Wednesday, September 27, 2017

รีวิว : สบู่เหลวอาบน้ำและสระผมเด็ก Kira Kira Baby : Top-To-Toe Wash นวัตกรรมการผลิตจากญี่ปุ่น



เชื่อว่าการจะเลือกสบู่หรือแชมพูให้ลูกน้อย น่าจะเป็นเรื่องที่พ่อแม่หลายท่านใส่ใจมากเป็นพิเศษ เพราะถืเป็นสิ่งที่ลูกต้องสัมผัสเป็นประจำทุกวัน

ผมและเชอรี่ก็เป็นใส่ใจส่วนนี้มาก ซึ่งหลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อ kira kira baby ซึ่งเป็นแบรนด์ที่เป็นนวัตกรรมการผลิตจากประเทศญี่ปุ่น วันนี้ได้โอกาสลองมารีวิวสบู่เหลว ที่ใช้เป็นแชมพูได้ด้วย ลองมาชมกันว่าใช้แล้วเป็นยังไงกันบ้าง ^___^


สบู่เหลวอาบน้ำและสระผมเด็ก


  • สบู่เหลวอาบน้ำและสระผมเด็ก Top-To-Toe Wash 
  • ส่วนผสมออร์แกนิค ปราศจากสารอันตราย ไม่ทำให้ระคายเคืองผิว อ่อนโยนต่อผิวบอบบาง 
  • ผ่านการทดสอบ Hypo Allergenic แล้วว่าปลอดภัยกับผิวของลูกน้อยแน่นอน 
  • สามารถใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิดเลย 
  • ที่ดีกว่านั้นคือมันใช้ทั้งอาบน้ำและสระได้ในขวดเดียวอีกด้วย


เนื้อสบู่เป็นน้ำใสๆ กลิ่มธรรมชาติมาก รู้ได้เลยว่าไม่ได้ใส่น้ำหอมแน่นอน ฝาปั๊ม ใช้งานง่าย เพียงกดเบาๆ สบู่ก็ออกมาแล้ว แค่ปั๊มเดียวสะอาดได้ทั้งตัว ไม่เปลืองเลย ขวดเดียวใช้ได้ยาวๆ ขนาด 400 มล. ราคา 450 บาท


ลองใช้จริง

อาบน้ำ

อย่างแรกเลยคือลองให้น้องวชิอาบน้ำ ซึ่งโดยปกติแล้วน้องวชิจะชอบมาขอสบู่ไปถูเอง ก็ลองบีบลงที่มือนิดเดียว ไม่ต้องเยอะมาก ก็ถูได้ทั้งตัวเลย



เนื้อฟองล้างออกง่าย อาบน้ำเสร็จผิวนุ่มชุ่มชื่น เพราะมีส่วนผสมของสารสกัดคามิเลีย จาโปนิกา ดีที่ไม่ทำให้ผิวแห้ง ให้ความชุ่มชื้น นุ่มนิ่มๆ



จากที่ทดลองในส่วนของการอาบน้ำ ฟองถือว่าไม่ได้เยอะมาก แต่สัมผัสได้ว่านุ่มสุดๆ ล้างออกง่ายดีด้วย ขนาดน้องวชิล้างตัวเอง เทน้ำไม่กี่ครั้งก็ล้างออกหมดจ้า



ทดลองสระผม

ลองให้น้องวชิสระผมเอง แล้วล้างออก พบว่าฟองไม่ทำให้แสบตา ยืนสระผมได้สบาย ล้างออกง่ายมาก ช่างเหมาะกับน้องวชิลิงน้อยจริงๆ 555


ตอนสระผมจะรู้สึกได้ว่าฟองเยอะกว่าตอนถูเป็นสบู่เล็กน้อย มีกลิ่นหอมอ่อนๆ กำลังดี เนื้อฟองจะนุ่มๆ คล้ายโฟม

ตอนที่ล้างออก มีฟองลงมาที่หน้าน้องวชิบ้าง แต่ก็ไม่งอแงอะไร แสดงว่าไม่แสบตาเลย (ปกติจะร้องจ๊ากกก ถ้าเจออะไรเข้าตา)



สินค้า kira kira

นอกจากสบู่เหลวอาบน้ำและสระผมแล้ว kira kira ยังมีผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กอีกหลายอย่างครับ ทั้งเบบี้ แนพพิ ครีม โลชั่นบำรุงผิวเด็ก และผ้าอ้อมสำเร็จรูป

