Friday, November 17, 2017

รีวิวเครื่องดูดฝุ่นพลังไอน้ำ Bissell รุ่น Vac & Steam ดูดและถูพื้นได้ พร้อมฆ่าเชื้อโรคด้วยน้ำเปล่า !!



เชื่อว่าทุกบ้านทุกครอบครัวน่าจะมีเครื่องดูดฝุ่นใช้กันอยู่แล้วใช่ไหมฮะ แต่ปัญหายอดฮิตของเครื่องดูดฝุ่นที่หลายคนพบเจอ คือดูดฝุ่นเสร็จก็ต้องมาถูพื้นอีกรอบ แถมต้องใช้น้ำยาสารเคมีเพิ่มเพื่อฆ่าเชื้อให้สะอาด คนมีลูกก็กลัวมีปัญหาตามมา

ตอนที่ผมไปอเมริกา ก็ได้ยินชื่อแบรนด์ Bissell บ่อยมาก แม้แต่ Airbnb ที่พัก ก็ใช้เครื่องดูดฝุ่น Bissell เพราะขายดีที่สุดในอเมริกา แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเจ๋งยังไง จนล่าสุดได้มีการนำเข้ามาขายในไทยแล้ว !!

ต้องขอบคุณทาง Bissell ที่ให้เครื่องมาได้ทดลองใช้งานตลอด 2 สัปดาห์ วันนี้ได้โอกาสมารีวิวให้ได้ชมกันว่าเครื่องดูดฝุ่นไอน้ำนี้สามารถยับยั้งเชื้อโรคและแบคทีเรียได้ถึง 99.99% โดยใช้แค่น้ำเปล่าได้ยังไง



รู้จักกับ Bissell


  • Bissell เป็นบริษัทที่ผลิตเครื่องทำความสะอาดมากว่า 140 ปีแล้วนะ นานมากกกก
  • บริษัทแม่อยู่ที่มิชิแกน ในสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งโดยคุณ Melville Bissell
  • ตอนนี้ Bissell มียอดขายอันดับ 1 ในกลุ่มเครื่องดูดฝุ่นทำความสะอาดพื้น ในอเมริกา
  • ด้วยต้นกำเนิดคือเน้นเรื่องทำความสะอาดพื้นมาตั้งแต่แรก เลยทำให้เชี่ยวชาญมากด้านเครื่องดูดฝุ่นและการทำความสะอาดพื้น ถ้าเสิร์ช YouTube จะเจอคนรีวิวเครื่องไว้เพียบเลย
  • ความเจ๋งคือเทคโนโลยีที่ใช้แค่ไอน้ำ และคลื่นวิทยุทำความร้อน จนยับยั้งเชื้อโรคและแบคทีเรียได้ถึง 99.99% จดสิทธิบัตรเป็นแบรนด์เดียวในโลกที่ทำได้ตอนนี้


แกะกล่อง Bissell : Vac & Steam


ได้เวลาแกะกล่องมาดูกันดีกว่า ว่าข้างในจะมีอะไรบ้าง ซึ่งก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร แกะกล่องมาเราก็จะพบกับตัวเครื่องดูดฝุ่น, หัวทำความสะอาด, ส่วนประกอบกับแผ่นถูเส้นใยพิเศษ

ตัวเครื่องมีขนาดใหญ่พอสมควร หนักเล็กน้อย ด้ามจับแน่นแข็งแรงดี ไม่ง๊องแง๊ง



ด้านหลังตัวเครื่อง เป็นที่ใส่น้ำลงไป ซึ่งก็ไม่ต้องใช้น้ำยาหรือสารเคมีอะไรให้ยุ่งยากอันตราย เพราะ Bissell ใช้แค่น้ำเปล่าธรรมดา ก็ช่วยจัดการเชื้อโรคได้แล้วจ้า



ทดลองใส่น้ำลงไปแก้วใหญ่ๆ มองจากด้านนอกก็จะเห็นว่าปริมาณน้ำตอนนี้เป็นยังไงบ้าง




สายไฟมีขนาดยาวพอสมควร ทดลองเสียบแล้วเดินจากห้องครัวไปห้องรับแขกได้สบายๆ ด้านหลังด้ามจับมีตัวล็อคสายไฟ ทำให้เวลาใช้งานและเก็บ ก็พันเก็บได้



ส่วนหัวดูดทำความสะอาด ออกแบบสวยดี ด้านข้างแอบใส ทำให้มองเห็นไอน้ำที่ออกมาด้วยนะ



พลิกมาดูด้านล่าง จะเห็นว่ามีทั้งส่วนของที่กวาดทำความสะอาดขณะดูดพื้น และส่วนที่จับด้านในสำหรับสวมแผ่นถู ทำให้ทั้งดูดและถูพร้อมกันได้เลย ประหยัดเวลาไปได้เพียบ



