Sunday, October 20, 2019

ทำไมปีนี้ iPhone 11 ถึงขายดี ?



จากหลายกระแสและภาพที่เห็นได้ชัดเจนในช่วงสุดสัปดาห์นี้ คือกระแสการซื้อ iPhone กลับมาคึกคักกว่าปีก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด

รวมถึงจากแหล่งข่าวใกล้ตัวหลายท่าน ก็ยืนยันเช่นนั้น

ซึ่งนานแล้วเหมือนกันนะ ที่ไม่ได้เห็นบรรยากาศแบบนี้ ถ้าจำได้ต้องย้อนกลับไปสมัย iPhone 6 เลยมั้งที่มีการต่อคิวซื้อกันคึกคัก และขายดีขนาดนี้

คำถามในใจผมข้อหนึ่งคือ ทำไมถึงขายดี ?

.

แม้จะเป็นสาวกแอปเปิลแบบชัดเจน แต่เอาตามตรงแล้ว ผมคิดว่า

iPhone 11 = iPhone XRs
iPhone 11 Pro = iPhone XSs

แน่นอนว่าการมีกล้องเพิ่ม, มีชิปใหม่, จอชัดขึ้น, แบตอึดขึ้น ฯลฯ

แต่ถ้าดูกันจริงๆ แอปเปิลแทบไม่ได้เปลี่ยนอะไรในตัวไอโฟนมา 2-3 ปีแล้ว ดีไซน์ยังคงเดิม ระบบสแกนหน้ายังคงเดิม พอร์ตหรืออะไรข้างใน ชิปก็ไม่ต่างจากเดิมมาก

เราก็ไม่ได้คิดว่า คนจะสนใจไอโฟนรุ่นใหม่กันมากอย่างที่เห็น

.

แต่พอลองมองรอบด้าน และค้นหาข้อมูลลงไปอีกหน่อย ผมพบว่ามีปัจจัยอยู่ 3 ข้อที่เห็นชัดๆ ถึงกระแสไอโฟนปีนี้

1. คนใช้ iPhone รุ่นเก่า พร้อมจะเปลี่ยนรุ่นใหม่แล้ว (เสียที)


คุณคิดว่าตอนนี้ไอโฟนรุ่นไหนที่คนใช้มากที่สุด ?

หลายคนอาจจะบอกว่า ก็ต้อง iPhone XR, XS ที่ขายปีที่แล้วไม่ใช่เหรอ

คำตอบคือไม่ใช่ครับ


ไอโฟนที่คนใช้มากที่สุดในตอนนี้ คือ iPhone 7 ที่เปิดขายไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

อันดับ 2 คือ iPhone 6s ที่เปิดขายไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว

คนที่ใช้ไอโฟนมา 3-4 ปี ก็เริ่มอยากเปลี่ยนแน่นอน รวมถึงการได้อัปมาใช้ระบบสแกนหน้า แถมได้กล้อง 2 ตัว ก็ช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้นมาก

และที่สำคัญที่สุด Killer Feature ของไอโฟนปีนี้นั้นก็คือ ....

.

2. ราคาที่ถูกลง !!


ถ้าจำกันได้ ตั้งแต่ iPhone 7 เป็นต้นมา หลังจากนั้นแอปเปิลเพิ่มราคาไอโฟนให้แพงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะราคาในไทย

iPhone 8 ราคาสามหมื่น
iPhone X ราคาสี่หมื่น
iPhone XS Max ราคาห้าหมื่น

แต่พอมาปีนี้ iPhone 11 กลับมาทำราคาที่ดีมากๆ คือ 24,900 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ถูกกว่า iPhone XR เมื่อปีที่แล้วถึง 5,000 บาทเต็มๆ

.

แถมยังมีการยั่วใจที่การเพิ่มความจุ

iPhone 11 รุ่น 64GB ราคา 24,900 บาท
iPhone 11 รุ่น 128GB ราคา 26,900 บาท

เพิ่มแค่ 2,000 บาท ได้ความจุเบิ้ลอีกเท่านึง

.

