Friday, February 03, 2017

4 ประเด็นน่าสนใจ หลัง “แสนสิริ” จับมือ SCB เปิดตัว Siri Venture หนุนสตาร์ทอัพกว่า 100 ล้านบาท



ข่าวใหญ่ในรอบสัปดาห์นี้คงหนีไม่พ้นการประกาศสนับสนุนและเข้าสู่โลก Startup จาก "แสนสิริ" ซึ่งไม่ใช่แค่เข้ามามีส่วนร่วม แต่ถึงกับเปิดตัวกองทุน Siri Venture พร้อมทุนกว่า 100 ล้านบาท !!

หลายคนอาจจะนึกว่าบริษัทอสังหาริมทรัพย์กับการเข้ามามีส่วนร่วมในวงการ Startup ไม่ออก แต่ถ้ามองดูบริษัทอย่าง Airbnb ที่เข้ามาบุกตลาดที่พักจนมีมูลค่ากิจการสูงกว่า 30,000 ล้านดอลล่าห์ไปแล้ว ซึ่งใหญ่กว่าเครือโรงแรม Marriot เสียอีก

การที่แสนสิริมาจับธุรกิจกลุ่มนี้มากขึ้น ถือเป็นเรื่องน่าสนใจทีเดียว เลยอยากลองสรุป 4 ประเด็นที่น่าสนใจจากงานแถลงข่าวที่ผ่านมา



1. ไม่ใช่แค่สนับสนุน แต่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวงการ Startup


เราได้เห็นโครงการประกวด, อีเวนต์, โครงการสนับสนุน Startup ออกมามากมายในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่หลายโครงการก็เป็นเพียงการเข้ามาเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้บริษัทดูทันสมัยขึ้นเท่านั้น

โครงการ Siri Venture จากที่ได้ฟังข้อมูลคือไม่ใช่แค่สนับสนุนวงการ Startup แต่คือการเข้าไปลงทุน และมีส่วนร่วมกับโปรเจ็คต่างๆ ด้วย (เกิดจากการร่วมมือของแสนสิริกับ SCB) รวมถึงทำการพาร์ทเนอร์กับหลายบริษัททั้งในไทยและต่างประเทศในอนาคต เพื่อเปิดโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจ



2. โอกาสทางธุรกิจที่มากกว่าการสร้างที่อยู่อาศัย

เราได้เห็นกระแสบ้านไฮเทคมานานแล้วในต่างประเทศ แต่เริ่มจะบูทในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งการเปิดตัวระบบ Homekit ของ Apple, Echo ของ Amazon หรือ Google Home ของฝั่งกูเกิล

บ่านที่เราอยู่ทุกวันนี้อาจจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีหลังจากนี้ ซึ่งจากในงานเปิดตัวคุณชาคริตก็พูดไว้น่าสนใจว่า

"ถ้ามองว่าบ้าน, คอนโด และที่อยู่อาศัยคือสถานที่มีชีวิต ซึ่งก็คือมีคนอยู่ในนั้น เชื่อว่าหลายชีวิตก็เริ่มเข้าสู่การใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำไมเราไม่เข้าไปอยู่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของพวกเขามากขึ้น นั่นคือโอกาสมหาศาลที่น่าสนใจ"

การประกาศตั้งเป้าสร้างเครือข่ายกับ ผู้พัฒนานวัตกรรมใหม่ด้าน Property Technology อย่างน้อย 300 รายภายในปี 2020 ก็ดูน่าจะชัดเจนดีทีเดียว



3. Proptech ศัพท์ใหม่ที่กำลังจะมา


ปีที่ผ่านมาเราจะได้ยินคำว่า Fintech กันบ่อย จากการเปิดตัวโครงการต่างๆ ของฝั่งธนาคาร ส่วนทางค่ายมือถือก็เริ่มโครงการเกี่ยวกับ Startup ไปก่อนหน้านี้สักพักแล้ว

มาในปีนี้กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ในไทยเริ่มเข้ามาสนับสนุนและมีส่วนร่วมกับ Startup ด้วยเช่นกัน ซึ่งไม่ใช่แค่เป็นการตามเทรนด์ใหม่ๆ แต่เราเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงในกลุ่ม Property กับเรื่องไฮเทคมากมาย

เช่น การเพิ่มที่ชาร์จระบบไร้สายเข้ามาในเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ซึ่งเราน่าจะได้เห็นการต่อยอดไปใช้ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้อีกมากเลยทีเดียว



4. ตัวจริงจากวงการ Startup ไทยไปร่วมงาน


เราได้เห็นหลายบริษัทที่อาจจะมีเงินแล้วก็ทุ่มลงไปทำอะไรที่ตัวเองไม่ถนัดแล้วสุดท้ายก็ไปไม่รอด เหตุผลคือขาดคนที่เข้าใจในสิ่งที่กำลังทำอยู่จริง ซึ่งกรณีของ Siri Venture นี้น่าสนใจที่หัวเรือใหญ่โครงการ คือพี่ไวท์ ชาคริต จันทร์รุ่งสกุล นี่เอง

เผื่อใครไม่รู้จัก พี่ไวท์เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท FireOneOne พัฒนาโซลูชันสำหรับองค์กรขนาดใหญ่หลายแห่ง เช่น SCG, ปตท. รวมถึง แสนสิริด้วย เป็นคณะกรรมการโครงการ Startup มากมายในไทย

ถ้าจะบอกว่า "ตัวจริง" ในวงการ Startup ไทยมีอยู่ไม่กี่คน ก็ต้องบอกว่าพี่ไวท์คือหนึ่งในนั้นแน่นอน


:: สรุป ::


โดยสรุปแล้ว ผมว่าเป็นเรื่องน่าสนใจทีเดียวว่าเราจะได้เห็นอะไรสนุกๆ จากโปรเจ็ค Siri Venture หลังจากนี้ต่อไป โลกออนไลน์ 4.0 นี้หลายธุรกิจที่ปรับตัวไม่ทันก็อาจจะถูกกลืนและจางหายไป แต่ถ้าใครจับทิศทางได้ทัน กล้าเริ่มกล้าลุย

ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้เห็นผู้สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับเมืองไทยหลังจากนี้ก็ได้




Thursday, February 02, 2017

อนาคตสื่อออนไลน์ไทยในอีก 3 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ?




"อนาคตสื่อออนไลน์ไทยในอีก 3 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ?"

