโหลดใต้เครื่อง

ผมเคยมีประสบการณ์อันเลวร้าย เมื่อครั้งที่ได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นกับครอบครัว ซึ่งเราก็โหลดรถเข็นลงใต้เครื่องตามปกติ ซึ่งพอถึงเวลารับของที่ญี่ปุ่น ปรากฎว่าด้วยอะไรก็ไม่ทราบทำให้ขาของรถแตกและหักลงมา

เจ้าหน้าที่ก็ช่วยอะไรได้ไม่มาก นอกจากจะบอกว่าเสียใจด้วย แล้วก็ให้เอกสารใบนึงที่บอกว่า เราสามารถเบิกประกันได้เมื่อกลับถึงเมืองไทย ซึ่งดูเหมือนจะดี แต่แล้วอีกเกือบ 10 วันที่อยู่ญี่ปุ่นจะทำยังไงล่ะคร๊าบบบบ

สุดท้ายผมก็ต้องไปซื้อรถเข็นจำเป็นที่ญี่ปุ่น ซึ่งก็เป็นการเสียเงินโดยใช่เหตุมากๆ ได้รุ่นที่ไม่คุ้นเคย และต้องมาคอยประกาศขายภายหลัง พอมีรถเข็นเด็ก Mountain Buggy Nano ที่เล็กขนาดพับขึ้นเครื่องเองได้ ก็รีบจัดไปแทบไม่ทันเลย ^___^

รถเข็นเด็ก Mountain Buggy Nano

  • ผลิตจากผ้าที่ระบายอากาศได้ดี เย็น ทำความสะอาดง่าย และกันน้ำ ไม่ต้องห่วง ถ้าน้องทำน้ำหกใส่ ไม่เปียกเลย
  • พับแล้วขนาดเล็กกระทัดรัด พับแล้วเหลือแค่นี้เอง

  • มีสายสะพายช่วยให้เวลาถือไม่ต้องแบกรับน้ำหนักมากไป 
  • มีกระเป๋าใส่ไว้สำหรับเดินทางด้วยนะ
  • เบาะที่นั่งลึกให้ลูกได้นั่งสบายได้เต็มก้น

ทดลองใช้

ผมไปเที่ยวสิงคโปร์เลยถือโอกาสลองทดสอบรถเข็นคันใหม่ไปด้วยเลย พบว่า
  • น้ำหนักเบามาก แค่ 5 กิโลกรัม ไม่หนัก พับใส่กระเป๋าแล้วถือขึ้นเครื่องบินได้เลย 
  • ถ้าไม่ถือก็ลากได้สบายๆ
  • วางในช่องเก็บสัมภาระบนเครื่องบินได้ ยังมีที่เหลืออีกเยอะ หรืออย่างเวลาที่เวลาเราขึ้น Taxi ไม่ต้องเสียเวลาเอาไปเก็บท้ายรถ สามารถวางหน้าคนขับหรือวางตรงที่พักขาได้เลย
  • รองรับน้ำหนักได้ถึง 20-25 กิโลกรัม ผมลองเอากระเป๋า 3 ใบ กับของที่ช้อปปิ้งมาระหว่างวัน น้ำหนักเกือบๆ 20 กิโลกรัม แล้วลองเข็น ยังเข็นได้สบายๆ บังคับทิศทางได้ง่ายมากเหมือนเดิม ไม่โคลงเคลง อันนี้เห็นความแตกต่างชัดเจนจากรถเข็นที่เคยใช้มา
  • ภายในกว้าง น้องวชิหลับเลยปรับให้เอนนอน แล้วปรับที่วางขาขึ้นมา หลับสบาย หลับยาวไป 2 ชั่วโมงกว่าเลยครับ
  • เข็มขัดนิรภัย ล็อค 4 ทิศทาง ไหล่ 2 จุด และช่วงตัว 2 จุด กดล็อคหรือปลดล็อคง่าย จะด้านหน้าหรือด้านหลังล็อคด้วยกันได้หมด ไม่ต้องเสียเวลามาจับให้ถูกด้าน
  • ที่วางขาปรับได้ 2 แบบ จะวางขาสบายๆ 

