Friday, January 06, 2017

รีวิว Huawei Mate 9 พร้อมกล้องคู่ Leica vs iPhone 7 Plus กล้องใครจะถ่ายสวยกว่ากัน




Huawei Mate 9 ถือเป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนที่น่าจับตามองที่สุดในปีนี้ ไม่แพ้ iPhone 7 หรือ Galaxy S7 เลยทีเดียว จากการที่แบรนด์ยกระดับตัวเองขึ้นมาสู้ในกลุ่มพรีเมียมได้อย่างสนุก พร้อมจับมือกับ Leica กล้องระดับโลก หลายคนก็จับตาดูว่าปีนี้ Huawei จะมีทีเด็ดอะไรออกมาบ้าง

ส่วนตัวผมเองก็มีโอกาสได้ทดสอบสมาร์ทโฟนของ Huawei มาหลายรุ่น มาในปีนี้ก็ไม่พลาดที่จะขอทดสอบ Mate 9 มาให้ได้ชมกัน

Note: ถ้าใครอยากดูเรื่องเทียบกับ iPhone 7 Plus เลื่อนไปช่วงท้ายได้เลย
 

แกะกล่อง Huawei Mate 9 หรูหราขึ้นมากทีเดียว

สำหรับกล่องของ Mate 9 ก็ทำออกมาได้ดูดีทีเดียว แค่จับก็รู้สึกว่าหรูแล้ว แถมพิมพ์ด้วยหมึก SOY Ink ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม




แกะกล่องออกมาก็พบกับตัวเครื่อง โดยรุ่นที่ได้มารีวิวนี้เป็นสีทอง Champaign Gold แต่ก็ยังมีอีกสีให้เลือกคือสีน้ำตาล Mocha Brown



ด้านหลังตัวเครื่องโค้งเข้ากับมือ วัสดุจับแล้วลื่นมือเล็กน้อย มีเครือบเป็นเงา เว้นแถบด้านบนด้านล่างสำหรับเสาสัญญาณ



แน่นอนส่วนที่เด่นที่สุดคือกล้องถ่ายภาพ ที่เป็นเลนซ์คู่ ซึ่งดูเหมือนจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของสมาร์ทโฟนระดับพรีเมียมไปแล้ว

โดยกล้องคู่ของ Huawei Mate 9 นี้จะเป็นแบบกล้องบนกับล่าง แปะโลโก้ของ Leica แบรนด์กล้องถ่ายภาพระดับโลกไว้ด้วย เป็นการร่วมมือของทั้ง 2 แบรนด์ที่น่าสนใจดี




ด้านบนของเครื่องมีช่องเสียบหูฟัง พร้อมถาดใส่ซิม ซึ่งรุ่นนี้รองรับ 2 ซิมพร้อมกันด้วยนะ ใครที่อยากสลับเบอร์ไปมาก็สามารถทำได้เลย



ด้านล่าง ช่องเสียบชาร์จเป็น USB-C ซึ่งหัวชาร์จสามารถเสียบสลับด้านไปมาได้ และลำโพง



ส่วนของการสแกนลายนิ้วมือจะอยู่ด้านหลังของเครื่อง ซึ่งส่วนใหญ่เราก็จะใช้นิ้วชี้ในการสแกนมากกว่า



อุปกรณ์ที่แถมมาให้ก็ตามระเบียบคือมีหูฟัง สายชาร์จ ซึ่งหัวชาร์จจะมีระบุไว้เลยว่าเป็น Super Charge ซึ่งจากที่ Huawei แจ้งไว้คือชาร์จแค่ 20 นาทีก็มากพอจะใช้ได้ทั้งวัน ทดสอบดูแล้วแบตจากศูนย์ขึ้นมาประมาณ 50-60% แต่ก็ใช้งานได้ทั้งวันจริง แบตค่อนข้างอึดดี



มาดูที่ขนาดหน้าจอ ซึ่งจากข่าวตอนแรกได้ยินว่าจอใหญ่ขนาด 5.9 นิ้ว ซึ่งก็ใหญ่กว่าคู่แข่งอย่าง iPhone 7 Plus ที่ขนาด 5.5 นิ้วค่อนข้างมาก เลยเดาว่าขนาดจริงคงใหญ่พอสมควร

แต่พอได้ไปที่งานเปิดตัว ทาง Huawei แจ้งว่าขนาดเครื่องนั้นเท่ากับ iPhone 7 Plus เลย แต่ได้หน้าจอที่ใหญ่กว่า เพราะทำจอชิดขอบมากกว่า ซึ่งพอเอามาวางเทียบกันแล้วก็เป็นเช่นนั้นจริง

เพราะฉะนั้นก็น่าจะเรียกได้ว่า Mate 9 เป็นสมาร์ทโฟนจอใหญ่ 5.9 นิ้วที่ขนาดเครื่องไม่ได้ใหญ่มากมายอะไร สามารถถือได้สบายๆ



ทดสอบกล้องและประสิทธิภาพของเครื่อง


สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น มาทดลองใช้งานกันเลยทีเดียว สำหรับตัวเครื่อง Mate 9 นี้ก็มาพร้อมสเปคเครื่องที่จัดเต็มตามนี้
  • Android เวอร์ชัน 7.0 
  • CPU 2.4 GHz (64-bit) Octa-core ของ HiSilicon Kirin 960
  • GPU 1.8 GHz  Mali-G71 
  • แรม 4GB 
  • หน่วยความจำในเครื่อง 64GB
  • ตัวเครื่องแถม microSD Card ให้อีก 64GB (รวมพื้นที่ 128 GB)
  • ระบบแสดงผล EMUI 5.0
  • แบต 4,000 mAh ใช้ได้เกือบ 2 วัน

สำหรับการใช้งาน เนื่องจาก Mate 9 มาพร้อมกับ Android 7.0 ก็รองรับการใช้งานแอพบน Google Play Store ทุกตัวอยู่แล้ว และได้ฟีเจอร์ใหม่ๆ  ที่เพิ่งเปิดตัวของ Android ไปด้วย

หน้าจอการใช้งาน EMUI 5.0 ถือว่าพัฒนาขึ้น มีการใช้งานที่ลื่นไหลดี ออกแนวเรียบหรู ไม่ได้สีสันแสบตาหรือซ่อนไอคอนไว้เยอะจนเข้าใจยากจนเกินไป

ผมลองเล่นเกมโหดๆ ทั้ง Fifa, Need for Speed ที่ใช้กราฟฟิคหนักๆ ก็พบว่าลื่นไหลดี เปิดหลายเกมพร้อมกันได้ เพราะแรมมีมาให้เยอะขนาด 4 GB 


ส่วนที่น่าทดสอบมากที่สุดคงหนีไม่พ้นกล้องถ่ายภาพ ซึ่งขึ้นชื่อว่ากล้องเลนส์คู่ แถมโลโก้ Leica เป็นประกันนี้ ซึ่งเลนส์นี้จะแยกกันระหว่างเลนส์ถ่ายภาพสีกับขาวดำ โดยฝั่งขาว-ดำจะมีความละเอียด 20 ล้านพิกเซล เลนส์สีมีเซนเซอร์ 12 ล้านพิกเซล



