Tuesday, May 24, 2016

ความฝันของเด็กไทยที่ได้ไปเตะถึงสนามของ Chelsea ที่อังกฤษ กับ "สิงห์ ฟุตบอลลีก"


ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปร่วมชมการแข่งขัน "สิงห์ ฟุตบอลลีก" รอบชิงชนะเลิศ ซึ่งเป็นรายการแข่งฟุตบอล 7 คนที่ใหญ่ที่สุดในไทย

ที่ไม่ธรรมดาคือการแข่งนัดชิงชนะเลิศ ไม่ได้แข่งที่สนามในไทย แต่ได้ไปเตะในเวทีระดับโลกนั่นคือสนาม Stamford Bridge ของทีม Chelsea ซึ่งเคยจัดการแข่งระดับโลกมาแล้วทั้ง FA Cup, UEFA Champions League


รู้จักกับสิงห์ ฟุตบอลลีก

  • รายการแข่งฟุตบอล 7 คนสำหรับทีมสมัครเล่น ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
  • เงินรางวัลรวมกว่า 5 ล้านบาท
  • จัดขึ้นมาเป็นปีที่ 7 ติดต่อกันแล้ว 
  • โดยในปีนี้ทางสิงห์ คอร์เปอเรชั่น ร่วมกับ Chelsea ทีมฟุตบอลในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ร่วมกันจัดการแข่งขันขึ้น
  • ทุกคนที่เข้าแข่งจะต้องเป็นนักเตะสมัครเล่น และได้เป็นตัวแทนของสนามฟุตบอลที่ให้บริการประจำอยู่ในส่วนต่างๆ ของประเทศไทย
  • รอบชิงชนะเลิศในฤดูกาล 2015-2016 จะได้ไปเตะรอบชิงชนะเลิศที่สนาม Stamford Bridge ของ Chelsea !!
  • ถือเป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกของนักเตะระดับสมัครเล่นของไทย ที่ได้ไปเตะจริงในสนามระดับพรีเมียร์ลีก
  • ซึ่งทีมที่ได้เข้ามาเตะรอบชิงชนะเลิศนี้คือทีมฟลิคและทีมอิคิวซัง

บรรยากาศรอบชิงชนะเลิศ ลุ้นสุดชีวิต ชนะทั้งน้ำตา

ก่อนแข่งผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์นักเตะของทั้ง 2 ทีมที่ได้เข้ามาเตะรอบชิงถึงประเทศอังกฤษ ซึ่งทุกคนล้วนแต่รู้สึกดีใจและภูมิใจมาก ที่ได้มีโอกาสมาเหยียบสนามแห่งนี้

"สิ่งแรกที่บอกได้เลยคือรู้สึกภูมิใจมากๆ เลยครับ กับเด็กต่างจังหวัดอย่างพวกเรา พ่อแม่ของพวกเราดีใจเป็นที่สุด" สัครัฐ เชื้อโตหลวง ผู้จัดการทีมฟลิคเผย

"เป็นความฝันของทีมธรรมดาอย่างพวกเรา ที่สามารถคว้าโอกาสมาเตะที่สนามแห่งนี้ได้ พวกเราตั้งใจมากจริงๆ" ศักดิ์สิทธิ์ ศิวะสกุล ผู้จัดการทีมอิคิวซังเผย



เริ่มการแข่งขันจริง ทั้งสองทีมดูมีอาการตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะนอกจากอากาศระดับ 12 องศา ซึ่งหนาวเย็นกว่าเมืองไทยแล้ว ยังมีความขลังของสนาม Stamford Bridge ที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกอีกด้วย



ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปได้ไม่นาน ทีมอิคิวซังซึ่งมีผู้เล่นที่ประสบการณ์สูงกว่าก็ทำเกมบุกอย่างหนัก จนในที่สุดก็ได้ประตูขึ้นนำไปก่อน 1-0 แต่หลังจากนั้นทีมฟลิคที่อาศัยลูกโต้กลับก็ทำประตูตีเสมอได้ 1-1



จุดหักเหเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลัง เมื่อผู้รักษาประตูของทีมฟลิคออกมาชาร์จนอกเขตโทษจนโดนใบแดงไล่ออกไป ทำให้ฟลิคซึ่งมีผู้เล่นน้อยกว่า 1 คนก็ต้องอุดเต็มที่ และหวิดเสียประตูหลายครั้ง จนยันไปดวลจุดโทษได้ในที่สุด



และไม่น่าเชื่อว่าการดวลจุดโทษนั้น นักเตะทุกคนยิงเข้าแบบไม่พลาดกันหมดเลยทั้ง 5 คนของทั้งสองทีม จนต้องเตะโทษแบบลูกต่อลูก คนที่ 6, 7, 8, 9 ก็ยังไม่มีใครพลาด



ในที่สุดคนที่ 10 ของทีมอิคคิวซังยิงไปที่มุมซ้ายสุดแรง แต่ผู้รักษาประตูพุ่งไปปัดสุดปลายมือ ลูกเด้งไปชนเสาและออกไปในที่สุด ทำให้ทีมฟลิคซึ่งเป็นรองอยู่ตลอด พลิกกลับมาชนะได้อย่างเหลือเชื่อ





ผู้เล่นต่างวิ่งเข้ามากอดกันร้องไห้ นาทีนั้นคนที่อยู่ในสนามอย่างผมก็รู้สึกตื้นตันไปด้วยอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ และสุดท้ายแล้วทีมฟลิคก็ได้รางวัลชนะเลิศ รับเงินรางวัล 100,000 บาทไปครองในที่สุด


"ผมอยากพาพี่ชายที่เสียชีวิตไปแล้ว มาชมทีมฟุตบอลที่เขารักมากที่สุด นั่นก็คือทีมเชลซี ซึ่งวันนี้ผมได้พาเข้ามาแล้ว และเราสามารถคว้าแชมป์ได้ที่สนามแห่งนี้ด้วย ดีใจมากเลยครับ ดีใจมากจริงๆ" ผู้จัดการทีมฟลิคพูดเสร็จก็คว้ารูปพี่ชายขึ้นมากอด

