Sunday, June 26, 2016

การขับเคลื่อน Startup Thailand: ฐานเศรษฐกิจใหม่ของไทย โดย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์


ได้มีโอกาสฟังดร.สมคิด พูดถึงเรื่องของ Startup ไทย ในงาน Startup Thailand ครั้งที่ผ่านมา น่าสนใจในหลากหลายข้อคิดที่ได้เยอะมากเลยทีเดียว

- ดร.สมคิดคุยกับทางรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ว่าให้จัดงาน #StartupThailand ขึ้นมา เพราะมองเห็นว่าไทยเราก็มี Startup มากพอที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศแล้ว
- ประเทศที่จะเจริญได้ ต้องประกอบด้วยผู้ประกอบการในหลากหลายธุรกิจ
- กระทรวงวิทยาศาสตร์ของไทยเล็กมาก แต่มีคนเก่งเยอะมาก มีดอกเตอร์ 800+ กว่าคน ดร.สมคิดเลยตัดสินใจไปเยี่ยมที่กระทรวง แล้วก็ขอให้ช่วยผลักดันเรื่อง Startup จนวันนี้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว
- ดีใจที่ได้มีโอกาสมาฟังดร.สมคิด ไอดอลเลย


ประเทศไทย 1.0 - 3.0

- ประเทศไทย 1.0 : เกษตร
- ประเทศไทย 2.0 : เน้นอุตสาหกรรม เริ่มจากนำเข้า แล้วค่อยส่งออก นำรายได้เข้าประเทศ
- ประเทศไทย 3.0 : ชิ้นส่วนอุตสาหกรรมที่เน้นใช้ความสามารถของคนมากขึ้น เช่น ชิ้นส่วนรถยนต์, เคมี, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
- ไทยเราอยู่ยุค 3.0 มานานมาก แล้วก็ผ่านวิกฤติเศรษฐกิจหลายรอบ ตั้งแต่ GDP ขึ้นหลักสิบเปอร์เซ็นต์ มาถึงยุคปัจจุบันที่ตกลงมาก แถมยังมาพร้อมวิกฤติทางการเมือง
- อนาคตทางเดินของไทย และสิ่งที่ดร.สมคิดพยายามวางโครงสร้างเอาไว้ ซึ่งหลังจากนี้รัฐบาลไหนเข้ามา ก็จะพยายามให้เกิดการเดินตามนี้ด้วยเช่นกัน เพื่อความต่อเนื่อง
- GDP เราแย่ลงทุกปีๆ อย่างชัดเจน อย่าคิดแค่ว่าเป็นเพราะปัญหาทางการเมือง แต่มันเป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของทั้งระบบ โดยเฉพาะเน้นสร้างนวัตกรรมให้การเกษตร ไม่ใช่ไปจำนำให้เงินปลอมๆ เขาไป
- "อย่าบอกว่าเกษตรกรกำลังแย่ อย่ามาบอกเลยประเทศไทย 4.0 อย่ามาบอกจะทำ Startup ... อย่าพูดแบบนี้ มันคนละเรื่องกัน"

.

สัญญาณเศรษฐกิจไทยเป็นบวกแล้ว


- แต่ตอนนี้การเมืองเราเริ่มนิ่ง สัญญาณเริ่มดีขึ้น ตั้งแต่ต้นปีนี้ส่งออกเริ่มดี เราเป็น 1 ใน 25 ประเทศที่เศรษฐกิจเป็นบวก (เทียบการส่งออก) ใน SEA เป็นรองแค่เวียดนาม (แต่ขนาดส่งออกของเรายังใหญ่กว่ามาก)
- การลงทุน สัญญาณบวกแรงมาก โดยเฉพาะจากต่างประเทศ ช่วง Q1 มากกว่าปีก่อนเยอะมาก มีแรงขอการลงทุนเข้ามาจริง เป็นคำขอเข้ามาที่ BOI
- CEO ของ AirAsia มาคุยกับดร.สมคิดและท่านนายก บอกไทยคือ Gateway ทางการบินที่แท้จริงของอาเซียน ทาง AirAsia จะมาตั้งฐานสำนักงานขนาดใหญ่ที่เมืองไทย พร้อมจะร่วมลงทุนในสนามบินขนาดกลางในต่างจังหวัด
- Huawei กำลังจะขยายสำนักงานเปิด HQ ที่เมืองไทย
- สมคิดเร่งจี้ให้มีการลงทุนจากรัฐเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานอย่างรถไฟฟ้า ตอนนี้เร่งให้เปิด 3-4 เส้นเลย

.