• เบบี้ แนพพิ ครีม คิระ คิระ 50 มล. ราคา 250 บาท
• โลชั่นบำรุงผิวเด็ก คิระ คิระ ขนาด 380 มล. ฝาสีฟ้า ราคา 450 บาท
• ผ้าอ้อมสำเร็จรูป มีให้เลือกหลายขนาดตั้งแต่ S M L XL เลย

สรุป

ข้อดี
  • ส่วนผสมออร์แกนิค และปราศจากสารอันตรายต่อผิว มั่นใจได้ว่าปลอดภัยต่อผิวลูกน้อยแน่นอน
  • สารสกัด คามิเลีย จาโปนิกา ช่วยคงความชุ่มชื้นให้แก่ผิว และทำให้ผิวนุ่ม
ข้อเสีย
  • ราคาอาจจะสูงกว่าสบู่อาบน้ำเด็กทั่วไป แต่ด้วยขนาดขวดที่ใหญ่ ใช้ทีละนิดกว่าจะหมด ราคานี้ กับคุณภาพอย่างนี้ ถือว่าโอเคฮะ
โดยสรุปแล้ว สบู่เหลวอาบน้ำและสระผมเด็ก kira kira baby : Top-To-Toe Wash ถือว่าเป็นสบู่เหลวที่ใช้ดีมากๆ ด้วยเนื้อสบู่ที่นุ่มนิ่ม มีกลิ่นหอมอ่อนๆ เวลาอาบน้ำแล้วใช้เพลินกว่าที่คิด ล้างออกง่ายดีฮะ

เนื้อฟองที่สระผมดูละเอียดดี ตอนที่ล้างแม้จะผ่านหน้าของน้องวชิบ้างแต่ก็ไม่แสบตาเลย โดยรวมแล้วทั้งคุณแม่และน้องวชิชอบจ้า




สั่งซื้อออนไลน์


ถ้าสนใจสามารถสั่งซื้อออนไลน์ เห็นช่วงนี้มีโปรโมชั่นกันทุกเว็บเลย จัดไปเลยจ้า

พิเศษโค้ดส่วดลดเฉพาะที่ 11street เท่านั้น ลองใช้โค้ดส่วนลดได้ตามนี้เลยจ้า
TTT = 469223343RZ2Z277
lotion = 976593976X6AE597
nappy = 6P677V95754225L3



อ่านข้อมูลเพิ่มเติม
[Advertorial]


Saturday, September 09, 2017

ทำไมบริษัท The Zero ถึงให้พนักงาน รับงานนอกมาทำได้ ? และผลที่ตามมาหลังจากเปิดมาครบ 1 ปี (MangoZero + ParentsOne)



วันก่อนมีแชร์เรื่องของสวัสดิการณ์ในบริษัท The Zero ซึ่งเราทำเว็บ Mango Zero​ และ Parents One​ กันอยู่ในตอนนี้

บางข้อก็ทำให้หลายคนแอบขำ เช่น มีวันลาอกหักให้พนักงานได้ 3 วันต่อปี หรือมีขนมให้กินในออฟฟิศไม่อั้น อะไรแบบนั้น

แต่มีอยู่ข้อนึงที่มีคนส่งหลังไมค์เข้ามาถาม ว่ามีจริงๆ หรือเปล่า นั่นคือเราเปิดให้พนักงาน "รับงานนอกมาทำในออฟฟิศได้ 1-2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์"



ทำไมผมถึงอนุญาตให้พนักงานทำงานนอกในออฟฟิศได้ ? เรื่องนี้มีจริงหรือเปล่า ?

ซึ่งมันค่อนข้างฉีกตำรา HR แต่เก่าก่อนที่มีมา บริษัทส่วนใหญ่มองว่าเราให้เงินพนักงานไป 100 เราก็ควรได้งานกลับมา 100 หรือมากกว่า และคุณไม่ควรเอาเวลางานไปทำอย่างอื่น

ก็ต้องขอตอบคำถามข้อที่สองก่อนเลยว่าสวัสดิการณ์นี้มีจริง และผมบอกน้องๆ ทุกคนตั้งแต่สัมภาษณ์งานด้วยซ้ำ ว่าเรามีให้นะ จะใช้รึเปล่าก็แล้วแต่

