Thursday, July 21, 2016

รีวิว: Daiichi รุ่น First 7 คาร์ซีทเด็กอันดับ 1 ในเกาหลี ผ้า Organic 100%




คาร์ซีท (Car Seat) ถือเป็นอุปกรณ์สำหรับเด็กชิ้นแรกๆ เลยที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนเลือกซื้อ เพราะสมัยนี้การจะพาลูกน้อยไปไหนมาไหน ก็คงต้องพาขึ้นรถไป แต่เพื่อความปลอดภัยก็ควรจะมีคาร์ซีทให้ได้นั่งกันด้วย

ด้วยราคาที่มีตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่น ตัวเลือกก็มีเยอะแยะมากเลยในตลาด แต่สุดท้ายผมและภรรยาก็เลือก Daiichi แบรนด์อันดับ 1 ในเกาหลี ด้วยผ้า Organic 100% และที่สำคัญช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิดถึง 7 ขวบ ตัวเดียวจบเลยจ้าาาา



รู้จักกับ Daiichi (ไดอิชิ) แบรนด์คาร์ซีทอันดับ 1 ในเกาหลี
  • หลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อของ Daiichi เพราะเพิ่งมาเปิดตัวในไทยได้ไม่นาน แต่ที่เกาหลีถือว่าเป็นคาร์ซีทที่มียอดขายเป็นอันดับ 1 ในเกาหลีเลยนะ ไปที่ไหนก็เจอแน่นอน
  • เดิมทีบริษัทชื่อ Jeil Industry เป็นผู้จัดจำหน่ายชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ให้กับเอเชียมอเตอร์และเกียมอเตอร์
  • ต่อมาก็เลยเปิดตลาดที่นั่งรถเด็ก และเปลี่ยนชื่อเป็นไดอิชิในปี 2005 นี่เอง 
  • Daiichi เป็นภาษาเกาหลีหมายความว่า "สิ่งที่ดีที่สุดแทน"
  • จุดเด่นที่ทำให้ขายดีมากๆ ในเกาหลีคือเป็นคาร์ซีทเด็กที่ได้รับรางวัลความปลอดภัยที่สูงที่สุดใน KBS Consumer Report และรางวัลต่างๆ จากทั่วโลกเลยจ้า

ทดลองใช้งานคาร์ซีท Daiichi รุ่น First 7

เนื่องจากคาร์ซีทจะต้องมีการติดตั้งที่รถยนต์ ทำให้การถ่ายภาพทำได้ลำบาก อีกอย่างคือไม่รู้ว่าน้องวชิจะชอบนั่งหรือเปล่า ผมก็เลยลองเอามาวางที่ห้อง จะได้ถ่ายรูป รวมถึงให้ลองนั่งเล่นดูก่อนจ้า 555



ทาง Daiichi ได้ส่งรุ่น First 7 มาให้น้องวชิได้ทดลองใช้ ซึ่งหลังจากที่ได้ใช้จริงมากว่า 1 เดือนเต็มแล้วน้องวชิชอบมาก เราก็เลยตกลงใจใช้ต่อจริงจนถึงทุกวันนี้เลยครับ

ครั้งแรกที่ได้เห็นหลังจากเปิดกล่องออกมา ถึงกับร้องเลย โอ้ววว อลังการมากกก ส่วนตัวผมชอบสีที่ดูไม่จัดเกินไป สบายตา เด็กนั่งได้เรื่อยๆ ดูไม่เบื่อ ส่วนเบาะก็นุ่มนิ่มกำลังดี ไม่ยวบมากจนเมื่อย



ส่วนหัวเข็มขัดนิรภัย ก็ไฮโซวสุด เพราะมาจากบริษัทชั้นนำของโลกอย่าง SABELT ที่ผลิตหัวเข็มขัดให้รถ Ferrari F1 อิมพอร์ทมาจากอิตาลีเลยทีเดียว

จากที่ทดลองใช้ดู หัวเข็มขัดแข็งแรงดี และต้องใช้แรงกดพอสมควรถึงจะดึงออกได้ ก็ไม่ต้องห่วงว่าเด็กจะดึงสายออกมาเล่นเอง



มุมด้านข้าง จะเห็นว่าเป็นเบาะประมาณครึ่งนึง แล้วที่เหลือเป็นระบบนิรภัย ดูแข็งแรงบึกบึนดี



ตัวคาร์ซีทปรับได้ 4 ระดับ คือนั่งตรง เอนนิดๆ ไปจนถึงเอนในระดับนอน วิธีปรับก็จะใช้มือดึงปุ่มแดงๆ ที่อยู่ด้านหน้าของคาร์ซีท

จุดด้อยอย่างนึงที่พบคือ ตัวคาร์ซีทสามารถปรับเอนได้ แต่ไม่สามารถหมุนได้ อันนี้ก็แล้วแต่ใครที่ชอบนะ



ปัญหาอย่างหนึ่งของเมืองไทยคือแดดแรงและร้อนมาก ถึงแม้ในรถจะมีฟิล์มกันแสง แต่เวลาแดดส่องที่นั่งเด็กก็จะกันแสงได้ลำบาก ซึ่งรุ่น First 7 ก็มีอุปกรณ์เสริมเป็นที่บังแดดแบบพับเก็บได้ด้วย



ด้านข้างจะมีแถววงกลม ทีแรกก็งงว่าเอาไว้ทำอะไร นึงว่าวางไว้สวยๆ แต่เปิดดูคู่มือบอกว่าเป็นแม่เหล็กเล็กๆ เอาไว้เวลาที่เราจะอุ้มลูกเข้าออกจากคาร์ซีท สามารถเอาสายนิรภัยมาแปะไว้ได้ คือเป็นที่วางสายเพื่อไม่ให้น้องวชินั่งทับสายนี่เอง สะดวกกิ๊บเก๋ดีงาม



ที่ล็อกกับเข็มขัดนิรภัยบนรถก็จะอยู่ด้านข้างทำเป็นสีแดงเอาไว้ให้เห็นชัด ใช้นิ้วดันออกมาสำหรับติดตั้งได้