สำหรับโหมดถ่ายภาพ ต้องบอกว่า Mate 9 เป็นกล้องที่มีโหมดถ่ายภาพมาให้เลือกเยอะมากกกกกก เยอะจนเลือกไม่ถูกเลยทีเดียว (ฮา) ก็ถือว่ามีทุกโหมดที่คุณจะใช้ถ่ายภาพในโอกาสต่างๆ


โหมดที่ดูจะเป็นไฮไลท์คือการถ่ายภาพ นั่นก็คือการถ่ายแบบ "หน้าชัดหลังเบลอ" ซึ่งเป็นประโยชน์ของกล้องคู่นั่นเอง 


ซึ่งจากการทดสอบก็พบว่าภาพที่ทำออกมาถือว่าเนียนในระดับที่โอเคเลย ส่วนที่โฟกัสชัดเจนดี ด้านหลังก็เบลอได้ละเอียดดี 

ข้อสังเกตคือการถ่ายหน้าชัดหลังเบลอในช่วงกลางคืน ภาพจะค่อนข้างแตก ซึ่งอันนี้ก็เป็นปัญหาเดียวกับทุกยี่ห้อ เพราะต้องใช้การซูมหลายมิติเข้ามาช่วย แนะนำว่าถ้าใช้โหมดนี้ควรถ่ายกลางวัน หรือที่แสงดีจะเหมาะกว่า




แต่สิ่งที่ดูจะเหนือกว่าการถ่ายแบบหน้าชัดหลังเบลอ คือระบบการ Refocus คือเราสามารถปรับการโฟกัสได้หลังจากที่ถ่ายภาพไปแล้ว

เช่นภาพตัวอย่าง ผมถ่ายภาพไปก่อนโดยไม่ได้โฟกัสที่ไหนชัดเจน แต่พอมาเปิดภาพ สามารถปรับเลือกโฟกัสไปที่แก้วน้ำ หรือโฟกัสไปที่ดอกไม้ สลับกันไปได้

ข้อดีของการ Refocus ที่หลังได้ คือระหว่างที่ถ่ายภาพเราอาจจะไม่ต้องกังวลมากนักว่าภาพจะโฟกัสไม่ตรงจุด เพราะสามารถแก้ไขทีหลังได้ด้วยนั่นเอง

 

นอกจากนี้ในโหมดถ่ายภาพก็มีโหมด Pro ให้เลือกปรับค่าต่างๆ ได้เองตามใจ เช่นปรับค่า ISO, AF และอีกเพียบ คนที่ชอบถ่ายภาพน่าจะฟินแน่นอน

กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ทำได้ดีพอสมควร แต่สีอาจจะจืดไปนิดหน่อย ต้องใช้ Filter เข้าช่วยบ้าง

 





ภาพตัวอย่างจากกล้อง Huawei Mate 9 ตามสถานที่ต่างๆ จะเห็นว่าภาพออกในแนวคม และสีสันค่อนข้างสดดีทีเดียว


Huawei Mate 9 vs iPhone 7 Plus

สิ่งหนึ่งที่หลายคนอยากทราบว่าแล้วถ้าเทียบกันระหว่าง iPhone 7 Plus กับ Mate 9 ผลจะออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งต้องออกตัวก่อนว่าการเปรียบเทียบในแบบสเปคหรือฟีเจอร์หลายอย่างทำได้ยาก เพราะระบบไม่เหมือนกัน การใช้งานหลายอย่างก็ต่างกัน

เพราะงั้นสิ่งที่น่าจะเทียบได้ง่ายสุดคือเรื่องของกล้อง ก็ดูผลของภาพเอาได้เลยว่าเป็นอย่างไร

Note: บทความนี้เป็น Advertorial แต่เนื้อหาทั้งหมดผมแจ้งทางแบรนด์ว่าในส่วนเปรียบเทียบ ผมจะเขียนในความเห็นส่วนตัวจริง และห้ามทางแบรนด์มาแก้ไขใดๆ ในส่วนนี้



ภาพถ่ายแบบ "หน้าชัดหลังเบลอ" ในช่วงกลางวัน แสงในอาคาร ซึ่งภาพอาจจะดูมุมไม่เท่ากันมากนัก เพราะกล้อง iPhone 7 Plus เวลาถ่ายโหมดนี้จะซูมเข้ามามากกว่าปกติหน่อย

ถ้าเทียบแล้ว สีของ iPhone 7 Plus ดูสว่างกว่า แต่ก็อมสีเนื้อมากไปนิด ส่วนของ Mate 9 ทำเบลอด้านหลังได้ดีกว่า แต่แสงน้อยไปนิด



ภาพถ่ายกลางคืนในโหมดปกติ กล้องของ Mate 9 จะได้มุมที่กว้างกว่า แต่สีของ iPhone 7 Plus จะสว่างกว่าเล็กน้อย แต่โดยรวมแล้วคุณภาพไม่แพ้กันมากนัก



เมื่อทดสอบถ่ายโหมด "หน้าชัดหลังเบลอ" ในช่วงกลางคืน จะเห็นว่า Mate 9 ได้ภาพที่คมชัดกว่า ซึ่งเป็นจุดอ่อนของ iPhone 7 Plus ที่ถ่ายโหมดนี้ในกลางคืนได้ไม่ดีนัก

อย่างไรก็ดี การปรับหลังเบลอของ Mate 9 เมื่อดูในรายละเอียดก็ทำได้ไม่เนียนในพื้นที่แสงน้อยเช่นกัน เรียกว่าถ้ากลางคืน ยังไม่มีกล้องไหนในตลาดถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้ดีเลยนั่นเอง



ภาพแสงที่มีหลายสีสันช่วงกลางคืน ความต่างของทั้งสองภาพมีไม่มากนัก แต่สีของ Mate 9 ที่หน้าของหุ่นจะอมเขียวจากแสงสะท้อน ส่วนของ 7 Plus จะอมเหลืองจากแสงสะท้อน ซึ่งถ้าดูด้วยตาเปล่า จะออกไปทางผมเหลืองมากกว่าฮะ



 เปรียบเทียบกล้องหน้าในช่วงกลางคืน อันนี้ก็ค่อนข้างชัดว่า Mate 9 ได้ภาพสว่างกว่า แสงดีกว่า iPhone 7 Plus แต่เมื่อดูในเนื้อหาแล้ว Mate 9 จะมีการปรับโหมดของภาพและแต่งเนียนเข้าไปเพิ่ม หน้าก็เลยเนียนกว่าปกติ

ซึ่งถ้าผมลองปรับภาพของ iPhone 7 Plus ในโปรแกรม ก็จะได้ภาพที่สว่างไม่แพ้กัน เพราะงั้นก็จะขึ้นกับความชอบว่าใครชอบแนวไหน

.............................................................................