ประเทศไทย 4.0


- ดร.สมคิดเคยพยายามสร้าง SME มาในสมัยตอนอยู่รัฐบาลเมื่อหลายสิบปีก่อน คือ SME ที่เน้นไอเดีย ที่อยู่ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งจริงๆ มันก็คือ Startup เหมือนกัน แต่ไม่ได้เน้นเทคโนโลยี Base
- รัฐบาลกำลังจะลงทุนในอินเทอร์เน็ต เฉพาะปีนี้ 10,000 ล้านบาท
- Startup ไทยอาจจะไม่ใช่แค่ Technology แค่นั้น แต่เรามีส่วนอื่นที่สร้างขึ้นมาแข่งได้ เป็นสิ่งที่ไทยมีประเทศอื่นไม่มี เช่น การเกษตร, ท่องเที่ยว
- รัฐจะพยายามเอาเทคโนโลยีเข้าไปในภาคส่วนที่เราแข็งแรง เช่น Startup เกษตร ไม่ใช่ไปปลูกข้าว แต่เอาเทคโนโลยีเข้าไป ทำให้มีการผลิตที่เพิ่มมูลค่า เอา E-Commerce เข้ามา ฯลฯ
- เรามีจุดที่ประเทศอื่นไม่มีมากมาย เราจะเน้นในจุดนั้น เราจะไม่ใช่แค่ Startup เทคโนโลยีเป็นหลัก แต่จะเอาจุดเด่นเรื่องต่างๆ ของประเทศเข้ามาใช้หลักการของ Startup เพิ่มมูลค่า
- รัฐบาลกำลังจะสร้าง Food Metropolis
- เป็นแหล่งรวมกลุ่มผู้ผลิตทางการเกษตร ทั้งรายเล็กและใหญ่ รวมกับมหาลัย มีการให้ทุน สร้างเป็นแหล่งรวม Startup ทางด้านอาหารและเกษตร
- เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นอนาคตของประเทศเราได้ ขอให้ทุกคนร่วมมือกัน

สรุปดร.สมคิดบอกสัญญาณดีกำลังมาจริง มีหลักฐาน ขอให้ช่วยกันสร้าง Ecosystem ของ Startup ให้แข็งแรง รัฐบาลหร้อมจะสนับสนุนและมองว่า Startup คืออนาคตของประเทศ และเราจะได้ประเทศไทย 4.0

#StartupThailand

Friday, June 24, 2016

รีวิว Discovery Hubba : Coworking Space ใหม่ใจกลางสยาม ราคากำลังดี กิจกรรมเพียบ



ด้วยความที่เป็นฟรีแลนซ์ ผมก็ทำงานมาแล้วทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟ ห้องสมุด รวมถึง Coworking Space ด้วย วันนี้ได้มาแถวสยาม เลยแวะมาที่ Siam Discovery ได้ยินว่ามี Hubba เปิดใหม่ เลยแวะมาเยี่ยมชม

จากการนั่งทำงานอยู่ครึ่งวัน ก็พบว่าเป็นสถานที่น่าทำงานและราคาไม่ได้แพงอย่างที่คิด เลยมารีวิวให้ได้ชมกัน


Discovery Hubba : Coworking Space สุดยอดทำเลใจกลางสยาม

ปัญหาหนึ่งของการไปทำงานที่ Coworking Space ก็คงจะเป็นเรื่องทำเลหรือสถานที่ คือบางที่ก็ไม่ได้อยู่ติดรถไฟฟ้า ต้องเข้าซอย เวลาจะนัดทีมงานหรือคุยงานก็จะบอกทางกันลำบากหน่อย เป็นอีกสาเหตุนึงที่หลายคนเลือกไปร้านกาแฟซะมากกว่า

ความดีงามของที่ Discovery Hubba คือทำเลตั้งอยู่ชั้น 4 ของ Siam Discovery ที่เพิ่งปรับโฉมใหม่ ซึ่งถือเป็นทำเลทองที่สุดยอดมาก



ทางเข้าหน้าตาประมาณนี้ แต่เนื่องจากอยู่หลังร้านขายหนังสือซึ่งมีชั้นหนังสือบัง หลายคนเดินมาอาจจะมองไม่เห็นซักเท่าไหร่



เข้ามาถึงก็มีพนักงานต้อนรับเข้ามาพูดคุย แจ้งราคาค่าบริการ และพาเดินดูสักเล็กน้อย มีทีมงานเยอะกว่าที่คิด เทียบกับขนาดของสถานที่ไม่ได้ใหญ่เท่า Hubba สาขาดั้งเดิม