น้ำใจนักกีฬา หลังจบเกมก็เดินมาไหว้ขออภัย จับมือกัน
ความฝันของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน บางคนฝันอยากได้เงินทอง บางคนฝันอยากได้พบไอดอลที่ติดตามมาตั้งแต่เด็ก บางคนฝันอยากได้ไปท่องเที่ยวประเทศในฝัน

ผมเชื่อว่าความฝันของเด็กไทยที่รักในฟุตบอลเหล่านี้ ได้เป็นจริงขึ้นมาแล้ว และวันนึง ความสำเร็จของพวกเขาอาจจะส่งแรงใจให้เด็กไทยที่กำลังดูอยู่ ได้กล้าฝันที่จะไปให้ถึงได้ด้วยเช่นเดียวกัน



อ่านเพิ่มเติม



Friday, May 13, 2016

สรุปข้อดีข้อเสียของการใช้ Facebook Instant Articles กับเว็บไซต์ หลังทดลองใช้มา 2 สัปดาห์


ความเดิมต่อจากบล็อกตอนที่แล้วเรื่องวิธีสมัครและเปิดใช้ Facebook Instant Articles ซึ่งเพิ่งเปิดให้เว็บและบล็อกทั่วไปสามารถใช้งานได้ (ถ้าใครสงสัยว่ามันคืออะไรแนะนำอ่าน -> Facebook Instant Articles)

ซึ่งหลังจากที่ได้ทดลองใช้งานในเว็บของตัวเองมา 2 สัปดาห์ ก็มีหลายคนเข้ามาถามเหมือนกันว่าเป็นยังไงบ้าง ? ใช้แล้วดีไหม ? รวมถึงหลายท่านติดปัญหาหลายอย่าง ก็มาแชร์ให้ฟังกันครับ


ทดสอบเปิดใช้ Facebook Instant Articles กับเว็บ MacThai.com
  • ข้อมูลต่อไปนี้เป็นการทดสอบการเปิดใช้ FBIA ผ่าน Facebook ของเพจ MacThai ที่เดียว
  • ผมทดสอบกับเว็บนี้เว็บเดียว ไม่ได้ทดสอบกับบล็อกส่วนตัว เพราะคิดว่าจำนวนคนเข้ายังไม่เยอะพอที่จะสรุปอะไรได้
  • คนเข้าเว็บ MacThai โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 1-2 ล้านต่อเดือน (ช่วงพีก 3 ล้าน) ในจำนวนนี้มาจาก Facebook ประมาณ 30-40%
  • เพจ MacThai มีคน Like ประมาณ 160,000 ใช้เป็นช่องทางหลังในการดึงคน
  • วัดผลจาก FBIA โดยการใช้เครื่องมือหลายตัวทั้ง Google Analytics, Facebook Insight, Jetpack ฯลฯ
  • ข้อมูลหาค่อนข้างยาก เพราะต้องลึกลงไปถึงคนที่ใช้ Facebook ผ่านแอพบนมือถืออีกที ซึ่งกลุ่มคนที่เข้าเว็บโดยตรง, กด link จากเว็บอื่น หรือเสิร์ชจาก Google ไม่นับ

ปัญหาช่วงแรกที่เปิดใช้
  • ผมอาศัย Plugin Instant Articles for WP ซึ่งเป็นตัวที่ทาง WordPress แนะนำเองเลย แต่ก็ยังมีบั๊กและปัญหาอยู่มากพอสมควร (นักพัฒนาต้องอัพเดท Plugin ทุก 4-5 วันเลย)
  • กฏของการสมัครใช้ ช่วงแรกคือต้องมีบทความมากกว่า 50 โพสต์ และรอการอนุมัติจาก Facebook 24-48 ชั่วโมง โชคดีที่ผมสมัครช่วงแรกๆ เลยไม่รอคิวนาน แค่ 30 ชั่วโมงก็ได้ไฟเขียวแล้ว
  • ช่วงหลัง Facebook เปลี่ยนกฏมาให้เราทำบทความตัวอย่างแค่ 10 โพสต์ แต่ต้องรอนาน 3-5 วัน 
  • มีปัญหาด้านเทคนิคค่อนข้างเยอะ การปรับค่าต่างๆ ทำได้ยาก และจำกัด ถ้าใครที่ไม่ได้เป็น Dev จะปวดหัวมากบอกเลย
  • การใส่ Banner โฆษณายังไม่ค่อยมี Plugin รองรับ ก็เลยใส่ Google Adsense ไปก่อน


ประกาศเปิดใช้สัปดาห์แรก คนใช้โคตรชอบ ทราฟฟิคพุ่ง คำชมดีงาม
  • เว็บ MacThai ประกาศใช้ FBIA ในวันที่ 14 เม.ย. โดยมีการโพสต์ข่าวประกาศว่าใช้แล้วนะจ๊ะ เพื่อ Educate แฟนๆ ที่เข้าเว็บ
  • ผลตอบรับคือดีงามพระราม 9 คนมาเม้นเพียบว่าชอบมาก มีหลายคนแชร์ไปให้เพื่อนดูว่าเฮ้ยมันเร็วจริงๆ นะ
 