สิ่งแรกที่ต้องออกตัวเอี๊ยดก่อนเลยคือ

1. ที่บริษัทเราให้ค่าตอบแทนในระดับที่ดีนะจ๊ะ ไม่ใช่ให้น้อยจนต้องไปรับงานนอก

2. การที่คุณจะทำงานอื่นๆ ในเวลาออฟฟิศได้ แปลว่างานที่คุณได้รับมอบหมายต้องเสร็จสมบูรณ์ก่อนด้วย


ย้อนกลับไปสมัยที่ผมเป็นพนักงานประจำ ก็บอกตามตรงเลยว่ามีรับงานนอกบ้างเช่นกัน เช่น บางทีเราก็รับงานเขียนโปรแกรม (ผมทำงานโปรแกรมเมอร์), งานทำเว็บบ้าง

ซึ่งตอนนั้นผมก็บอกหัวหน้านะ และเราก็ไม่ได้เอาเวลางานมาใช้ คือหลังจากกลับบ้านค่อยทำงานอื่นๆ เสริม

ส่วนตัวผมพบว่า การรับงานนอก ทำให้ผมเก่งขึ้นเยอะมาก เพราะงานนอกที่รับมามีความหลากหลายกว่างานประจำ และได้ฝึก Skill การบริการตัวเอง ให้มีความรับผิดชอบมากขึ้น



กลับมาที่บริษัท The Zero ด้วยความที่ Culture ของเราเป็นลักษณะบริษัทสื่อ ที่มีพนักงาน "ส่วนใหญ่" เป็นบล็อกเกอร์

คำว่าบล็อกเกอร์ คือแต่ละคนก็จะมีความชอบส่วนตัว ผลงานส่วนตัว ก่อนที่จะมาร่วมงานที่นี่ เพราะงั้นโจทย์ความยากของผม ในฐานะเจ้าของบริษัท

คือทำยังไงให้คนเหล่านี้อยู่กับเราได้นานๆ ?

คำตอบคือ เราก็ต้องให้เขาได้ทำในสิ่งที่เขารัก และทำงานที่เขาชอบได้ ในเวลาเดียวกัน

ผมมีน้องในทีมที่เป็น Food Blogger, พิธีกรรายการทีวี, เจ้าของรายการ Podcast, นักวาดภาพ รวมถึงบางคนก็เริ่มสร้างผลงานส่วนตัวขึ้นมาเองมากขึ้น

เพราะงั้นตั้งแต่วันแรกที่เขาเข้ามาเจอเรา อย่างหนึ่งก็สบายใจได้ว่าสิ่งที่ตัวเองเคยทำมาก่อน จะไม่หายไป หรือไม่ต้องมาคอยหลบๆ ซ่อนๆ เพื่อทำในสิ่งที่ตัวเองรัก



ผมเปิดบริษัทผ่านมากว่า 1 ปีแล้ว ถ้าถามว่าผลที่ได้เป็นยังไงบ้าง ?

ในมุมของน้องๆ ผมไม่แน่ใจว่าเขา Happy ไหมกับการที่เรามีสิ่งนี้ในบริษัท แต่สิ่งนึงที่เห็นได้ชัดคือ เราพยายามช่วยผลักดันให้เขาโตขึ้นในสิ่งที่ตัวเองรัก

ผมพบว่าน้องๆ หลายคนเก่งขึ้น ไม่ใช่แค่จากงานในบริษัท แต่เก่งขึ้นจากงานอื่นๆ ที่เขากำลังทำอยู่ด้วย ได้ทั้งฝีมือและ Connection เพิ่มเสียด้วยซ้ำ บางทีได้งานอื่นกลับมาบริษัทซะงั้น

ผ่านไป 1 ปี ผมพบว่ามีข้อดีมากกว่าข้อเสียครับ ยิ่งน้องๆ ในทีมเก่งขึ้นเท่าไหร่ ผลงานของเราก็ยิ่งดีขึ้นมากไปเท่านั้น

"แต่" ต้องบอกเลยว่า Culture แบบนี้ คงใช้ไม่ได้กับในหลายๆ องค์กร ที่ไม่ได้มีรูปแบบการทำงานแบบพวกเรา เพราะงั้นสิ่งที่แชร์ในบทความนี้ไม่ได้บอกว่าใครต้องทำแบบไหน

แต่เป็นการแชร์อีกมุมของบริษัทเล็กๆ ที่ผมว่าก็แปลกดี เผื่อใครจะลองไปปรับใช้กันดูครับ