เป็นบทสนทนาที่ผมกับพี่ๆ ในวงการหลายคนหยิบขึ้นมาคุยกันในรอบเดือนที่ผ่านมา อาจจะเพราะนี่คือเดือนมกราคม และปี 2016 ที่ผ่านมาเป็นจุดเปลี่ยนคนทำสื่อที่ชัดเจนมาก

ย้อนกลับไป 3 ปีก่อนคือปี 2014 เพราะเราเชื่อว่าถ้าจะมองไปอนาคต 3 ปีข้างหน้าได้ เราควรทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อนบ้าง

- คนเริ่มติด FB, LINE
- กระแสจ่ายเงินผ่านมือถือเริ่มฮิต จาก Cookie Run บูม, สติ๊กเกอร์ LINE คือภาษาใหม่, แอพดูหนังออนไลน์เริ่มมา
- ทีวีดิจิทัลเพิ่งประมูลเสร็จ
- เพจดังเริ่มมีงานเข้าไม่ขาด
- เว็บใหม่เริ่มเห็นน้อยลง
- กระแสย้ายช่อง ซื้อตัวกันสนุกสนาน
- งบโฆษณาสื่อนสพ. +3%, นิตยสาร -3%
- ทุกช่องมุ่งหวังรายได้กันเต็มๆ กับทีวีดิจิทัล
- คนยังดูทีวีออนไลน์ไม่เยอะ LINE TV เพิ่งมาไม่นาน, Youtuber ดังๆ เริ่มมีคนตามหลายแสน
- startup ไทยเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง


ตัดฉับมาปีนี้ 2017 เวลาผ่านไป 3 ปี เกิดอะไรขึ้นบ้าง

- คนก็ยังคงติด FB, LINE (มากกว่าเดิม)
- ทีวีดิจิทัลเริ่มทำพิษ
- สื่อใหญ่เริ่มมีบริษัทอื่นเข้ามาซื้อ มาถือหุ้น
- คาดงบโฆษณานสพ. -17%, นิตยสาร -29% (ที่มา marketeer)
- การจ่ายเงินผ่านมือถือเป็นเรื่องปกติไปแล้ว มีระบบให้เลือกมากมาย
- ทีวีหันมา Live ผ่าน FB, YouTube คนดูเยอะไม่แพ้ทีวี
- เพจดังเริ่มรวมกลุ่มก้อน เด็กรุ่นใหม่สนใจทำเพจเองเพียบ
- สื่อหลักหันมาทำออนไลน์ชัดเจน หลายสื่อดั้งเดิมเห็นแววขาลงรีบปรับตัวยกระดับองค์กร
- หลายช่องทีวีรวมตัวกับฟ้องกสทช. ทำทีวีดิจิทัลเจ๊ง
- สำนักข่าวออนไลน์ใหม่เปิดตัวหลายราย
- วงการ startup ไทยคึกคักขั้นสุด แต่หลายรายเริ่มหยุดพัฒนาหรือแยกย้ายกันไป


มองยาวไปอีก 3 ปีข้างหน้าคือ 2020 จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างนะ ?

อันนี้เดากันล้วนๆ อ่านเอาสนุกอย่าเอาสาระ

ถ้าดูตามทิศทางลม ก็ค่อนข้างชัดว่าถนนหลายสายมุ่งโกออนไลน์ บางคนบอกนิตยสารและนสพ.จะถึงจุดลงตัว คือไม่ลงแต่ก็ไม่ขึ้นไปกว่านี้อีก จำนวนหัวที่เหลือคือตัวจริงหรือมีธุรกิจอื่นเสริม

อาชีพคนทำงานออนไลน์จะเป็นความฝันของเด็กไทย หลักสูตรออนไลน์เริ่มมีให้เห็นมากขึ้น รายได้ดีรึเปล่าไม่รู้ คนทำ startup จะเหลือตัวจริงที่อยู่รอด

หลายธุรกิจอาจจะถูก Transform หรือจางหายไป ทุนต่างชาติที่เข้ามาอาจจะแย่งบางงานหรือหลายงานไป

บล็อกเกอร์หรือ Influencer น่าจะยังอยู่แต่เป็น micro influencer ขึ้นเรื่อยๆ คือเฉพาะทางมากขึ้นเรื่อยๆ มีคนบอกว่าจำนวนบล็อกเกอร์จะเพิ่มอีกเท่าตัวใน 3-5 ปี

การดูรายการสดบนโลกออนไลน์คือชีวิตประจำวัน แอพแชทจะผันตัวไปทำได้สารพัดอย่าง รวมถึงดูรายการสด live ด้วย

มองไปทางภาครัฐนั้น .... ตัดจบดีกว่า

Wednesday, February 01, 2017

รีวิว Epson L605 Series พรินเตอร์ประหยัดคุ้ม รอบรับทุกฟังชั่น พร้อมระบบพิมพ์สองหน้า


พรินเตอร์สำหรับออฟฟิศส่วนมากจะมีราคาที่แพงและต้นทุนในการดูแลรักษาที่สูง แม้ว่าปัจจุบันการติดแท็งก์มากับปริ้นเตอร์จะกลายเป็นเรื่องปกติแล้ว แต่หากพูดถึงพรินเตอร์ออฟฟิศแล้ว ก็จะเน้นไปที่ความประหยัดอย่างเดียว ไม่ได้มาพร้อมลูกเล่นการใช้งานต่าง ๆ มากมาย

แต่สำหรับ Epson L605 นั้น นอกจากจะทำให้การพิมพ์ประหยัดแล้ว ยังมาพร้อมกับฟังชั่นมากมาย ตั้งแต่การพิมพ์ 2 หน้าอัตโนมัติ หรือการเชื่อมต่อแบบ Wifi Direct สั่งพิมพ์ผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้เลย

แกะกล่องรีวิวพรินเตอร์ Epson L605

Epson L605 เป็นพรินเตอร์ออฟฟิศที่ขนาดไม่ใหญ่มาก และมีน้ำหนักที่เบาพอสมควร สามารถยกคนเดียวได้ แม้จะมีแท็งก์ติดมาด้านข้าง แต่ก็อยู่ใน body เดียวกับตัวพรินเตอร์ ทำให้สามารถยกโดยจับตัวแท็งก์ได้เลย ไม่ต้องกลัวจะหล่นหรือน้ำหมึกกระเฉาะ
สำหรับสิ่งที่มีมาให้ในกล่องก็ครบถ้วนดังนี้
  • พรินเตอร์ Epson L605 สีดำ
  • สายเชื่อมต่อแบบ USB
  • สายไฟ
  • คู่มือการใช้งานและเอกสารต่าง ๆ
  • แถมหมึกพิมพ์สีดำขวดใหญ่ 1 ขวด และขวดเล็ก 1 ขวด