ความเห็นสำหรับคนที่ใช้ iPhone 7 Plus มาตั้งแต่เปิดขาย แล้วมาจับเทียบกับกล้องของ Huawei Mate 9 ผมว่าทั้ง 2 รุ่น มีข้อดีข้อเสียต่างกัน

การถ่ายภาพทั่วในช่วงกลางวัน แทบไม่มีความต่าง ทั้งคู่ภาพสวยคม เยี่ยมเหมือนกัน ส่วนกลางคืนก็ต่างกันเล็กน้อยเรื่องการปรับสี ซึ่งตามความเห็นผมว่า 7 Plus จะสีธรรมชาติกว่า

ในโหมด "หน้าชัดหลังเบลอ" ช่วงกลางวัน 7 Plus ทำได้เนียนกว่า แต่ถ้ากลางคืน Mate 9 ทำได้ดีกว่า แต่โดยรวมทั้งคู่ก็ยังต้องปรับปรุงอีกพอสมควร ไม่ถึงกับใช้ได้ผล 100%

โดยสรุปก็แล้วแต่ความชอบครับ iPhone 7 Plus เน้นความง่าย ไม่ต้องทำอะไรเยอะก็ได้ภาพที่ดี ส่วน Huawei Mate 9 มีลูกเล่นเยอะ ปรับโหมดโปรได้ ถ่ายกลางคืนได้ดีกว่า และถ่ายก่อนโฟกัสทีหลังได้ แต่ก็มีเรื่องการจัดแสงที่ยังไม่สู้ 7 Plus



:: สรุป :: 

ข้อดี
  • กล้องคู่ได้ภาพออกมาสวยงาม หน้าชัดหลังเบลอ ระบบกันสั่น และรองรับวิดีโอ 4K
  • ถ่ายก่อน โฟกัสทีหลังได้ ทำให้ถ่ายภาพได้สนุกขึ้น
  • แบตอึด สเปคแรง ราคาน่าคบหา
  • จอใหญ่ 5.9 นิ้ว แต่ขนาดเครื่องไม่ได้ใหญ่ตาม ถือเข้ามือดี

ข้อเสีย
  • กล้องหน้าสีสันยังไม่สู้กล้องหลังเท่าไหร่
  • วัสดุด้านหลังจับแล้วลื่นเล็กน้อย สัมผัสยังไม่พรีเมียมมากนัก
  • ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอช่วงกลางคืนภาพจะแตก เช่นเดียวกับแบรนด์อื่นๆ

โดยสรุปแล้ว Huawei Mate 9 ถือเป็นสมาร์ทโฟนระดับท็อปที่สเปคแรงมาก แบตอึดสุดๆ ในราคาที่ 23,900 บาทถือว่าน่าคบหามาก เมื่อเทียบกับคู่แข่งในระดับใกล้เคียงกัน

ไฮไลท์คงอยู่ที่กล้องคู่ Leica ก็ทำออกมาได้ดีอย่างที่หวังเอาไว้ ภาพสวยคมชัด ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้งาม สาวๆ ชอบแน่นอน รวมถึงการ Refocus ภาพทีหลังได้ ก็สร้างความต่างกับคู่แข่ง

ข้อติก็น่าจะเป็นส่วนของวัสดุยังดูไม่พรีเมียมมากนัก แต่เมื่อพูดถึงภาพรวมๆ แล้ว Huawei ก็ยกระดับแบรนด์ของตัวเอง และประสิทธิภาพของสมาร์ทโฟน Android ขึ้นมาได้ไม่แพ้ใครเลยทีเดียว แค่หยิบขึ้นมาแล้วมีโลโก้ Leica ข้างกายก็เท่แล้วล่ะจ้า




Saturday, December 31, 2016

สรุปตัวเองในปี 2016 : ออกจากการทำฟรีแลนซ์, เปิดบริษัทของตัวเอง, เลี้ยงลูกอย่างมีความสุข


บล็อกสุดท้ายก่อนข้ามปี 2016 ไป ก็ขอบันทึกเรื่องราวของตัวเองเก็บเอาไว้ตามทื่เคยได้ทำมาตลอดทุกปี พอเวลาผ่านไปกลับมาอ่านก็รู้สึกดีเหมือนกันนะว่าในปีนี้เราได้ทำอะไรไปบ้าง ชอบไม่ชอบอะไร

ปีนี้เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตอีกครั้งที่ต้องถือว่าเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญ โดยเฉพาะการลาออกจากการเป็นฟรีแลนซ์ กลับมาทำงานประจำอีกครั้ง แต่ไม่ใช่งานประจำธรรมดา เพราะเป็นการเปิดบริษัทของตัวเองซะด้วย



การงาน
  • ช่วงต้นปีเน้นการทำงานฟรีแลนซ์เช่นเคย ทั้งงานบล็อกเกอร์, งานบรรยาย, เว็บ, เพจ, ที่ปรึกษา, Consult
  • งานใหญ่สุดที่ตั้งใจอยากจะจัดมาหลายปี ในที่สุดก็ได้ทำคืองาน iDeveloper Conference 2016 ที่รวบรวมกลุ่มนักพัฒนาแอพสาย iOS ครั้งใหญ่ในไทย 
  • ปีนี้งานติดขัดตามแบบฉบับการจัดครั้งแรก แต่ก็ดีใจที่สปอนเซอร์สนับสนุนเต็มทุกแพ็คเกจ และคนสมัครเต็มภายในไม่กี่ชั่วโมง
  • เรื่องเงิน ปีนี้เป็นปีที่มีรายได้เยอะสุดตั้งแต่เคยทำมา คือจริงๆ รายได้เราก็ควรเพิ่มทุกปี แต่ปีนี้บวกเยอะกว่าปีก่อนๆ มาก ปัญหาคือการจัดการด้านภาษีทำให้ปวดหัวขึ้น รวมถึงต้องเริ่มแบ่งเงินไปลงทุนบ้าง
  • จัดงาน Event ถ่ายทอดสด 4 รอบคือ มี.ค. (Apple Watch 2), มิ.ย. (WWDC), ก.ย. (iPhone 7), ต.ค. (MacBook Pro) แต่ลดงานที่จัดคนมาดูด้วยกัน มาเป็นพากย์ไทยสดแทน
  • ได้มีโอกาสไปประเทศอังกฤษกับทางสิงห์ เป็นประเทศที่รู้สึกผูกพันธ์มากเป็นพิเศษ เคยไปทำงานที่นี่ช่วงนึง ชอบมาก เป็นความทรงจำดีๆ
  • ต้นปีจัดค่าย Young Webmaster Camp ครั้งที่ 13 ก่อนงานมีปัญหาล้านแปด แต่พอถึงเวลาก็เป็นค่ายที่ดีมากครั้งหนึ่ง ทั้งด้านการสนับสนุนจากสปอนเซอร์, คนสมัคร, จำนวนพี่ที่มาค่าย สุดท้ายดีใจที่ได้วางมือทำค่ายปีสุดท้าย และส่งต่อทีมงานรุ่นต่อไป