สำหรับตัวแผ่นถูพื้นที่แถมมาด้วย เป็นเส้นใยละเอียด ซับน้ำสำหรับการถูพื้นได้ แถมล้างทำความสะอาดง่ายดี ถอดออกมาซักแป๊บเดียวกลับมาขาววิ้งเหมือนเดิม




ทดลองใช้งานจริง ทดสอบพลังไอน้ำ ทั้งดูดและถูพื้นในเวลาเดียวกัน

เร่ิมใช้งานจริงกันเลยดีกว่า หลังจากประกอบร่างตัวเครื่องและหัวดูดเสร็จ ใส่น้ำเปล่าลงไป จากนั้นก็เสียบปลั๊ก กดปุ่มเปิดใช้งานได้เลยจ้า

ผมทดสอบให้น้องวชิตัวซน ลองทำบ้านเลอะดู ปรากฏว่าลิงตัวน้อยก็สนุกใหญ่เลยทีนี้ พังทุกอย่างลงมาแบบอลังการ ไปหมดเลยทั้งไข่แตก นมหก ซอสมะเขือเทศหก เละเทะ



แต่ก็ดีที่ได้ทดสอบว่าตัวเครื่องทำความสะอาดได้ดีแค่ไหน ผมก็รอจนคราบเริ่มแห้งระดับนึง เหมือนอารมณ์ลูกซน แล้วเรากลับมาบ้านเจอบ้านเละ อะไรแบบนั้น



ได้เวลาลุย !! กดไปที่ปุ่มเลือกความแรงของไอน้ำที่พ่นลงมาพื้นได้ เลือกแรงสุดไปเลยจ้า ไม่ต้องคิดอะไรมาก แล้วก็กดปุ่มดูดฝุ่นที่อยู่ใกล้กัน



จากนั้นที่ด้ามจับ จะมีปุ่มให้กดเพื่อพ่นไอน้ำลงไป กดแช่ไว้ก็มีไอน้ำพ่นลงมาเลย



ช่วงแรกก็รู้สึกแปลกๆ เหมือนกัน คืออารมณ์เหมือนเราใช้เครื่องดูดฝุ่น มีเสียงฟู่ๆๆๆ แต่มีไอน้ำพ่นลงมาด้วยนะ ว่าแล้วก็ถูพื้นทำความสะอาดที่ลิงน้อยทำเละไว้



จากที่สังเกตุคือตัวเครื่องจะเริ่มจากดูดส่วนที่สกปรกเข้าไปด้านหน้าเครื่อง จากนั้นก็ผ่านตัวกวาด และก็มาถึงส่วนที่เป็นแผ่นถูเส้นใยพิเศษพร้อมไอน้ำความร้อนเกือบ 90 องศา




พอถูเลื่อนผ่านจุดที่สกปรกไป คราบเหนียวๆ ที่ติดพื้นก็หายวับไปกับตาเลย โอ้วววว เจ๋งมากกกก



เอามือจับที่พื้น ช่วงแรกก็จะเป็นไอน้ำอุ่นๆ เกาะ แต่ซักพักก็แห้งสนิท จับดูแล้วไม่มีคราบสกปรกให้เห็นเลย แห้งจริงจัง (ถ้าดูในโฆษณาเขาเคยมีคลิปไวรัลว่าเอาสปาเก็ตตี้มาวางกินบนพื้นเลยนะ โหดมาก)




ถ้าถามว่าทำไมถึงจัดการกับเชื้อโรคได้ อันนี้ก็อธิบายได้ง่ายๆ คือเชื้อโรคส่วนใหญ่จะตายเมื่อเจอความร้อนระดับ 80 องศา ซึ่งปรากฎว่าไอน้ำที่ปล่อยมาจากเครื่อง Bissell มีความร้อนมากถึง 90 องศา

นั่นเลยเป็นเหตุผลที่ยับยั้งเชื้อโรคได้ระดับ 99.99% นั่นเอง ไม่ต้องใช้น้ำยาอะไรด้วยจ้า สะอาดปลอดภัย



ถูเสร็จ ก็ได้เวลาเก็บ ตัวสายไฟก็พันเก็บด้านหลังเครื่องอย่างที่บอกไปตอนแรก ส่วนฝุ่นหรือคราบสกปรกต่างๆ ก็จะถูกดูดไปถังเก็บฝุ่นกลางเครื่อง ถอดออกมาล้างได้เลยง่ายๆ





ส่วนถังเก็บฝุ่น มีหัวดันให้ตะกอนต่างๆ ตกลงมาด้วยนะ อันนี้ดีไซน์ออกแบบคิดมาดี ช่วยให้ดันฝุ่นหรือคราบออกมา ล้างข้างในได้ง่ายขึ้น