เมื่อกางส่วนต่าง ๆ ของพรินเตอร์ออกมาเต็ม ๆ แล้ว ก็ใช้พื้นที่น้อยกว่าที่คิดไว้ตอนแรก สำหรับรุ่นนี้จะใช้วิธีการใส่กระดาษแบบถาดกระดาษดึงออกมา สำหรับขนาดกระดาษที่ใส่ได้ใหญ่ที่สุดก็คือ A4 ปกติ


สำหรับแท็งก์ จะติดมาใน body ด้านข้างของตัวพรินเตอร์เลย ซึ่งก็ใช้น้ำหมึก CMYK ปกติ ซึ่งมีความจุมามากพอสมควร ทาง Epson เคลมไว้ว่าสามารถพิมพ์ได้ 6,000 (ขาวดำ) - 6,500 หน้า (สามสี) ต่อน้ำหมึกที่ให้มา 1 ขวดเลยทีเดียว


สำหรับการเติมหมึกนั้นง่ายมาก เพียงแค่ดึงจุดออกมา และเทน้ำหมึกลงไป สามารถทำได้เอง ไม่เลอะเทอะ หรือต้องใช้อุปกรณ์ในการช่วย

ให้พอร์ตมาครบ และต่อ LAN โดยตรงได้ด้วย

แม้ว่าพรินเตอร์ Epson L605 จะมาพร้อมการเชื่อมต่อแบบ Wifi แต่ในบางสำนักงานอาจจะเน้นการทำงานผ่าน LAN ซะมากกว่า ทำให้ทาง Epson ได้เพิ่มช่องการเชื่อมต่อแบบ LAN ไว้ด้วย (สั่งพิมพ์ได้ทันที ไม่ต้องแชร์ผ่านคอมพิวเตอร์) ส่วนด้านล่างก็จะเป็นพอร์ต USB ธรรมดา ไว้ใช้สำหรับต่อคอมพิวเตอร์


อีกหนึ่งข้อดีก็คือ หน้าจอ LCD หันออกมามุมพอดี สว่างมาก และมองเห็นได้ชัดเจน ไม่ว่าจะอยู่ในห้องที่สว่างมาก ๆ หรือในห้องมืด ก็สามารถเลือกปรับความสว่างของหน้าจอได้

ทดลองใช้งานจริง พิมพ์เร็ว และประหยัดมาก ๆ

ด้วยความที่ถูกออกแบบมาให้รองรับทุกฟังชันการใช้งานทำให้เราสามารถสร้างสรรค์งานต่าง ๆ ออกมาได้ โดยเฉพาะระบบการพิมพ์ 2 หน้าอัตโนมัติ (Duplex printing) ที่ช่วยให้เราสามารถพิมพ์สองหน้าได้โดยที่ไม่ต้องกลับกระดาษไปมา ซึ่งหากพิมพ์เสียก็ต้องทิ้งกระดาษแผ่นนั้นไป เป็นการสิ้นเปลือง


ในเรื่องของคุณภาพการพิมพ์ ทำได้ดีมาก แม้ว่าจะไม่ได้ตั้งค่าว่าเป็น Best Quality ก็ตาม ถือว่าสามารถนำไปใช้งานได้ ที่สำคัญยังเป็นหมึกกันน้ำ ที่จะไม่เลือนเวลาโดนน้ำหกใส่


แม้ว่าในกล่องจะให้แผ่น Driver มา แต่สมัยนี้คอมพิวเตอร์จะสามารถหา Driver มาจากอินเทอร์เน็ตให้เราได้ง่าย ๆ โดยเฉาะจากที่ลองใช้กับ Mac ดู ก็พบว่าแทบไม่ต้องลงอะไรเลย ไม่ว่าจะต่อจากสาย USB โดยตรงหรือแชร์ผ่าน Wifi

การถ่ายเอกสารก็ง่ายและเร็ว

แม้ว่า Epson L605 จะไม่มีฟังชั่นดูดกระดาษไปสแกนเอง แต่ในส่วนของการใช้งานก็ทำได้ง่าย เราสามารถสั่งถ่ายด้วยการกดปุ่มข้างหน้า ซึ่งจะมีจอ LCD คอยบอกเราตลอดว่ากำลังทำอะไร ด้วยความที่ว่าเป็นจอ LCD ทำให้มันสว่างมาก และสู้แสง มองเห็นได้ชัดเจน


เวลาที่ใช้ในการถ่ายเอกสารขาวดำ 1 แผ่นก็จะไม่เกิน 1 นาที อยู่ในช่วง 20 - 30 วินาที แถมงานที่ออกมาก็ดูไม่แย่ และสามารถนำไปใช้งานได้ ประหยัดและรวดเร็วมาก ๆ


นอกจากการถ่ายเอกสารแล้ว การสแกนก็สามารถทำได้ แบบไร้สาย เมื่อเชื่อมต่อกันผ่าน Wifi แล้วเราสามารถสแกนเอกสารเข้ามาในคอมพิวเตอร์ได้เลย โดยคอมพิวเตอร์หากเลือกเมนูสแกนหรือ import เราจะเห็นตัวพรินเตอร์เป็นเหมือนสแกนเนอร์ตัวหนึ่ง

ครบทุกฟังชันการใช้งาน

เราสามารถใช้งานฟังชั่นอื่น ๆ ได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น
  • การสั่งพิมพ์ผ่านโทรศัพท์มือถือได้โดยตรง
  • ใช้งานร่วมกับ Google Cloud Print ได้
  • แอพต่าง ๆ ของ Epson เช่น iPrint หรือการสแกนเอกสารแล้วไปเก็บไว้บน Cloud (send to cloud)

สั่งพิมพ์ผ่าน iPhone หรือ Android ได้โดยตรงเลย สะดวกมาก ๆ แถมการตั้งค่าหน้ากระดาษ, การเลือกสี ก็แทบไม่แตกต่างจากการสั่งพิมพ์ผ่านคอมพิวเตอร์เลย