สถานที่นั่งทำงานแบ่งเป็นโต๊ะทำงานแบบกลุ่ม 3 โต๊ะ แต่ละตัวก็นั่งกันได้ประมาณ 6-8 คน ถ้ามาทำงานคนเดียวหรือสองสามคน ก็มีโต๊ะแนวสูงให้นั่ง (ผมนั่งโต๊ะทางขวานี่แหล่ะ)



ราคาค่าบริการ เรื่องสำคัญที่หลายคนสนใจ ราคามาตรฐานก็มีดังนี้
  • วันเดียว 399 บาท
  • 5 วันต่อเดือน 990 บาท (วันละ 198 บาท)
  • เข้ามากี่ครั้งต่อเดือนก็ได้ 3,900 บาท (ถ้าเข้าทุกวันก็ตกวันละ 130 บาท)
  • ไม่จำกัดต่อปี 39,900 บาท
ในแพ็คเกจก็มีแถมเรื่องห้องประชุม, พิมพ์เอกสารได้ พร้อมพวกโปรแกรมต่างๆ 
ถามว่าราคานี้คุ้มไหม คือถ้าซื้อวันเดียวบอกเลยว่าแพงและไม่น่าจะคุ้มเท่าไหร่ ผมเองก็เลือกซื้อแบบ 5 วันนี่ถือว่าโอเคสุด คือถ้าเทียบกับที่ผมไปนั่ง Starbucks ตามปกติ จะเสียประมาณ 200 บาทอยู่แล้ว (กาแฟ+ขนม) แถมนั่งยาวไม่ค่อยได้



มาทำที่ Coworking Space ก็ดีที่มีบรรยากาศเหมาะกับการทำงานมากกว่าร้านกาแฟหรือทำอยู่บ้านอ่ะนะ นอกนั้นก็จะมีน้ำเย็น น้ำอุ่น ชา กาแฟ ขนม ให้ทานได้ฟรี จานชาม แก้วน้ำ มีให้ครบ



ผมเลือกนั่งทำงานโต๊ะมุมสูง ทีแรกก็งงๆ ว่าจะเสียบปลั๊ก MacBook ยังไง สายยาวไม่พอ ปรากฏว่าน้องพนักงานดึงที่เสียบปลั๊กไฟลงมาจากเพดานเลยจ้า เก๋ไก๋ดีงาม 555



Wifi ฟรีแน่นอนอยู่แล้ว ทดสอบความเร็วได้ 14 Mbps ถือว่าโอเคเลย นั่งดูหนัง HD ไม่กระตุก อัพคลิปลง YouTube ได้ไวกว่าเน็ตที่บ้าน





มีเครื่องดื่มจำหน่าย โค้ก 25 บาท น้ำเปล่า 10 บาท หรือฝากของกินแช่ตู้เย็นก็ได้



มุมกิจกรรม ก็จะมี Session ดีๆ มาให้ฟังเรื่อยๆ ช่วงไม่มีกิจกรรมก็มานั่งทำงานชิวๆ ริมกระจกได้



นั่งทำงานอยู่ครึ่งวัน คนเดินไปมาพอสมควร ถือว่าคึกคักดี แต่ไม่ถึงกับวุ่นวายมากนัก เน็ตเร็วต่อเนื่องไม่มีตัด ร้านอยู่ติดทางเข้าห้องน้ำห้างพอดี เดินไม่ไกล ขนมอร่อย แอบจิ๊กกินขาไก่ไปจนอิ่ม 555

สำหรับห้องประชุม ห้องพรีเซนต์งาน จะอยู่ที่ชั้น 5 แต่ตอนนี้ยังทำไม่เสร็จ สอบถามได้ความว่าจะเป็นห้องเล็ก 2 ห้องและห้องใหญ่ 1 ห้อง มีกระดานและโปรเจ็คเตอร์ให้ทุกห้อง คาดว่าจะเสร็จช่วงเดือนสิงหาคม



สุดท้ายจุดแข็งที่สุดของ Hubba คงเป็นเรื่องของ Connection คือระหว่างนั่งทำงานมีน้องๆ มาทักทาย มีฟรีแลนซ์มานั่งปรึกษางานคุยสร้าง Connection กันได้เพียบ และกิจกรรมที่มีมาให้ได้รับชมกันตลอด อย่างวันนี้ผมก็ตั้งใจมาฟังเรื่อง Creative Storyline ซึ่งหากิจกรรมแบบนี้ไม่ค่อยได้ที่อื่น


:: สรุป ::

ข้อดี

  • ทำเลดีที่สุดในสามโลก อยู่ใจกลางสยาม
  • ราคาในแพ็คเกจต่ำกว่า 200 บาทต่อวัน ถือว่าโอเคมาก เทียบกับทำเลทอง
  • มีกิจกรรมให้ได้อัพเดทสมองอยู่เรื่อยๆ