เปิดบริษัทของตัวเอง
  • ช่วงกลางปี ตัดสินใจครั้งใหญ่ในการเลิกทำงานฟรีแลนซ์ที่ตัวเองรักมาก ลาจากงานอิสระ ช่วงเวลาที่ได้อยู่กับลูก 24 ชั่วโมง มาเปิดบริษัทของตัวเอง (ซึ่งน่าจะได้เปิดตัวให้ได้รู้จักกันเร็วๆ นี้)
  • เหตุผลหลักๆ คือการมองเห็นโอกาส และความอยากลองทำอะไรที่คิดว่าเราทำได้ดีกว่าการอยู่แค่เป็นฟรีแลนซ์ไปเรื่อยๆ เป็นเรื่องที่ใช้เวลาคิดนานกว่าปี ไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ ในการตัดสินใจครั้งนี้
  • โชคดีที่ได้หุ้นส่วนที่โคตรเข้าใจ รวมถึงมีความพร้อมทุกด้านให้เรารันบริษัทได้อย่างหายห่วง
  • เริ่มโปรเจ็คได้ช้ากว่าที่คิดเดือนกว่า ด้วยเหตุผลคือเป็นคนเลือกทีมงานเข้ามาสักคนยากมาก คุยแล้วคุยอีก คิดแล้วคิดอีก กว่าจะได้ทีมงานครบก็เกือบวันสิ้นปีแล้ว
  • 3 เดือนแรกของการเปิดบริษัท เป็นช่วงเวลาที่เหนื่อยที่สุดในชีวิตตั้งแต่เกิดมาเลย การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์จากคนขี้เกียจๆ กลับมาทำงานประจำ พร้อมความรับผิดชอบหนักอึ้ง เกินกว่าที่คาดไว้จริงๆ 
  • โชคดีที่ไม่เคยมีปัญหากับที่บ้านเลย รวมถึงไม่เคยมีปัญหากับที่ออฟฟิศด้วย ทุกคนดี๊ดี ขอบคุณนะ
  • ผ่านไปสามเดือนยังไม่คิดว่าตัวเองสอบผ่าน แต่ก็คิดว่าทำได้ดีกว่าที่คิดเหมือนกัน ปีหน้าน่าจะได้เห็นอะไรที่ชัดเจนมากขึ้น ถ้าไปได้ดีจะขอเก็บเป็นผลงานที่ดีที่สุดในชีวิตเลย



ครอบครัว

  • น้องวชิเริ่มโตขึ้นทุกวัน ดีใจที่ได้เห็นการเติบโตของวชิอย่างใกล้ชิด (มาก) มาตั้งแต่เกิด
  • ขอบคุณที่เลืกทำงานที่มีอิสระ จนได้มีเวลาให้กับครอบครัวเยอะจริงๆ
  • ได้เห็นครั้งแรกที่น้องวชิว่ายน้ำ, กินข้าว, คลาน, ขึ้นเครื่องบิน, ร้องเพลง, เต้น ฯลฯ เป็นภาพที่จำได้ติดตาที่สุดเลย
  • โดยเฉพาะครั้งแรกที่น้องวชิเดินด้วยตัวเองได้ โอ้โห ไม่รู้ทำไมดีใจกว่าที่ตัวเองทำงานสำเร็จซะอีก ยิ้มทั้งวัน ดีใจที่เห็นลูกเดินได้ซะที 5555
  • ได้พาครอบครัวไปเที่ยวสิงคโปร์ เป็นการออกต่างประเทศครั้งแรกของวชิ สนุกสนานดีงาม
  • ก็เลยได้ใจ พาไปเที่ยวต่อที่ญี่ปุ่นทั้งบ้าน โอ้โห เป็นการเที่ยวที่เหนื่อยมาก แต่ก็สนุกมากกก ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไปแล้วก็อยากไปอีกเรื่อยๆ นี่ปีหน้าก็จองตั๋วล่วงหน้าไปแล้วนะเนี่ย
  • เชอรี่เป็นภรรยาที่เข้าใจเราที่สุดในโลก ขอบคุณนะครับที่ดูแลเป็นอย่างดี ทั้งปีแทบไม่เคยทะเลาะกันเลย ช่วยกันเลี้ยงลูกอย่างสนุกสนานทุกวัน
  • แม้จะยุ่งเรื่องงาน แต่ก็พยายามหาเวลาหวานๆ กับเชอรี่ให้มากขึ้น
  • มีข่าวดีที่พี่สาวได้ลูกชายแล้ว ถือว่าครบทีม พี่น้องมีลูกกันหมดแล้ว 



สุขภาพ

  • ยังคงป่วยตลอดทั้งปี ซึ่งปีนี้ดูจะหนักสุด โดยเฉพาะโรคเจ็บคอที่เป็นเรื้อรังไม่หายซะที ไปหาหมอหลายรอบมาก สรุปสาเหตุก็หนีไม่พ้นการนอนดึก,​ เครียด และพักผ่อนน้อย ตามประสาคนบ้างาน
  • ออกกำลังกายบ้าง แต่ก็น้อยอยู่ดี ยังดีที่ได้เลี้ยงลูกทุกวัน ถือเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง
  • ช่วงปลายปี ถือเป็นโชคร้ายขั้นสุด เมื่อเป็นโรคงูสวัด ปีนี้คนรอบตัวก็เป็นกันเยอะ แต่เราดันเป็นที่หน้า ทำให้มีแผลเป็นที่แก้ม
  • จนต้องไปยิงเลเซอร์หลายรอบ จนตอนนี้ก็เริ่มดีขึ้น เลยคิดว่าธรรมชาติคงบอกเราอย่างตรงไปตรงมาแล้วล่ะว่า "พักผ่อนและดูแลตัวเองมากขึ้นได้แล้วนะ"
  • ปีหน้าคงเป็นปีแห่งการดูแลสุขภาพตัวเอง ก่อนที่เครื่องยนต์จะพังไปมากกว่านี้
  • ทดลองตัดผมสกินแฮด เปลี่ยนลุคตัวเอง และก็พบว่า ... ไม่เวิร์ค (ฮา)