ถูพื้นเสร็จ เจ้าลิงน้อยก็ออกมาวิ่งเล่นได้ต่อเลย ไม่ต้องกลัวว่าพื้นจะสกปรก แถมไม่ต้องใช้น้ำยาถูพื้นฆ่าเชื้อโรคแบบแต่ก่อนด้วยนะ


ข้อมูลอื่นๆ ที่น่าสนใจ

  • เวลาที่ต้องการดูดฝุ่นอย่างเดียว ไม่อยากใช้ไอน้ำ ก็สามารถกดปิดส่วนพ่นไอน้ำได้
  • หรือถ้าอยากถูพื้นอย่างเดียว ก็ปิดส่วนดูดฝุ่นได้ ใช้แต่ไอน้ำได้เช่นกัน
  • อุปกรณ์ส่วนที่ทำความสะอาดทั้งหมดสามารถถอดมาล้างน้ำได้

:: สรุป ::

ข้อดี
  • เครื่องเดียว ทั้งดูดและถูพื้นในเวลาเดียวกัน ประหยัดเวลาได้เยอะ
  • ใช้พลังไอน้ำ ช่วยจัดการเชื้อโรคได้
  • ใช้แค่น้ำเปล่าก็เพียงพอ พ่อแม่สบายใจได้ ลูกไม่โดนสารเคมีแปลกๆ
  • ตัวเครื่องแข็งแรงทนทาน ทนไม่ทนมือสุดๆ

ข้อเสีย
  • เครื่องมีน้ำหนักพอสมควรเมื่อเติมน้ำเต็มครบ
  • เหมาะกับทำความสะอาดคราบเหนอะ ไม่ควรใช้ดูดน้ำหรือคราบเปียกต่างๆ

หลังจากที่ได้ทดลองใช้งานเครื่องดูดฝุ่นพลังไอน้ำ Bissell รุ่น Vac & Steam มาตลอด 2 สัปดาห์ พบว่าเป็นเครื่องที่ all-in-one อย่างแท้จริง ดูดฝุ่นแล้วก็ไม่ต้องมาถูซ้ำเลย เพราะเครื่องทำได้ไปพร้อมๆ กันแล้ว

ด้วยความที่เป็นสินค้าจากอเมริกา ตัวเครื่องแข็งแรงทนทานมากๆ ประทับใจเรื่องการใช้แค่น้ำเปล่าจัดการเชื้อโรคได้ด้วย สำหรับคนมีลูกก็หมดกังวลไปได้อีกพอควรเลย

สรุปแล้วชอบครับ ใช้ง่าย ประหยัดเวลา สมกับที่ขายดีสุดๆ จนเป็นอันดับ 1 ในอเมริกาตอนนี้ ใครที่สนใจแนะนำได้เลยที่




[Advertorial]

Friday, November 10, 2017

เมื่อรู้ว่าเรากำลังจะมีลูกคนที่ 2 และเหตุผลที่เราอยากมีลูกอีกคนนึง


ทุกท่านครับ, วันนี้ผมและเชอรี่ มีความยินดีอย่างยิ่งที่จะแจ้งว่า

“เรากำลังจะมีลูกน้อยอีก 1 คนแล้วจ้าาา” ^___^

หลายท่านอาจจะเคยติดตามคู่ของเราสองคนมาตั้งแต่ตอนยังเป็นแฟน, แต่งงาน จนมีน้องวชิ ลูกคนแรกของเรา ซึ่งตอนนี้ ชีวิตรักของเราก็กำลังจะเติบโตมาเป็นครอบครัวมีตัวน้อยเพิ่มอีกคนแล้ว

เมื่อคืนนี้หลังจากที่ผม Happy Birthday เชอรี่ไปแล้ว เธอก็บอกกับผมว่าประจำเดือนยังไม่มาเลย ซึ่งเลยเวลาปกติมา 2-3 วันแล้ว

ผมก็ตกใจ บอกจะตรวจตอนนี้เลยไหม ? ไปโรงพยาบาลเลยไหม ? เชอรี่บอกใจเย็นๆ รอพรุ่งนี้ก็ได้
มาถึงเช้าวันนี้ ซึ่งเป็นวันเกิดเชอรี่พอดี และผมก็อยากพาทั้งบ้านไปทานอาหารเย็น บรรยากาศดีๆ เชอรี่ก็เลยบอกว่า งั้นลองไปลุ้นกันช่วงเย็นไหม



มาถึงช่วงทานข้าวเย็น เวลาประมาณ 19.00 เชอรี่ก็ลองไปตรวจดู แล้วซักพักเธอก็เดินกลับมา ผมมองหน้าด้วยใจระทึก เชอรี่ไม่พูดอะไร แค่อมยิ้มนิดๆ แล้วก็พยักหน้า