ถ้าจำกันได้ ปกติการอัปความจุของไอโฟน เราต้องเตรียมเงินไว้ 3,000-5,000 บาทเลยนะ

ถ่ายรูปได้หมื่นใบ ตอนนี้ได้สองหมื่นใบเลยนะในราคาเพิ่มแค่สองพัน

การลดราคา ก็เป็นสิ่งที่สาวกแอปเปิลรอคอยกันมานาน ยิ่งปีนี้เศรษฐกิจก็ไม่ค่อยจะดี ถ้าได้ของดีในราคาถูกลงห้าพัน ก็น่าสนใจไม่น้อย



3. กระแสของคู่แข่งไม่แรง, การมี Apple Store และ ชื่อของรุ่น


จากดราม่าปัญหาของ Huawei ที่ดูจะไม่จบง่ายๆ บวกกับฝั่ง Samsung ที่จริงๆ ก็ทำ S10 กับ Note 10 ได้ดีมากนะ กระแสก็โอเค แต่ขายดีถล่มเลยไหม ก็อาจจะไม่ขนาดนั้น

การที่แอปเปิลเปิดร้าน Apple Store ในไทย ก็จุดกระแสตื่นตัวกับสินค้าแอปเปิลได้ตั้งแต่ปีที่แล้ว

ทราบมาว่าพาร์ทเนอร์หลายรายของแอปเปิลขายดีขึ้นด้วยซ้ำ แทนที่ตอนแรกนึกว่าจะมาแย่งลูกค้ากันตรงๆ

.

สุดท้ายคือการตั้งชื่อ

2 ปีที่ผ่านมา แอปเปิลพยายามขายรุ่นแพง ด้วยการสร้างชื่อที่แตกต่างกับรุ่นเริ่มต้นอย่างสิ้นเชิง

2017 : iPhone 8, iPhone X
2018 : iPhone XR, iPhone XS, iPhone XS Max

คนเราอยากซื้อไอโฟนรุ่นใหม่ ก็อยากได้ชื่อใหม่ และอยากได้รุ่นที่ดูท็อปสุด เพราะต้องไม่ลืมว่า บางครั้งการซื้อไอโฟน มีเรื่องของความรู้สึก มากกว่าเรื่องสเป็คเครื่อง

.

2019 : iPhone 11, iPhone 11 Pro, iPhone 11 Pro Max

ผมว่าปีนี้ แอปเปิลก็ฉลาดมากที่เลือกใช้ชื่อ 11 กับไอโฟนรุ่นเริ่มต้น คนใช้ก็รู้สึกว่าใหม่ และดีไม่แพ้รุ่น Pro

เฮ้ย ฉันซื้อ iPhone 11 นะ

.

อันนี้บางคนอาจจะบอกว่าไม่เห็นจะเกี่ยวเลย แต่สำหรับหลายคนรอบตัวที่ผมเห็น มันเกี่ยวมากเลยครับ เรื่องชื่อเนี่ย

ยังจำได้ว่าปีที่มี iPhone 8 กับ iPhone X ออกมาพร้อมกัน ทุกคนมุ่งไป X หมด เพราะก็อยากใช้รุ่นที่ชื่อมันใหม่สุด

แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะพร้อมควักเงินสี่หมื่นมาซื้อมือถือใหม่

ปีนี้ได้ใช้ iPhone 11 ในราคา 24,900 บาท แถมหลายค่ายมีโปรลดกันสุดๆ เหลือหมื่นนิดๆ ก็มี

ส่วนบน Apple Online Store ตอนนี้ก็มีให้สั่งง่ายขึ้น รับของง่ายกว่าเดิม ไม่ต้องต่อคิวนาน ก็ทำให้เป็นอีกปัจจัยที่คนซื้อมากขึ้น -> apple.sjv.io/DJ775

.

เชื่อว่าปีหน้า 2020 ตามข่าวที่แอปเปิลจะมีการปรับปรุง iPhone ครั้งใหญ่ (ชื่อชั่วคราว iPhone 12) รวมถึงการมาของ Apple Store สาขา Central World ก็น่าจะทำให้บรรยากาศคึกคักกว่าปีนี้ ก็เป็นได้

/ Khajochi's Blog

อ่านรีวิว iPhone 11 ได้ที่ MacThai -> https://www.macthai.com/2019/09/28/iphone-11-11-pro-review/

Sunday, February 03, 2019

เด็กจบใหม่ควรทำงานที่เดิมอย่างน้อย 3 ปี ? แชร์ประสบการณ์สัมภาษณ์เด็กจบใหม่ตลอดปีที่ผ่านมา


อ่านเจอข่าว Jack Ma บอกว่าเด็กจบใหม่ควรทำงานที่เดิมอย่างน้อย 3 ปี เพื่อให้รู้จักฝึกเรียนรู้จากผู้อื่น