ผลงาน

  • ปีนี้ผลงานในส่วนตัวไม่ชัดมากเท่าปีก่อนๆ คงเพราะเริ่มอิ่มตัวจากการทำ Content ด้วยตัวเอง มาเป็นการปั้นน้องๆ ขึ้นมา ในขณะที่ตัวเองเริ่มเฟดตัวไปทำเบื้องหลังมากขึ้น
  • ความยากของการปั้นน้องๆ ทีมงานขึ้นมาคือการเข้าใจในความแตกต่างของแต่ละคน ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำเหมือนเราได้ จะคิดเหมือนเราได้หมด
  • ความยากอีกเรื่องคือการห้ามใจตัวเองไม่ให้มาทำเองทั้งหมด คือผมเริ่มเข้าใจพวกศิลปินที่เวลาทำอะไรก็จะอยากทำเองทุกเรื่อง เพราะมันได้อย่างที่เราอยากได้ทั้งหมดนั่นเอง
  • เรื่องน่าแปลกคือพอมาอยู่เบื้องหลังมากขึ้น ปียี้กลับมีผลงาน Content ที่ยอดสูงสุดตั้งแต่เคยทำมา
  • มีโพสต์ที่ยอดเกินล้าน Reach ทุกเดือน บางเดือนมีหลายตัว
  • สถิติ Follower Twitter ~340,000 : Facebook ~26,000 : Instagram 5,300 
  • ที่เติบโตชัดเจนอีกอันคือ Fanpage ของ MacThai จากยอด 130,000 ขึ้นมาเป็น ~340,000  และยังคงมี Engagement เยอะอย่างที่หวังไว้ เพิ่มปีละเท่าตัวนี่ก็ปลื้มเลยทีเดียว
  • อีกเพจที่เพิ่งเริ่มทำคือ MangoZero ก็เริ่มจาก 0 ในช่วงสามเดือนตอนนี้อยู่ที่ ~55,000
  • รวมทุก Social ที่ทำเอง ปีหน้าหวังว่าจะขึ้นหลักล้านได้
  • งานเขียนปีนี้ก็ยังคงไม่มีหนังสือออกมาตามที่ตั้งใจไว้ ถ้าปีหน้าไม่ได้คงต้องพิจารณาตัวเองให้หนัก
  • ได้รับเชิญไปพูดตามงานอีเวนต์ หรือตามมหาลัยมากขึ้น น่าจะเป็นผลจากที่ปีที่แล้วติด 1 ใน 100 Top Online Influencer ของ LIPS Magazine แต่ปีหน้าจะพยายามลดงานพูดลง ทำให้มากขึ้น
  • ดราม่าปีนี้แทบไม่มีเลย ดีใจจุง เรื่องปวดหัวน้อยลง ทำงานอย่างสบายใจ
โดยสรุปแล้วปีนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้ง โดยเฉพาะเรื่องงาน ทุกอย่างไปได้ดีหมด ยกเว้นเรื่องสุขภาพ ความหวังในปีหน้าคือรักษาตัวเองให้ดีขึ้น ดูแลคนรอบข้างและตัวเองให้มาก

ขอให้ปี 2017 มีแต่เรื่องดีๆ เฮงๆ นะจ๊ะ


Monday, December 05, 2016

เพราะผมเกลียดเด็ก เลยทำให้ผมรักลูกมากขึ้น



"ผมเป็นคนเกลียดเด็กครับ"

จำได้ตั้งแต่เกิดมา ผมก็เป็นคนเกลียดเด็กมาโดยตลอด ไม่ชอบเสียงเด็กร้อง หงุดหงิดเวลาเห็นลูกใครดื้อซน เคยแกล้งเด็กร้องไห้แล้วเดินหนีไม่สนใจ

อาจจะเพราะด้วยความเป็นลูกคนเล็ก ไม่เคยมีน้องให้เลี้ยง ไม่เคยเข้าใจการรักและดูแลเด็กต้องทำยังไง ผมก็ติดนิสัยเกลียดเด็กมาโดยตลอด จนแม้แต่แต่งงานแล้วก็ตาม

หลายคนบอกว่าพอมีลูกแล้วความคิดจะเปลี่ยน แต่ผมไม่เชื่อหรอก

แม้แต่จนถึงวันที่ภรรยาท้องและกำลังจะมีน้องตัวน้อย ผมก็ยังไม่รู้สึกอยากจะเลี้ยงเด็กเลยแม้แต่น้อย

แต่แล้วจนวินาทีแรกที่ "น้องวชิ" ออกมาลืมตาดูโลก พร้อมเสียงร้อง อ้อแอ้ๆ ไม่รู้ทำไม น้ำตาคนเกลียดเด็กก็คลอเบ้าตา

.
.

ผมเชื่อว่าคนที่มีนิสัยเกลียดเด็กมักจะมีอะไรที่คล้ายๆ กัน

เป็นคนขี้หงุดหงิด
ไม่ชอบอะไรจุกจิก
ไม่ชอบอะไรที่คาดเดาไม่ได้

ซึ่งก็มักจะเป็นนิสัยของผู้ชายหลายๆ คน ผมเชื่อแบบนั้น

เชอรี่เองก็รู้ว่าผมเป็นคนที่ไม่ชอบเด็ก เธอก็เตรียมตัวเป็นคุณแม่แบบพาวเวอร์อัพ พร้อมเลี้ยงแบบลุยเดี่ยว ไม่กล้าให้ผมช่วยเลี้ยงลูก ใจนึงก็คงเพราะกลัวอีตานี่อุ้มแล้วทำลูกตัวเองตกลงมา

.

8 พ.ค. 2558 เป็นวันที่ผมจำได้ดีมาก เพราะนั่นคือวันแรกที่เราพาน้องวชิกลับมาเลี้ยงด้วยตัวเองที่บ้าน หลังจากที่พักอยู่โรงพยาบาลหลังคลอดมาได้สามวัน

"เอาผ้าอ้อมมาหน่อย ลูกอึแล้ว !!" เสียงเชอรี่สั่ง
"ผ้าอ้อม !! ..... ผ้าอ้อมมมม ....... ผ้าอ้อม คืออะไร ?"

('___')? ผมทำหน้าสงสัย จนเชอรี่ทำหน้าเอือมแล้วบอก หลีกทางหน่อย อุ้มลูกไปหยิบผ้าอ้อมด้วยตัวเอง

วีรกรรมของผมยังไม่จบแค่ไม่รู้จักผ้าอ้อม ยังมีอีกทั้งการล้างขวดนมไม่เป็น ซื้อของที่แม่ให้นมลูกทานไม่ได้มา ใส่ชุดลูกกลับแขนขา ไปจนถึงมัวแต่เล่นเกมจนไม่ได้ยินเสียงลูกร้อง (ตอนเชอรี่ฝากให้ดูลูกหน่อยจะลงไปซื้อของ)

ผมต้องเป็นพ่อที่แย่มากแน่ๆ เลย ... ผมบอกกับตัวเองในใจอย่างนั้น

.
.

สิ่งนึงที่แปลก คือถึงแม้ผมจะเกลียดเด็กเป็นทุนเดิม แต่ผมไม่เคยรู้สึกแย่อะไรเลยกับการเลี้ยงลูกตัวเอง ตรงข้ามผมกับสนุกและเริ่มเรียนรู้มันทีละเล็กละน้อย

จนเช้าวันนึง ในขณะที่เชอรี่ตื่นแต่เช้ามาทำกับข้าว ทิ้งให้ผมนอนกับลูกในห้อง จำได้ว่าผมลืมตาขึ้นมา ภาพที่เห็นคือน้องวชิกำลังหลับและหันมามองหน้าผมพอดี ปากของวชิอมยิ้มเล็กน้อย

ผมมองหน้าวชิอยู่นาน จนตัวเองก็แอบยิ้มไปด้วย มันจะมีซักกี่ครั้งในชีวิตล่ะครับ ที่คุณตื่นขึ้นมาตอนเช้า แล้วเจอคนที่หน้าเหมือนคุณตอนเด็ก

นาทีนั้น ผมรู้สึกเลยว่า ผมเริ่มรักเด็กขึ้นมาจริงๆ แล้ว
เด็กคนแรกที่ผมรัก ก็คือลูกของเรานี่เอง

.
.