“จริงเหรอ !!” ผมถาม

ว่าแล้วเชอรี่ก็ยื่นที่ตรวจครรภ์ให้ผมลองดู โอ้โห รอบนี้ขึ้น 2 ขีดชัดมาก มากกว่าตอนตรวจของน้องวชิซะอีก บวกกับที่ประจำเดือนไม่มาหลายวันแล้ว

ถามว่าตอนนี้รู้สึกยังไง ? ผมรู้สึกดีใจและตื่นเต้นมากกกก แม้จะไม่เท่าตอนลูกคนแรก แต่ลูกคนที่สองนั้นเราสองคนก็วางแผนกันมาสักพักแล้ว

เราสองคนกอดกัน ผมบอกเชอรี่เบาๆ ว่าให้ดูแลตัวเองให้มากนะหลังจากนี้ เรากำลังจะมีน้องให้วชิตามที่ตั้งใจไว้แล้วนะ

เชอรี่บอกผมแค่ว่า วันนี้เธอมีความสุขที่สุดเลย นอกจากจะเป็นวันเกิดแล้ว ยังมีข่าวดีที่เราสองคนรอคอย



ถ้าถามว่าทำไมถึงอยากมีลูกคนที่สอง ก็ต้องย้อนกลับไปว่าทำไมเราถึงมีลูกคนแรก
เรามีน้องวชิ ด้วยเหตุผลคือเราไม่อยากให้ใครคนนึงต้องเหงาเมื่อตอนแก่เฒ่าไป มีใครสักคนมาช่วยดูแล

หลังจากที่มีน้องวชิ เราก็ถามตัวเองว่า แล้วในวันที่เราสองคนแก่เฒ่าไป หรือแม้แต่ไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะให้วชิไว้ได้ คำตอบคือ เราอยากให้น้องวชิมี “พี่น้อง” ครับ

ผมมีทุกวันนี้ได้เพราะมีพี่น้อง ทั้งเล่นกัน สอนกัน ตีกัน ทะเลาะกัน ร้องไห้ด้วยกัน รักกัน ผมเองก็อยากให้วชิได้มีใครอีกสักคน แม้ในวันที่ไม่มีเราสองคนแล้วก็ตาม

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามคู่ของเรามาโดยตลอด เชื่อว่าหลังจากนี้น่าจะมีอะไรให้ตื่นเต้นอีกเป็นแน่แท้
เป็นวันดีๆ อีกหนึ่งวันครับ

10 พ.ย. 2560
@Khajochi

Thursday, October 26, 2017

บันทึกความทรงจำ : เมื่อเพื่อนชาวต่างชาติถามว่า "ทำไมคนไทยถึงรักในหลวง ?"


เคยมีเพื่อนชาวต่างชาติคนหนึ่งถามผมว่า "ทำไมคนไทยถึงรักในหลวง ?"

ผมหยุดอึ้งและคิดคำตอบอยู่นานมาก แม้ว่าเราจะสามารถพูดได้มากมายในสิ่งที่ท่านทำเพื่อคนไทย แต่เราจะบอกชาวต่างชาติที่มีมุมมองถึงกษัตริย์ในแบบที่เขาเข้าใจอย่างไรดี

ทำไมคนไทยถึงรักในหลวง ?

ย้อนกลับไปเมื่อผมจำความได้ ก็เห็นภาพในหลวงอยู่ที่บ้าน ที่โรงเรียน ที่ธนบัตร ในทีวี อยู่ในทุกหนทุกแห่งอยู่แล้ว

ภาพจำของผมในวัยเด็กคือเราเห็นในหลวงผ่านช่วงข่าวในพระราชสำนัก ภาพของท่านกำลังไปต่างจังหวัด บางทีก็ไปทรงงานในป่า ในหมู่บ้านห่างไกล ทรงแนะนำข้าราชการทำหลายสิ่งหลายอย่าง พอเปิดทีวีมาอีกวัน ก็พบว่าท่านเสด็จไปอีกจังหวัดหนึ่งแล้ว

"งานของกษัตริย์นี่ท่าทางจะหนักน่าดูเลย" เป็นประโยคที่คิดอยู่ในใจของเด็กอายุไม่กี่ขวบ

นั่นเลยทำให้ผมเข้าใจว่า ...​ อ๋อ ... คนที่เป็นกษัตริย์ทุกคนทั่วโลก ก็จะทำงานหนักแบบนี้เหมือนกันหมดแน่นอนเลย ....