ข้อเสีย

  • สถานที่ไม่ได้ใหญ่มากนัก
  • ถ้ามาทำงานวันเดียว เรทราคาค่อนข้างสูง
  • สิ่งยั่วใจอยู่รอบตัว เผลอแวะไป ช็อปปิ้ง โรงหนัง ซื้อขนมได้ง่าย (เอ๊ะ ข้อเสียป่าวหว่า 555)

โดยสรุปแล้วประสบการณ์มานั่งทำงานที่ Discovery Hubba ถือว่าโอเคเลย ทั้งเรื่องสถานที่ บริการ ขนม กาแฟ เน็ต WiFi เร็วกำลังดี แถมอยู่ใจกลางสยาม ทำงานเบื่อๆ ก็ลงไปเดินเล่นหรือแวะไปดูหนังได้ (ไม่ได้ทำงานกันพอดี)

ส่วนจุดด้อยคงเป็นเรื่องขนาดสถานที่ไม่ได้ใหญ่มากนัก รวมถึงห้องประชุมที่ตอนนี้ยังไม่เสร็จ อีกเรื่องคือราคาที่สูงตามทำเล แต่ถ้าใครที่เน้นสะดวกเป็นหลัก ก็ถือว่าคุ้มนะ

สำหรับใครที่มองหาสถานที่ทำงาน ทำการบ้าน คุยโปรเจ็คแบบที่เดินทางโคตรสะดวก นัดกันง่ายๆ มาตรฐานดีงามแบบ Hubba ก็แนะนำมาลองได้ที่ Discovery Hubba เลยจ้า




Sunday, June 12, 2016

Steve Jobs กับการทำบริษัทใหญ่ให้เป็นเหมือน Startup


ขึ้นชื่อว่าแอปเปิล บริษัทที่มีมูลค่าสูงอันดับต้นๆ ของโลก และมีพนักงานมากกว่า 115,000 คน การที่จะบริหารงานในองค์กรใหญ่ระดับนี้มักจะเชื่องช้าและวุ่นวาย คำถามคือแล้ว Steve Jobs แก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร ?

ในงาน D8 เมื่อปี 2010 เมื่อถูกถามว่าจ็อบส์มีบทบาทในสินค้าแต่ละตัวอย่างไรบ้าง จ็อบส์กลับถามพิธีกรกลับว่า

"คุณรู้ไหมว่าที่แอปเปิล เรามีคณะกรรมการตัดสินใจในแต่ละเรื่อง กี่กลุ่ม ? ... คำตอบคือ ศูนย์ ... เราไม่เคยมีคณะกรรมการอะไรเลย"

จ็อบส์เล่าว่าเขาวางโครงสร้างของบริษัทให้เหมือนกับ "Startup" เขาวางให้มี 1 คนเท่านั้นดูแลฮาร์ดแวร์ของ iPhone อีกคนดูแลเรื่องซอฟต์แวร์ของ iOS อีกคนดูแลเรื่องการตลาด อีกคนดูแลเรื่องแมค

คนที่ดูแลในแต่ละส่วนจะมีหน้าที่ตัดสินใจได้ทั้งหมด ไม่ต้องมีกรรมการคอยตรวจสอบ ไม่ต้องมีกรรมการช่วยในการตัดสินใจ ทุกคนสามารถตัดสินใจได้ทันทีในงานของเขา

คำว่า ทีมเวิร์ค หมายถึงการเชื่อใจกันและกัน - Steve Jobs

"เรามีการนัดประชุมกันสัปดาห์ละครั้งในระดับผู้บริหาร เพื่อดูว่าธุรกิจเป็นอย่างไร และทุกคนทำงานด้วยทีมเวิร์คอย่างที่สุด"

จ็อบส์เล่าว่า "คำว่า ทีมเวิร์ค หมายถึงการเชื่อใจกันและกัน เชื่อใจว่าแต่ละคนจะรับผิดชอบงานของตัวเองและทำได้อย่างดีที่สุด ไม่ใช่การมาคอยตรวจสอบหรือดูมีคนมาคอยดูแต่ละฝ่ายทำงานตลอดเวลา"


เมื่อถูกถามถึงกรณีถ้ามีการถกเถียงเรื่องราวต่างๆ ในแอปเปิล จ็อบส์มักเป็นฝ่ายถูกตลอดเลยหรือเปล่า ?