ความโชคดีอย่างหนึ่ง คือผมทำอาชีพบล็อกเกอร์ ซึ่งใช้บ้านเป็นออฟฟิศ ทำให้เวลากว่า 90% ตลอดปีแรกของวชิ จะมีผมอยู่ด้วยตลอดเวลา

ถือว่าเป็นคุณพ่อที่อยู่กับลูกนานเลย ยิ่งอยู่ด้วยกันนานๆ ก็ยิ่งรู้ใจ
ยิ่งมีเวลาอยู่บ้านมาก ผมก็เรียนรู้การเลี้ยงเด็กมากขึ้นเรื่อยๆ

ผมรับหน้าที่เลี้ยงลูกรอบดึก ผลัดช่วง 4 ทุ่มจนถึงตี 4

เวลาวชิตื่นกลางดึก ผมมีหน้าที่เปลี่ยนผ้าอ้อม พาไปเช็ดก้น อุ่นนมที่แช่แข็งไว้ให้กิน แล้วก็อุ้มพาดบ่าไปมาจนลูกหลับไป ทำแบบนี้อยู่ 4 เดือน

สกิลเลี้ยงเด็กอัพ Level เพิ่มอย่างรวดเร็ว ตีบวกด้วยพลังหูดี ลูกร้องนิดเดียวก็เด้งตื่นขึ้นมาได้ พร้อมท่าไม้ตายอุ้มลูกขึ้นลงบันไดกล่อมหลับเป็นชั่วโมงได้

แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังไม่ทิ้งนิสัยชอบแกล้งเด็ก บางทีก็แอบเอาขวดนมจิ้มจมูกด้วยความมันเขี้ยว (แน่นอนว่าลูกร้องจ๊ากกก) หรือทำผมลูกทรงประหลาดๆ ทุกวันแล้วถ่ายรูปเก็บ หึๆๆๆๆ

รู้สึกตัวอีกที น้องวชิก็โตมาได้ 1 ปีกับอีก 6 เดือนแล้ว เวลาผ่านไปไวจริงๆ

.
.

เนื่องในโอกาสวันพ่อ ผมแค่อยากจะบอกว่า คนที่เกลียดเด็กมากๆ อย่างผม พอได้มีลูกถึงได้รู้ว่า การเลี้ยงเด็กคนนึงให้เติบโตขึ้นมาได้ มันเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากแค่ไหน

แค่ความรักมันยังไม่พอ ต้องมีความเข้าใจ และความอดทนอย่างมากด้วย

ผมคิดว่าพ่อของผมเองก็คงเลี้ยงผมมาด้วยความอดทนไม่แพ้กัน

พอคิดว่า พ่อก็เคยอุ้มเรา เหมือนที่เราอุ้มลูก
พอคิดว่า พ่อก็เคยต้องอดหลับอดนอน ต้องเคยทำใจเย็นๆ ในช่วงที่ลูกงอแงไม่ฟังอะไร
พอคิดว่า พ่อก็รักเรา ไม่แพ้ที่เรารักลูกของเราเอง

ทุกวันนี้ผมพูดได้เต็มปากว่า "ผมรักเด็ก" ครับ ไม่แพ้กับที่จะบอกได้เต็มปากว่า "ผมรักพ่อ" ครับ

.
.

ผมอาจจะยังไม่เข้าใจความเป็นพ่อมากนัก แต่เชื่อลึกๆ ว่าผู้ชายเรา ในชีวิตควรจะเคยมีประสบการณ์ความเป็น "พ่อ" ดูสักครั้งหนึ่ง ผมขอแนะนำจากใจจริง

การมีลูกชีวิตคุณจะเปลี่ยนแน่นอนอยู่แล้ว ไม่รู้หรอกนะว่าจะดีหรือแย่ยังไง

แต่การมีลูก ทำให้คุณได้พบกับตัวเองในอีกแง่มุมนึงแน่นอน คุณจะได้พบกับใครคนนึง ที่หน้าเหมือนคุณ มีนิสัยหรือท่าทางบางอย่างเหมือนกับคุณ และที่สำคัญคือคุณจะอยากเป็นคนที่ดีขึ้น เพื่อให้เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกของคุณเอง

เหมือนที่สตีฟ จ็อบส์เคยบอกไว้ว่า ลูกจะดูเราเป็นแบบอย่าง มากกว่าที่จะฟังคำแนะนำหรือคำบ่นของเราเสียอีก

ผมอยากให้น้องวชิเก่งกว่าผม ได้ดีกว่าผม มีคนรักมากกว่า มีครอบครัวที่ดีกว่า อยากเห็นเค้าได้ทุกอย่างที่ดีกว่าตัวเราเอง

แต่การจะทำให้เค้าเป็นคนที่ดีได้ เราเองก็ต้องเป็นตัวอย่างที่ "ดีกว่าเดิม" ให้จงได้ด้วย

จนตอนนี้ผมมีเป้าหมายในชีวิตอีกข้อนึงที่ต้องทำให้ได้แล้ว
คือการเป็นพ่อที่ดีที่สุดให้กับน้องวชิครับ

สุขสันต์วันพ่อ
5 ธันวาคม 2559
@Khajochi

Thursday, November 17, 2016

Case Study: เมื่อใช้ Facebook Audience Network แล้วได้เงินมากกว่า Google Adsense ก็ถึงเวลาต้องเปลี่ยน



"อยากให้ลองกลับมาใช้ Facebook Audience Network อีกครั้งค่ะ เชื่อว่าน่าจะทำรายได้ให้กับเว็บได้ดีเลยทีเดียว"

เมื่อหลายเดือนก่อนมีโทรศัพท์ลึกลับโทรเข้ามาครับ พอรับสายถึงได้รู้ว่า ทีมงานของ Facebook Thailand โทรเข้ามา !! ระหว่างที่งงๆ ว่าทำไมเขาถึงโทรหาเราหว่า ก็เริ่มระลึกชาติได้ว่า อ๋อ ....

เรื่องมันเกิดเมื่อช่วงต้นปีที่ Facebook เปิดให้ทุกเว็บสามารถสมัครใช้ Instant Articles ได้ ซึ่งผมก็ได้ทดลองใช้กับเว็บ MacThai.com พร้อมเขียนบล็อกแนะนำสำหรับคนที่อยากสมัครใช้ดู ปรากฏว่าบล็อกนั้นฮิตเกินคาด (อ่าน: ขั้นตอนสมัคร Facebook Instant Articles)

หลังจากนั้นก็มีทีมงาน Facebook Thailand ติดต่อเข้ามาทางอีเมล์ เพื่อแนะนำและเพิ่มประสิทธิภาพให้ FBIA (Facebook Instant Articles) เราก็มีการส่งเมล์พูดคุยกันบ้าง เลยเป็นที่มาของประโยคข้างต้นของบทความนี้


ผลการทดลองใช้ Facebook Audience Network แทน Google Adsense ตลอด 1 เดือน


คือต้องเล่าก่อนว่าช่วงแรกที่เปิดใช้งาน FBIA บนเว็บ MacThai ผมก็ไปสมัคร Facebook Audience Network (ต่อไปขอเรียกว่า FAN) ไว้ด้วย เพราะระบบมันแนะนำ

แต่พอใช้ไปเดือนนิดๆ ก็พบว่า รายได้แม่มแทบจะไม่มาเลย คือได้ตังค์น้อยมากๆๆๆๆ น้อยกว่า Adsense ที่เคยใช้มาหลายเท่าตัว ก็เลยบอกลา บ๊ายบาย ไม่ขอกลับไปใช้อีก พร้อมสาปแช่งด้วยการบอกทุกคนว่าอย่าไปใช้มัน