[ช่วงขายของ] อ่านสวัสดิการณ์ประหลาดๆ ของทีมงานพวกเราได้ที่นี่ และเรากำลังรับพนักงานเพิ่มครับ :)  -> รวม 10+1 สวัสดิการณ์ของ MangoZero และ ParentsOne

Friday, August 04, 2017

เลี้ยงลูกแบบไหน ที่เรียกว่าผิด หรือถูก ? คำแนะนำดีๆ จากคุณหมอเด็กชื่อดัง



ผมกับเชอรี่ก็เป็นคุณพ่อคุณแม่ที่ช่วงแรกเลี้ยงน้องวชิแบบไม่มีความมั่นใจเหมือนกัน บางครั้งเราก็คิดว่าวิธีนี้ถูก แต่พอไปหาในเน็ตก็เป็นอีกวิธี ข้อมูลเยอะแยะเต็มไปหมดบางทีเราก็สับสนเหมือนกัน

โชคดีที่เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 60 ทาง Babi Mild Thailand ได้จัดงานเสวนาในหัวข้อ “#เลี้ยงลูกแบบไหนผิดหรือถูก” จาก 4 สุดยอดคุณหมอเด็ก พร้อมเหล่าบล็อกเกอร์ชื่อดังด้านแม่และเด็ก




- การเลี้ยงลูกในแต่ละวันแทนที่เราจะสนใจเอาแต่สิ่งที่ไม่ดีออกไปจากชีวิตเค้า เช่น ขี้เกียจ ดื้อ ไม่เชื่อฟัง ให้หันมาสร้างสรรสิ่งดีๆ แทน
- การเลี้ยงลูกเปรียบเสมือนการปลูกต้นไม้ อยากให้ออกดอกผลิบานต้องเริ่มสร้างรากที่ดี คือ ตัวตนที่แข็งแกร่ง มีวินัย มีทักษะชีวิต ใฝ่เรียนรู้ สุขเป็น นิสัยดีและค่านิยมเชิงบวก เมื่อลูกโตขึ้น เค้าจะไปได้ดี คือเป้าหมายสูงสุดที่พ่อแม่ต้องการ



- เครื่องมือสร้างรากแก้ว : สื่อสารให้ดี สร้างปฏิสัมพัธ์เชิงบวก จัดการอารมณ์ สร้างวินัย จัดการพฤติกรรม สร้างความนับถือตัวเอง
- สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จำทำให้ลูกเติบโตไปได้ดี คือ ชีวิตคู่ที่มีความสุข เพราะชีวิตคู่ที่มีความสุขจะทำให้ทุกอย่างมันมั่นคง





แพทย์หญิงเสาวภา
- ทุกจังหวะที่เลี้ยงลูก อาจโดนขัดแย้งหรือความไม่ร่วมมือ เช่น อย่างเราเห็นว่าลูกเราถนัดดนตรี กีฬา อยากจะส่งเสริมให้ลูกไปในถึงจุดที่เค้าไปได้





สำหรับใครที่ไม่ได้ดู Live ถ่ายทอดสด สามารถดูย้อนหลังได้เช่นกัน
https://www.facebook.com/BabiMildTH/videos/1454076298044740/



ทางเบบี้มายด์จะมีการแจกผลิตภัณฑ์ให้คุณแม่ตามโรงพยาบาลชั้นนำหลังวันแม่เป็นต้นไป เพื่อให้คุณแม่ได้สบายใจเกี่ยวกับการคัดสรรผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่ดีที่สุดในการดูแลลูก สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์เบบี้มายด์



#ธรรมชาติดีที่สุด  #ไม่มีผิดไม่มีถูก #BabiMild

[Advertorial]

Saturday, June 17, 2017

รีวิว KAAN Show พัทยา ตื่นเต้น, ยิ่งใหญ่กว่าที่คิด, โชว์ที่ดีที่สุดในไทยตอนนี้



โชคดีที่เมืองไทยเราในทุกยุค จะมีโชว์ระดับที่เราสามารถอวดนักท่องเที่ยวได้อยู่เสมอๆ ตั้งแต่ยุคก่อนอย่าง อัลคาซ่าร์, Siam Niramit, อลังการ ซึ่งแต่ละโชว์ก็จะมีความโดดเด่นต่างกันไป