"โอ้ ไม่แน่นอน ถึงผมจะหวังว่าอย่างนั้นก็เถอะนะ (ฮา) "

จ็อบส์เผยว่า เราต้องเข้าใจว่าการที่เราจะจ้างคนเก่งๆ เข้ามาทำงาน และอยากให้เขาอยู่กับเรานานๆ ทุกการตัดสินใจจะต้องมาจากไอเดีย ความคิดที่ดี ไอเดียที่ถูกต้องต่างหากที่ชนะ ไม่ใช่ตำแหน่งในบริษัทว่าใครอยู่สูงกว่าใคร

เป็นข้อคิดที่ดีมากสำหรับหลายบริษัท หรือหลายองค์กร ลองปรับไปใช้กันดูได้ครับ :)

ภาพจาก - All Things Digital

Wednesday, June 08, 2016

รีวิว: iRobot Roomba 980 หุ่นยนต์ดูดฝุ่นรุ่นท็อป, ต่อ WiFi, บังคับผ่านมือถือได้ !!



iRobot ถือเป็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่นที่โด่งดังที่สุดในโลกตัวหนึ่ง เพราะนอกจากคุณภาพและความทนขั้นเทพ ก็ยังมีการออกรุ่นใหม่ที่พัฒนาขึ้นไปทุกปี

ซึ่งล่าสุด iRobot Roomba 980 ก็มาพร้อมฟีเจอร์สุดล้ำมากมายทีเดียว ทั้งการเชื่อมต่อ WiFi, รองรับการสั่งงานผ่านสมาร์ทโฟน, ระบบดูดขั้นเทพสะอาดกว่าเดิม พร้อมกล้องสร้างภาพจำลองห้องในตัว

[Advertorial]


แกะกล่อง iRobot Roomba 980

สำหรับ iRobot รุ่น Roomba 980 นี้ถือเป็นตัวท็อปสุดของทุกรุ่นที่มี โดยตัวกล่องมีขนาดใหญ่พอๆ กับเครื่องเลย ลองมาแกะกล่องกันดีกว่า เปิดมาข้างในก็ประกอบไปด้วย
  • หุ่น iRobot Roomba 980 พร้อมแบตเตอรี่ Li-ion
  • แท่น Home Base สำหรับชาร์จไฟ
  • แท่นผนังจำลอง (Virtual Wall) 2 อัน พร้อมถ่าน AA 4 ก้อน
  • ฟิลเตอร์กรองอากาศเพิ่มมาอีก 1 อัน
  • คู่มือการใช้งาน


หุ่น iRobot มีน้ำหนักประมาณ 3.95 กิโลกรัม หนักเหมือนกันนะ แต่มีตัวยกที่ด้านบนเครื่องก็ช่วยดึงแล้วยกไปมาในบ้านได้สบายขึ้น


ทดลองใช้งาน กับฟีเจอร์ใหม่ รองรับ WiFi, สั่งงานผ่านสมาร์ทโฟน

เมื่อถามตัวเอง ปกติก็ไม่ได้กวาดบ้านทุกวัน หรือดูดฝุ่นที่พื้นทุกวัน การมีหุ่นยนต์ที่คอยทำความสะอาดอัตโนมัติก็ช่วยประหยัดแรงไปได้เยอะ แม้ในวันที่เราไม่สะดวกทำความสะอาดก็ตาม

  

เริ่มต้นด้วยการทดลองเอา iRobot มาวางในห้อง แล้วก็กดปุ่มทำความสะอาด แล้วก็ออกไปเดินเล่นข้างนอก ปล่อยให้เจ้าหุ่นยนต์เดินทำความสะอาดบ้านจนทั่ว จากนั้นก็ลองเอามาเปิดดู โอ้โห แทบเป็นลม ฝุ่นเยอะมากกกกก   

สำหรับการใช้งาน ก็แค่กดปุ่มตรงกลางทีเดียว เจ้าหุ่นก็เดินไปทั่วบ้านทันที เสียงของเครื่องดังพอสมควร ถ้ามีเด็กอยู่บ้านอาจจะให้ทำงานเวลาที่ไม่มีคนอยู่ เพราะเดี๋ยวเด็กจะตื่นได้ถ้านอนกลางวัน

  

ฟีเจอร์เด็ดของรุ่น Roomba 980 คือสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่าน WiFi ได้ด้วย โดยการติดตั้งก็ทำได้ไม่ยากแค่มี WiFi ที่บ้านก็เชื่อมต่อกันได้เลย หลังจากนั้นก็โหลดแอพ iRobot Home มีทั้งบน iOS, Android   

ภายในตัวแอพเราสามารถสั่งใช้งานหุ่น iRobot จากระยะไกลได้เลย ไม่ว่าจะเป็นสั่งให้ทำความสะอาดหรือให้กลับเข้าไปที่ฐาน

  