ซึ่งพอโตขึ้นมา ก็ถึงได้เข้าใจว่า ผมเข้าใจผิด

ในที่นี้จะไม่ขอเปรียบเทียบกับกษัตริย์องค์ไหน แต่ผมรู้ได้ทันทีเมื่อทราบความจริงของโลกก็คือว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่าน "ทรงงานหนัก" มากยิ่งกว่ามาก

และในอีกความเข้าใจนึงคือ งานที่ท่านทำ ก็ไม่ใช่ "หน้าที่" ของกษัตริย์ทุกองค์ต้องทำด้วยนะ แต่ท่านเลือกที่จะทรงงานหนักเพื่อคนไทยด้วยตัวของท่านเอง


ความทรงจำครั้งแรกและครั้งเดียว

เป็นบุญของผมที่มีโอกาสได้เห็นพระพักตร์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นครั้งแรก และครั้งเดียว แต่ภาพนั้นยังคงติดตาและจำได้แม่นยำมากจนถึงทุกวันนี้

ตอนนั้นผมยังอยู่ม.ต้น ที่จังหวัดขอนแก่น และที่โรงเรียนมีการประกาศให้หยุดเรียนช่วงบ่าย เพื่อให้นักเรียนสามารถไปรับเสด็จได้

ผมนั่งรถเมล์กับเพื่อนๆ มาที่มหาลัยขอนแก่น เพื่อมาให้กำลังใจครูฝึกสอนท่านหนึ่งกำลังจะรับปริญญา และในหลวงท่านก็เสด็จมาเพื่อพระราชทานปริญญาบัตรนั่นเอง

ช่วงบ่าย อากาศร้อนอบอ้าว เสียงคุยกันดังไปทั่ว แต่อยู่ดีๆ ทุกอย่างก็เงียบกริบ ทุกคนก้มลงกับพื้น ด้วยความตกใจผมมองดูรอบๆ แล้วก็พบว่ามีขบวนรถคันหนึ่งขับเข้ามาจอด

ในความเงียบกริบทั้งที่มีคนหลายพันคนในบริเวณนั้น ผมนั่งอยู่ริมถนนที่เสด็จผ่าน และภาพของในหลวงที่ลงจากรถคันที่อยู่ด้านหน้า แววตาท่านมุ่งมั่นแต่อ่อนโยน ผมได้แต่นั่งตะลึงกับภาพที่ได้เห็น จากนั้นท่านเสด็จผ่านเข้าไปด้านใน

แม้จะเป็นแค่ช่วงเวลาไม่กี่วินาที แต่น้ำตาก็เอ่อล้นออกมาโดยไม่รู้ตัว

ผมยกมือไหว้ขึ้นเหนือหัว จากนั้นก็มองท่านผ่านจอโทรทัศน์ที่ตั้งไว้ด้านนอกพิธี เป็นความทรงจำดีๆ ที่สุดในชีวิตที่อยากเก็บไว้ในใจตลอดไป


ทำดีเพื่อพ่อ ทำดีเพื่อสังคม

วันนี้ (25 ต.ค. 2560) ผมได้มีโอกาสไปดูบรรยากาศรอบสนามหลวง หนึ่งวันก่อนพระราชพิธี ซึ่งถึงแม้จะรู้ว่าต้องเจอกับผู้คนมากมายและสภาพอากาศที่ไม่อำนวย แต่ก็อยากขอไปรับรู้บรรยากาศสักครั้งหนึ่งในชีวิต

ด้วยหน้าที่การงานที่ทำอยู่ในตอนนี้ ผมอยู่ในฐานะสื่อ ซึ่งความตั้งใจคืออยากทำความดีเพื่อสังคม ถวายให้กับพระองค์ท่าน

เมื่อตุลาคมปีที่แล้ว ผมให้ทีมงานช่วยกันทำแผนที่เฉพาะกิจขึ้น เพื่อให้คนที่เดินทางมาท้องสนามหลวง ได้ข้อมูลครบถ้วนว่าจุดต่างๆ รอบสนามหลวงมีอะไรบ้าง ตำรวจ พยาบาล หมอ ห้องน้ำ ท่าเรือ ที่ขึ้นรถกลับต่างจังหวัด จุดแจกน้ำอาหาร ฯลฯ เพื่อให้โหลดได้ในเว็บ

รวมถึงทำแผนที่เป็นเวอร์ชันกระดาษ แล้วไปแจกจริงที่สนามหลวง ซึ่งเราก็ตั้งใจทำดีเพื่อพ่อ โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ

มาถึงปีนี้ ผมบอกกับทีมงานทุกคนที่บริษัทว่า ในเดือนตุลาคมนี้ ให้เผยแพร่เนื้อหาที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9 ทุกวัน ซึ่งดีใจมากที่น้องๆ ทุกคนก็ทำงานเต็มที่ด้วยความรักที่มีต่อพระองค์



ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา หลายครั้งที่ผมตกอยู่ในภาวะหดหู่ และไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ เมื่อหลับตาแล้วก็นึกภาพว่า ... "ท่านไม่ได้อยู่กับเราอีกแล้ว"

ภาพในหลวงที่เราเคยเห็นเมื่อตอนยังเด็ก
หลายสิ่งหลายอย่างที่เรายึดถือเป็นแบบอย่าง
รวมถึงเมื่อครั้งที่เราทำผิดทำพลาดไป เราก็มีท่านเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ให้สู้ต่อไปได้