อ่านจบแล้วก็มีเรื่องจะเล่าให้ฟังว่า เชื่อไหมปีที่แล้วผมสัมภาษณ์เด็กมาเยอะมากๆๆๆ ในจำนวนนั้นน่าจะเจอคนทำที่แรกเกิน 3 ปีไม่ถึง 5%

สถิติสูงสุดที่เจอคือทำงานมา 4 ปี 5 บริษัท
ค่าเฉลี่ยที่เจอคืออยู่ที่เดิมกัน 1 ปี 6 เดือน ก็จะออกไปที่ใหม่กันแล้ว

ความสนุกคือเมื่อผมถามไปตรงๆ ว่า

“ในเมื่อเราย้ายงานใหม่มาเกือบทุกปี แล้วพี่จะมั่นใจได้ยังไงว่าเราจะอยู่กับพี่เกิน 1 ปีครับ ?”

คนที่ย้ายงานบ่อยๆ พอเจอคำถามนี้ก็จะอึ้งมาก คำตอบที่ได้ส่วนใหญ่ก็ ที่ย้ายงานบ่อยเพราะยังไม่เจอที่ตัวเองชอบ หรืองานยังไม่ใช่

ส่วนใหญ่ที่เห็นได้ชัดคือ “ย้ายงานแล้วเงินเดือนขึ้นเร็วดี”

ซึ่งจากประสบการณ์ที่ทำงานประจำมาสิบกว่าปี ก็ต้องบอกเลยว่า “จริง” จ้า ย้ายงานทีก็ต้องได้เงินมากกว่าที่เก่าอยู่แล้ว (ไม่งั้นจะย้ายไปทำไม)

สิ่งที่ได้มาคือเงินที่ขึ้น แต่สิ่งที่เสียไปก็มีอีกไม่น้อยเหมือนกัน



ความยากของการย้ายงานบ่อย คือความเชื่อมั่นจากหัวหน้า คือก็ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมคนที่ทำงานระดับบริหาร, บอร์ด, ผู้อำนวยการโน่นนี่นั่น มักจะอยู่ที่เดิมกันมาหลัก 10+ ปี

อีกเรื่องคือการย้ายไปมา ก็มีเรื่องเพื่อน, คนรอบตัว ที่พออายุมากขึ้นเราจะหาเพื่อนแท้จากที่ทำงานยากขึ้นไปทุกที

สุดท้ายคือประวัติการทำงาน มันติดเราไปตลอด ทำงานไปสิบปี พอจะย้ายงานเค้าก็ดูประวัติทำงานตั้งแต่ที่แรกอยู่ดี

ข้อดีของการย้ายงานบ่อย แน่นอนก็คือเรื่องเงิน ใครๆ ก็อยากได้เงินขึ้นเยอะๆ ให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ ข้อเสียก็ตามข้างบนแหล่ะ

อีกมุมนึงคือยุคนี้เราเป็นเจ้านายตัวเองได้ง่ายขึ้นเยอะ ลาออกมาทำฟรีแลนส์, มาทำ startup, ทำอะไรสักอย่างของตัวเอง

ทางเลือกมีเยอะมากเลย เงินก็ดีกว่าอยู่ที่เดิมไปนานๆ ด้วย


ซึ่งน้องๆ หลายคนที่ผมเห็นเค้าก็ทำได้ดีเยอะมากเลยนะ
แต่ก็มีอีกมากที่ไปๆ มาๆ จนเริ่มงงกับชีวิตว่าไปไงต่อดี

สุดท้ายจุดนึงคนเราก็ต้องโฟกัสแหล่ะ เอาจริงๆ นะ
ชีวิตเราเลือกเองได้ แต่ก็เลือกให้ดี(มากๆ) คิดให้ยาว

ถ้าคิดยาวแล้ว ก็ลุยเลยอย่าไปถอยครับ

แต่ถ้าให้ผมแนะนำได้ ก็คงบอกแบบเดียวกับที่ Jack Ma พูดด้านบนเหมือนกันครับ

Note : รูปไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหา แต่ชอบความเป็น Jack Ma และเนื้อหาข่าวอ่านได้ที่ https://brandinside.asia/jack-ma-on-your-first-job/

Tuesday, November 06, 2018

รีวิว Car Seat Daiichi รุ่น One Fix 360 หมุนได้รอบด้าน ใช้ยาวๆ แรกเกิดถึง 5 ขวบ




คาร์ซีทเป็นสิ่งแรกที่ผมเลือกซื้อให้ลูกเลยครับ คือเรารู้ว่าเมืองไทยอุบัติเหตุบนรถบ่อยแค่ไหน แล้วเพื่อความปลอดภัยก็ต้องป้องกันให้ดีที่สุด