แต่ล่าสุดเราก็ได้มีโชว์ที่บอกได้เต็มปากเต็มคำเสียทีว่าเป็นโชว์ระดับโลกจริงๆ นั่นคือ KAAN Show ที่เมืองพัทยา

ซึ่งความไม่ธรรมดาของโชว์นี้คือการร่วมมือระหว่างมือทองในวงการบันเทิงไทย ทั้งเทพด้านละครเวทีไทยอย่าง Scenario รวมพลังกับเทพด้านภาพยนตร์อย่าง GDH แถมด้วยทีมงานอีกเพียบ ซึ่งน่าสนใจไม่น้อยเลย


รู้จักกับ KAAN Show ทำไมใครๆ ก็บอกว่านี่คือระดับโลก

  • KAAN Show (คานโชว์) เป็นการแสดงสดแบบ Live Performance ที่มีส่วนผสมของการแสดง, โปรดักชั่นอลังการ, แสงสีเสียง และภาพยนตร์
  • เงินลงทุนโครงการนี้สูงถึง 1,000 ล้านบาท
  • ในการแสดงใช้ทีมงานรวมมากกว่า 600 คน
  • ดูทีมงานด้านการแสดงโดย GDH : นำโดย สิน – ยงยุทธ ทองกองทุน และ กอล์ฟ-ปวีณ ภูริจิตปัญญา จาก บริษัทสนุกดีทวีสุข
  • งานควบคุมนักแสดงบนเวที เป็นความรับผิดชอบของ บริษัท Scenario ผู้ผลิตละครเวทีชั้นนำของเมืองไทยของ บอย ถกลเกียรติ วีรวรรณ
  • ไฮไลท์อีกอย่างคือตัว "โรงละครลอยฟ้า" ที่สามารถจุคนดูได้ถึง 1,400 ที่นั่ง ออกแบบโดยบริษัทสถาปนิกชื่อดัง A49 ใครที่ไปชมก็จะต้องถ่ายภาพท่ายกโรงละครลอยได้ #ฮา
รายละเอียดบัตรเช้าชม
  • รอบการแสดง* เดือนมิถุนายน มีทั้งหมดอังคาร-พฤหัสบดี วันละ 1 รอบเวลา 21.00 น.ศุกร์ -อาทิตย์ มีวันละ 2 รอบ เวลา 17.00น. และ 21.00 น. (หยุดทุกวันจันทร์)
  • ค่าบัตรเริ่มที่ 2,500 - 4,000 บาท (ช่วงนี้มีโปรดูโชว์รอบweekdayลด 40%, weekend ลด 30% จากราคาเต็ม)
  • ระยะเวลาการแสดง : 1 ชั่วโมง 30 นาที
  • โรงละคร SINGHA D’LUCK Cinematic Theatre ตั้งอยู่ที่ ถ.เทพประสิทธิ์ ในเมืองพัทยา
  • จองบัตร และรายละเอียดเพิ่มเติม -> KAAN Show
  • Update รอบการแสดงล่าสุดได้ที่ -> Facebook KAANShow


รีวิว KAAN Show พัทยา มีอะไรดีกว่าที่คุณคิด

โรงละครอยู่ไม่ได้ไกลจากตัวเมืองมากนัก ตั้งอยู่ถนนเทพประสิทธิ์ ขับผ่านก็จะต้องมองเห็นแน่นอนเพราะโรงละครใหญ่มากกกกก



ที่จอดรถกว้างใหญ่ดี มีรถรับส่งจากที่จอดรถมาโรงละคร หรือจริงๆ จะเดินมาก็ได้ แต่นั่งรถก็ดูสะดวกดี



ด้านหน้าโรงละครมีร้าน Greyhound Cafe ก็แวะไปชิคๆ ชิวๆ กันได้



ห้องจำหน่ายบัตร ทำเป็นเหมือนธีมห้องสมุดขนาดใหญ่ ตามเนื้อเรื่องที่พระเอก (คาน) ไปพบหนังสือแล้วเข้าไปสู่โลกต่างๆ ของวรรณคดีไทย





ห้องขายของที่ระลึก มีให้เลือกเยอะมากเลย ทั้งตุ๊กตา เสื้อ กระเป๋า สมุด ฯลฯ ราคากำลังดี ไม่ถูกไม่แพง แล้วก็มีของจาก GDH มาขายด้วยนะ พวกเสื้อจากหนังหรือละคร