  • แม้แต่บางครั้งเวลาโพสต์ข่าวเรื่องอื่นๆ ก็มีคนเข้ามาเม้นว่าชอบที่เพจนี้ใช้ FBIA เพราะเร็วดี ไม่ต้องรอโหลด
  • ทดสอบเอาบทความที่เคยขายดี เช่น Tips ต่างๆ กลับมาโพสต์ใหม่บนเพจ แต่รอบนี้แปลงร่างเป็น FBIA เรียบร้อยแล้ว ปรากฏยอดแชร์มากกว่าตอนโพสต์ครั้งแรกๆ เสียอีก
  • จากการวัดผล พบว่าสถิติคนเข้ามาอ่านบทความจาก Facebook เพิ่มขึ้นประมาณ 20-30% (นับเฉพาะจากคนเข้า Facebook ผ่านมือถือ)
  • ยอดแชร์มากกว่าปกติ ~15%
  • ยอด Reach เพิ่มกว่าปกติ ~17% ไม่รู้เพราะ FB มันช่วยโกงให้รึเปล่า แต่บทความที่ใช้ FBIA ช่วงหลังจะมีโอกาสเห็นบ่อยกว่าบทความที่ไม่ใช้
  • ยอดคนเข้าเว็บเพิ่มจากค่าเฉลี่ย 2-3% เท่านั้น เพราะอย่างที่บอกมันไปเพิ่มแค่จุดคนเข้าผ่าน FB และต้องใช้แอพบนมือถือด้วย (แต่ถ้าเว็บคุณพึ่งพา Traffic จาก FB เป็นหลัก น่าจะมีผลมากกว่านี้)
  • จำนวนคนที่เห็นโฆษณา Adsense พุ่งขึ้นอย่างชัดเจน 7-8 เท่า อันนี้เกิดจากการที่เอาโฆษณามาแทรกอยู่ในบทความ ตาม Default ของ FBIA (คืออ่านๆ บทความอยู่ก็มี Ads มาคั่น) ซึ่งในเวอร์ชันเว็บเดิม Banner จะอยู่ด้านล่างสุด
  • Bandwidth ในเว็บน้อยลงอย่างชัดเจน 15% คือเนื่องจากบทความมันไปเก็บอยู่บน FB แล้ว ถึงมันจะยังโหลดรูปที่เว็บเราอยู่ แต่โค้ดส่วนอื่นๆ ไม่ได้ถูกโหลดด้วย ทำให้ประหยัด Bandwidth ไปได้พอสมควรเลยทีเดียว

ปัญหาเพียบ ข้อจำกัดเยอะ บางสถิติแย่ลง
  • พูดถึงข้อดีมาแล้ว มาดูสถิติต่างๆ หรือปัญหาที่เกิดขึ้นกันบ้าง
  • อย่างแรกเลยคือการที่ใช้ Plugin ของ Wordpress เข้ามาช่วย ทำให้เราปรับแก้อะไรได้เองลำบาก เช่น บางช่วง Plugin มี error ก็ต้องรอเค้าแก้ปัญหามาให้ หรือบางอันผมต้องเข้าไปแก้โค้ดเองเพื่อให้ใช้งานได้ดีขึ้น
  • ยกตัวอย่างเช่น การแทรกคลิป YouTube ลงในบทความ ปกติบน Wordpress เราแค่วาง link แปะมันก็สร้างส่วนวิดีโอขึ้นมาให้เอง แต่พอไปลงใน FBIA มันบังคับให้วางเป็น Embedded Code 
  • ช่วงแรกก็ไม่รู้ ก็มีคนมาโวยในเม้นว่าไม่เห็นมีคลิปเลย ไปกดดู อ่าว โค้ดมันไม่มานี่กว่า ทำให้ต้องทำข้อตกลงในทีมงานกันใหม่
  • รวมไปถึง Embedded Code จากพวก Twitter, IG, Facebook ด้วย ก็เขียนบทความกันลำบากขึ้น
  • ในเว็บ MacThai เรามีการสร้าง Template ระบบรีวิวแบบพิเศษ ให้หน้าจอมัน Layout สวยงาม (ตัวอย่าง Siri - Honda City) ซึ่งมันแปลงมาลง FBIA ไม่ได้ ก็ต้องกดให้มันยกเว้นสำหรับบางบทความ
  • บางบทความที่ตัดสินใจไม่ใช้ FBIA คนเริ่มมาเม้นว่าไม่มีสายฟ้า ทำให้ไม่อยากกดเข้าไปอ่าน
  • ปัญหาเรื่องปุ่มต่างๆ ก็ทำได้ยาก เช่นอยากให้มีปุ่มแชร์บทความไป LINE ก็ทำไม่ได้ หลายอย่างต้องทำตาม Template ของ FB ซึ่งมีข้อจำกัดอยู่
  • สถิติที่ไปในทางแย่ลงก็มี สถิติการกดเข้าไปอ่านบทความต่อในเว็บลดลง คืออ่านจบแล้วก็กดกลับไปเล่น FB ต่อเลย อย่างใน MacThai เราจะมีรูปนางแบบที่คนชอบกดไปดู ก็มีคนดูน้อยลงไป
  • ระยะเวลาในการอยู่กับบทความของเราสั้นลงประมาณ 3-7% อันนี้ไม่รู้เพราะมันโหลดเร็วแล้วกลับไป FB  ง่ายรึเปล่า คนเลยเปิดมาอ่านแป๊บๆ แล้วก็กลับ
  • การเก็บสถิติทำได้ยากขึ้น คือปกติผมใช้ Analytics หลายตัว แต่พอมาเป็น FBIA การแทรกโค้ดเข้าไปเยอะๆ มักมีปัญหา เลยเลือกแค่ Google Analytics ตัวเดียว (เห็นบางคนบอกมีปัญหากับ TrueHit ด้วย)
  • บทความที่เขียนไปแล้ว ถ้ามีการพิมพ์ผิดหรือต้องแก้ไข มันจะยากกว่าเดิม เพราะ Feed ถูกดูดมาเก็บใน FB แล้ว ทำให้บางครั้งต้องกดให้มันดูดมาใหม่แบบด่วนๆ
  • ระบบโฆษณาของ Facebook Audience Network เองก็ทำเงินได้น้อยเอามากๆ คือถ้าดูบทความแบบ FBIA ในต่างประเทศเค้าจะไม่ค่อยใช้ Adsense กัน แต่จะใช้ของ FB ไปเลย เพราะคนมันมี Ads ที่ผูกตรงกลุ่มเป้าหมายมากกว่า แต่ของไทยไม่ค่อยมีคนลง Ads จุดนี้
  • ระบบ Banner, Template, Style ต่างๆ ยังต้องหาทางจัดการใหม่ ซึ่งก็เห็นหลายคนโวยวายใน Forum ของ FB Dev ต้องรอดูว่าจะมีนโยบายอย่างไรบ้าง คือคนทำเว็บมันก็ต้องการความ Flexible มากกว่านี้

:: สรุป ::