จริงๆ ในต่างประเทศถือเป็นกฏหมายเลยนะที่เราต้องมีคาร์ซีทให้เด็ก เมืองไทยก็เริ่มเห็นใช้กันมากขึ้นเรื่อยๆ

ลูกคนแรกของเราคือน้องวชิ ใช้คาร์ซีทของ Daiichi รุ่น First 7 มาหลายปี (ตอนนี้ก็ยังใช้อยู่) น้องวชิบอกว่านั่งสบาย ชอบนั่งมาก ทำให้นั่งได้นาน พอถึงเวลาต้องเลือกคาร์ซีทให้ลูกสาวที่เพิ่งคลอด เลยตัดสินใจอย่างไม่ลังเลเลยว่าต้องเป็น Daiichi เช่นเคยจ้า

[Advertorial]


5 เหตุผลที่ควรรู้เกี่ยวกับคาร์ซีท

  1. นั่งได้ตั้งแต่แรกเกิด เดี๋ยวนี้มีคาร์ซีทหลายรุ่นที่สามารถใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 7 ขวบเลยก็มี ไม่ต้องเสียเงินเปลี่ยนบ่อยๆ
  2. เพื่อความปลอดภัยสูงสุดควรนั่งหันหน้าเข้าหาเบาะ ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอย่างน้อย 1 ขวบหรือน้ำหนัก 12 กก.
  3. ช่วยลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุ และช่วยลดอัตราเสียชีวิตได้ 
  4. สะดวกเวลาเดินทาง คาร์ซีทช่วยไม่ต้องอุ้มลูกตลอดเวลา หรือเวลาออกไปธุระกับลูกกันแค่ 2 คน จะได้มีสมาธิขับรถมากขึ้น ไม่ต้องคอยห่วงว่าลูกจะนั่งดีไหม แอบเปิดประตูรถหรือเปล่า อันนี้น่ากลัวมากจริงๆ
  5. เวลาลูกหลับในคาร์ซีทคือสิ่งที่ดีที่สุดของการเดินทาง ไม่ต้องคอยอุ้ม ช่วยให้คุณแม่ได้พักผ่อนด้วย


ประสบการณ์ทำอย่างไรเมื่อลูกไม่ชอบนั่งคาร์ซีท

ปัญหาสุดคลาสสิคของหลายบ้านคือลูกไม่ยอมนั่งคาร์ซีท บางบ้านลูกร้องไห้ตลอดทาง ซึ่งผมก็ต้องบอกเลย ว่าท่านไม่ได้เดียวดายครับ ผมก็เจอปัญหาเหมือนกัน 555

น้องวชิเป็นลูกคนแรก เราไม่ได้ศึกษาเรื่องคาร์ซีทดีพอ เลยไม่ได้ให้ลูกนั่งตั้งแต่วันแรกที่ออกจากโรงพยาบาล คิดว่าอุ้มก็น่าจะปลอดภัยแล้ว มันเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดจริงๆ

พอลูก 2 เดือน ค่อยเริ่มฝึก ปรากฎว่าน้องวชิร้องไห้หนักมาก หลอกล่อสารพัด งัดของเล่นทุกชิ้นที่มี นั่งได้แป๊บๆ ก็ร้องไห้เหมือนเดิม สุดท้ายก็ต้องใจแข็ง ทนฟังเสียงลูกร้องอยู่นานกว่าจะชินกับการนั่งคาร์ซีท สุดท้ายตอนนี้หลับบนคาร์ซีทประจำแทน #ฮา


มารู้จัก One Fix 360

One Fix 360 เป็นคาร์ซีทรุ่นใหม่ล่าสุดจาก Daiichi ที่สามารถหมุนได้ 360 องศา ช่วยให้วางลูกน้อยได้อย่างสะดวก ไม่ต้องถอดออกมาเพื่อเปลี่ยนมุม แค่ดันปุ่มแล้วจับหมุนได้เลย
  • ใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิด - 5 ขวบ มีเบาะรองรับสำหรับเด็กแรกเกิด ไม่ต้องกังวลในช่วงที่คอน้องยังไม่แข็งแรง เบาะรองตั้งแต่หัว คอ ลำตัว กระชับพอดี ไม่ต้องกลัวลูกคอพับระหว่างเดินทาง