นอกจากนี้เรายังสามารถตั้งเวลาให้เครื่องทำงานได้ตลอดทั้ง 7 วัน ว่าจะให้เครื่องตื่นขึ้นมาทำงานตอนกี่โมง ซึ่งถ้าเราออกไปทำงานนอกบ้าน ก็สั่งให้ทำงานช่วงที่ไม่อยู่บ้านได้

  

แรงดูด AeroForce เพิ่มความแรงดูดมากกว่าเครื่องรุ่นปกติถึง 10 เท่า แถมที่ฉลาดกว่าคือตัวเครื่องจะรู้ด้วยว่าตอนนี้อยู่บนพรม ก็จะเพิ่มแรงดูดแรงขึ้นโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องคอยกดเลือกโหมดอะไรเลย

  

ทดลองให้เดินผ่านพรม ก็เดินผ่านได้สบายๆ พรมไม่ติดเครื่องตามไปด้วย   ความฉลาดอีกอย่างคือ Roomba 980 จะมีกล้องติดอยู่ที่ด้านบนของเครื่องด้วย คือนอกจากเครื่องจะเดินไม่ซ้ำทางเดิมแล้ว ยังสร้างภาพจำลองของทั้งห้องเราได้ชัดขึ้น ทำให้วิ่งได้ทั่วห้องในทุกจุดจริง

  

กดปุ่ม Home หรือเวลาที่แบตจะหมดก็จะเดินกลับไปที่ฐานเพื่อชาร์จไฟเองอัตโนมัติ ไม่ต้องทำอะไรเลย

  

ตัวเครื่องมีขนาดสูงประมาณ 9.2 เซนติเมตร สามารถเดินมุดใต้โซฟาได้ ไปในจุดที่เราไม่ค่อยได้ทำความสะอาดถึง

  

ตัวล้อของเครื่องรองรับพื้นผิวสูงต่ำได้ เดินผ่านสายไฟ ผ่านพรมได้ ไม่ดูดสายไฟขึ้นมาด้วย หรือเดินเข้าไปที่มีผ้าม่านก็เดินต่อไปได้ ไม่หยุดนึกกว่ากำแพง หลังจากเดินผ่านจุดไหนที่มีฝุ่น, ทราย หรือสิ่งสกปรกเยอะ ตัวเครื่องจะไปหน้าไปหลัง ดูดให้ละเอียดจนกว่าจะสะอาด อันนี้ถือว่าดีงาม

  

ส่วนที่ยากสุดสำหรับหุ่นยนต์ส่วนใหญ่คือใต้โต๊ะกินข้าว ที่มีเก้าอี้เยอะๆ แต่ก็ยังเดินซิกแซกไปมาได้

  



อุปกรณ์ผนังจำลอง สามารถวางไว้ได้ทั้งตามทางที่ไม่ต้องการให้เครื่องวิ่งผ่านไป เช่นประตู พอเครื่องไปเจอผนังจำลองก็จะเดินกลับมาเอง

  

หรือวางผนังจำลองในโหมดห้ามเดินมาเป็นบริเวณโดยรอบได้ เช่นที่บ้านผมมีเครื่องฟอกอากาศ ก็วางผนังจำลองไว้ พอเครื่องเดินมา ก็จะอ้อมเครื่องฟอกอากาศไว้เลย

   

แอพบนสมาร์ทโฟนบอกได้ด้วยว่าเครื่องทำงานในช่วงไหนไปบ้าง แล้วทำความสะอาดไปกี่ตารางเมตร รวมถึงแจ้งด้วยว่าเครื่องต้องทำความสะอาดแล้วหรือยัง

  

แบตของเครื่องใช้ได้ประมาณ 2 ชั่วโมง ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ซึ่งถ้าบ้านไม่ได้ใหญ่มากก็ทำงานได้ทั่วอยู่แล้ว หรือถ้าบ้านใหญ่มากจริงๆ หุ่นจะเดินกลับมาที่ Home Base เพื่อชาร์จแบตก่อนหมดจนเต็ม แล้วค่อยกลับไปทำงานที่ค้างต่อได้ อันนี้คือเจ๋งมากอ่ะ

 

สามารถถอดทำความสะอาดได้ง่าย ดึงยางออกมาฉีดน้ำ ใช้ผ้าหมาดเช็ดทำความสะอาดปล่อยให้แห้งก็ใช้งานต่อได้เลย