โดยสรุปแล้ว Facebook Instant Articles คือสวรรค์ของคนอ่าน โหลดเร็ว อ่านง่าย ใช้แล้วติดใจ มีอัตราการเข้ามาอ่าน การแชร์ การเม้น มากขึ้นกว่าเดิม แถมเพจยังได้ประโยชน์เต็มๆ เพราะเหมือน FB แอบโกง Reach ให้นิดๆ ด้วย

แต่ด้วยความที่ยังใหม่ ระบบยังไม่ได้พร้อมมาก ต้องใช้ความรู้ด้าน Dev พอสมควรในการจัดการปัญหาต่างๆ รวมทั้งความไม่ Flexible ทำให้หลายคนเจอปัญหาเรื่องการจัดหน้าตา, ระบบ Banner, ระบบวัดสถิติต่างๆ

อีกข้อนึงคือผมว่าการมี FBIA หรือเปล่า ยังไม่ได้เป็นตัวดึงดูดคนมากนัก โอเคคนอ่านชอบแหล่ะ แต่มันไม่ถึงกับว่า เฮ้ยเว็บนี้มีอ่านของที่นี่ อันนี้ไม่มีไม่อ่านดีกว่า





Friday, April 29, 2016

Social Enterprise vs CSR กิจกรรมเพื่อสังคมยุคใหม่ ที่ให้กำไรสู่สังคมมากกว่าเดิม


ช่วงนี้เราจะได้ยินประโยค Social Enterprise กันบ่อยมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหลายคนก็คงเข้าใจแบบผมว่าก็เป็นกิจกรรมเพื่อสังคมคล้ายกับ CSR นี่แหล่ะมั้ง แต่เราก็ยังไม่รู้ว่าต่างกันอย่างไรอยู่ดี

เมื่อวันก่อนได้มีโอกาสไปร่วมงาน "How can Corporate Directors Help Nurture Social Enterprises ?" จัดโดย IOD ซึ่งก็ได้มีการอธิบายพร้อมยกตัวอย่างเรื่อง Social Enterprise (SE) แบบละเอียดเลย แถมได้ข้อมูลว่าที่อังกฤษมีผู้เกี่ยวข้องกับ SE มากกว่า 2 ล้านคน !!



Social Enterprise คืออะไร ? ต่างกับ CSR อย่างไร


ดร. วันชัย ที่ปรึกษา "สิงห์ ปาร์ค" จังหวัดเชียงราย ให้ข้อสรุปที่มาที่ไปของ Social Enterprise เอาไว้ดีมาก เลยขอสรุปดังนี้

  • สมัยก่อนแต่ละบริษัทก็จะ CSR คือกิจกรรมเพื่อสังคม ทำกันเป็นระยะๆ ปีละครั้งสองครั้ง ทำแล้วเลิก
  • เช่น การไปปลูกป่า ไปทำบุญ ไปเลี้ยงเด็ก แม้จะเป็นกิจกรรมที่ดีต่อสังคม แต่ด้วยความไม่ต่อเนื่อง สังคมก็ไม่ได้อะไรกลับมามากมายนัก
  • เลยเป็นที่มาของคอนเซ็ปต์ Social Enterprise นั่นคือการสร้างกิจกรรมที่ยั่งยืน และทำให้เกิดผลกำไร, อาชีพ และช่วยแก้ปัญหาให้กับชุมชนจริงๆ
  • หัวใจหลักของ Social Enterprise คือ 
    • 1. คนในชุมชน (People) 
    • 2. สิ่งแวดล้อม (Planet) 
    • 3. กำไร (Profit)
  • ตัวอย่างที่ชัดมากสำหรับการทำ Social Enterprise ในไทย คือโครงการของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ตามพระราชดำริของสมเด็จพระราชินี ชนนี ที่มีผลิตภัณฑ์ “ดอยตุง” หรือ “ร้านภูฟ้า” 
  • ซึ่งนอกจากจะเป็นการนำสินค้าจากท้องถิ่นมาสู่สั่งคมแล้ว ยังสร้างรายได้ และมีผลกำไร เป็นที่ยอมรับของสังคมด้วย
  • เมื่อกิจกรรมเพื่อสังคมสร้างกำไร สร้างรายได้ คนในชุมชนก็มีงานทำ ช่วยให้สังคมดีขึ้นมาได้

Marcus Winsley ผู้อำนวยการทบวงการค้าและการลงทุน สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ ยกตัวอย่างสิ่งที่เกิดขึ้นในอังกฤษ
  • Social Enterprise ในอังกฤษเป็นกิจกรรมที่แข็งแรงมาก มีผู้ที่เกี่ยวข้องมากกว่า 2 ล้านคน
  • ในยุค 90 ที่อังกฤษเน้นอุตสาหกรรม คนที่อยู่ในแต่ละชุมชนก็จะมาเป็นแรงงาน เพื่อให้เกิดรายได้ สิ่งที่ตามมาคือสภาพสังคมก็เลยเปลี่ยนไป กิจการบางอย่างในชุมชนก็ค่อยๆ หายไปด้วย
  • ต่อมายุค 2,000 นายกรัฐมนตรีอังกฤษที่ชื่อ David Cameron มีความเชื่อว่าในแต่ละชุมชนมีความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง
  • ในแต่ชุมชนน่าจะสามารถสร้างธุรกิจของตัวเองขึ้นมาได้ และเป็นธุรกิจที่ดีต่อทั้งคนทำ ดีต่อสังคม และดีต่อผู้มาใช้บริการด้วย
  • ตัวอย่างง่ายๆ เช่นร้าน Tesco Lotus พยายามที่จะมีสินค้าพื้นเมืองในแต่ละท้องที่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนกับสังคม คนซื้อก็สะดวก คนขายก็มีรายได้ Win-Win ทุกฝ่าย
  • กิจการที่ไม่มีกำไร ไม่มีทางที่จะยั่งยืนได้