รายละเอียดสินค้า

  • Epson L605 เป็นเครื่องพิมพ์แบบ All-in-One ที่เน้นไปที่ความประหยัด แต่มาพร้อมฟังชั่นที่ครบครัน
  • หมึกพิมพ์สีดำขวดละ 590 บาท (พิมพ์ได้ 6,000 แผ่น) และหมึกพิมพ์สี ขวดละ 250 บาท (พิมพ์ได้ 6,500 แผ่น)
  • จอภาพ LCD ที่สว่างมาก ๆ และใช้งานง่าย
  • พิมพ์ได้เร็วสูงสุดถึง 33 หน้าต่อนาที
  • นอกจากสั่งพิมพ์โดยตรงแล้ว ยังรองรับการใช้งานผ่านแอพ Epson iPrint ผ่านสมาร์ทโฟน สามารถ upload ไปยัง cloud services เช่น Box.net, Dropbox, Evernote หรือ Google Doc
  • รับประกัน 2 ปี
  • ราคา: 11,400 บาท

:: สรุป Epson L605 ::

เป็นพรินเตอร์สำนักงานที่มาพร้อมฟังชั่นที่ครบทุการใช้งาน โดยเน้นไปที่ความประหยัดและรวดเร็วเป็นหลัก รวมถึงระบบแท็งก์เองก็ช่วยให้ประหยัดในระยะยาว เนื่องจากเติมแค่น้ำหมึกเท่านั้น แม้ราคาตัวเครื่องจะสูง แต่ถ้ามองในระยะยาวก็จะประหยัดหมึกไปได้เยอะมากเลยทีเดียว เหมาะสำหรับการใช้งานในออฟฟิศ หรือเป็นนักเรียนนักศึกษาที่ต้องพิมพ์งานเป็นจำนวนมาก

[Advertorial]


Friday, January 06, 2017

รีวิว Huawei Mate 9 พร้อมกล้องคู่ Leica vs iPhone 7 Plus กล้องใครจะถ่ายสวยกว่ากัน




Huawei Mate 9 ถือเป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนที่น่าจับตามองที่สุดในปีนี้ ไม่แพ้ iPhone 7 หรือ Galaxy S7 เลยทีเดียว จากการที่แบรนด์ยกระดับตัวเองขึ้นมาสู้ในกลุ่มพรีเมียมได้อย่างสนุก พร้อมจับมือกับ Leica กล้องระดับโลก หลายคนก็จับตาดูว่าปีนี้ Huawei จะมีทีเด็ดอะไรออกมาบ้าง

ส่วนตัวผมเองก็มีโอกาสได้ทดสอบสมาร์ทโฟนของ Huawei มาหลายรุ่น มาในปีนี้ก็ไม่พลาดที่จะขอทดสอบ Mate 9 มาให้ได้ชมกัน

Note: ถ้าใครอยากดูเรื่องเทียบกับ iPhone 7 Plus เลื่อนไปช่วงท้ายได้เลย
 

แกะกล่อง Huawei Mate 9 หรูหราขึ้นมากทีเดียว

สำหรับกล่องของ Mate 9 ก็ทำออกมาได้ดูดีทีเดียว แค่จับก็รู้สึกว่าหรูแล้ว แถมพิมพ์ด้วยหมึก SOY Ink ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม




แกะกล่องออกมาก็พบกับตัวเครื่อง โดยรุ่นที่ได้มารีวิวนี้เป็นสีทอง Champaign Gold แต่ก็ยังมีอีกสีให้เลือกคือสีน้ำตาล Mocha Brown



ด้านหลังตัวเครื่องโค้งเข้ากับมือ วัสดุจับแล้วลื่นมือเล็กน้อย มีเครือบเป็นเงา เว้นแถบด้านบนด้านล่างสำหรับเสาสัญญาณ



แน่นอนส่วนที่เด่นที่สุดคือกล้องถ่ายภาพ ที่เป็นเลนซ์คู่ ซึ่งดูเหมือนจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของสมาร์ทโฟนระดับพรีเมียมไปแล้ว

โดยกล้องคู่ของ Huawei Mate 9 นี้จะเป็นแบบกล้องบนกับล่าง แปะโลโก้ของ Leica แบรนด์กล้องถ่ายภาพระดับโลกไว้ด้วย เป็นการร่วมมือของทั้ง 2 แบรนด์ที่น่าสนใจดี




ด้านบนของเครื่องมีช่องเสียบหูฟัง พร้อมถาดใส่ซิม ซึ่งรุ่นนี้รองรับ 2 ซิมพร้อมกันด้วยนะ ใครที่อยากสลับเบอร์ไปมาก็สามารถทำได้เลย



ด้านล่าง ช่องเสียบชาร์จเป็น USB-C ซึ่งหัวชาร์จสามารถเสียบสลับด้านไปมาได้ และลำโพง



ส่วนของการสแกนลายนิ้วมือจะอยู่ด้านหลังของเครื่อง ซึ่งส่วนใหญ่เราก็จะใช้นิ้วชี้ในการสแกนมากกว่า



อุปกรณ์ที่แถมมาให้ก็ตามระเบียบคือมีหูฟัง สายชาร์จ ซึ่งหัวชาร์จจะมีระบุไว้เลยว่าเป็น Super Charge ซึ่งจากที่ Huawei แจ้งไว้คือชาร์จแค่ 20 นาทีก็มากพอจะใช้ได้ทั้งวัน ทดสอบดูแล้วแบตจากศูนย์ขึ้นมาประมาณ 50-60% แต่ก็ใช้งานได้ทั้งวันจริง แบตค่อนข้างอึดดี



มาดูที่ขนาดหน้าจอ ซึ่งจากข่าวตอนแรกได้ยินว่าจอใหญ่ขนาด 5.9 นิ้ว ซึ่งก็ใหญ่กว่าคู่แข่งอย่าง iPhone 7 Plus ที่ขนาด 5.5 นิ้วค่อนข้างมาก เลยเดาว่าขนาดจริงคงใหญ่พอสมควร

แต่พอได้ไปที่งานเปิดตัว ทาง Huawei แจ้งว่าขนาดเครื่องนั้นเท่ากับ iPhone 7 Plus เลย แต่ได้หน้าจอที่ใหญ่กว่า เพราะทำจอชิดขอบมากกว่า ซึ่งพอเอามาวางเทียบกันแล้วก็เป็นเช่นนั้นจริง