สำหรับใครใช้รถยนต์ที่รองรับฐานแบบ ISOFIX ก็สามารถใช้ฐานนี้เสียบเข้ากับเบาะที่นั่งได้เลย ซึ่งก็จะสะดวกกับการติดตั้งมากกว่าแบบใช้สายนิรภัยคาดไปมา



อย่างที่บอกว่า Daiichi รุ่น First 7 จะใช้ได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปถึงอายุ 7 ขวบ ซึ่งถ้าเด็กเล็กก็จะมีชุด Support ใส่เข้ามาอีกชั้นนึง ทั้งส่วนบนและส่วนล่าง



สำหรับเด็กที่โตขึ้นมาหน่อย อย่างน้องวชิอายุ 1 ขวบกว่าๆ แล้ว ก็จะเอาส่วนแผ่นรองออก ที่นั่งก็จะกว้างขึ้นตามภาพเลย เวลาจะอุ้มน้องมานั่งก็พักสายไว้ด้านข้างได้



ส่วนเด็กที่โตขึ้นมาอีก ก็สามารรถปรับที่รองส่วนหัวให้ขึ้นสูงได้เรื่อยๆ รวมถึงสายคาดนิรภัยก็มีช่องเสียบหลายระดับ ปรับได้เรื่อยๆ



ได้เวลาทดลองเอาเจ้าลิงน้องมานั่งทดสอบดูก่อนจะขึ้นรถจริง ตอนนั่งทีแรกน้องวชิก็ดูงงๆ เพราะคาร์ซีทใหญ่กว่าเดิมมาก ขยับได้สะดวกดี

ตอนเสียบสายครบทีแรกก็แอบสงสัยว่าทำไมสายหย่อนจัง กลัวน้องดิ้นแล้วหลุดออกมา แต่เพิ่งเห็นว่าด้านล่างมีที่ดึงสาย คือพอดึงเบาๆ สายที่รัดตัวน้องก็จะแน่นกระชับขึ้น



ทดลองปรับเอนนอน ได้ทั้งหมด 4 ระดับ สูงสุด 146 องศา ก็เป็นมุมที่นั่งเล่น หรือนอนหลับได้สบายดี นายแบบมีแอบงงเล็กน้อย จะให้เค้านั่งหรือนอนคร๊าบบบบ


วัสดุพรีเมียม ใช้ยางยูรีเทน, ผ้า Organic 100%

จุดขายที่ต้องบอกเลยว่าทำให้ตัดสินใจใช้คาร์ซีทของ Daiichi ก็บอกตามตรงเลยว่าเป็นเรื่องของวัสดุที่ใช้งานครับ

คือผมว่าคาร์ซีทในท้องตลาดตอนนี้ เรื่องความปลอดภัย ดีไซน์ หรือการติดตั้งง่ายแทบไม่ต่างกัน แต่พอมาดูถึงวัสดุที่ใช้แล้วจะพบว่าเป็นตัวกำหนดราคาและคุณภาพได้อย่างมากเลย



สำหรับวัสดุด้านในของคาร์ซีท Daiichi ทุกรุ่น เบื้องหลังเบาะผ้าจะเป็นยางยูรีเทนที่นุ่มมากๆ ซึ่งข้อดีนอกเหนือจากความนุ่มก็คือไม่เก็บน้ำซึ่งข้อดีคือไม่เก็บน้ำ เพราะน้องวชิจะชอบทานน้ำแล้วหกบ่อย หรือเวลาที่น้องฉี่ก็จะมีน้ำซึม ซึ่งพอเป็นยางแล้วทำให้ทำความสะอาดง่ายขึ้นมาก

อีกข้อดีคือเวลาใช้ไปนานๆ จะไม่เป็นขุย ไม่แห้งกรอบเป็นฝุ่นผงแบบยี่ห้ออื่นที่เคยใช้ ตัวผ้าคลุมถอดซักได้ทั้งหมด (แนะนำซักมือ) นอกจากนี้ยังมีขายแยกต่างหากด้วยเผื่อวันนึงซักจนผ้าเปื่อยหรือต้องการเปลี่ยนสีผ้าคลุม



ส่วนสุดท้ายเลยคือเรื่องของวัสดุผ้าทั้งหมด ที่เป็นผ้า Organic 100% คือส่วนตัวผมเป็นโรคภูมิแพ้อากาศครับ ซึ่งเราก็รู้ความทรมาณของโรคนี้เป็นอย่างดี และไม่อยากให้ลูกเป็นภูมิแพ้ด้วย

เพราะงั้นถ้าได้ใช้ผ้าที่เป็น Organic ข้อดีนอกเหนือจากความนุ่มคือเค้าไม่ใช้สารเคมีในการถักทอเลย ดังนั้นก็ช่วยลดอาการแพ้ต่างๆไปด้วย


ทดลองติดตั้งบนรถใช้งานจริง

หลังจากที่ทดลองให้นั่งเล่นบนบ้านแล้วพบว่าน้องวชิโอเคดีไม่งอแง แปลว่าผ่าน 555 ก็ได้เวลาติดตั้งใช้งานจริงที่รถแล้วจ้าาาา

ปกติผมจะให้ลูกนั่งที่หลังคนขับ และจะมีคุณแม่นั่งอยู่ด้านข้างด้วยตลอดเวลา เวลาติดตั้งพอดีรถที่เราใช้ไม่มีที่เสียบแบบ ISOFIX ก็ใช้แบบสายนิรภัยพาดไปมาก ทำตามคู่มือได้ไม่ยากอะไร



ส่วนของหัวเข็มขัดที่ผลิตจาก SABELT ก็สัมผัสดีงามสมกับเป็นของอิตาลี ที่สำคัญคือแข็งแรง น้องวชิที่ชอบซนมากดเล่นก็ไม่หลุดง่ายๆ