มุมมองของคุณบดินทร์ อูนากูล รองประธาน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ให้มุมมองว่าบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ต่างก็ให้ความสำคัญกับ Social Enterprise
  • บริษัทใหญ่ๆ ใช้เงิน CSR ในแต่ละปีเยอะมาก แต่ก็ใช้แล้วจบไป
  • Social Enterprise จะเกิดได้ยากมากถ้าไม่มีเงินทุนสนับสนุนจากบริษัทต่างๆ การที่ชุมชนจะไปขอทุนจากธนาคารก็ยาก เพราะกำไรน้อย มุมมองทางธุรกิจก็ไม่แข็งแรงมาก
  • การที่บริษัทใหญ่ๆ เข้ามาช่วยเหลือในการทำ Social Enterprise ถือเป็นเรื่องที่ดีทั้งภาพลักษณ์ ได้ใจลูกค้า และยังมีโอกาสได้กำไรกลับมาที่บริษัทด้วยก็ได้
  • ในไทยตอนนี้เริ่มมีกิจการในลักษณะ Social Enterprise เพิ่มขึ้นมากและน่าสนับสนุน

สิงห์ ปาร์ค กับ Social Enterprise ที่ยั่งยืนในจังหวัดเชียงราย
  • อีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจของการทำ Social Enterprise ในไทย นั่นคือ "สิงก์ ปาร์ค" ที่จังหวัดเชียงราย
  • ดร. วันชัย เล่าให้ฟังว่า ที่จังหวัดเชียงราย แม้จะเป็นเมืองที่สวยงาม แต่กลับไม่มีแหล่งท่องเที่ยวที่ทุกคนรู้จัก ใครจะไปเชียงรายก็นึกไม่ออกว่าจะไปเที่ยวไหน ต่างจากเชียงใหม่ หรือเมืองอื่นๆ
  • พอดีกับที่ทางสิงห์เองก็มีที่ดินอยู่จำนวนหนึ่งในจังหวัดเชียงราย เลยมองเห็นโอกาสว่าลองทำเป็น Social Enterprise สร้างแหล่งท่องเที่ยวขึ้นมา ให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม มีผลิตภัณฑ์จากชุมชนเข้ามาขาย
  • สิงห์ ปาร์ค มีพื้นที่กว่า 8,000 ไร่ งบลงทุนกว่า 100 ล้านบาท เปิดให้เข้าชมครั้งแรกปี 2554
  • หลังเปิดดำเนินงาน ก็มีนักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมจำนวนมาก และมีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ 
  • นอกจากที่ท่องเที่ยวแล้วยังมีสินค้าจากชุมชน เช่น วัตถุดิบใบชาจากไร่ของ สิงห์ ปาร์ค ถูกนำมาผลิตจำหน่ายในประเทศ และยังส่งออกให้ บริษัท มารุเซ็น ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์อันดับต้นๆ ของประเทศญี่ปุ่น
  • สิงห์ ปาร์ค สามารถสร้างรายให้คนในท้องถิ่นกว่า 1,000 คน
  • เกิดแหล่งธุรกิจใหม่ และเกิดอาชีพในเชียงรายจำนวนมาก มีส่วนช่วยให้สังคมทั้งจังหวัดเชียงรายดีขึ้น

โดยสรุปแล้ว Social Enterprise คือการร่วมสร้างสังคมให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ด้วยการสร้างธุรกิจ ที่มีส่วนช่วยสภาพแวดล้อม คนในสังคม คนซื้อก็ได้รับสินค้าบริการที่ดี คนขายก็มีรายได้ สุดท้ายจะช่วยสร้างสังคมให้ยั่งยืนได้นั่นเอง


ผู้ที่มาร่วมพูดคุยในงานคือ

  • คุณ Andrew Glass, Country Director ของ British Council Thailand
  • คุณ Marcus Winsley ผู้อำนวยการทบวงการค้าและการลงทุน สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ
  • รศ. ดร. วันชัย ศิริชนะ อธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ที่ปรึกษาด้าน Social Enterprise จังหวัดเชียงราย
  • คุณบดินทร์ อูนากูล รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานบริหารและดูแลสายงานปฏิบัติการ และรองประธาน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)
ข้อมูลเพิ่มเติม


Thursday, April 28, 2016

สัมภาษณ์พิเศษ: เปิดใจ "จักรพงษ์ คงมาลัย" กับการเปิด MoonShot บริษัทของตัวเอง หลังออกจาก Sanook, Samsung


เชื่อว่าในวงการไอที สื่อ รวมถึงเอเจนซี่แทบจะต้องรู้จักหรือเคยได้ยินชื่อของพี่ปอง "จักรพงษ์ คงมาลัย" (@jakrapong) กันมาไม่มากก็น้อย เพราะนอกจากจะเป็นที่ได้ร่วมงานกับบริษัทชื่อดังอย่าง Yahoo, True, Samsung, Sanook เป็นผู้ก่อตั้งเว็บ Thumbsup ก็ยังเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ใหญ่ในวงการคนหนึ่งอีกด้วย

โดยส่วนตัวผม (@Khajochi) กับพี่ปองเราก็รู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ทั้งในวงการบล็อกเกอร์, เว็บไซต์, จัดค่าย YWC รวมทั้งเป็นกรรมการอยู่สมาคมผู้ดูแลเว็บไทยด้วยกัน

เมื่อได้ยินว่าพี่ปองกำลังจะก้าวออกจากการเป็นพนักงานบริษัท เข้ามาเปิดบริษัทของตัวเองเป็นครั้งแรกในชื่อ MoonShot ซึ่งเป็น Digital PR ที่น่าสนใจเอามากๆ ผมเลยขอโอกาสนั่งทานข้าวพร้อมสัมภาษณ์พี่ปองคุยกันแบบโคตร Exclusive ครับ 5555



สิ่งที่ได้เรียนรู้จาก Yahoo, True, Samsung, Sanook


พี่ปองเล่าเรื่องการทำงานในช่วงแรก จากการได้ไปอยู่ที่บริษัทระดับโลกอย่าง Yahoo ที่สิงคโปร์ เน้นงาน Content ทำให้ได้เห็นว่าคนเก่งกว่าเรานั้นมีอยู่เยอะมาก โลกมันช่างกว้างใหญ่

หลังจากนั้นพี่ปองก็กลับมาที่เมืองไทย โดยเริ่มงานกับ Samsung ก่อนจะย้ายไปทำที่ True ได้ 1 ปีแล้วก็กลับมา Samsung อีกครั้ง ซึ่งเน้นงานด้านการดูแล Social Media และนั่นเป็นจุดเริ่มไอเดียของการทำ Digital PR

จนสุดท้ายก็มาอยู่ที่ Sanook ซึ่งกลับมาทำสาย Content อีกครั้ง โดยพี่ปองดูแลเนื้อหาทั้งหมดใน Sanook ซึ่งทุกอย่างก็ดูดี พี่ปองมีอาชีพที่มั่นคง เป็นหนึ่งในผู้บริหารที่ใครก็อยากได้ตัวไปทำด้วย

คำถามคือ แล้วทำไมพี่ถึงตัดสินใจมาเปิดบริษัทของตัวเองในตอนนี้ ?