เพราะฉะนั้นก็น่าจะเรียกได้ว่า Mate 9 เป็นสมาร์ทโฟนจอใหญ่ 5.9 นิ้วที่ขนาดเครื่องไม่ได้ใหญ่มากมายอะไร สามารถถือได้สบายๆ



ทดสอบกล้องและประสิทธิภาพของเครื่อง


สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น มาทดลองใช้งานกันเลยทีเดียว สำหรับตัวเครื่อง Mate 9 นี้ก็มาพร้อมสเปคเครื่องที่จัดเต็มตามนี้
  • Android เวอร์ชัน 7.0 
  • CPU 2.4 GHz (64-bit) Octa-core ของ HiSilicon Kirin 960
  • GPU 1.8 GHz  Mali-G71 
  • แรม 4GB 
  • หน่วยความจำในเครื่อง 64GB
  • ตัวเครื่องแถม microSD Card ให้อีก 64GB (รวมพื้นที่ 128 GB)
  • ระบบแสดงผล EMUI 5.0
  • แบต 4,000 mAh ใช้ได้เกือบ 2 วัน

สำหรับการใช้งาน เนื่องจาก Mate 9 มาพร้อมกับ Android 7.0 ก็รองรับการใช้งานแอพบน Google Play Store ทุกตัวอยู่แล้ว และได้ฟีเจอร์ใหม่ๆ  ที่เพิ่งเปิดตัวของ Android ไปด้วย

หน้าจอการใช้งาน EMUI 5.0 ถือว่าพัฒนาขึ้น มีการใช้งานที่ลื่นไหลดี ออกแนวเรียบหรู ไม่ได้สีสันแสบตาหรือซ่อนไอคอนไว้เยอะจนเข้าใจยากจนเกินไป

ผมลองเล่นเกมโหดๆ ทั้ง Fifa, Need for Speed ที่ใช้กราฟฟิคหนักๆ ก็พบว่าลื่นไหลดี เปิดหลายเกมพร้อมกันได้ เพราะแรมมีมาให้เยอะขนาด 4 GB 


ส่วนที่น่าทดสอบมากที่สุดคงหนีไม่พ้นกล้องถ่ายภาพ ซึ่งขึ้นชื่อว่ากล้องเลนส์คู่ แถมโลโก้ Leica เป็นประกันนี้ ซึ่งเลนส์นี้จะแยกกันระหว่างเลนส์ถ่ายภาพสีกับขาวดำ โดยฝั่งขาว-ดำจะมีความละเอียด 20 ล้านพิกเซล เลนส์สีมีเซนเซอร์ 12 ล้านพิกเซล



สำหรับโหมดถ่ายภาพ ต้องบอกว่า Mate 9 เป็นกล้องที่มีโหมดถ่ายภาพมาให้เลือกเยอะมากกกกกก เยอะจนเลือกไม่ถูกเลยทีเดียว (ฮา) ก็ถือว่ามีทุกโหมดที่คุณจะใช้ถ่ายภาพในโอกาสต่างๆ


โหมดที่ดูจะเป็นไฮไลท์คือการถ่ายภาพ นั่นก็คือการถ่ายแบบ "หน้าชัดหลังเบลอ" ซึ่งเป็นประโยชน์ของกล้องคู่นั่นเอง 


ซึ่งจากการทดสอบก็พบว่าภาพที่ทำออกมาถือว่าเนียนในระดับที่โอเคเลย ส่วนที่โฟกัสชัดเจนดี ด้านหลังก็เบลอได้ละเอียดดี 

ข้อสังเกตคือการถ่ายหน้าชัดหลังเบลอในช่วงกลางคืน ภาพจะค่อนข้างแตก ซึ่งอันนี้ก็เป็นปัญหาเดียวกับทุกยี่ห้อ เพราะต้องใช้การซูมหลายมิติเข้ามาช่วย แนะนำว่าถ้าใช้โหมดนี้ควรถ่ายกลางวัน หรือที่แสงดีจะเหมาะกว่า




แต่สิ่งที่ดูจะเหนือกว่าการถ่ายแบบหน้าชัดหลังเบลอ คือระบบการ Refocus คือเราสามารถปรับการโฟกัสได้หลังจากที่ถ่ายภาพไปแล้ว

เช่นภาพตัวอย่าง ผมถ่ายภาพไปก่อนโดยไม่ได้โฟกัสที่ไหนชัดเจน แต่พอมาเปิดภาพ สามารถปรับเลือกโฟกัสไปที่แก้วน้ำ หรือโฟกัสไปที่ดอกไม้ สลับกันไปได้

ข้อดีของการ Refocus ที่หลังได้ คือระหว่างที่ถ่ายภาพเราอาจจะไม่ต้องกังวลมากนักว่าภาพจะโฟกัสไม่ตรงจุด เพราะสามารถแก้ไขทีหลังได้ด้วยนั่นเอง

 

นอกจากนี้ในโหมดถ่ายภาพก็มีโหมด Pro ให้เลือกปรับค่าต่างๆ ได้เองตามใจ เช่นปรับค่า ISO, AF และอีกเพียบ คนที่ชอบถ่ายภาพน่าจะฟินแน่นอน

กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ทำได้ดีพอสมควร แต่สีอาจจะจืดไปนิดหน่อย ต้องใช้ Filter เข้าช่วยบ้าง

 





ภาพตัวอย่างจากกล้อง Huawei Mate 9 ตามสถานที่ต่างๆ จะเห็นว่าภาพออกในแนวคม และสีสันค่อนข้างสดดีทีเดียว


Huawei Mate 9 vs iPhone 7 Plus

สิ่งหนึ่งที่หลายคนอยากทราบว่าแล้วถ้าเทียบกันระหว่าง iPhone 7 Plus กับ Mate 9 ผลจะออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งต้องออกตัวก่อนว่าการเปรียบเทียบในแบบสเปคหรือฟีเจอร์หลายอย่างทำได้ยาก เพราะระบบไม่เหมือนกัน การใช้งานหลายอย่างก็ต่างกัน

เพราะงั้นสิ่งที่น่าจะเทียบได้ง่ายสุดคือเรื่องของกล้อง ก็ดูผลของภาพเอาได้เลยว่าเป็นอย่างไร

Note: บทความนี้เป็น Advertorial แต่เนื้อหาทั้งหมดผมแจ้งทางแบรนด์ว่าในส่วนเปรียบเทียบ ผมจะเขียนในความเห็นส่วนตัวจริง และห้ามทางแบรนด์มาแก้ไขใดๆ ในส่วนนี้