ทดลองน้องมาให้นั่งเล่น ก็สนุกสนานดีงาม คือที่นั่งดูใหญ่โตมาก มองไกลๆ เหมือนคุณชาย นั่งเล่นของเล่น หรืออ่านหนังสือบนรถชิวมาก



สำหรับที่บังแดด ทีแรกนึกว่าจะไม่ได้ใช้ แต่พอเจอแดดช่วงบ่ายหรือช่วงเย็น ที่แยงตาลูกก็อดไม่ไหวเหมือนกัน พอเอามากางก็บังได้ดีพอสมควร แต่แนะนำติดที่แปะกระจกเพิ่มอีกอันก็จะดี

ผ้า Organic ระบายอากาศได้ดีกว่าที่คิด เวลารถจอดตากแดดร้อนๆ เปิดแอร์ระบายอากาศไม่นานที่นั่งก็เย็นลง ชจนให้ลูกมานั่งได้ (จากการทดสอบ ที่นั่งในคาร์ซีทเย็นเร็วกว่าเบาะที่ผู้ใหญ่นั่งซะอีก)



จุดตัดสนใจเลยคือเวลานอนที่แหล่ะ คือน้องวชิเป็นเด็กนอนเยอะมาก ถ้าคาร์ซีทนอนไม่สบาย หลับไม่สนิทก็จะมีผลมาก เพราะน้องจะงอแงกว่าปกติ นอนน้อย

ซึ่งผลจากการทดลองใช้ ก็ตามภาพเลย หลับปุ่ย เป็นองค์ชายที่นอนกว้างสุดๆ แถมรูปทรงออกแบบเป็นรูปไข่ (Egg Shell Protection System) ซึ่งเหมือนนอนในอ้อมกอดแม่ ทำให้นอนหลับสนิทตลอดทาง

รายละเอียดเพิ่มเติมสินค้า

  • คาร์ซีท Daiichi รุ่น First 7
  • สำหรับเด็กแรกเกิด - 7 ขวบ
  • รับน้ำหนักเด็กได้สูงสุด 25 Kg ความสูงเด็ก 125 cm
  • ผ้า Organic Cotton แท้ 100%
  • น้ำหนักเครื่อง 8.37 กิโลกรัม
  • สินค้ารับประกัน 1 ปี ซ่อมฟรีไม่คิดค่าแรง
  • ราคา 23,900 บาท



:: สรุป ::

ข้อดี
  • เป็นคาร์ซีทที่ใช้วัสดุระดับพรีเมียม ระดับความปลอดภัยสูง
  • ผ้า Organic Cotton 100% นุ่มสบาย ป้องกันภูมิแพ้
  • วัสดุด้านในเป็นยางยูรีเทน กันน้ำ ทำความสะอาดง่าย
  • รองรับตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงอายุ 7 ปี
  • ถ้าซื้อรุ่น ISOFIX จะสามารถติดตั้งได้ทั้งแบบ ISOFIX และแบบใช้เข็มขัดที่มากับตัวรถได้
ข้อเสีย
  • เก้าอี้ปรับเอนได้ 4 ระดับ แต่ไม่สามารถหมุนได้
  • จัดอยู่ในคาร์ซีทเกรดพรีเมียม ราคาสูงตามคุณภาพวัสดุใช้งาน
หลังจากที่ใช้งานคาร์ซีทของ Daiichi รุ่น First 7 ก็พบว่าเป็นคาร์ซีทที่คุณภาพดีงามสมราคามาก โดยเฉพาะวัสดุที่ทั้งแข็งแรงและดูดี เบาะผ้านุ่มนิ่ม ชั้นในเป็นยูรีเทนทำความสะอาดง่าย ใช้ผ้า Organic 100% ดีกับเด็กมากๆ เลยทีเดียว

เมื่อดูด้านราคา ก็ต้องยอมรับว่าเป็นสินค้าเกรดพรีเมียม เมื่อเทียบกับคู่แข่งยี่ห้ออื่นๆ ที่ราคาใกล้เคียงกัน ก็ต้องบอกเลยว่าจะด้อยกว่าในเรื่องการปรับหมุนไม่ได้ รวมถึงชื่อแบรนด์อาจจะไม่ได้เป็นที่รู้จักในไทยมากนัก แต่ถ้าวัดความนิยมอันดับ 1 ในเกาหลีก็เชื่อถือได้ในระดับที่ดี

สำหรับใครที่สนใจ แนะนำอย่างมากให้ลองไปดูที่ศูนย์จำหน่าย และลองให้น้องหนูลองนั่งดูครับ แล้วจะพบว่าของเค้าดีงามจริงจ้า ^___^

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมและสถานที่จำหน่าย -> Daiichi Thailand



สถานที่จัดจำหน่าย และช่องทางการติดต่อ
  • The NINE Center พระราม 9 (หลัง มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ติดกับเสรีเซ็นเตอร์) ชั้น 1 : 02-716-7863 
  • THE MALL บางกะปิ ชั้น 3 ZONE KIDS’ PLANET 
  • THE MALL งามวงวาน ชั้น 3 ZONE KIDS’ PLANET 
  • THE MALL บางแค ชั้น 3 ZONE KIDS’ PLANET 
  • SIAM PARAGON ชั้น 3 ZONE KIDS’ PLANET 
  • และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ 
  • สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center : 084-364-4445 
  • www.babyhillsthailand.com
  • www.facebook.com/daiichithailand
  • www.facebook.com/babyhillsthailand
  • Instagram : daiichithailand 
  • LINE ID: daiichithailand



Sunday, June 26, 2016

การขับเคลื่อน Startup Thailand: ฐานเศรษฐกิจใหม่ของไทย โดย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์


ได้มีโอกาสฟังดร.สมคิด พูดถึงเรื่องของ Startup ไทย ในงาน Startup Thailand ครั้งที่ผ่านมา น่าสนใจในหลากหลายข้อคิดที่ได้เยอะมากเลยทีเดียว

- ดร.สมคิดคุยกับทางรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ว่าให้จัดงาน #StartupThailand ขึ้นมา เพราะมองเห็นว่าไทยเราก็มี Startup มากพอที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศแล้ว
- ประเทศที่จะเจริญได้ ต้องประกอบด้วยผู้ประกอบการในหลากหลายธุรกิจ
- กระทรวงวิทยาศาสตร์ของไทยเล็กมาก แต่มีคนเก่งเยอะมาก มีดอกเตอร์ 800+ กว่าคน ดร.สมคิดเลยตัดสินใจไปเยี่ยมที่กระทรวง แล้วก็ขอให้ช่วยผลักดันเรื่อง Startup จนวันนี้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว
- ดีใจที่ได้มีโอกาสมาฟังดร.สมคิด ไอดอลเลย


ประเทศไทย 1.0 - 3.0

- ประเทศไทย 1.0 : เกษตร
- ประเทศไทย 2.0 : เน้นอุตสาหกรรม เริ่มจากนำเข้า แล้วค่อยส่งออก นำรายได้เข้าประเทศ
- ประเทศไทย 3.0 : ชิ้นส่วนอุตสาหกรรมที่เน้นใช้ความสามารถของคนมากขึ้น เช่น ชิ้นส่วนรถยนต์, เคมี, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
- ไทยเราอยู่ยุค 3.0 มานานมาก แล้วก็ผ่านวิกฤติเศรษฐกิจหลายรอบ ตั้งแต่ GDP ขึ้นหลักสิบเปอร์เซ็นต์ มาถึงยุคปัจจุบันที่ตกลงมาก แถมยังมาพร้อมวิกฤติทางการเมือง
- อนาคตทางเดินของไทย และสิ่งที่ดร.สมคิดพยายามวางโครงสร้างเอาไว้ ซึ่งหลังจากนี้รัฐบาลไหนเข้ามา ก็จะพยายามให้เกิดการเดินตามนี้ด้วยเช่นกัน เพื่อความต่อเนื่อง
- GDP เราแย่ลงทุกปีๆ อย่างชัดเจน อย่าคิดแค่ว่าเป็นเพราะปัญหาทางการเมือง แต่มันเป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของทั้งระบบ โดยเฉพาะเน้นสร้างนวัตกรรมให้การเกษตร ไม่ใช่ไปจำนำให้เงินปลอมๆ เขาไป
- "อย่าบอกว่าเกษตรกรกำลังแย่ อย่ามาบอกเลยประเทศไทย 4.0 อย่ามาบอกจะทำ Startup ... อย่าพูดแบบนี้ มันคนละเรื่องกัน"

.

สัญญาณเศรษฐกิจไทยเป็นบวกแล้ว


- แต่ตอนนี้การเมืองเราเริ่มนิ่ง สัญญาณเริ่มดีขึ้น ตั้งแต่ต้นปีนี้ส่งออกเริ่มดี เราเป็น 1 ใน 25 ประเทศที่เศรษฐกิจเป็นบวก (เทียบการส่งออก) ใน SEA เป็นรองแค่เวียดนาม (แต่ขนาดส่งออกของเรายังใหญ่กว่ามาก)
- การลงทุน สัญญาณบวกแรงมาก โดยเฉพาะจากต่างประเทศ ช่วง Q1 มากกว่าปีก่อนเยอะมาก มีแรงขอการลงทุนเข้ามาจริง เป็นคำขอเข้ามาที่ BOI
- CEO ของ AirAsia มาคุยกับดร.สมคิดและท่านนายก บอกไทยคือ Gateway ทางการบินที่แท้จริงของอาเซียน ทาง AirAsia จะมาตั้งฐานสำนักงานขนาดใหญ่ที่เมืองไทย พร้อมจะร่วมลงทุนในสนามบินขนาดกลางในต่างจังหวัด
- Huawei กำลังจะขยายสำนักงานเปิด HQ ที่เมืองไทย
- สมคิดเร่งจี้ให้มีการลงทุนจากรัฐเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานอย่างรถไฟฟ้า ตอนนี้เร่งให้เปิด 3-4 เส้นเลย

.

ประเทศไทย 4.0


- ดร.สมคิดเคยพยายามสร้าง SME มาในสมัยตอนอยู่รัฐบาลเมื่อหลายสิบปีก่อน คือ SME ที่เน้นไอเดีย ที่อยู่ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งจริงๆ มันก็คือ Startup เหมือนกัน แต่ไม่ได้เน้นเทคโนโลยี Base
- รัฐบาลกำลังจะลงทุนในอินเทอร์เน็ต เฉพาะปีนี้ 10,000 ล้านบาท
- Startup ไทยอาจจะไม่ใช่แค่ Technology แค่นั้น แต่เรามีส่วนอื่นที่สร้างขึ้นมาแข่งได้ เป็นสิ่งที่ไทยมีประเทศอื่นไม่มี เช่น การเกษตร, ท่องเที่ยว
- รัฐจะพยายามเอาเทคโนโลยีเข้าไปในภาคส่วนที่เราแข็งแรง เช่น Startup เกษตร ไม่ใช่ไปปลูกข้าว แต่เอาเทคโนโลยีเข้าไป ทำให้มีการผลิตที่เพิ่มมูลค่า เอา E-Commerce เข้ามา ฯลฯ
- เรามีจุดที่ประเทศอื่นไม่มีมากมาย เราจะเน้นในจุดนั้น เราจะไม่ใช่แค่ Startup เทคโนโลยีเป็นหลัก แต่จะเอาจุดเด่นเรื่องต่างๆ ของประเทศเข้ามาใช้หลักการของ Startup เพิ่มมูลค่า
- รัฐบาลกำลังจะสร้าง Food Metropolis
- เป็นแหล่งรวมกลุ่มผู้ผลิตทางการเกษตร ทั้งรายเล็กและใหญ่ รวมกับมหาลัย มีการให้ทุน สร้างเป็นแหล่งรวม Startup ทางด้านอาหารและเกษตร
- เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นอนาคตของประเทศเราได้ ขอให้ทุกคนร่วมมือกัน