"ใช่ครับ พี่คิดเรื่องการทำบริษัทมาตั้งนานแล้ว ... แต่ ... (คิดนาน) คือเราทำอาชีพมา 15-16 ปี คิดว่าจะโดดจาก Comfort Zone กันได้ง่ายๆ เหรอ ? มันคือการโดดเหวเลยนะ เราจะเป็นยังไงไม่รู้เลยนะ"



การตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต อะไรทำให้กล้าเสี่ยง


สิ่งหนึ่งที่ผมสนใจมากกว่าเรื่องของบริษัทใหม่นี้ คือเรื่องของการที่พี่ปองก้าวออกจาก Comfort Zone ออกมาทำธุรกิจเต็มตัว คือผมเชื่อเหลือเกินว่าด้วย Profile ระดับพี่ปองแล้ว สามารถเลือกทำงานที่บริษัทไหนก็ได้ ไปไหนก็มีแต่คนอยากได้ตัว

แต่การตัดสินใจกล้าออกมาจากการทำงานประจำเกือบ 15-16 ปี มีรายได้ มีฐานะที่มั่นคง แล้วมาเปิดบริษัทของตัวเองที่เริ่มจากศูนย์ ... ความเสี่ยง ความกดดัน การตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต พี่ปองคิดอะไรอยู่กันแน่นะ

"เอาจริงๆ พี่ก็เคยคิดหลายที แต่มันก็ไม่เคยพร้อม จุดเปลี่ยนคือการที่ได้ไปเรียน ABC แล้วพบว่าคนที่มาพูดในคลาสแต่ละคนนะ คนที่เค้ามีผลงานเป็นของตัวเอง เค้าโดดจาก Comfort Zone ทั้งนั้นเลย"

"ความรู้สึกของเราคือ เราจะรออย่างนี้ไปเรื่อยๆ หรือเราจะลองดูซักตั้ง ดีกว่าไม่ได้ลองรึเปล่า ?" พี่ปองเผย

หลายคนอาจจะคิดว่าระดับพี่ปอง จะเปิดบริษัทของตัวเองเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ในความเป็นจริงมันไม่ได้ง่ายอย่างนั้น
"เราจะรออย่างนี้ไปเรื่อยๆ หรือเราจะลองดูซักตั้ง"

ทำไมถึงทำ Digital PR ? บริษัท MoonShot คืออะไร


จากการที่เคยทำงานมาทั้งสาย Content และสาย Social Media Marketing แน่นอนว่าใครหลายคนน่าจะคาดหวังว่าพี่ปองจะมาเปิดเอเจนซี่ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มาแรงมากในตอนนี้ แต่ทำไมพี่ปองกลับเลือกที่จะเปิด Digital PR ?

"พี่มีความชอบเรื่อง Content เรื่องการดูแล Community คือถ้าเราย้อนกลับไปช่วง 6-7 ปี เอเจนซี่ประเภทหนึ่งเกิดขึ้นมาท่านกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก นั่นคือ Digital Agency ซึ่งเข้ามา Disrupt รูปแบบการทำงานของเอเจนซี่เดิม"

"แต่มีเอเจนซี่อยู่แบบนึง ที่พี่ว่าหลายบริษัทยังปรับตัวได้ไม่ดีนักในโลกทุกวันนี้ นั่นคือ PR"



พี่ปองเล่าว่า PR มีความสำคัญมากต่อบริษัท แต่ปัญหาคือการที่โลกหมุนไปทางดิจิตอล จนทำให้การสื่อสารมีรูปแบบที่เปลี่ยนไปเยอะมาก พี่มองว่ามันอาจจะมีช่องที่ทำให้เราเข้ามาในจุดนี้ได้

เอเจนซี่ที่เน้น Creative เองก็เน้นเรื่องของการตลาด ไม่ได้เน้นเรื่องของภาพลักษณ์ การใส่ใจลูกค้าแบบ PR พี่ก็คิดว่าถ้ามี Digital PR ที่เข้าใจเรื่องการสื่อสารในโลกของ Social Media, การดูแล Crisis, การสื่อสารกับสื่อหลัก, เว็บและบล็อกเกอร์

สิ่งหนึ่งที่ทำให้การทำ PR บนโลก Digital ไปได้ด้วยดี พี่มองว่ามันคือ Content ที่ดีด้วย

พี่ปองเล่าให้ฟังว่าสิ่งที่ปองคิดเอาไว้ แต่ก็ยังหาโอกาสหรือช่องทางการทำไม่ได้เสียที จนได้มาเจอกับทาง Rabbit Tale ซึ่งพอคุยกันแล้วพบว่ามีแนวคิดเดียวกันเลยกับพี่ปอง

และด้วยความที่ทีมงานและผู้ก่อตั้ง Rabbit Tale เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่เข้าใจโลก Digital เป็นอย่างดี จึงได้เกิดการจับมือกันเปิดบริษัท MoonShot ขึ้นมานั่นเอง

"พี่รู้จักกับแมค (@themacci หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Rabbit Tale) เป็นการพูดคุยกัน จนวันนึงเราก็เห็นว่ามีไอเดียที่เข้ากันได้ดี เราก็เริ่มทดลอง Brain Storm ไอเดีย คุยกันอยู่หลายเดือนเหมือนกัน ก็ต้องขอบคุณที่เค้าอดทนรอกับพี่ด้วย"



คำถามสุดท้าย ผมถามพี่ปองว่า สำหรับการออกมาตามความฝันโดยที่ไม่รู้จุดหมายปลายทาง กับการได้ทำงานในบริษัทที่มั่นคง มีตำแหน่งใหญ่โต เงินเดือนสูงมากๆ พี่มองในจุดนี้ยังไง ?