พอลูกตัวโตขึ้นก็สามารถถอดเบาะรองออกได้เลย ลูกจะได้นั่งสบายๆ
  • ปรับเบาะได้หลายระดับ และปรับเอนนอนได้สูงสุด 150 องศา 

  • ช่วยเพิ่มความปลอดภัยโดยการติดตั้งด้วยระบบ ISOFIX 

  • ป้องกันการกระแทกด้านข้าง 4 ระดับ (Q-SIP) ถ้าสมมติว่าเกิดอุบัติเหตุแรงๆ นอกจากตัวคาร์ซีทจะช่วยปกป้องลูกไว้แล้ว ยังมี Q-SIP ช่วยป้องกันการกระแทกได้อีกด้วย

  • ปรับหมุนเบาะได้ 4 ทิศทาง หันหน้า หลัง ซ้าย ขวา ง่ายๆ แค่ดันปุ่ม Pull ที่อยู่ใต้เบาะนั่ง แล้วหมุนเบาะตามทิศที่ต้องการ จะมีการล๊อคอัตโนมัติทุกจุดเพื่อเพิ่มความมั่นใจว่ามันเข้าล๊อค และจะหมุนไปไหนไม่ได้อีก
  • ปรับเบาะให้นั่งหรือเอนนอนได้ เพียงแค่ดันปุ่ม Pull ที่อยู่ใต้เบาะนั่งด้านขวา แล้วดันตัวเบาะให้นั่งหรือนอนได้ตามต้องการ จะมีตัวล็อคอัตโนมัติเพื่อไม่ให้เบาะขยับได้อีก

  • ตัวคาร์ซีททำจากยูรีเทนมีความแข็งแรง ทนทาน ไม่เปื่อยยุ่ยง่าย อีกทั้งยัง นุ่ม นอนสบาย และช่วยรับแรงกระแทกได้ดี
 
(ถ่ายจากรุ่น First 7 เพราะทำจากวัสดุเดียวกัน)
  • สายคาดเข็มขัดนิรภัยกระชับทั้งตัว ไม่หลุดง่ายพร้อมตัวล็อค 5 ทิศทาง ล็อคง่าย แต่เด็กไม่สามารถปลดล็อคได้เองแน่นอน 

  • มีผ้าให้เลือก 2 แบบ Organic และ Modal และมีหลายสีให้เลือก คาร์ซีทตัวนี้สี Modern Grey สีสวย ผิวสัมผัสนุ่ม เหมาะสำหรับเด็ก


เดินทางกับ One Fix 360

ผมให้น้องยูรินั่งคาร์ซีทตั้งแต่วันแรกที่ออกจากโรงพยาบาล เพราะเค้าจะได้คุ้นชินกับการนั่งตั้งแต่ยังไม่รู้เรื่อง จะได้ไม่งอแงมาก เวลาเดินทางไปที่ไหนจะได้สบาย ไม่ต้องคอยอุ้มหรือกลัวลูกไม่ปลอดภัยถ้าเกิดอุบัติเหตุ



  • พาลูกนั่งคาร์ซีท ก่อนจะพาลูกเดินทางควรมั่นใจแล้วว่าลูกกินอิ่ม จะไม่หิวแล้วร้องไห้ระหว่างเดินทาง วันนี้น้องยูริกินอิ่มเรียบร้อย หลับรอตั้งแต่ยังไม่ขึ้นรถเลย แบบนี้จะง่ายมาก 


พอลูกวางนอนบนคาร์ซีท เบาะรองจะกระชับกับตัวน้องพอดี ตอนนี้น้องยูริอายุ 1 เดือน ศีรษะยังไม่แข็ง แต่ตัวเบาะพอดีมาก ไม่ต้องห่วงว่าตัวลูกหรือศีรษะจะขยับได้ เพียงแค่วางบนเบาะแล้วคาดเข็มขัดนิรภัย ปรับสายให้พอดีกับตัว โอบล้อมตัวแบบมั่นใจได้ว่าปลอดภัยแน่นอน


  • เข็มขัดนิรภัย ใส่และปลดล็อคง่าย แค่จับตัวล็อดซ้าย ขวา มาประกบกัน แล้วเสียบเข้ากับตัวล็อค แค่นี้ก็เสร็จแล้ว ตัวล็อคแน่นมาก ไม่ต้องกลัวว่าจะหลุดหรือลูกจะปลดล็อคได้เอง