ฟีเจอร์ที่น่าสนใจอื่นๆ
  • สามารถตั้งเวลาได้ว่าในแต่ละวันจะทำความสะอาดช่วงเวลาเท่าไหร่ของแต่ละวัน เช่นวันธรรมดาทำช่วงบ่าย วันหยุดให้ทำช่วงเช้า 
  • เลือกให้วิ่งวนเป็นวงกลม แล้วขยายวงขึ้นเรื่อยๆ ได้ (Spot)
  • มีระบบป้องกันการตกบันไดด้วย เวลาเจอทางต่างระดับ ก็จะหยุดแล้วเดินกลับไปเอง
  • ราคาของ iRobot รุ่น Roomba 980 อยู่ที่ 39,800 บาท
  • ส่วนรุ่น Roomba อื่นๆ ราคาจะเริ่มตั้งแต่ 18,500 บาท ขึ้นไป


:: สรุป ::

ข้อดี
  • เป็นหุ่นยนต์ทำความสะอาดที่ฉลาดมาก รู้การเข้ามุม เข้าซอก เน้นจุด ไปทุกมุมของบ้านได้จริง
  • ใช้งานกับสมาร์ทโฟนได้ผ่าน WiFi, สั่งงาน, ตั้งเวลา, เช็คความสะอาดเครื่องได้
  • ดูดพื้นพรมหรือพท้นหน้าได้ดีขึ้น แรงดูเพิ่มกว่าเดิม 10 เท่า
  • ฉลาดในการเดิน รู้เส้นทาง จดจำรายละเอียดในห้องได้ดี
ข้อเสีย
  • ราคาค่อนข้างสูง ถ้างบไม่พออาจะเลือกรุ่นเล็กลงได้
  • เสียงดังพอสมควร แลกกับแรงดูดที่มากกว่ารุ่นอื่นๆ
  • ตัวเครื่องหนักและขนาดหนากว่าเดิม


ประสบการณ์ใช้งาน iRobot Roomba 980 ก็ต้องยอมรับว่าเป็นหุ่นยนต์ทำความสะอาดที่ฉลาดที่สุดและครบเครื่องด้านฟีเจอร์มากสุดในตลาดตอนนี้ ทั้งการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน, แรงดูดที่มากขึ้น, ระบบจำลองห้อง ทำให้เดินได้ฉลาดมากจริงๆ

แต่ก็แลกมาด้วยราคาที่สูงพอสมควร ซึ่งก็ถือเป็นรุ่นท็อปที่ราคามาตามฟีเจอร์ที่ได้นั่นเอง ซึ่งถ้าใครที่มองหาหุ่นทำความสะอาดที่ใช้งานได้ครบเครื่อง แข็งแรงทนทาน ใช้งานไปได้ยาวๆ ก็ลองมอง Roomba 980 เป็นตัวเลือกได้ครับ  



Tuesday, May 31, 2016

รีวิว : ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็ก Babi Mild Easy Clean & UV Cut กลิ่นหอม ผลิตจากธรรมชาติ ราคาไม่แพง



เชอรี่เป็นคุณแม่คนหนึ่งที่ใส่ใจทุกรายละเอียดของลูก ไม่ว่าจะของกิน ของใช้ จะต้องหาข้อมูลก่อนว่าเหมาะสำหรับลูกน้อยและไม่เป็นอันตราย

ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเป็นก็อย่างหนึ่งที่เชอรี่ใส่ใจไม่แพ้เรื่องอื่นๆ เพราะเนื้อผ้าจะต้องสัมผัสกับผิวลูกโดยตรง ทั้งเสื้อผ้า ผ้าอ้อม ผ้ารองกันฉี่ ถุงเท้า รองเท้า ฯลฯ และอย่างที่รู้กันว่าผิวทารกค่อนข้างบอบบาง แพ้ง่าย ถ้าใช้ผลิตภัณฑ์ซักผ้าที่มีส่วนผสมของสารเคมีแล้วแพ้ขึ้นมานี่เรื่องใหญ่ไม่น้อยเลยค่ะ


ตอนนี้น้องวชิอยู่วัยซน เล่นสนุกทั้งในบ้านนอกบ้าน หรืออย่างเวลาป้อนข้าวมีทำให้มีคราบสกปรกเลอะเทอะให้ต้องเหนื่อยมากขึ้น เชอรี่เลยต้องเริ่มมองหาผลิตภัณฑ์ซักผ้าที่ขจัดคราบได้ดีมาเป็นผู้ช่วย แต่ก็ต้องใช้ผลิตภัณฑ์ซักผ้าที่ไม่ออกฤทธิ์แรงเกินไปเพราะจะเป็นอันตรายต่อผิวน้องวชิได้