สรุปคือผมใช้ Google Adsense ในการโชว์บน FBIA มาโดยตลอด และก็มีรายได้ระดับนึงกลับมา

วันเวลาผ่านไป หลังจากที่ได้คุยโทรศัพท์กับทีมงาน FB แล้ว ทางนั้นก็บอกว่าเพราะช่วงแรกยังไม่มีผู้ลงโฆษณามากพอ โดยเฉพาะในไทย รายได้เลยไม่ขึ้น โฆษณาก็ไม่โชว์ แต่ตอนนี้ทุกอย่างดีขึ้นมากแล้ว อยากให้ลองกลับมาใช้ดูอีกครั้ง

ผมก็ อ๊ะ ลองก็ได้ แต่จะทดสอบแค่ไม่กี่วันมันก็ไม่เห็นผล เลยขอเสี่ยงตายทดสอบนาน 1 เดือนเลยทีเดียว ซึ่งก็โชคดีที่ทราฟฟิคของเว็บทั้ง 2 เดือนนี้ก็เท่าๆ กัน ทำให้เปรียบเทียบได้ชัดเจนขึ้น



และผลของการทดสอบก็ออกมาแล้วครับว่า ... รายได้ที่มาจาก Facebook Audience Network นั้น มากกว่ารายได้ที่เคยได้จาก Google Adsense ประมาณ 25-30%

ก็ต้องบอกว่า เห็นตัวเลขแล้วตาลุกวาวเลยทีเดียว หลังจากที่เคยเกลียดมาก ก็เริ่มใจอ่อนยอมกลับมาใช้ระบบของท่านมาร์คแต่โดยดี (เราคุยกันด้วยผลประโยชน์นี่เอง)



จากการวิเคราะห์ส่วนตัว ผมพบว่า
  • บทความที่เป็น Instant Articles แล้วลงโฆษณาแบบ Facebook Audience Network จะมีความแม่นยำ เข้าถึงคนอ่านมากกว่า สวยงามน่าคลิ๊กกว่า Google Adsense
  • นั่นก็คงเพราะคนที่กดเข้าไปอ่าน ก็เป็นคนที่ใช้งาน FB อยู่ ระบบก็เลยรู้ว่าเขาคือใคร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ก็เลยลงโฆษณาได้ตรงกลุ่มโคตรๆ
  • ก็อย่างที่รู้ว่าถ้าอยากลงโฆษณาแบบตรงกลุ่มให้ดีสุด ก็คงต้องยอมรับว่า FB คือทางเลือกแรกๆ ของหลายแบรนด์
  • ส่วน Google Adsense ถึงจะทำได้ไม่ค่อยดีบน Instant Articles แต่กลับทำได้ดีกว่าถ้าเราเอาไปวางบนเว็บเฉยๆ
  • จริงๆ การเปรียบเทียบมันก็มีอีกหลายประเด็นให้ทดสอบ แต่ผมก็เชื่อว่าตัวเองดูหลายปัจจัยมากพอที่จะฟันธงได้แล้วว่า ถ้าคุณจะใช้ Facebook Instant Articles ก็ควรจะติด Facebook Audience Network เข้าไปด้วยจะได้ผลดีที่สุดครับ


รู้จักกับ Facebook Audience Network 
  • อธิบายง่ายๆ มันคือ Google Adsense ในเวอร์ชันที่เจ้าของเป็น Facebook
  • ขยายความนิดหน่อย คือสำหรับคนทำเว็บ คนทำบล็อก เราก็ไม่ได้ขาย Banner ดีกันหรอก เพราะไม่ใช่เว็บใหญ่ พอไม่มีคนมาลงโฆษณา ทางรอดส่วนใหญ่เราก็ไปสมัคร Ad Network ที่พอมีคนมาเห็น มาคลิ๊ก Banner ในเว็บ เราก็จะได้ตังค์
  • ซึ่ง Google Adsense คือตัวเลือกเบอร์ 1 ของหลายๆ เว็บ เพราะง่าย รายได้ดี มีประสิทธิภาพ
  • ตอนหลังคนเริ่มย้ายจากทำเว็บ ไปทำเพจบน Facebook มากขึ้นเรื่อยๆ แต่มันวาง Banner ในเพจไม่ได้ไง คนทำเพจถ้าอยากมีรายได้จาก Banner ก็ต้องเปิดเว็บ แล้วให้คนมาอ่านในเว็บแทน
  • ช่วงหลัง Facebook ก็เปิดตัว Ads Network ของตัวเอง ซึ่งก็คือ FAN ซึ่งก็ทำงานคล้ายๆ กับ Adsense คือสมัคร แล้วก็ก็อปโค้ดไปแปะบนเว็บ เราคนมาเห็นมาคลิ๊ก แล้วก็ได้ตังค์
  • แต่โฆษณาของ Facebook จะได้ประสิทธิภาพมากสุด ก็คือต้องอยู่ในระบบของ Facebook ด้วยกันเอง นั่นเลยทำให้เว็บที่ใช้ FAN จะนิยมเอามาใส่ในบทความแบบ FBIA *ตัวย่อเยอะจังฟะ
  • เพราะฉะนั้นคุณควรเปิดใช้งาน FBIA ให้กับเว็บหรือบล็อกเสียก่อน ถึงจะอ่านและทำตามในหัวข้อถัดไปได้



วิธีสมัครและเปิดใช้ Facebook Audience Network

  • ไม่ขออธิบายมาก เพราะมีขั้นตอนแนะนำเป็นภาษาไทยด้วย ไปอ่านได้ที่ ->  Facebook Auience Network (อ่านไม่เข้าใจ กดเปลี่ยนภาษาเป็นไทยได้) 
  • แต่แนะนำเพิ่มนิดหน่อย คือในขั้นตอนการสมัคร ต้องมีการโหลดแบบฟอร์มเรื่องภาษี มากรอกเพิ่มเติมด้วย (ใน link คือข้อ 11.) ซึ่งก็ยุ่งยากและเยอะพอสมควร ไม่มีทางลัด คือยังไงก็ต้องกรอกครับ
  • พอสมัครเสร็จแล้ว วิธีการเอาโฆษณาของ FAN มาวางใน Instant Articles อย่างแลกเลยคือต้องหาเลข Placement ID ของเราก่อน -> Create a placement ID
  • จากนั้นก็ง่ายๆ ถ้าคุณใช้ Wordpress ลง Plugin ชื่อ Instant Articles แล้วก็ใส่เลขของ Placement ID ในช่อง Instant Articles - Setting - Ads ก็เสร็จแล้ว