"พี่เชื่อว่า ทุกองค์กร ไม่ใช่ว่าขาดใครคนนึงแล้วมันจะตาย ... พี่ก็แค่เป็นคนนึงที่ออกมาตามฝัน ออกมาลองดูว่ามันจะเป็นยังไง ก็แค่นั้นเอง"

ก็ขออวยพรให้พี่ชายคนนี้โชคดีกับก้าวใหม่ในครั้งนี้ครับ

อ่านเพิ่ม - MoonShot, Jakrapong

Wednesday, April 13, 2016

วิธีสมัครและเปิดใช้ Facebook Instant Articles สำหรับคนทำเว็บ, บล็อกเกอร์ ตอนที่ #1


เปิดตัวไปแล้วกับ Facebook Instant Articles ถือเป็นมิติใหม่ของคนทำเว็บหรือบล็อกเกอร์ ที่ต่อไปการทำเนื้อหาไม่ได้อยู่แค่ในเว็บอีกต่อไปแล้ว

สำหรับใครที่ยังสงสัยว่ามันคืออะไร สรุปง่ายๆ คือ Facebook Instant Articles (ต่อไปจะขอเรียก FBIA) คือฟีเจอร์ที่ทำให้คนอ่านบทความ, ข่าว, รีวิว ฯลฯ ที่อยู่บน FB ได้เร็วมากๆ กดปุ๊บได้อ่านปั๊บ เพิ่มประสบการณ์ใช้งานที่ดีขึ้นสำหรับคนที่ใช้มือถือ

ก่อนหน้านี้ FBIA จะใช้ได้เฉพาะกลุ่มสำนักข่าวหรือ Publisher ใหญ่ๆ แต่ตอนนี้หลังจากงาน F8 ที่เพิ่งผ่านไป FBIA ก็เปิดให้ทุกคนใช้ได้แล้วจ้า หลังจากที่งมอยู่ทั้งคืน วันนี้มีบทความมาแชร์วิธีติดตั้งให้ชมกัน

จะเปิดใช้ Instant Articles ต้องมีอะไรบ้าง

  1. มีเพจอยู่บน Facebook
  2. เป็น Admin หรือ Editor บนเพจ
  3. ลงแอพ Pages ที่ใช้บริการจัดการเพจบนมือถือ (iOS, Android)
ส่วนจะมีเว็บหรือไม่มีเว็บของตัวเองก็ได้ อันนี้แล้วแต่ เพียงแต่บทความนี้เน้นคนที่ทำเว็บทำบล็อกอยู่ก่อนแล้ว มาเปิดใช้ฟีเจอร์ FBIA เพราะงั้นก็จะเน้นตรงจุดนี้นะครับ

สมัครและเปิดใช้งาน Facebook Instant Articles

สำหรับการสมัครและเปิดใช้งาน FBIA ก็ถือว่ามีขั้นตอนเยอะพอสมควร แถมบางเรื่องอาจจะต้องรู้ด้านเทคนิคบ้าง ซึ่งผมจะอธิบายศัพท์ไอทีไปเลยนะฮะ ใครที่ไม่เข้าใจแนะนำให้หา Dev หรือคนที่ช่วยดูแลด้านเทคนิคของเว็บมาช่วยได้



1. เปิดใช้บริการ Facebook Instant Articles ให้กับเพจ


2. ตั้งค่าเริ่มต้นให้กับเพจ
  • เมื่อผ่านขั้นตอน 1. แล้ว ให้ไปที่ Facebook Pages ของเรา แล้วไปที่ Settings (ปุ่มอยู่ขวาบน)
  • เมนูด้านซ้าย เลือกไปที่ Instant Articles (ถ้าใครทำขั้นตอน 1 ไม่สำเร็จ จะไม่มีเมนูนี้)
  • จากนั้นด้านขวาจะเห็นขั้นตอนการติดตั้ง ที่ FB เขียนเป็นลำดับเอาไว้แล้ว เราก็ทำตามลำดับนี้ได้เลย 
  • ซึ่งในบทความนี้จะข้ามหลายอย่างที่ไม่จำเป็นออกไป เอาแค่พอเปิดใช้ให้ได้ก่อนค่อยว่ากัน

3. Claim URL
  • ในหน้า FBIA เลื่อนลงมาด้านล่าง จะเห็นช่องที่เขียนว่า Tools - Claim Your URL
  • ข้างในกล่องจะมี Code ที่เราจะต้องเอาไปวางบนเว็บของเรา เพื่อเป็นการยืนยันว่าเว็บนี้เป็นของเราจริง
  • ก็อปรหัส <meta> ที่อยู่ในกล่อง ไปวางที่โค้ดในเว็บของเรา ควรอยู่ในระหว่าง <head> จากนั้นก็อัพเดทในเว็บแล้วเช็คว่ามีโค้ดชุดนี้อยู่จริง
  • กลับมาที่ ใส่ URL เว็บของเราในช่อง Tools แล้วกด Claim URL
  • รอซักพักระบบจะเข้าไปเช็คว่าเว็บเรามีโค้ดนี้จริงหรือเปล่า ถ้าผ่านก็จะมีชื่อเว็บของเราโผล่ขึ้นมาตามภาพ
  • เราสามารถ Claim URL ได้หลายเว็บ หลาย Sub Domain ขึ้นอยู่กับว่าเรามีเว็บในมือมากแค่ไหน ตัว URL นี้จะต้องเป็นเว็บที่เราใช้ขึ้นบทความที่เป็น Instant Articles ด้วย