สรุปดร.สมคิดบอกสัญญาณดีกำลังมาจริง มีหลักฐาน ขอให้ช่วยกันสร้าง Ecosystem ของ Startup ให้แข็งแรง รัฐบาลหร้อมจะสนับสนุนและมองว่า Startup คืออนาคตของประเทศ และเราจะได้ประเทศไทย 4.0

#StartupThailand

Friday, June 24, 2016

รีวิว Discovery Hubba : Coworking Space ใหม่ใจกลางสยาม ราคากำลังดี กิจกรรมเพียบ



ด้วยความที่เป็นฟรีแลนซ์ ผมก็ทำงานมาแล้วทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟ ห้องสมุด รวมถึง Coworking Space ด้วย วันนี้ได้มาแถวสยาม เลยแวะมาที่ Siam Discovery ได้ยินว่ามี Hubba เปิดใหม่ เลยแวะมาเยี่ยมชม

จากการนั่งทำงานอยู่ครึ่งวัน ก็พบว่าเป็นสถานที่น่าทำงานและราคาไม่ได้แพงอย่างที่คิด เลยมารีวิวให้ได้ชมกัน


Discovery Hubba : Coworking Space สุดยอดทำเลใจกลางสยาม

ปัญหาหนึ่งของการไปทำงานที่ Coworking Space ก็คงจะเป็นเรื่องทำเลหรือสถานที่ คือบางที่ก็ไม่ได้อยู่ติดรถไฟฟ้า ต้องเข้าซอย เวลาจะนัดทีมงานหรือคุยงานก็จะบอกทางกันลำบากหน่อย เป็นอีกสาเหตุนึงที่หลายคนเลือกไปร้านกาแฟซะมากกว่า

ความดีงามของที่ Discovery Hubba คือทำเลตั้งอยู่ชั้น 4 ของ Siam Discovery ที่เพิ่งปรับโฉมใหม่ ซึ่งถือเป็นทำเลทองที่สุดยอดมาก



ทางเข้าหน้าตาประมาณนี้ แต่เนื่องจากอยู่หลังร้านขายหนังสือซึ่งมีชั้นหนังสือบัง หลายคนเดินมาอาจจะมองไม่เห็นซักเท่าไหร่



เข้ามาถึงก็มีพนักงานต้อนรับเข้ามาพูดคุย แจ้งราคาค่าบริการ และพาเดินดูสักเล็กน้อย มีทีมงานเยอะกว่าที่คิด เทียบกับขนาดของสถานที่ไม่ได้ใหญ่เท่า Hubba สาขาดั้งเดิม



สถานที่นั่งทำงานแบ่งเป็นโต๊ะทำงานแบบกลุ่ม 3 โต๊ะ แต่ละตัวก็นั่งกันได้ประมาณ 6-8 คน ถ้ามาทำงานคนเดียวหรือสองสามคน ก็มีโต๊ะแนวสูงให้นั่ง (ผมนั่งโต๊ะทางขวานี่แหล่ะ)



ราคาค่าบริการ เรื่องสำคัญที่หลายคนสนใจ ราคามาตรฐานก็มีดังนี้
  • วันเดียว 399 บาท
  • 5 วันต่อเดือน 990 บาท (วันละ 198 บาท)
  • เข้ามากี่ครั้งต่อเดือนก็ได้ 3,900 บาท (ถ้าเข้าทุกวันก็ตกวันละ 130 บาท)
  • ไม่จำกัดต่อปี 39,900 บาท
ในแพ็คเกจก็มีแถมเรื่องห้องประชุม, พิมพ์เอกสารได้ พร้อมพวกโปรแกรมต่างๆ 
ถามว่าราคานี้คุ้มไหม คือถ้าซื้อวันเดียวบอกเลยว่าแพงและไม่น่าจะคุ้มเท่าไหร่ ผมเองก็เลือกซื้อแบบ 5 วันนี่ถือว่าโอเคสุด คือถ้าเทียบกับที่ผมไปนั่ง Starbucks ตามปกติ จะเสียประมาณ 200 บาทอยู่แล้ว (กาแฟ+ขนม) แถมนั่งยาวไม่ค่อยได้



มาทำที่ Coworking Space ก็ดีที่มีบรรยากาศเหมาะกับการทำงานมากกว่าร้านกาแฟหรือทำอยู่บ้านอ่ะนะ นอกนั้นก็จะมีน้ำเย็น น้ำอุ่น ชา กาแฟ ขนม ให้ทานได้ฟรี จานชาม แก้วน้ำ มีให้ครบ



ผมเลือกนั่งทำงานโต๊ะมุมสูง ทีแรกก็งงๆ ว่าจะเสียบปลั๊ก MacBook ยังไง สายยาวไม่พอ ปรากฏว่าน้องพนักงานดึงที่เสียบปลั๊กไฟลงมาจากเพดานเลยจ้า เก๋ไก๋ดีงาม 555



Wifi ฟรีแน่นอนอยู่แล้ว ทดสอบความเร็วได้ 14 Mbps ถือว่าโอเคเลย นั่งดูหนัง HD ไม่กระตุก อัพคลิปลง YouTube ได้ไวกว่าเน็ตที่บ้าน





มีเครื่องดื่มจำหน่าย โค้ก 25 บาท น้ำเปล่า 10 บาท หรือฝากของกินแช่ตู้เย็นก็ได้



มุมกิจกรรม ก็จะมี Session ดีๆ มาให้ฟังเรื่อยๆ ช่วงไม่มีกิจกรรมก็มานั่งทำงานชิวๆ ริมกระจกได้



นั่งทำงานอยู่ครึ่งวัน คนเดินไปมาพอสมควร ถือว่าคึกคักดี แต่ไม่ถึงกับวุ่นวายมากนัก เน็ตเร็วต่อเนื่องไม่มีตัด ร้านอยู่ติดทางเข้าห้องน้ำห้างพอดี เดินไม่ไกล ขนมอร่อย แอบจิ๊กกินขาไก่ไปจนอิ่ม 555