วันนี้น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว แต่เมื่อมองไปรอบตัว พบกับประชาชนมากกว่าแสนคน ที่มาด้วยใจรักยิ่ง เห็นพี่ๆ ตำรวจ พยาบาล จิตอาสา มาช่วยกันในงานครั้งสำคัญนี้

เราก็ได้แต่เงยหน้าขึ้น แล้วบอกตัวเองว่า

"ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ...​ แบบที่ท่านทำเป็นตัวอย่างให้เราเห็นมาโดยตลอด"



ย้อนกลับไปในวันที่เพื่อนชาวต่างชาติถามผมว่า "ทำไมคนไทยถึงรักในหลวง ?"

คำตอบของผมคือ

"Because he is the best King in the World"

กราบแทบฝ่าพระบาท ขอร่วมน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคคาลัย
นายขจร เจียรนัยพานิชย์
26 ต.ค. 2560



Wednesday, September 27, 2017

รีวิว : สบู่เหลวอาบน้ำและสระผมเด็ก Kira Kira Baby : Top-To-Toe Wash นวัตกรรมการผลิตจากญี่ปุ่น



เชื่อว่าการจะเลือกสบู่หรือแชมพูให้ลูกน้อย น่าจะเป็นเรื่องที่พ่อแม่หลายท่านใส่ใจมากเป็นพิเศษ เพราะถืเป็นสิ่งที่ลูกต้องสัมผัสเป็นประจำทุกวัน

ผมและเชอรี่ก็เป็นใส่ใจส่วนนี้มาก ซึ่งหลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อ kira kira baby ซึ่งเป็นแบรนด์ที่เป็นนวัตกรรมการผลิตจากประเทศญี่ปุ่น วันนี้ได้โอกาสลองมารีวิวสบู่เหลว ที่ใช้เป็นแชมพูได้ด้วย ลองมาชมกันว่าใช้แล้วเป็นยังไงกันบ้าง ^___^


สบู่เหลวอาบน้ำและสระผมเด็ก


  • สบู่เหลวอาบน้ำและสระผมเด็ก Top-To-Toe Wash 
  • ส่วนผสมออร์แกนิค ปราศจากสารอันตราย ไม่ทำให้ระคายเคืองผิว อ่อนโยนต่อผิวบอบบาง 
  • ผ่านการทดสอบ Hypo Allergenic แล้วว่าปลอดภัยกับผิวของลูกน้อยแน่นอน 
  • สามารถใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิดเลย 
  • ที่ดีกว่านั้นคือมันใช้ทั้งอาบน้ำและสระได้ในขวดเดียวอีกด้วย


เนื้อสบู่เป็นน้ำใสๆ กลิ่มธรรมชาติมาก รู้ได้เลยว่าไม่ได้ใส่น้ำหอมแน่นอน ฝาปั๊ม ใช้งานง่าย เพียงกดเบาๆ สบู่ก็ออกมาแล้ว แค่ปั๊มเดียวสะอาดได้ทั้งตัว ไม่เปลืองเลย ขวดเดียวใช้ได้ยาวๆ ขนาด 400 มล. ราคา 450 บาท


ลองใช้จริง

อาบน้ำ

อย่างแรกเลยคือลองให้น้องวชิอาบน้ำ ซึ่งโดยปกติแล้วน้องวชิจะชอบมาขอสบู่ไปถูเอง ก็ลองบีบลงที่มือนิดเดียว ไม่ต้องเยอะมาก ก็ถูได้ทั้งตัวเลย



เนื้อฟองล้างออกง่าย อาบน้ำเสร็จผิวนุ่มชุ่มชื่น เพราะมีส่วนผสมของสารสกัดคามิเลีย จาโปนิกา ดีที่ไม่ทำให้ผิวแห้ง ให้ความชุ่มชื้น นุ่มนิ่มๆ



จากที่ทดลองในส่วนของการอาบน้ำ ฟองถือว่าไม่ได้เยอะมาก แต่สัมผัสได้ว่านุ่มสุดๆ ล้างออกง่ายดีด้วย ขนาดน้องวชิล้างตัวเอง เทน้ำไม่กี่ครั้งก็ล้างออกหมดจ้า



ทดลองสระผม

ลองให้น้องวชิสระผมเอง แล้วล้างออก พบว่าฟองไม่ทำให้แสบตา ยืนสระผมได้สบาย ล้างออกง่ายมาก ช่างเหมาะกับน้องวชิลิงน้อยจริงๆ 555


ตอนสระผมจะรู้สึกได้ว่าฟองเยอะกว่าตอนถูเป็นสบู่เล็กน้อย มีกลิ่นหอมอ่อนๆ กำลังดี เนื้อฟองจะนุ่มๆ คล้ายโฟม