รายละเอียดอื่นๆ ไปลองอ่านในเว็บของ Facebook ตามที่เขียนข้างบนน่าจะดีกว่าฮะ เพราะเค้าก็อธิบายละเอียด หรือถ้าไม่ได้ก็ลองกูเกิลวิธีการดู
สุดท้ายผมก็เชื่อว่าเราก็ยังคงต้องอยู่กับ Google Adsense ถ้าคุณยังคงมีเว็บไซต์อยู่ แต่ถ้าคนเข้าเว็บคุณส่วนใหญ่กดมาเพจใน Facebook ก็ขอแนะนำให้ลองใช้ Facebook Audience Network ดูฮะ อาจจะได้เห็นความแตกต่าง
อ่านเพิ่ม



Wednesday, November 02, 2016

แชร์ประสบการณ์ใช้ iPhone 7 ด้วยแพ็คเกจ 4G+ ไม่จำกัดจำนวน ไม่ติด FUP ไม่มีลดความเร็ว


เปิดตัวไปแล้วกับ iPhone 7 และ iPhone 7 Plus ในไทย ซึ่งอย่างที่ทราบกันว่าทั้ง Apple Online Store และค่ายมือถือ ต่างเปิดราคาขายเครื่องเปล่าที่ราคาเท่ากันแบบเป๊ะๆ ทำให้การจะเลือกซื้อ iPhone 7 ให้ได้คุ้มค่าคุ้มราคาที่สุด ก็ต้องดูที่แพ็คเกจการใช้งาน

ในยุคที่เราสามารถดูซีรีย์, YouTube, ถ่ายทอดสดฟุตบอล ผ่านสมาร์ทโฟนได้ แต่ทุกคนพอเห็นคลิปยาวๆ ก็จะหยุดแล้วรอไปใช้เน็ตที่บ้าน เพราะกลัวเน็ตหมด แต่วันนี้เป็นครั้งแรกในไทยกับแพ็คเกจใช้เน็ต 4G+ ได้แบบไม่มีจำกัด ใช้เท่าไหร่ก็ได้ ไม่มีลดความเร็ว และมาพร้อมกับ iPhone 7 นี่เอง !!

[Advertorial]

 

ประสบการณ์ใช้ iPhone 7 ด้วยแพ็คเกจ 4G+ Unlimited

หลังจากที่ทีมงานได้สั่งจองและไปรับเครื่อง iPhone 7 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมากันแล้ว โดยเราเลือกรับเครื่องที่ True Sphere แล้ว เราก็ได้รับข้อเสนอแพ็คเกจที่น่าสนใจมากจาก TrueMove H นั่นคือ 4G+ Unlimited
  • เงื่อนไข ง่ายๆ เพียงแค่ซื้อ iPhone 7 หรือ iPhone 7 Plus จากทรู และสมัครแพ็คเกจรายเดือน 699 บาทขึ้นไป
  • จะได้ใช้ 4G+ แบบไม่มีจำกัดเลยทันที ได้ทั้งลูกค้าปัจจุบันหรือลูกค้าย้ายค่าย
  • โปรโมชั่นลดค่าเครื่อง สูงสุด 8,000 บาท พร้อมได้รับ True Black Card ฟรีๆ เลย เมื่อสมัครแพ็คเกจ 1,099 ขึ้นไป
  • ลูกค้าย้ายค่ายเบอร์เดิมลดเพิ่มอีก 1,000 บาท (รวมเป็น 9,000 บาท)


ซึ่งหลังจากที่ได้รับฟังโปรโมชั่นนี้แล้ว ก็แน่นอนว่าสนใจมากเป็นพิเศษ เพราะหลายครั้งเหลือเกินที่เราอยากดูฟุตบอล, ถ่ายทอดสด, YouTube Live, Facebook Live ผ่านเน็ต 4G แต่ก็ต้องมากังวลหรือกลัวว่าเน็ตหมดก่อนแน่เลย เพื่อความสบายใจ หลังจากที่สอบถามอย่างละเอียดกับพนักงานแล้ว ก็ได้ความว่า
  • เงื่อนไขของการใช้ 4G+ Unlimited คือใช้ได้ไม่จำกัดจำนวนจริง ไม่มีการติด FUP และไม่มีการลดความเร็วแต่อย่างใดจริง !!
  • แต่มีข้อแม้คือเราเองก็ต้องใช้เน็ตในแบบที่ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั่วไปใช้กัน
  • เช่น ไม่เอาไปใช้โหลด Bittorent, เอาไปใช้เชิงพาณิชย์
  • โดยสรุปคือถ้าเราไม่เอาไปแชร์เน็ตด้วยท่าประหลาดๆ ใช้เน็ตมือถือในแบบที่มันควรจะเป็นเน็ตมือถือ ก็ใช้ได้เลยไม่ต้องกังวลอะไรจ้า

ทีมงานทดสอบความเร็วของ iPhone 7 Plus ที่เพิ่งได้มา พบความเร็ว 4G+ ขึ้นไประดับเกิน 100 Mbps !! ก็ตอบรับสมัครแพ็คเกจ 4G+ Unlimited ทันที ถ้าใครสงสัยว่าทำไมเน็ต 4G+ ของทรูถึงเร็วทะลุ 100 Mbps ได้ ก็ต้องบอกว่าด้วยเทคโนโลยีของ 3CA คือการเอาคลื่นหลายตัวที่มีมาใช้รวมพลังกัน ทำให้ได้เน็ตความเร็วที่สูงกว่าเดิมมาก

แล้วยิ่ง iPhone 7 รองรับ 3CA ได้แล้วด้วย ทำให้คลื่นทั้งหมดที่ทรูประมูลมาได้ 850 / 900 / 1800 / 2100 MHz ถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่นี่เอง ซึ่งตอนนี้ทรูก็มีคลื่นในมือมากสุดด้วย หลายคนอาจจะไม่ทราบว่า iPhone 7 และ iPhone 7 Plus รุ่นใหม่ของ Apple นี้รองรับมาตรฐานหนึ่งที่เปิดใช้แล้วในไทย นั่นคือ LTE Advanced (LTE-A) ซึ่งสามารถรองรับความเร็วได้มากถึง 300-450 Mbps แล้วนั่นเอง



เพื่อความสบายใจ กลับไปเช็คยอดเน็ตในระบบ ก็พบข้อมูลว่าเราได้แพ็คที่ไม่จำกัดความเร็วของเน็ต 4G จริง

   

ระหว่างขึ้นรถไฟฟ้าไปทำงาน เราก็สามารถดูคลิป YouTube ได้อย่างสบายๆ หรืองานของแอปเปิลรอบล่าสุดที่ผ่านมา ทีมงานก็เปิดดู Live Keynote ระหว่างอยู่นอกบ้าน ด้วยเน็ต 4G+ แบบไม่จำกัดได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกลัวเน็ตหมดอีกต่อไป

 

สำหรับใครที่ซื้อ iPhone 7 หรือ iPhone 7 Plus ตอนนี้มีแพ็คเกจที่รับส่วนลด 8,000 บาท แถมบัตร Black Card ให้ด้วยนะ ซึ่งใช้รับส่วนลดร้านอาหาร, ร้านกาแฟ, ตั๋วหนัง, คาราโอเกะ และอีกเพียบ รวมถึงสามารถใช้บริการ Lounge นั่งชิวๆ ที่ True Sphere ที่ Emquartier และห้างอื่นๆ ได้อีกด้วย

 ข้อมูลเพิ่มเติม – TrueMove-H