ภาพถ่ายแบบ "หน้าชัดหลังเบลอ" ในช่วงกลางวัน แสงในอาคาร ซึ่งภาพอาจจะดูมุมไม่เท่ากันมากนัก เพราะกล้อง iPhone 7 Plus เวลาถ่ายโหมดนี้จะซูมเข้ามามากกว่าปกติหน่อย

ถ้าเทียบแล้ว สีของ iPhone 7 Plus ดูสว่างกว่า แต่ก็อมสีเนื้อมากไปนิด ส่วนของ Mate 9 ทำเบลอด้านหลังได้ดีกว่า แต่แสงน้อยไปนิด



ภาพถ่ายกลางคืนในโหมดปกติ กล้องของ Mate 9 จะได้มุมที่กว้างกว่า แต่สีของ iPhone 7 Plus จะสว่างกว่าเล็กน้อย แต่โดยรวมแล้วคุณภาพไม่แพ้กันมากนัก



เมื่อทดสอบถ่ายโหมด "หน้าชัดหลังเบลอ" ในช่วงกลางคืน จะเห็นว่า Mate 9 ได้ภาพที่คมชัดกว่า ซึ่งเป็นจุดอ่อนของ iPhone 7 Plus ที่ถ่ายโหมดนี้ในกลางคืนได้ไม่ดีนัก

อย่างไรก็ดี การปรับหลังเบลอของ Mate 9 เมื่อดูในรายละเอียดก็ทำได้ไม่เนียนในพื้นที่แสงน้อยเช่นกัน เรียกว่าถ้ากลางคืน ยังไม่มีกล้องไหนในตลาดถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้ดีเลยนั่นเอง



ภาพแสงที่มีหลายสีสันช่วงกลางคืน ความต่างของทั้งสองภาพมีไม่มากนัก แต่สีของ Mate 9 ที่หน้าของหุ่นจะอมเขียวจากแสงสะท้อน ส่วนของ 7 Plus จะอมเหลืองจากแสงสะท้อน ซึ่งถ้าดูด้วยตาเปล่า จะออกไปทางผมเหลืองมากกว่าฮะ



 เปรียบเทียบกล้องหน้าในช่วงกลางคืน อันนี้ก็ค่อนข้างชัดว่า Mate 9 ได้ภาพสว่างกว่า แสงดีกว่า iPhone 7 Plus แต่เมื่อดูในเนื้อหาแล้ว Mate 9 จะมีการปรับโหมดของภาพและแต่งเนียนเข้าไปเพิ่ม หน้าก็เลยเนียนกว่าปกติ

ซึ่งถ้าผมลองปรับภาพของ iPhone 7 Plus ในโปรแกรม ก็จะได้ภาพที่สว่างไม่แพ้กัน เพราะงั้นก็จะขึ้นกับความชอบว่าใครชอบแนวไหน

.............................................................................

ความเห็นสำหรับคนที่ใช้ iPhone 7 Plus มาตั้งแต่เปิดขาย แล้วมาจับเทียบกับกล้องของ Huawei Mate 9 ผมว่าทั้ง 2 รุ่น มีข้อดีข้อเสียต่างกัน

การถ่ายภาพทั่วในช่วงกลางวัน แทบไม่มีความต่าง ทั้งคู่ภาพสวยคม เยี่ยมเหมือนกัน ส่วนกลางคืนก็ต่างกันเล็กน้อยเรื่องการปรับสี ซึ่งตามความเห็นผมว่า 7 Plus จะสีธรรมชาติกว่า

ในโหมด "หน้าชัดหลังเบลอ" ช่วงกลางวัน 7 Plus ทำได้เนียนกว่า แต่ถ้ากลางคืน Mate 9 ทำได้ดีกว่า แต่โดยรวมทั้งคู่ก็ยังต้องปรับปรุงอีกพอสมควร ไม่ถึงกับใช้ได้ผล 100%

โดยสรุปก็แล้วแต่ความชอบครับ iPhone 7 Plus เน้นความง่าย ไม่ต้องทำอะไรเยอะก็ได้ภาพที่ดี ส่วน Huawei Mate 9 มีลูกเล่นเยอะ ปรับโหมดโปรได้ ถ่ายกลางคืนได้ดีกว่า และถ่ายก่อนโฟกัสทีหลังได้ แต่ก็มีเรื่องการจัดแสงที่ยังไม่สู้ 7 Plus



:: สรุป :: 

ข้อดี
  • กล้องคู่ได้ภาพออกมาสวยงาม หน้าชัดหลังเบลอ ระบบกันสั่น และรองรับวิดีโอ 4K
  • ถ่ายก่อน โฟกัสทีหลังได้ ทำให้ถ่ายภาพได้สนุกขึ้น
  • แบตอึด สเปคแรง ราคาน่าคบหา
  • จอใหญ่ 5.9 นิ้ว แต่ขนาดเครื่องไม่ได้ใหญ่ตาม ถือเข้ามือดี

ข้อเสีย
  • กล้องหน้าสีสันยังไม่สู้กล้องหลังเท่าไหร่
  • วัสดุด้านหลังจับแล้วลื่นเล็กน้อย สัมผัสยังไม่พรีเมียมมากนัก
  • ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอช่วงกลางคืนภาพจะแตก เช่นเดียวกับแบรนด์อื่นๆ

โดยสรุปแล้ว Huawei Mate 9 ถือเป็นสมาร์ทโฟนระดับท็อปที่สเปคแรงมาก แบตอึดสุดๆ ในราคาที่ 23,900 บาทถือว่าน่าคบหามาก เมื่อเทียบกับคู่แข่งในระดับใกล้เคียงกัน

ไฮไลท์คงอยู่ที่กล้องคู่ Leica ก็ทำออกมาได้ดีอย่างที่หวังเอาไว้ ภาพสวยคมชัด ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้งาม สาวๆ ชอบแน่นอน รวมถึงการ Refocus ภาพทีหลังได้ ก็สร้างความต่างกับคู่แข่ง

ข้อติก็น่าจะเป็นส่วนของวัสดุยังดูไม่พรีเมียมมากนัก แต่เมื่อพูดถึงภาพรวมๆ แล้ว Huawei ก็ยกระดับแบรนด์ของตัวเอง และประสิทธิภาพของสมาร์ทโฟน Android ขึ้นมาได้ไม่แพ้ใครเลยทีเดียว แค่หยิบขึ้นมาแล้วมีโลโก้ Leica ข้างกายก็เท่แล้วล่ะจ้า