บัตรราคาเริ่มที่ 2,500 บาท แต่ไปช่วงเปิดตัวก็ลดกันกระจาย 30-40% โดยราคา 1,500 ก็ไม่ได้ถูกแต่ก็ไม่ได้แพงอะไร ถ้าเทียบกับโชว์ที่อื่นก็หลักพันกันหมด



สิ่งแรกที่เห็นคือโรงละคร SINGHA D’LUCK Cinematic Theatre ซึ่งทุกคนก็จะมองแบบงงๆ ว่าโรงละครมันลอยบนอากาศได้จริงด้วย O_o"

แอบไปดูใกล้ๆ ก็พบว่าเป็นเทคนิคการใช้กระจกหลอกตาอีกทีนึง แต่ก็กลายเป็นกิมมิคที่ทุกคนต้องไปถ่ายภาพท่าแบกโรงละคร 5555



สำหรับการเลือกโซน บัตรที่แพงสุดจะอยู่ตรงกลางด้านบน ส่วนตัวผมแนะนำว่าควรจะดูจากตรงกลางโรงละคร ทั้งด้านบนหรือด้านล่างก็ได้ เพราะจะได้มุมที่ดีที่สุด

ผมเลือกชมตรงกลางแถวล่าง ก็ยังดูสนุกไม่แพ้ด้านบนครับ



ทางเข้าข้างในโรงละคร มีส่วนของ Snack Bar ซื้อน้ำขนมเข้าไปทานได้ เพราะโชว์ค่อนข้างนานคือ 1 ชั่วโมง 30 นาที เหมือนดูหนังเรื่องนึงเลย ไม่มีหยุดพัก



เข้าไปถึงก็จะพบกับโรงละคร ซึ่งต่างจากโรงละครหรือโชว์ทั่วไป ตรงที่เวทีจะอยู่ต่ำกว่าที่นั่ง แถมพื้นที่ของเวทีลึกและกว้างมากๆ



ซึ่งทีแรกก็แปลกใจเล็กน้อย แต่พอได้ดูโชว์ก็จะรู้ว่าทำไมเวทีถึงต้องต่ำและกว้าง เพราะการแสดงจะมีฉากที่ต้องบินขึ้นอากาศ วิ่งไปซ้ายขวา และมีรถหรือเรือขนาดใหญ่มากๆ เข้าออกฉากตลอดเวลา




เก้าอี้นั่ง ขนาดประมาณโรงหนัง กว้างกว่าเก้าอี้โรงละครเวทีตามปกติเล็กน้อย มีที่วางแก้วน้ำให้ ความสูงของเก้าอี้กำลังพอดี ด้านหน้าผมเป็นผู้ชายสูง ก็ดูได้โอเคดี ไม่บังกัน


เริ่มการแสดง KAAN Show !!


  • เรื่องราวของโชว์เริ่มจาก "คาน" ถูกดูดหายไปกับ “กบิลปักษา” ตุ๊กตาลิงที่อยู่ในห้องสมุด ซึ่งได้พบกับโลกการผจญภัยมากมาย
  • การแสดงจะไม่มีการใช้ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ เพราะฉะนั้นทุกคนทุกชาติจะดูได้เข้าใจ ผ่านภาษาการแสดง
  • ผีเสื้อพิโรธ (THE WRATH OF THE SEA GIANTESS) : การแสดงในชุดแรก เป็นฉากเรือ และตามเนื้อเรื่องของพระอภัยมนี ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีนางผีเสื้อสมุทรด้วย
  • เนื่องจากเป็นฉากแรก เลยจะเป็นการโชว์ให้เห็นว่าฟีเจอร์ต่างๆ ของโชว์มีอะไรบ้าง ตั้งแต่การใช้ภาพแบบในหนัง, การมีเรือแล่นออกมา, การใช้เพลงและเสียงประกอบ
  • แต่ที่น่าทึ่งสุด คือฉากที่มีการขี่ม้านิลมังกร แล้วลอยขึ้นมาอยู่ "บนหัว" ของผู้ชม คือละครปกติก็คงบินบนฉาก แต่อันนี้บินมาบนลอยบนหัวผู้ชมเลยจริงๆ นะ แทบจะเอื้อมมือขึ้นไปจับได้เลย อันนี้ตื่นตาตื่นใจมาก ยอมรับ
  • ปราโมทย์หิมพานต์ (THE COLORS OF HIMMAVANTA) : เป็นฉากในป่าหิมพานต์ ความสวยงามกับการเล่นแสงยามค่ำคืน พร้อมการแสดงของกินรีที่ลอยขึ้นไปบนอากาศได้พร้อมๆ กัน 
  • อสุนีมารโรมรัน (THE CHASE OF LIGHTNING) : เป็นฉากที่โชว์เทคนิคล้วนๆ เหมือนนั่งดูหนัง Avatar แต่เป็นคนแสดงสดๆ ตรงหน้าเลย