ผลิตภัณฑ์ซักผ้า

Babi Mild ได้ออกผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็ก 2 สูตรใหม่ คือ Easy Clean และ UV Cut น่าสนใจมากตรงที่ผลิตจากผลปาล์มซึ่งเป็นพืชพรรณธรรมชาติ ไม่มีฟอร์มาลีน ไร้สารย้อมสี และปราศจากสาร SLS ไม่ต้องกลัวว่าจะแพ้เพราะผ่านการทดสอบแล้วว่าไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง สามารถใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยซนอย่างน้องวชิเลยค่ะ



Easy Clean


เป็นผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็กที่เหมาะกับเครื่องซักผ้าทั้งฝาบนและฝาหน้า ป้องกันคราบสกปรกย้อนกลับ ช่วยลดกลิ่นอับชื้นซึ่งเป็นกลิ่นที่มนุษย์แม่อย่างเชอรี่ไม่พึงประสงค์ที่สุดเลยค่ะ

UV Cut


เป็นผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็กที่ป้องกันแสง UV ช่างเหมาะกับแดดแรงๆ อย่างบ้านเราจริงๆ เลยค่ะ ไม่ต้องกลัวว่าเสื้อผ้าลูกจะหมอง ทำให้เสื้อผ้าสีสดใสเหมือนใหม่ตลอด แถมยังปลอดภัยสำหรับน้องวชิด้วย

ทดลองซัก

สำหรับทั้ง 2 สูตร ถ้าเสื้อผ้ามีคราบสกปรก ควรป้ายผลิตภัณฑ์ซักผ้าเพียงเล็กน้อยลงตรงบริเวณที่ต้องการขจัดคราบ ทิ้งไว้สัก 10 นาที แล้วซักต่อได้ตามปกติ แค่นี้คราบสกปรกก็จะออกง่ายขึ้นค่ะ

Easy Clean


สามารถซักได้ทั้งเครื่องซักผ้าฝาหน้าและฝาบน เชอรี่เทผลิตภัณฑ์ซักผ้า 1 ฝา แล้วกดปุ่มซักผ้าให้ทำงานปกติ ระหว่างปั่นก็สังเกตได้ว่าฟองน้อยกว่ารุ่นอื่นที่เคยใช้ พอซักเสร็จกลิ่นหอมติดผ้าเลย



ใส่ผ้าลงเครื่องให้หมด
 

รอให้เครื่องปั่นเสร็จ รอตากผ้าหอมๆ

 

UV Cut


ใช้ผลิตภัณฑ์ซักผ้าครึ่งฝาต่อน้ำ 5 ลิตร ตีฟองเบาๆ จะได้กลิ่นหอมละมุนโชยขึ้นมา ฟองไม่เยอะเกินไป แช่ผ้าไว้ 5-10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า ล้างออกง่ายมากค่ะ




กลิ่นหอมติดเสื้อผ้าเลย ชอบมาก



ซักเสร็จแล้วผ้าหอมนุ่ม บางตัวไม่ต้องรีดเลย ถูกใจคุณแม่สุดๆ ค๊าา ^^
 

ใส่แล้ว

จากที่ได้ลองใช้ Babi Mild Easy Clean และ UV Cut น้องวชิไม่มีอาการแพ้หรือผื่นขึ้นใดๆ ทำให้มั่นใจได้ว่าปลอดภัยและเหมาะสำหรับเด็ก แถมยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ทำให้น้องวชิและเชอรี่อารมณ์ดีสุดๆ เลยค่ะ


:: สรุป ::

ข้อดี

  • กลิ่นหอมมาก เป็นกลิ่นหอมอ่อนๆ กลิ่นหอมติดผ้ายาวนาน ชื่นใจสุดๆ
  • ป้องกันคราบสกปรกย้อนกลับ
  • ผลิตจากผลปาล์มซึ่งพืชพรรณธรรมชาติ มั่นใจว่าปลอดภัยแน่นอนค่ะ
  • ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ไม่สร้างปัญหาให้สิ่งแวดล้อมของเรา
  • ราคาไม่แพง ถุงละ 600 มล. ราคา 89 บาท เทใช้ทีละฝาแบบนี้ ใช้ได้นานเลย

ข้อเสีย

  • มีแค่แบบเดียวคือชนิดเติม พอใช้เหลือแล้วกลัวหกเหมือนกันค่ะ ถ้ามีแบบขวดจะดีมากเลย


เป็นผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็กที่ผลิตจากพืชพรรณธรรมชาติ อ่อนโยน เหมาะสำหรับเด็กอ่อนจนถึงวัยซน เพราะเด็กมีผิวที่บอบบางยังไม่สามารถใช้ผงซักฟอกร่วมกับผู้ใหญ่ได้ Babi Mild Easy Clean และ UV Cut จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับบ้านที่มีลูกน้อยนะคะ

[Advertorial]