หรือถ้าลูกหลับก็ปรับที่วางขาขึ้นมาให้ลูก จะได้นอนได้สบายขึ้น ไม่ต้องทิ้งน้ำหนักขาไปข้างล่าง
  • ที่สำคัญคือมี Grab Bar & Food Tray ที่กั้นกันเด็กหล่นและถาดอาหารด้วยนะ ไว้ให้ลูกวางของทานเล่น ระหว่างเรากำลังเดินช็อปปิ้งก็ได้ ซึ่งถ้าเทียบกับรถเข็นในราคาใกล้เคียงกันแทบจะไม่มีแบรนด์ไหนมีเลยจ้า อันนี้ดีนะ

  • ล็อค-ปลดล้อรถแค่ปลายเท้า แค่ปุ่มสีแดงเบาๆ ล้อก็ล็อคแน่นไม่สามารถขยับได้เลย ถ้าจะปลดล็อคก็แค่เหยียบปุ่มสีแดง 

  • เข็นง่ายมาก แค่แตะเบาๆ ก็ขยับแล้ว ไม่ต้องออกแรงเยอะ แถมยังขับเคลื่อน 4 ล้อ บังคับทิศทางได้ง่ายสุดๆ เข็นข้ามสิ่งกีดขวางเล็กๆ อย่างสายไฟนี่ไม่มีสะดุดเลย ผมลองเข็นน้องวชิที่ชายหาด ผ่านทราย รถก็ยังเข็นได้ 



ราคา

ราคา 17900 บาท ไม่ต่างจากราคารถเข็นทั่วไป เทียบกับคุณสมบัติเท่านี้ถือว่าไม่แพงเลย

ข้อดี

  • ทำจากวัสดุดีมาก แข็งแรง
  • น้ำหนักเบา เล็ก กระทัดรัด
  • เบาะลึก นั่งสบาย
  • เข็นง่าย
  • รับน้ำหนักได้เยอะ เวลาเข็นไม่โคลงเคลง
  • ใช้ได้ยาวนานจนลูกโต บางคนอาจใช้ได้ถึง 6-7 ขวบ ไม่ต้องเสียเงินซื้อคันใหม่บ่อยๆ

ข้อเสีย

  • มีขั้นตอนพับมากกว่ารถเข็นเด็กทั่วไปนิดหน่อย แต่กางง่ายมาก 
  • ปรับเอนนอนได้ไม่เยอะ แต่ถ้าเทียบกับรถเข็นทรงนี้ บางรุ่นปรับนอนไม่ได้ด้วยซ้ำ 
  • ที่บังแดดเล็ก

สรุป

หลังจากลองใช้มาหลายวัน พบว่า Mountain Buggy Nano เป็นรถเข็นเด็กที่ครบเครื่องมากๆ แม้จะมีขนาดที่เล็กจนพับขึ้นเครื่องเองได้ แต่ตัวเครื่องและล้อที่แข็งแรง (สุดๆ) ก็ทำให้ใช้งานได้ดีไม่แพ้รถเข็นรุ่นใหญ่ๆ เลย

ที่ประทับใจสุดไม่ใช่เรื่องความเล็กและพกพาสะดวก แต่เป็นเรื่องของความแน่นของล้อ ซึ่งอันนี้บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเป็นอย่างไร ต้องลองเข็นเองดูฮะ ตัวเครื่องเขาแน่นจริง ไม่ง๊องแง๊งเหมือนรถเข็นขนาดเล็กยี่ห้ออื่นๆ

สรุปคือชอบมากๆ ตอนนี้ใช้เป็นรถเข็นหลักสำหรับน้องวชิไปแล้ว เดินทางสะดวกดี ราคาไม่ถูกไม่แพงจนเกินไป ใครสนใจแนะนำลองติดต่อได้ที่ -> Baby Hills Thailand เลยจ้า



สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 
☎️ : 02-056-7863  
📱 : 084-364-4445  
📩 : https://www.facebook.com/messages/t/Daiichithailand/ 
💻:http://www.babyhillsthailand.com 
🔹IG : @babyhillsthailand