  • เดิมพันรจนา (THE WAGER FOR THE IVORY KINGDOM) : ฉากที่เล่นกับไฟ และแสง รวมถึงเป็นฉากที่มีนักแสดงออกมาเยอะมากๆๆๆๆ แถมมีการต่อสู้กับสัตว์ประหลาดที่ต้องบอกเลยว่า "เล่นใหญ่" (ต้องไปดูเองว่าใหญ่แค่ไหน)
  • ปราบพญาชาละวัน (THE UNDERWATER ABYSS) : ความสนุกของการดูไกรทองกับพญาชาละวัน เหมือนดูเกมต่อสู้บน PlayStation
  • ทศกัณฐ์อหังการ (THE CATACLYSM) : ฉากสุดท้าย ซึ่งก็เป็นไฮไลท์เด็ด เพราะเป็นการนำเรื่องราวของรามเกียรติมาดูในมุมใหม่ ที่ต้องบอกเลยว่าเป็นรามเกียรติ์เวอร์ชัน Starwars !! 
  • คือจะได้เห็นหนุมานที่เป็นหุ่นยนต์ วิ่งสู้กันรวมกับเจได และมีทศกัณฐ์ที่เท่โคตรๆ ราวกับ Dart Vader (พูดเอาฮา แต่ตอนดูรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ)
  • จบการแสดง นักแสดงออกมาขอบคุณ จนได้เห็นว่า เห้ย ใช้คนแสดงเยอะขนาดนี้เลยเหรอ เป็นร้อยๆ เลย นี่ยังไม่รวมทีมงานสร้างอื่นๆ หลังฉากอีกเพียบ
  • บรรยากาศช่วงท้ายดีมากๆ ทุกคนลุกขึ้นปรบมือ กรี๊ดกร๊าด แต่สิ่งที่ผมว่าดีที่สุดเลยคือได้เห็นสีหน้าของนักแสดง ที่ดูเขาจะภูมิใจกับการแสดงโชว์ชุดนี้เอามากๆ
  • ออกจากโรงละคร ข้างนอกนักแสดงจะออกมาถ่ายรูปด้วย ซึ่งก็มีการจัดต่อคิวอย่างเป็นระเบียบ แต่คนเยอะมาก และทุกคนก็อยากถ่ายรูปกับนักแสดงเอามากๆ
[Advertorial]



โดยสรุปแล้ว บอกตามตรงว่าพอได้ยินว่ามีโชว์การแสดงที่มีความเป็นไทยใส่เข้าไปด้วย ตอนแรกผมก็รู้สึกว่าไม่น่าจะมีอะไรใหม่ เพราะเราเองก็เห็นโชว์ลักษณะนี้มาตั้งแต่เด็กจนชินตา

แต่บอกเลยว่า แค่เปิดมาฉากแรก คุณก็ลืมภาพการแสดงแบบไท๊ยไทยที่เคยมีในหัวออกไปได้เลย เพราะ KAAN Show ไปไกลกว่านั้นมาก คุณจะได้ดูความโลดโผนเหมือนหนัง Avatar, ความตื่นตาเหมือนดูโชว์ที่ Las Vegas และไอเดียแปลกใหม่ จากวรรณคดีไทย เหมือนดู Starwars แบบไทยๆ

จะมีติก็คือเรื่องของราคาบัตร ที่อาจจะดูว่าสูงอยู่ แต่ช่วงเปิดตัวนี้ก็มีโปรโมชั่นลดหนักๆ 30-40% ซึ่งก็อยากให้ได้ลองไปดูกัน เพราะโชว์ดีๆ แบบนี้ และมีโปรโมชั่นช่วงเปิด ก็หาราคานี้อีกไม่ได้ง่ายๆ ครับ

คะแนน : 9.5/10

จองบัตร และรายละเอียดเพิ่มเติม -> KAAN Show