สำหรับห้องประชุม ห้องพรีเซนต์งาน จะอยู่ที่ชั้น 5 แต่ตอนนี้ยังทำไม่เสร็จ สอบถามได้ความว่าจะเป็นห้องเล็ก 2 ห้องและห้องใหญ่ 1 ห้อง มีกระดานและโปรเจ็คเตอร์ให้ทุกห้อง คาดว่าจะเสร็จช่วงเดือนสิงหาคม



สุดท้ายจุดแข็งที่สุดของ Hubba คงเป็นเรื่องของ Connection คือระหว่างนั่งทำงานมีน้องๆ มาทักทาย มีฟรีแลนซ์มานั่งปรึกษางานคุยสร้าง Connection กันได้เพียบ และกิจกรรมที่มีมาให้ได้รับชมกันตลอด อย่างวันนี้ผมก็ตั้งใจมาฟังเรื่อง Creative Storyline ซึ่งหากิจกรรมแบบนี้ไม่ค่อยได้ที่อื่น


:: สรุป ::

ข้อดี

  • ทำเลดีที่สุดในสามโลก อยู่ใจกลางสยาม
  • ราคาในแพ็คเกจต่ำกว่า 200 บาทต่อวัน ถือว่าโอเคมาก เทียบกับทำเลทอง
  • มีกิจกรรมให้ได้อัพเดทสมองอยู่เรื่อยๆ

ข้อเสีย

  • สถานที่ไม่ได้ใหญ่มากนัก
  • ถ้ามาทำงานวันเดียว เรทราคาค่อนข้างสูง
  • สิ่งยั่วใจอยู่รอบตัว เผลอแวะไป ช็อปปิ้ง โรงหนัง ซื้อขนมได้ง่าย (เอ๊ะ ข้อเสียป่าวหว่า 555)

โดยสรุปแล้วประสบการณ์มานั่งทำงานที่ Discovery Hubba ถือว่าโอเคเลย ทั้งเรื่องสถานที่ บริการ ขนม กาแฟ เน็ต WiFi เร็วกำลังดี แถมอยู่ใจกลางสยาม ทำงานเบื่อๆ ก็ลงไปเดินเล่นหรือแวะไปดูหนังได้ (ไม่ได้ทำงานกันพอดี)

ส่วนจุดด้อยคงเป็นเรื่องขนาดสถานที่ไม่ได้ใหญ่มากนัก รวมถึงห้องประชุมที่ตอนนี้ยังไม่เสร็จ อีกเรื่องคือราคาที่สูงตามทำเล แต่ถ้าใครที่เน้นสะดวกเป็นหลัก ก็ถือว่าคุ้มนะ

สำหรับใครที่มองหาสถานที่ทำงาน ทำการบ้าน คุยโปรเจ็คแบบที่เดินทางโคตรสะดวก นัดกันง่ายๆ มาตรฐานดีงามแบบ Hubba ก็แนะนำมาลองได้ที่ Discovery Hubba เลยจ้า




Sunday, June 12, 2016

Steve Jobs กับการทำบริษัทใหญ่ให้เป็นเหมือน Startup


ขึ้นชื่อว่าแอปเปิล บริษัทที่มีมูลค่าสูงอันดับต้นๆ ของโลก และมีพนักงานมากกว่า 115,000 คน การที่จะบริหารงานในองค์กรใหญ่ระดับนี้มักจะเชื่องช้าและวุ่นวาย คำถามคือแล้ว Steve Jobs แก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร ?

ในงาน D8 เมื่อปี 2010 เมื่อถูกถามว่าจ็อบส์มีบทบาทในสินค้าแต่ละตัวอย่างไรบ้าง จ็อบส์กลับถามพิธีกรกลับว่า

"คุณรู้ไหมว่าที่แอปเปิล เรามีคณะกรรมการตัดสินใจในแต่ละเรื่อง กี่กลุ่ม ? ... คำตอบคือ ศูนย์ ... เราไม่เคยมีคณะกรรมการอะไรเลย"

จ็อบส์เล่าว่าเขาวางโครงสร้างของบริษัทให้เหมือนกับ "Startup" เขาวางให้มี 1 คนเท่านั้นดูแลฮาร์ดแวร์ของ iPhone อีกคนดูแลเรื่องซอฟต์แวร์ของ iOS อีกคนดูแลเรื่องการตลาด อีกคนดูแลเรื่องแมค

คนที่ดูแลในแต่ละส่วนจะมีหน้าที่ตัดสินใจได้ทั้งหมด ไม่ต้องมีกรรมการคอยตรวจสอบ ไม่ต้องมีกรรมการช่วยในการตัดสินใจ ทุกคนสามารถตัดสินใจได้ทันทีในงานของเขา

คำว่า ทีมเวิร์ค หมายถึงการเชื่อใจกันและกัน - Steve Jobs

"เรามีการนัดประชุมกันสัปดาห์ละครั้งในระดับผู้บริหาร เพื่อดูว่าธุรกิจเป็นอย่างไร และทุกคนทำงานด้วยทีมเวิร์คอย่างที่สุด"

จ็อบส์เล่าว่า "คำว่า ทีมเวิร์ค หมายถึงการเชื่อใจกันและกัน เชื่อใจว่าแต่ละคนจะรับผิดชอบงานของตัวเองและทำได้อย่างดีที่สุด ไม่ใช่การมาคอยตรวจสอบหรือดูมีคนมาคอยดูแต่ละฝ่ายทำงานตลอดเวลา"


เมื่อถูกถามถึงกรณีถ้ามีการถกเถียงเรื่องราวต่างๆ ในแอปเปิล จ็อบส์มักเป็นฝ่ายถูกตลอดเลยหรือเปล่า ?