4. ทำความเข้าใจกับ RSS Feed (ในแบบ Facebook)
  • มาถึงขั้นตอนที่ยากที่สุดแล้ว เนื่องจากระบบของ Facebook จะกำหนดให้เราต้องส่งบทความเข้าไปให้ทางระบบตรวจดูก่อนอย่างน้อย 50 โพสต์ (อัพเดท: ล่าสุด FB ลดจำนวนลงเหลือ 10 โพสต์แล้ว) ก่อนที่จะเริ่มใช้ FBIA ได้ ซึ่งความยากมันอยู่ที่การเขียนบทความให้ใช้ได้กับ FBIA นี่แหล่ะ
  • คือมันไม่มี Editor มาให้ เราจะต้องเขียนโค้ดเข้าไปอย่างเดียว โดยรูปแบบอ่านได้จากเอกสารนี้ - FBIA Creating Articles
  • แต่สำหรับคนที่มีเว็บอยู่แล้ว เราก็ดูดเนื้อหาของเรา มาลงในรูปแบบของ FBIA ได้เลย โดยใช้ระบบ RSS Feed ... แต่เดี๋ยวก่อน มันไม่ใช่ RSS ที่เรามีในเว็บปกติ แต่มันเป็น RSS ในแบบที่ FB กำหนดขึ้นมา ซึ่งบอกเลยว่าต้องหาเครื่องมือมาช่วย
  • ในบทความนี้จะขอใช้ Plugin บน Wordpress มาช่วยแทนครับ แต่ถ้าคุณใช้ระบบอื่นๆ ก็แนะนำลองศึกษา Format FBIA แล้วลองหาทางแปลงให้เข้ากับรูปแบบของมันดูนะครับ หรือจะเขียนมือก็ได้ แต่ขอเตือนเหนื่อยแน่นอน

5. ติดตั้ง Instant Articles Plugin บน WordPress
  • โชคดีที่ผมใช้ระบบ WordPress ในการทำเว็บ ซึ่งก็มีคนทำ Plugin มาช่วยไว้แล้ว ตัวนี้ชื่อ Instant Articles for WP เป็นตัวที่ทาง WordPress แนะนำเองเลย
  • เข้าไปที่ระบบ WordPress ของเว็บเรา แล้วไปที่ Plugin -> Add New -> หาชื่อ Instant Articles for WP
  • กดติดตั้ง และ Activate (ตัวนี้ต้องใช้ PHP 5.5 ขึ้นไปนะ)
  • ถ้าติดตั้งเรียบร้อย จะเห็นว่ามีเมนูชื่อ Instant Articles ขึ้นมาด้านซ้าย
  • ซึ่งเว็บจะมีการติดตั้ง Feed ในแบบของ FBIA ให้เราเองโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องทำอะไรอีกเลย สบายแฮ โดยลองเข้าไปที่ http://เว็บของเรา/?feed=instant-articles
ตัวอย่างหน้าตา FBIA RSS Feed
  • ระบบจะสร้าง XML ที่เป็นโพสต์ล่าสุดของเราในรูปแบบ FBIA ขึ้นมาให้
  • ซึ่งเราสามารถไปเลือกว่าบทความไหนไม่ขึ้น Feed ได้จาก Setting ของโพสต์และ Plugin ครับ

6. ติดตั้ง Production RSS Feed และรออนุมัติ
  • หลังจากที่เราได้หน้า Feed จากในเว็บของเราแล้ว ก็กลับมาที่หน้า FBIA อีกครั้ง
  • เลื่อนลงมาด้านล่าง ไปที่ Tools -> Production RSS Feed
  • จากนั้นใส่ URL ของ Feed ที่เราได้จากข้อ 5. ลงไป แล้วกด Save
  • ระบบจะเข้าไปดูดบทความของเราเข้ามาเก็บไว้ที่ Facebook
  • เข้าไปดูว่าเนื้อหาเข้ามาจริงหรือเปล่า เลือกไปที่เมนูด้านบน Publishing Tools -> Instant Articles -> Production
  • ถ้าคุณเห็นบทความของคุณโผล่ขึ้นมาในระบบ ก็ร้องกรี๊ดดังๆ ได้แล้วว่าฝันใกล้เป็นจริง (ซะที)
  • รอให้มันมาเกิน 50 โพสต์ แล้วก็กลับไปที่หน้า Settings -> FBIA หน้าเดิม
  • ด้านล่างจะมีให้เลือก Step 2 : Submit for Review ปุ่มจะเปิดให้เรากดได้ ก็กด Submit for Review ซะ
  • จากนั้นก็นอนรอว่าเราจะได้รับอนุมัติหรือเปล่า ใช้เวลาประมาณ 24-48 ชั่วโมง
  • ถ้าอนุมัติแล้ว ในหน้า Publishing Tools -> Instant Articles -> Production ก็จะมีให้เลือกว่าจะเอาบทความไหนขึ้นบ้าง ซึ่งถ้าเราก็โพสต์บทความในเพจตามปกติ แต่ถ้ามี Link ที่มันมีใน FBIA Feed ระบบก็จะเลือกให้มาที่ FBIA เองอัตโนมัติ


7. ทดสอบระบบ
  • เข้าไปที่แอพ Pages บนมือถือ
  • จากนั้นเลือกไปที่เพจของเรา แล้วเลือกเมนู "..." จะมีให้เลือก Instant Articles
  • ทดลองกดเข้าไปดูที่ Production ว่ามีข้อความหรือบทความของเราครบถ้วนหรือไม่
  • ตัวนี้เอาไว้เช็คก่อนได้ว่าบทความที่จะเอาขึ้น มันมีเนื้อหาหรือข้อมูลครบหรือเปล่า

ขอจบตอนแรกไว้แต่เพียงเท่านี้ ซึ่งจริงๆ แล้วยังมีรายละเอียดที่เราควรจะต้องจัดการอีกเยอะมากสำหรับ FBIA ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใส่ Banner โฆษณา, การสมัครขอใช้โฆษณาในระบบ Facebook, การใส่โลโก้หรือ Format ของโพสต์ และการติดตั้ง Google Analytics ไว้วัดจำนวนคนอ่าน

เอาไว้ต่อกันตอนที่ 2 ละกันฮะ ใครชอบอย่าลืมกดแชร์เป็นกำลังใจกันด้วยนะครัช~*