ตอนที่ล้างออก มีฟองลงมาที่หน้าน้องวชิบ้าง แต่ก็ไม่งอแงอะไร แสดงว่าไม่แสบตาเลย (ปกติจะร้องจ๊ากกก ถ้าเจออะไรเข้าตา)



สินค้า kira kira

นอกจากสบู่เหลวอาบน้ำและสระผมแล้ว kira kira ยังมีผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กอีกหลายอย่างครับ ทั้งเบบี้ แนพพิ ครีม โลชั่นบำรุงผิวเด็ก และผ้าอ้อมสำเร็จรูป

• เบบี้ แนพพิ ครีม คิระ คิระ 50 มล. ราคา 250 บาท
• โลชั่นบำรุงผิวเด็ก คิระ คิระ ขนาด 380 มล. ฝาสีฟ้า ราคา 450 บาท
• ผ้าอ้อมสำเร็จรูป มีให้เลือกหลายขนาดตั้งแต่ S M L XL เลย

สรุป

ข้อดี
  • ส่วนผสมออร์แกนิค และปราศจากสารอันตรายต่อผิว มั่นใจได้ว่าปลอดภัยต่อผิวลูกน้อยแน่นอน
  • สารสกัด คามิเลีย จาโปนิกา ช่วยคงความชุ่มชื้นให้แก่ผิว และทำให้ผิวนุ่ม
ข้อเสีย
  • ราคาอาจจะสูงกว่าสบู่อาบน้ำเด็กทั่วไป แต่ด้วยขนาดขวดที่ใหญ่ ใช้ทีละนิดกว่าจะหมด ราคานี้ กับคุณภาพอย่างนี้ ถือว่าโอเคฮะ
โดยสรุปแล้ว สบู่เหลวอาบน้ำและสระผมเด็ก kira kira baby : Top-To-Toe Wash ถือว่าเป็นสบู่เหลวที่ใช้ดีมากๆ ด้วยเนื้อสบู่ที่นุ่มนิ่ม มีกลิ่นหอมอ่อนๆ เวลาอาบน้ำแล้วใช้เพลินกว่าที่คิด ล้างออกง่ายดีฮะ

เนื้อฟองที่สระผมดูละเอียดดี ตอนที่ล้างแม้จะผ่านหน้าของน้องวชิบ้างแต่ก็ไม่แสบตาเลย โดยรวมแล้วทั้งคุณแม่และน้องวชิชอบจ้า




สั่งซื้อออนไลน์


ถ้าสนใจสามารถสั่งซื้อออนไลน์ เห็นช่วงนี้มีโปรโมชั่นกันทุกเว็บเลย จัดไปเลยจ้า

พิเศษโค้ดส่วดลดเฉพาะที่ 11street เท่านั้น ลองใช้โค้ดส่วนลดได้ตามนี้เลยจ้า
TTT = 469223343RZ2Z277
lotion = 976593976X6AE597
nappy = 6P677V95754225L3



อ่านข้อมูลเพิ่มเติม
[Advertorial]


Saturday, September 09, 2017

ทำไมบริษัท The Zero ถึงให้พนักงาน รับงานนอกมาทำได้ ? และผลที่ตามมาหลังจากเปิดมาครบ 1 ปี (MangoZero + ParentsOne)



วันก่อนมีแชร์เรื่องของสวัสดิการณ์ในบริษัท The Zero ซึ่งเราทำเว็บ Mango Zero​ และ Parents One​ กันอยู่ในตอนนี้

บางข้อก็ทำให้หลายคนแอบขำ เช่น มีวันลาอกหักให้พนักงานได้ 3 วันต่อปี หรือมีขนมให้กินในออฟฟิศไม่อั้น อะไรแบบนั้น

แต่มีอยู่ข้อนึงที่มีคนส่งหลังไมค์เข้ามาถาม ว่ามีจริงๆ หรือเปล่า นั่นคือเราเปิดให้พนักงาน "รับงานนอกมาทำในออฟฟิศได้ 1-2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์"



ทำไมผมถึงอนุญาตให้พนักงานทำงานนอกในออฟฟิศได้ ? เรื่องนี้มีจริงหรือเปล่า ?