"โอ้ ไม่แน่นอน ถึงผมจะหวังว่าอย่างนั้นก็เถอะนะ (ฮา) "

จ็อบส์เผยว่า เราต้องเข้าใจว่าการที่เราจะจ้างคนเก่งๆ เข้ามาทำงาน และอยากให้เขาอยู่กับเรานานๆ ทุกการตัดสินใจจะต้องมาจากไอเดีย ความคิดที่ดี ไอเดียที่ถูกต้องต่างหากที่ชนะ ไม่ใช่ตำแหน่งในบริษัทว่าใครอยู่สูงกว่าใคร

เป็นข้อคิดที่ดีมากสำหรับหลายบริษัท หรือหลายองค์กร ลองปรับไปใช้กันดูได้ครับ :)

ภาพจาก - All Things Digital

Wednesday, June 08, 2016

รีวิว: iRobot Roomba 980 หุ่นยนต์ดูดฝุ่นรุ่นท็อป, ต่อ WiFi, บังคับผ่านมือถือได้ !!



iRobot ถือเป็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่นที่โด่งดังที่สุดในโลกตัวหนึ่ง เพราะนอกจากคุณภาพและความทนขั้นเทพ ก็ยังมีการออกรุ่นใหม่ที่พัฒนาขึ้นไปทุกปี

ซึ่งล่าสุด iRobot Roomba 980 ก็มาพร้อมฟีเจอร์สุดล้ำมากมายทีเดียว ทั้งการเชื่อมต่อ WiFi, รองรับการสั่งงานผ่านสมาร์ทโฟน, ระบบดูดขั้นเทพสะอาดกว่าเดิม พร้อมกล้องสร้างภาพจำลองห้องในตัว

[Advertorial]


แกะกล่อง iRobot Roomba 980

สำหรับ iRobot รุ่น Roomba 980 นี้ถือเป็นตัวท็อปสุดของทุกรุ่นที่มี โดยตัวกล่องมีขนาดใหญ่พอๆ กับเครื่องเลย ลองมาแกะกล่องกันดีกว่า เปิดมาข้างในก็ประกอบไปด้วย
  • หุ่น iRobot Roomba 980 พร้อมแบตเตอรี่ Li-ion
  • แท่น Home Base สำหรับชาร์จไฟ
  • แท่นผนังจำลอง (Virtual Wall) 2 อัน พร้อมถ่าน AA 4 ก้อน
  • ฟิลเตอร์กรองอากาศเพิ่มมาอีก 1 อัน
  • คู่มือการใช้งาน


หุ่น iRobot มีน้ำหนักประมาณ 3.95 กิโลกรัม หนักเหมือนกันนะ แต่มีตัวยกที่ด้านบนเครื่องก็ช่วยดึงแล้วยกไปมาในบ้านได้สบายขึ้น


ทดลองใช้งาน กับฟีเจอร์ใหม่ รองรับ WiFi, สั่งงานผ่านสมาร์ทโฟน

เมื่อถามตัวเอง ปกติก็ไม่ได้กวาดบ้านทุกวัน หรือดูดฝุ่นที่พื้นทุกวัน การมีหุ่นยนต์ที่คอยทำความสะอาดอัตโนมัติก็ช่วยประหยัดแรงไปได้เยอะ แม้ในวันที่เราไม่สะดวกทำความสะอาดก็ตาม

  

เริ่มต้นด้วยการทดลองเอา iRobot มาวางในห้อง แล้วก็กดปุ่มทำความสะอาด แล้วก็ออกไปเดินเล่นข้างนอก ปล่อยให้เจ้าหุ่นยนต์เดินทำความสะอาดบ้านจนทั่ว จากนั้นก็ลองเอามาเปิดดู โอ้โห แทบเป็นลม ฝุ่นเยอะมากกกกก   

สำหรับการใช้งาน ก็แค่กดปุ่มตรงกลางทีเดียว เจ้าหุ่นก็เดินไปทั่วบ้านทันที เสียงของเครื่องดังพอสมควร ถ้ามีเด็กอยู่บ้านอาจจะให้ทำงานเวลาที่ไม่มีคนอยู่ เพราะเดี๋ยวเด็กจะตื่นได้ถ้านอนกลางวัน

  

ฟีเจอร์เด็ดของรุ่น Roomba 980 คือสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่าน WiFi ได้ด้วย โดยการติดตั้งก็ทำได้ไม่ยากแค่มี WiFi ที่บ้านก็เชื่อมต่อกันได้เลย หลังจากนั้นก็โหลดแอพ iRobot Home มีทั้งบน iOS, Android   

ภายในตัวแอพเราสามารถสั่งใช้งานหุ่น iRobot จากระยะไกลได้เลย ไม่ว่าจะเป็นสั่งให้ทำความสะอาดหรือให้กลับเข้าไปที่ฐาน

  

นอกจากนี้เรายังสามารถตั้งเวลาให้เครื่องทำงานได้ตลอดทั้ง 7 วัน ว่าจะให้เครื่องตื่นขึ้นมาทำงานตอนกี่โมง ซึ่งถ้าเราออกไปทำงานนอกบ้าน ก็สั่งให้ทำงานช่วงที่ไม่อยู่บ้านได้

  

แรงดูด AeroForce เพิ่มความแรงดูดมากกว่าเครื่องรุ่นปกติถึง 10 เท่า แถมที่ฉลาดกว่าคือตัวเครื่องจะรู้ด้วยว่าตอนนี้อยู่บนพรม ก็จะเพิ่มแรงดูดแรงขึ้นโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องคอยกดเลือกโหมดอะไรเลย

  

ทดลองให้เดินผ่านพรม ก็เดินผ่านได้สบายๆ พรมไม่ติดเครื่องตามไปด้วย   ความฉลาดอีกอย่างคือ Roomba 980 จะมีกล้องติดอยู่ที่ด้านบนของเครื่องด้วย คือนอกจากเครื่องจะเดินไม่ซ้ำทางเดิมแล้ว ยังสร้างภาพจำลองของทั้งห้องเราได้ชัดขึ้น ทำให้วิ่งได้ทั่วห้องในทุกจุดจริง