Saturday, December 31, 2016

สรุปตัวเองในปี 2016 : ออกจากการทำฟรีแลนซ์, เปิดบริษัทของตัวเอง, เลี้ยงลูกอย่างมีความสุข


บล็อกสุดท้ายก่อนข้ามปี 2016 ไป ก็ขอบันทึกเรื่องราวของตัวเองเก็บเอาไว้ตามทื่เคยได้ทำมาตลอดทุกปี พอเวลาผ่านไปกลับมาอ่านก็รู้สึกดีเหมือนกันนะว่าในปีนี้เราได้ทำอะไรไปบ้าง ชอบไม่ชอบอะไร

ปีนี้เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตอีกครั้งที่ต้องถือว่าเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญ โดยเฉพาะการลาออกจากการเป็นฟรีแลนซ์ กลับมาทำงานประจำอีกครั้ง แต่ไม่ใช่งานประจำธรรมดา เพราะเป็นการเปิดบริษัทของตัวเองซะด้วย



การงาน
  • ช่วงต้นปีเน้นการทำงานฟรีแลนซ์เช่นเคย ทั้งงานบล็อกเกอร์, งานบรรยาย, เว็บ, เพจ, ที่ปรึกษา, Consult
  • งานใหญ่สุดที่ตั้งใจอยากจะจัดมาหลายปี ในที่สุดก็ได้ทำคืองาน iDeveloper Conference 2016 ที่รวบรวมกลุ่มนักพัฒนาแอพสาย iOS ครั้งใหญ่ในไทย 
  • ปีนี้งานติดขัดตามแบบฉบับการจัดครั้งแรก แต่ก็ดีใจที่สปอนเซอร์สนับสนุนเต็มทุกแพ็คเกจ และคนสมัครเต็มภายในไม่กี่ชั่วโมง
  • เรื่องเงิน ปีนี้เป็นปีที่มีรายได้เยอะสุดตั้งแต่เคยทำมา คือจริงๆ รายได้เราก็ควรเพิ่มทุกปี แต่ปีนี้บวกเยอะกว่าปีก่อนๆ มาก ปัญหาคือการจัดการด้านภาษีทำให้ปวดหัวขึ้น รวมถึงต้องเริ่มแบ่งเงินไปลงทุนบ้าง
  • จัดงาน Event ถ่ายทอดสด 4 รอบคือ มี.ค. (Apple Watch 2), มิ.ย. (WWDC), ก.ย. (iPhone 7), ต.ค. (MacBook Pro) แต่ลดงานที่จัดคนมาดูด้วยกัน มาเป็นพากย์ไทยสดแทน
  • ได้มีโอกาสไปประเทศอังกฤษกับทางสิงห์ เป็นประเทศที่รู้สึกผูกพันธ์มากเป็นพิเศษ เคยไปทำงานที่นี่ช่วงนึง ชอบมาก เป็นความทรงจำดีๆ
  • ต้นปีจัดค่าย Young Webmaster Camp ครั้งที่ 13 ก่อนงานมีปัญหาล้านแปด แต่พอถึงเวลาก็เป็นค่ายที่ดีมากครั้งหนึ่ง ทั้งด้านการสนับสนุนจากสปอนเซอร์, คนสมัคร, จำนวนพี่ที่มาค่าย สุดท้ายดีใจที่ได้วางมือทำค่ายปีสุดท้าย และส่งต่อทีมงานรุ่นต่อไป

เปิดบริษัทของตัวเอง
  • ช่วงกลางปี ตัดสินใจครั้งใหญ่ในการเลิกทำงานฟรีแลนซ์ที่ตัวเองรักมาก ลาจากงานอิสระ ช่วงเวลาที่ได้อยู่กับลูก 24 ชั่วโมง มาเปิดบริษัทของตัวเอง (ซึ่งน่าจะได้เปิดตัวให้ได้รู้จักกันเร็วๆ นี้)
  • เหตุผลหลักๆ คือการมองเห็นโอกาส และความอยากลองทำอะไรที่คิดว่าเราทำได้ดีกว่าการอยู่แค่เป็นฟรีแลนซ์ไปเรื่อยๆ เป็นเรื่องที่ใช้เวลาคิดนานกว่าปี ไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ ในการตัดสินใจครั้งนี้
  • โชคดีที่ได้หุ้นส่วนที่โคตรเข้าใจ รวมถึงมีความพร้อมทุกด้านให้เรารันบริษัทได้อย่างหายห่วง
  • เริ่มโปรเจ็คได้ช้ากว่าที่คิดเดือนกว่า ด้วยเหตุผลคือเป็นคนเลือกทีมงานเข้ามาสักคนยากมาก คุยแล้วคุยอีก คิดแล้วคิดอีก กว่าจะได้ทีมงานครบก็เกือบวันสิ้นปีแล้ว
  • 3 เดือนแรกของการเปิดบริษัท เป็นช่วงเวลาที่เหนื่อยที่สุดในชีวิตตั้งแต่เกิดมาเลย การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์จากคนขี้เกียจๆ กลับมาทำงานประจำ พร้อมความรับผิดชอบหนักอึ้ง เกินกว่าที่คาดไว้จริงๆ 
  • โชคดีที่ไม่เคยมีปัญหากับที่บ้านเลย รวมถึงไม่เคยมีปัญหากับที่ออฟฟิศด้วย ทุกคนดี๊ดี ขอบคุณนะ
  • ผ่านไปสามเดือนยังไม่คิดว่าตัวเองสอบผ่าน แต่ก็คิดว่าทำได้ดีกว่าที่คิดเหมือนกัน ปีหน้าน่าจะได้เห็นอะไรที่ชัดเจนมากขึ้น ถ้าไปได้ดีจะขอเก็บเป็นผลงานที่ดีที่สุดในชีวิตเลย