    คาดเข็มขัดเรียบร้อย ดึงปุ่ม Pull แล้วจับหมุนเข้าหาเบาะเลย สะดวกสุดๆ


    • นั่งได้ตั้งแต่แรกเกิด-5 ขวบ ตัวเบาะรองออกแบบพอดีกับเด็กแรกเกิด 

    • ลูกน้อยหลับได้สบาย สามารถปรับเอนนอนได้มากถึง 150 องศา น้องยูริหลับสบายเลย


    :: ข้อดี ::
    • หมุนได้ 360 องศา ดีที่สุดก็เป็นเรื่องการพานั่งคาร์ซีท จับวางง่าย ถ้าลูกหลับอยู่แล้วไม่ต้องกลัวลูกตื่นเลย วางเรียบร้อย คาดเข็มขัดนิรภัย จับหมุนเข้าหาเบาะได้ง่ายๆ
    • ที่นั่งทำจากยูรีเทน นุ่ม นอนสบาย และช่วยรับแรงกระแทกได้ดี ไม่ยุบตัว ไม่บุบง่าย แถมยังทนทานใช้ได้หลายปี จากพี่ส่งถึงน้องได้สบาย
    • สามารถวางคาร์ซีทไว้ข้างกัน 2 ตัว ทำให้ยังมีที่เหลือให้คุณแม่นั่งตรงกลางได้ อันนี้ผมวางคู่กับคาร์ซีทรุ่น First 7 ที่มีขนาดใหญ่กว่า เชอรี่ยังนั่งได้และผิงหลังได้

    :: ข้อเสีย ::
    • รองรับเฉพาะรถที่มีระบบ ISOFIX เท่านั้น
    • เนื่องจากหมุนได้ 360 องศา ราคาเลยสูงกว่ารุ่นทั่วไป แต่ถ้าเทียบกับความสะดวก ก็โอเคเลย
    One Fix 360 เป็นคาร์ซีทที่เหมาะสำหรับเด็กแรกเกิดมาก ช่วยให้สะดวกมากขึ้นเพราะหมุนได้ 360 องศา แค่วางลูกลง คาดเข็มขัดนิรภัยให้เรียบร้อย จับหมุนคาร์ซีทเข้าเบาะเท่านี้เอง

    สำหรับราคาขายที่ 39,900 บาท ก็ต้องบอกว่าสูงกว่ารุ่นปกติแน่นอนอยู่แล้ว เพราะทำมาเพื่อเน้นความสะดวกสบาย หมุนได้รอบทิศ และยิ่งสามารถใช้ได้จนถึงช่วงอายุ 5 ขวบเลย ก็ถือเป็นการเลือกที่คุ้มกว่าซื้อรุ่นเล็กๆ แต่พอลูกโตก็ต้องซื้อใหม่เพิ่มจ้า

    ติดต่อสอบถามรายละเอียดสินค้าได้ที่ -> Baby Hills Thailand



    Friday, July 06, 2018

    ถ่ายภาพครอบครัว ภรรยาที่ท้องลูกน้อย 9 เดือนก่อนวันคลอด [ชมภาพ]


    เนื่องในโอกาสที่น้องยูริกำลังจะลืมตาดูโลกในอีกไม่กี่วันนี้ ผมกับเชอรี่ก็อยากจะเก็บช่วงเวลาดีๆ ที่เชอรี่กำลังอุ้มท้องน้องยูริ รวมถึงน้องวชิที่กำลังจะได้เป็นพี่ชายเอาไว้ด้วย

    อัลบั้มภาพชุดนี้บอกอะไรได้หลายอย่างถึงความเป็นครอบครัวแบบ M & Cherry & Wachi ได้เป็นอย่างดี


     

    ตลอด 9 เดือนที่เชอรี่อุ้มท้องอยู่ นอกจากความตื่นเต้นแล้ว ก็ยังมีเรื่องราวอีกมากมาย ทั้งวันที่เราได้ทราบข่าวดี, การไปฝากท้อง และตรวจครรภ์ในทุกเดือน, การดูแลคุณแม่ของน้องวชิ และการดูแลซึ่งกันและกันในครอบครัวเล็กๆ ของเรา





    ซึ่งตากล้องที่มาถ่ายภาพครอบครัวของเราก็หนีไม่พ้นพี่ Wedprachit Saeueng แห่ง loveroom ที่ดูแลภาพถ่ายของเราสองคนมาตั้งแต่งานแต่งงาน, ถ่ายภาพก่อนคลอดน้องวชิ, ถ่ายภาพเปิดตัวบริษัท ฯลฯ