  

กดปุ่ม Home หรือเวลาที่แบตจะหมดก็จะเดินกลับไปที่ฐานเพื่อชาร์จไฟเองอัตโนมัติ ไม่ต้องทำอะไรเลย

  

ตัวเครื่องมีขนาดสูงประมาณ 9.2 เซนติเมตร สามารถเดินมุดใต้โซฟาได้ ไปในจุดที่เราไม่ค่อยได้ทำความสะอาดถึง

  

ตัวล้อของเครื่องรองรับพื้นผิวสูงต่ำได้ เดินผ่านสายไฟ ผ่านพรมได้ ไม่ดูดสายไฟขึ้นมาด้วย หรือเดินเข้าไปที่มีผ้าม่านก็เดินต่อไปได้ ไม่หยุดนึกกว่ากำแพง หลังจากเดินผ่านจุดไหนที่มีฝุ่น, ทราย หรือสิ่งสกปรกเยอะ ตัวเครื่องจะไปหน้าไปหลัง ดูดให้ละเอียดจนกว่าจะสะอาด อันนี้ถือว่าดีงาม

  

ส่วนที่ยากสุดสำหรับหุ่นยนต์ส่วนใหญ่คือใต้โต๊ะกินข้าว ที่มีเก้าอี้เยอะๆ แต่ก็ยังเดินซิกแซกไปมาได้

  



อุปกรณ์ผนังจำลอง สามารถวางไว้ได้ทั้งตามทางที่ไม่ต้องการให้เครื่องวิ่งผ่านไป เช่นประตู พอเครื่องไปเจอผนังจำลองก็จะเดินกลับมาเอง

  

หรือวางผนังจำลองในโหมดห้ามเดินมาเป็นบริเวณโดยรอบได้ เช่นที่บ้านผมมีเครื่องฟอกอากาศ ก็วางผนังจำลองไว้ พอเครื่องเดินมา ก็จะอ้อมเครื่องฟอกอากาศไว้เลย

   

แอพบนสมาร์ทโฟนบอกได้ด้วยว่าเครื่องทำงานในช่วงไหนไปบ้าง แล้วทำความสะอาดไปกี่ตารางเมตร รวมถึงแจ้งด้วยว่าเครื่องต้องทำความสะอาดแล้วหรือยัง

  

แบตของเครื่องใช้ได้ประมาณ 2 ชั่วโมง ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ซึ่งถ้าบ้านไม่ได้ใหญ่มากก็ทำงานได้ทั่วอยู่แล้ว หรือถ้าบ้านใหญ่มากจริงๆ หุ่นจะเดินกลับมาที่ Home Base เพื่อชาร์จแบตก่อนหมดจนเต็ม แล้วค่อยกลับไปทำงานที่ค้างต่อได้ อันนี้คือเจ๋งมากอ่ะ

 

สามารถถอดทำความสะอาดได้ง่าย ดึงยางออกมาฉีดน้ำ ใช้ผ้าหมาดเช็ดทำความสะอาดปล่อยให้แห้งก็ใช้งานต่อได้เลย

ฟีเจอร์ที่น่าสนใจอื่นๆ
  • สามารถตั้งเวลาได้ว่าในแต่ละวันจะทำความสะอาดช่วงเวลาเท่าไหร่ของแต่ละวัน เช่นวันธรรมดาทำช่วงบ่าย วันหยุดให้ทำช่วงเช้า 
  • เลือกให้วิ่งวนเป็นวงกลม แล้วขยายวงขึ้นเรื่อยๆ ได้ (Spot)
  • มีระบบป้องกันการตกบันไดด้วย เวลาเจอทางต่างระดับ ก็จะหยุดแล้วเดินกลับไปเอง
  • ราคาของ iRobot รุ่น Roomba 980 อยู่ที่ 39,800 บาท
  • ส่วนรุ่น Roomba อื่นๆ ราคาจะเริ่มตั้งแต่ 18,500 บาท ขึ้นไป


:: สรุป ::

ข้อดี
  • เป็นหุ่นยนต์ทำความสะอาดที่ฉลาดมาก รู้การเข้ามุม เข้าซอก เน้นจุด ไปทุกมุมของบ้านได้จริง
  • ใช้งานกับสมาร์ทโฟนได้ผ่าน WiFi, สั่งงาน, ตั้งเวลา, เช็คความสะอาดเครื่องได้
  • ดูดพื้นพรมหรือพท้นหน้าได้ดีขึ้น แรงดูเพิ่มกว่าเดิม 10 เท่า
  • ฉลาดในการเดิน รู้เส้นทาง จดจำรายละเอียดในห้องได้ดี
ข้อเสีย
  • ราคาค่อนข้างสูง ถ้างบไม่พออาจะเลือกรุ่นเล็กลงได้
  • เสียงดังพอสมควร แลกกับแรงดูดที่มากกว่ารุ่นอื่นๆ
  • ตัวเครื่องหนักและขนาดหนากว่าเดิม


ประสบการณ์ใช้งาน iRobot Roomba 980 ก็ต้องยอมรับว่าเป็นหุ่นยนต์ทำความสะอาดที่ฉลาดที่สุดและครบเครื่องด้านฟีเจอร์มากสุดในตลาดตอนนี้ ทั้งการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน, แรงดูดที่มากขึ้น, ระบบจำลองห้อง ทำให้เดินได้ฉลาดมากจริงๆ

แต่ก็แลกมาด้วยราคาที่สูงพอสมควร ซึ่งก็ถือเป็นรุ่นท็อปที่ราคามาตามฟีเจอร์ที่ได้นั่นเอง ซึ่งถ้าใครที่มองหาหุ่นทำความสะอาดที่ใช้งานได้ครบเครื่อง แข็งแรงทนทาน ใช้งานไปได้ยาวๆ ก็ลองมอง Roomba 980 เป็นตัวเลือกได้ครับ