ครอบครัว

  • น้องวชิเริ่มโตขึ้นทุกวัน ดีใจที่ได้เห็นการเติบโตของวชิอย่างใกล้ชิด (มาก) มาตั้งแต่เกิด
  • ขอบคุณที่เลืกทำงานที่มีอิสระ จนได้มีเวลาให้กับครอบครัวเยอะจริงๆ
  • ได้เห็นครั้งแรกที่น้องวชิว่ายน้ำ, กินข้าว, คลาน, ขึ้นเครื่องบิน, ร้องเพลง, เต้น ฯลฯ เป็นภาพที่จำได้ติดตาที่สุดเลย
  • โดยเฉพาะครั้งแรกที่น้องวชิเดินด้วยตัวเองได้ โอ้โห ไม่รู้ทำไมดีใจกว่าที่ตัวเองทำงานสำเร็จซะอีก ยิ้มทั้งวัน ดีใจที่เห็นลูกเดินได้ซะที 5555
  • ได้พาครอบครัวไปเที่ยวสิงคโปร์ เป็นการออกต่างประเทศครั้งแรกของวชิ สนุกสนานดีงาม
  • ก็เลยได้ใจ พาไปเที่ยวต่อที่ญี่ปุ่นทั้งบ้าน โอ้โห เป็นการเที่ยวที่เหนื่อยมาก แต่ก็สนุกมากกก ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไปแล้วก็อยากไปอีกเรื่อยๆ นี่ปีหน้าก็จองตั๋วล่วงหน้าไปแล้วนะเนี่ย
  • เชอรี่เป็นภรรยาที่เข้าใจเราที่สุดในโลก ขอบคุณนะครับที่ดูแลเป็นอย่างดี ทั้งปีแทบไม่เคยทะเลาะกันเลย ช่วยกันเลี้ยงลูกอย่างสนุกสนานทุกวัน
  • แม้จะยุ่งเรื่องงาน แต่ก็พยายามหาเวลาหวานๆ กับเชอรี่ให้มากขึ้น
  • มีข่าวดีที่พี่สาวได้ลูกชายแล้ว ถือว่าครบทีม พี่น้องมีลูกกันหมดแล้ว 



สุขภาพ

  • ยังคงป่วยตลอดทั้งปี ซึ่งปีนี้ดูจะหนักสุด โดยเฉพาะโรคเจ็บคอที่เป็นเรื้อรังไม่หายซะที ไปหาหมอหลายรอบมาก สรุปสาเหตุก็หนีไม่พ้นการนอนดึก,​ เครียด และพักผ่อนน้อย ตามประสาคนบ้างาน
  • ออกกำลังกายบ้าง แต่ก็น้อยอยู่ดี ยังดีที่ได้เลี้ยงลูกทุกวัน ถือเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง
  • ช่วงปลายปี ถือเป็นโชคร้ายขั้นสุด เมื่อเป็นโรคงูสวัด ปีนี้คนรอบตัวก็เป็นกันเยอะ แต่เราดันเป็นที่หน้า ทำให้มีแผลเป็นที่แก้ม
  • จนต้องไปยิงเลเซอร์หลายรอบ จนตอนนี้ก็เริ่มดีขึ้น เลยคิดว่าธรรมชาติคงบอกเราอย่างตรงไปตรงมาแล้วล่ะว่า "พักผ่อนและดูแลตัวเองมากขึ้นได้แล้วนะ"
  • ปีหน้าคงเป็นปีแห่งการดูแลสุขภาพตัวเอง ก่อนที่เครื่องยนต์จะพังไปมากกว่านี้
  • ทดลองตัดผมสกินแฮด เปลี่ยนลุคตัวเอง และก็พบว่า ... ไม่เวิร์ค (ฮา)



ผลงาน

  • ปีนี้ผลงานในส่วนตัวไม่ชัดมากเท่าปีก่อนๆ คงเพราะเริ่มอิ่มตัวจากการทำ Content ด้วยตัวเอง มาเป็นการปั้นน้องๆ ขึ้นมา ในขณะที่ตัวเองเริ่มเฟดตัวไปทำเบื้องหลังมากขึ้น
  • ความยากของการปั้นน้องๆ ทีมงานขึ้นมาคือการเข้าใจในความแตกต่างของแต่ละคน ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำเหมือนเราได้ จะคิดเหมือนเราได้หมด
  • ความยากอีกเรื่องคือการห้ามใจตัวเองไม่ให้มาทำเองทั้งหมด คือผมเริ่มเข้าใจพวกศิลปินที่เวลาทำอะไรก็จะอยากทำเองทุกเรื่อง เพราะมันได้อย่างที่เราอยากได้ทั้งหมดนั่นเอง
  • เรื่องน่าแปลกคือพอมาอยู่เบื้องหลังมากขึ้น ปียี้กลับมีผลงาน Content ที่ยอดสูงสุดตั้งแต่เคยทำมา
  • มีโพสต์ที่ยอดเกินล้าน Reach ทุกเดือน บางเดือนมีหลายตัว
  • สถิติ Follower Twitter ~340,000 : Facebook ~26,000 : Instagram 5,300 
  • ที่เติบโตชัดเจนอีกอันคือ Fanpage ของ MacThai จากยอด 130,000 ขึ้นมาเป็น ~340,000  และยังคงมี Engagement เยอะอย่างที่หวังไว้ เพิ่มปีละเท่าตัวนี่ก็ปลื้มเลยทีเดียว
  • อีกเพจที่เพิ่งเริ่มทำคือ MangoZero ก็เริ่มจาก 0 ในช่วงสามเดือนตอนนี้อยู่ที่ ~55,000
  • รวมทุก Social ที่ทำเอง ปีหน้าหวังว่าจะขึ้นหลักล้านได้
  • งานเขียนปีนี้ก็ยังคงไม่มีหนังสือออกมาตามที่ตั้งใจไว้ ถ้าปีหน้าไม่ได้คงต้องพิจารณาตัวเองให้หนัก
  • ได้รับเชิญไปพูดตามงานอีเวนต์ หรือตามมหาลัยมากขึ้น น่าจะเป็นผลจากที่ปีที่แล้วติด 1 ใน 100 Top Online Influencer ของ LIPS Magazine แต่ปีหน้าจะพยายามลดงานพูดลง ทำให้มากขึ้น
  • ดราม่าปีนี้แทบไม่มีเลย ดีใจจุง เรื่องปวดหัวน้อยลง ทำงานอย่างสบายใจ
โดยสรุปแล้วปีนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้ง โดยเฉพาะเรื่องงาน ทุกอย่างไปได้ดีหมด ยกเว้นเรื่องสุขภาพ ความหวังในปีหน้าคือรักษาตัวเองให้ดีขึ้น ดูแลคนรอบข้างและตัวเองให้มาก

ขอให้ปี 2017 มีแต่เรื่องดีๆ เฮงๆ นะจ๊ะ