    รวมถึงสตูดิโอถ่ายภาพสวยๆ นี้ ก็ต้องขอบคุณ DEAR HOME - สตูดิโอให้เช่า studio ถ่ายรูป ถ่ายพรีเวด รูปครอบครัว ถ่ายสินค้า ที่ต้อนรับเราอย่างอบอุ่นและน่ารักในทุกครั้ง





    สุดท้ายขอบคุณเชอรี่ที่มอบความรักให้กับน้องยูริ และอุ้มท้องมาตลอด 9 เดือน ในขณะที่ต้องเลี้ยงน้องวชิ และดูแลสามีที่เพิ่งยุ่งกับการเปิดบริษัทได้ไม่นาน

    Love,
    M & Cherry & Wachi & Yuri

    ชมอัลบั้มเต็มได้ที่ -> Khajochi : Yuri Pre Birth Album





    Photo : loveroom
    Studio : DEAR HOME - สตูดิโอให้เช่า studio ถ่ายรูป ถ่ายพรีเวด รูปครอบครัว ถ่ายสินค้า
    Model : Khajochi's Blog , Warinthon Chiaranaipanich , น้องวชิ Wachi





    Wednesday, June 13, 2018

    รีวิว ผ้ากันไรฝุ่น MITEX ป้องกันภูมิแพ้ ไม่เคลือบสารเคมี เบาบางนุ่มนิ่ม ลูกนอนหลับสบาย



    ผมเป็นโรคภูมิแพ้ครับ เป็นมาตั้งแต่เด็กเวลาเจอฝุ่นนิดหน่อยก็จะจามตลอด น้ำมูกไหล ยิ่งตอนย้ายมาอยู่คอนโด ฝุ่นยิ่งเยอะกว่าสมัยอยู่บ้านเยอะเลย

    พอจะมีลูกก็เป็นห่วงเรื่องอากาศและภูมิแพ้มากเป็นพิเศษ ซื้อเครื่องกรองอากาศมาใช้ ทำความสะอาดห้องบ่อยๆ แต่ก็ยังไม่เคยใช้ผ้ากันไรฝุ่นบนเตียงเลย พอดีทาง MITEX ได้ให้ผ้ากันไรฝุ่นมาลองใช้ดู วันนี้เลยมารีวิวให้ได้ลองชมกัน


    ทำไมต้องใช้ผ้ากันไรฝุ่น ?

    • เตียงนอนถือเป็นที่เก็บฝุ่นที่ดีมากๆ เนื่องจากเป็นเบาะ และเราไม่ค่อยได้ทำความสะอาดบ่อย
    • ไรฝุ่น (Dust Mites) เป็นหนึ่งในสาเหตุของโรคภูมิแพ้และตัวกระตุ้นให้เกิดอาการของโรคหืด เป็นแมลงในตระกูลเดียวกับเห็บและแมงมุม
    • ซึ่งเจ้าไรฝุ่นนี่แหล่ะที่อยู่ตามที่นอน โดยเรามองไม่เห็น
    • ช่วงหลังเลยเห็นหลายบ้านที่เริ่มใช้ผ้ากันไรฝุ่น แต่ปัญหาคือผ้ากันไรฝุ่นหลายตัวในท้องตลาดก็ไม่ได้กันได้จริง
    • MITEX เป็นงานวิจัยจาก รศ.วรรณะ มหากิตติคุณ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งพิสูจน์แล้วว่ากันไรฝุ่นได้ 99.98% (อ้างอิงได้จากศูนย์วิจัยไรฝุ่นศิริราช)
    • แถมเงินที่ได้จากยอดขายของ MITEX ยังกลับไปสู่งานวิจัยที่มหาวิทยาลัยมหิดลด้วยนะ

    ทดลองใช้ผ้ากันไรฝุ่นจาก MITEX

    ไม่ต้องอธิบายกันมาก เรามาลองใช้งานจริงกันเลยดีกว่า ซึ่งที่คอนโดผมไม่ได้มีเตียงนอนฮะ เพราะนอนกับฟูกบนพื้น พอดีลูกชายนอนดิ้นมาก ตกเตียงประจำ 5555


    หน้าตาห้องนอนก็ประมาณนี้เลยฮะ ไม่ได้มีอะไรแปลกอะไร


    ทาง MITEX ส่งผ้ากันไรฝุ่นมาให้แบบครบเซ็ต ตั้งแต่ปลอกหมอน, หมอนข้าง, ผ้านวม ไปจนถึงฟูกบนเตียง 