ซึ่งมันค่อนข้างฉีกตำรา HR แต่เก่าก่อนที่มีมา บริษัทส่วนใหญ่มองว่าเราให้เงินพนักงานไป 100 เราก็ควรได้งานกลับมา 100 หรือมากกว่า และคุณไม่ควรเอาเวลางานไปทำอย่างอื่น

ก็ต้องขอตอบคำถามข้อที่สองก่อนเลยว่าสวัสดิการณ์นี้มีจริง และผมบอกน้องๆ ทุกคนตั้งแต่สัมภาษณ์งานด้วยซ้ำ ว่าเรามีให้นะ จะใช้รึเปล่าก็แล้วแต่

สิ่งแรกที่ต้องออกตัวเอี๊ยดก่อนเลยคือ

1. ที่บริษัทเราให้ค่าตอบแทนในระดับที่ดีนะจ๊ะ ไม่ใช่ให้น้อยจนต้องไปรับงานนอก

2. การที่คุณจะทำงานอื่นๆ ในเวลาออฟฟิศได้ แปลว่างานที่คุณได้รับมอบหมายต้องเสร็จสมบูรณ์ก่อนด้วย


ย้อนกลับไปสมัยที่ผมเป็นพนักงานประจำ ก็บอกตามตรงเลยว่ามีรับงานนอกบ้างเช่นกัน เช่น บางทีเราก็รับงานเขียนโปรแกรม (ผมทำงานโปรแกรมเมอร์), งานทำเว็บบ้าง

ซึ่งตอนนั้นผมก็บอกหัวหน้านะ และเราก็ไม่ได้เอาเวลางานมาใช้ คือหลังจากกลับบ้านค่อยทำงานอื่นๆ เสริม

ส่วนตัวผมพบว่า การรับงานนอก ทำให้ผมเก่งขึ้นเยอะมาก เพราะงานนอกที่รับมามีความหลากหลายกว่างานประจำ และได้ฝึก Skill การบริการตัวเอง ให้มีความรับผิดชอบมากขึ้น



กลับมาที่บริษัท The Zero ด้วยความที่ Culture ของเราเป็นลักษณะบริษัทสื่อ ที่มีพนักงาน "ส่วนใหญ่" เป็นบล็อกเกอร์

คำว่าบล็อกเกอร์ คือแต่ละคนก็จะมีความชอบส่วนตัว ผลงานส่วนตัว ก่อนที่จะมาร่วมงานที่นี่ เพราะงั้นโจทย์ความยากของผม ในฐานะเจ้าของบริษัท

คือทำยังไงให้คนเหล่านี้อยู่กับเราได้นานๆ ?

คำตอบคือ เราก็ต้องให้เขาได้ทำในสิ่งที่เขารัก และทำงานที่เขาชอบได้ ในเวลาเดียวกัน

ผมมีน้องในทีมที่เป็น Food Blogger, พิธีกรรายการทีวี, เจ้าของรายการ Podcast, นักวาดภาพ รวมถึงบางคนก็เริ่มสร้างผลงานส่วนตัวขึ้นมาเองมากขึ้น

เพราะงั้นตั้งแต่วันแรกที่เขาเข้ามาเจอเรา อย่างหนึ่งก็สบายใจได้ว่าสิ่งที่ตัวเองเคยทำมาก่อน จะไม่หายไป หรือไม่ต้องมาคอยหลบๆ ซ่อนๆ เพื่อทำในสิ่งที่ตัวเองรัก



ผมเปิดบริษัทผ่านมากว่า 1 ปีแล้ว ถ้าถามว่าผลที่ได้เป็นยังไงบ้าง ?

ในมุมของน้องๆ ผมไม่แน่ใจว่าเขา Happy ไหมกับการที่เรามีสิ่งนี้ในบริษัท แต่สิ่งนึงที่เห็นได้ชัดคือ เราพยายามช่วยผลักดันให้เขาโตขึ้นในสิ่งที่ตัวเองรัก

ผมพบว่าน้องๆ หลายคนเก่งขึ้น ไม่ใช่แค่จากงานในบริษัท แต่เก่งขึ้นจากงานอื่นๆ ที่เขากำลังทำอยู่ด้วย ได้ทั้งฝีมือและ Connection เพิ่มเสียด้วยซ้ำ บางทีได้งานอื่นกลับมาบริษัทซะงั้น

ผ่านไป 1 ปี ผมพบว่ามีข้อดีมากกว่าข้อเสียครับ ยิ่งน้องๆ ในทีมเก่งขึ้นเท่าไหร่ ผลงานของเราก็ยิ่งดีขึ้นมากไปเท่านั้น

"แต่" ต้องบอกเลยว่า Culture แบบนี้ คงใช้ไม่ได้กับในหลายๆ องค์กร ที่ไม่ได้มีรูปแบบการทำงานแบบพวกเรา เพราะงั้นสิ่งที่แชร์ในบทความนี้ไม่ได้บอกว่าใครต้องทำแบบไหน

แต่เป็นการแชร์อีกมุมของบริษัทเล็กๆ ที่ผมว่าก็แปลกดี เผื่อใครจะลองไปปรับใช้กันดูครับ

[ช่วงขายของ] อ่านสวัสดิการณ์ประหลาดๆ ของทีมงานพวกเราได้ที่นี่ และเรากำลังรับพนักงานเพิ่มครับ :)  -> รวม 10+1 สวัสดิการณ์ของ MangoZero และ ParentsOne