    บนกล่องมีข้อมูลเกี่ยวกับไรฝุ่น วิธีการใช้งาน และผลการรับรองจากศูนย์วิจัยไรฝุ่นศิริราช



    แกะกล่องออกมาก็จะเจอผ้ากันไรฝุ่น เนื้อผ้าจะลื่นๆ หน่อย 


    สีขาวครีมๆ แต่ไม่ได้เคลือบสารเคมีนะ สบายใจได้ เวลาเปิดแอร์ก็จะเย็นๆ 


    ซิปแข็งแรงดี เวลาใส่ปลอกหมอนกับหมอนข้างใส่ง่ายไม่ติดปัญหาอะไร


    ผ้าปูเตียงขนาดพอดีเปะๆ แต่อย่างที่บอกว่าผ้าจะลื่นๆ หน่อย เวลานอนช่วงแรกถ้าใครไม่เคยนอนจะแปลกหน่อย แต่ใช้ไปสักพักก็จะชิน


    เสร็จแล้วจ้า !! ปูผ้าทั้งหมดไม่เกิน 10 นาทีก็เสร็จ สีสันก็จะไม่ได้ฉูดฉาดอะไร ออกเรียบง่าย แต่ด้วยความที่เป็นสีขาวๆ ก็ต้องระวังเรื่องสกปรกไว้บ้างก็ดี

    จริงๆ แล้วเราสามารถใช้ปลอกหมอน หรือปลอกผ้านวมที่เราใช้ปกติ สวมทับผ้ากันไรฝุ่นได้นะครับ ก็ได้สีสันเครื่องนอนเหมือนที่เราเคยใช้ก่อนหน้านี้ แต่พอดีผมอยากลองนอนทั้งแบบนี้เลย สีก็สวยกำลังดี


    ไม่มีอะไรทดสอบเรื่องชุดเตียงนอนได้ดีไปกว่า การปล่อยให้ลิงน้อยมาลองเล่นเตียงใหม่ดู ซึ่งพอเปิดแอร์ เปิดประตูให้น้องวชิมาเจอเตียงใหม่ทั้งชุด ก็วิ่งขึ้นมากระโดดเด้งไปมาเลย 5555


    อย่างที่บอกว่าพอเปิดแอร์แล้ว ผ้าจะเย็นๆ หน่อย ก็ทำให้นอนสบายดี เวลากลับมาบ้านจากร้อนๆ ก็ระบายความร้อนได้ไวดี ผ้าค่อนข้างบาง แต่กันไรฝุ่นได้ก็สบายใจ


    ให้แม่ลูกนอนอ่านหนังสือกันก่อนนอน ชิวสบายเลย



    หลังจากที่ทดลองใช้งานจริง 1 สัปดาห์ พบว่าผ้าป้องกันไรฝุ่นของ MITEX ใช้งานได้โอเคดี ทั้งเรื่องของการทำหน้าที่เป็นผ้าปูที่นอนหรือปลอกหมอนต่างๆ อย่างแรกคือนอนหลับสบาย (ฮา) การใช้งานอื่นๆ เหมือนผ้าปูทั่วไปไม่แตกต่างมากนัก


    แต่ในส่วนของการป้องกันไรฝุ่น อาจจะยังพิสูจน์ได้ยากในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ที่รู้สึกได้คืออาการจาม น้ำมูกไหล ของทั้งผมและน้องวชิลดลงระดับหนึ่ง คุณนายที่บ้านบอกว่า "ห่มแล้วเย็นสบายดีค่ะ ไม่อึดอัด นอนหลับปุ๋ย ZZZZzzzz..."

    สำหรับใครที่สนใจ ลองดูจุดจำหน่ายของผ้ากันไรฝุ่น MITEX ได้ -> http://mitexshop.lnwshop.com/

    ข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม www.mitex.in.th


    ตอนนี้เรามีวางขายที่

    • จำหน่ายออกไลน์ www.siriallergyguard.com และ www.cartacare.com
    • ร้าน LAB Pharmacy รวม23 สาขา (เช่น Silom Complex, Emporium, K-Village, Terminal 21, etc.)
    • ร้าน Healthy Max 6 สาขา ( สาขาโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์, สาขาศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ม.มหิดล (ศาลายา) สาขาโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์, สาขาโรงพยาบาลพระรามเก้า, สาขาโรงพยาบาลเวชธานี)