Monday, September 12, 2016

รีวิว: Epson M100 ปรินเตอร์หมึกขาวดำระบบแท็งค์ ใช้ในออฟฟิศประหยัดสุดๆ พร้อมหมึกกันน้ำ


เชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยคิดอยากเปลี่ยนมาลองใช้ปรินเตอร์แบบ Laser มาหลายครั้งแล้ว ด้วยความที่อยากเน้นการพิมพ์ที่ประหยัดในระยะยาว แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนซะทีด้วยความที่ราคาค่อนข้างสูง และก็ยังชอบใช้ระบบหมึกพิมพ์อยู่

ช่วงเดือนที่ผ่านมาทาง Epson ได้ส่งปรินเตอร์รุ่น M100 ที่เป็นระบบแท็งค์มาให้ทดลองใช้ดู คือโดยตัวเครื่องแล้วเป็นปรินเตอร์แบบพิมพ์ขาวดำนะ เน้นงานเอกสารตามออฟฟิศเป็นหลัก จุดเด่นที่เขารับประกันคือความประหยัดโคตรๆ

อ๊ะ ท้ามาแบบนี้ ก็ขอลองมาทดสอบใช้ดูเดือนกว่าๆ วันนี้เลยรีวิวให้ได้ชมกัน

[Advertorial]


Epson M100 ปรินเตอร์แบบประหยัดสุดๆ

สำหรับอุปกรณ์ที่ปรินเตอร์ Epson M200 มีมาให้พร้อมในเครื่องก็จะมีดังนี้
  • ปรินเตอร์ Epson M100
  • สายเชื่อมต่อแบบ USB, สายไฟ
  • คู่มือการใช้งาน
  • หมึกพิมพ์สีดำขวดใหญ่ 1 ขวดขนาด 140 ml และขวดหมึกเล็กขนาด 70 ml (รวมแล้วพิมพ์ได้ 8,000 แผ่นทันที)
สำหรับปรินเตอร์ในกลุ่มขาวดำระบบแท็งค์ของ Epson ก็จะมีรุ่น M200 และ M100 ซึ่งรุ่นนี้ก็จะราคาถูกลงมาหน่อย แต่ก็ลดความสามารถลงมา เช่น ไม่มีระบบสแกนเอกสาร ซึ่งก็แล้วแต่งบประมาณที่มีเลยฮะ



บนตัวเครื่องมีปุ่มและไฟแสดงสถานะของปรินเตอร์ต่างๆ





ในมุมด้านข้าง ตัวเครื่องจะพับเก็บมาได้ค่อนข้างดี เป็นกล่องพอดีตัว เมื่อต้องการใช้งานสามารถดึงถาดออกมารับได้ทั้งด้านบนด้านล่าง



จุดเด่นคือหมึกที่ใช้พิมพ์แบบแท็งค์สีดำ ด้านข้างก็จะมีแท็งค์ให้เราสามารถใส่น้ำหมึกเข้าไปได้เลย ซึ่งก็จะต่างกับระบบ Inkjet หลายๆ รุ่นที่เวลาหมึกหมดก็ต้องซื้อตลับมาใส่ ทำให้ค่าใช้จ่ายสูง

แต่ระบบแท็งค์คือเราแค่เติมหมึกเข้าไปก็พอ เทียบแล้วราคาจะประหยัดลงมามากจนเทียบกับการใช้ปรินเตอร์เลเซอร์เลยทีเดียว





ขวดหมึกที่ให้มาด้วยมีความจุ 140 มิลลิลิตร สามารถพิมพ์ได้มากถึง 6,000 แผ่น และมีหมึกขวดเล็กอีก 70 มิลลิลิตร ทำให้รวมแล้วพิมพ์ได้ 8,000 แผ่น เพราะงั้นเวลาคำนวณความคุ้มค่าก็ควรรวมเรื่องขวดแถมมาด้วยนะจ๊ะ

ถามว่าราคาเฉลี่ยต่อแผ่นอยู่ที่เท่าไหร่ คำนวณแล้วก็จะตกอยู่ที่ 11.5 สตางค์เท่านั้นเอง



ด้านข้างของแท็งค์มีที่ Lock ไว้สำหรับเวลาที่เราจะเคลื่อนย้ายปรินเตอร์ เพราะเครื่องพิมพ์ระบบแท็งค์ทั่วไปมักมีปัญหาหมึกหกเลอะนั่นเอง



ด้านหลังมีพอร์ทสำหรับเชื่อมต่อผ่าน USB และอีกทางนึงคือผ่านสาย LAN ทำให้สามารถใช้งานกับระบบ Network ในบริษัทได้เลย



มาถึงการทดลองพิมพ์ ผมเชื่อมต่อผ่าน USB เข้ามาที่ MacBook ก็จะขึ้นชื่อของเครื่องมาให้เลย กดเลือก Add Printer เครื่องก็จะโหลด Driver ต่างๆ มาให้อัตโนมัติ ไม่ต้องลงโปรแกรมเพิ่มอะไรอีก (สำหรับ PC จะมีแผ่น CD ลง Driver มาให้ในกล่อง)



ทดลองพิมพ์เอกสารทั่วไป โดยใช้โหมดปกติ ถ้าเอกสารมีรูปด้วยได้ความไวประมาณ 20 วินาทีต่อแผ่น แต่ถ้าเป็นเอกสารที่มีแต่ตัวอักษรก็ได้ความไวประมาณ 15 วินาทีเลย ซึ่งถือว่าเร็วกว่าเครื่องก่อนๆ ที่ผมเคยใช้พอสมควร



มาดูคุณภาพการพิมพ์กันบ้าง เพราะถึงประหยัดแค่ไหนแต่ถ้าพิมพ์ไม่สวยงามก็เปล่าประโยชน์ ว่าแล้วก็ลองซูมดูที่ตัวอักษรใกล้ๆ ก็ค่อนข้างคมทีเดียว ไม่มีจุดแตกให้เห็นมากมาย





จากนั้นลองพิมพ์รูปภาพจากหนัง Star Wars Episode 7 มาดู โดยเลือกโหมดความละเอียดสูงสุด ภาพที่ได้ก็อย่างที่เห็นฮะ คมกริบสวยงามทีเดียว



ความเจ๋งอีกอย่างคือหมึกที่ใช้พิมพ์เป็นแบบกันน้ำด้วยนะ ลองเอาน้ำหยดใส่ก็ไม่เลอะออกมาให้เห็น ในภาพนี่คือเทน้ำลงไปเกือบนาทีก็ยังไม่เลอะเลยครับ

ข้อมูลอื่นๆ
  • ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 11 สตางค์ต่องานพิมพ์ ขาวดำ 1 หน้า
  • ความเร็วในการพิมพ์ 15 รูปภาพต่อนาที (ipm)
  • ความเร็วในการพิมพ์แบบร่างเท่ากับ 34 หน้าต่อนาที (ppm)
  • รับประกัน 2 ปี
  • ราคา: 5,990 บาท

:: สรุป ::

Epson M100 เป็นปรินเตอร์หมึกขาวดำ ที่ให้คุณภาพการพิมพ์ในระดับที่ดีเลยทีเดียว ความคมและคุณภาพของหมึกกันน้ำน่าประทับใจ รวมถึงความไวในการพิมพ์ที่เร็วสมกับเป็นระบบขาวดำ

ข้อเสียคงจะเป็นเรื่องฟีเจอร์ที่ไม่มีตัวสแกนเอกสาร รวมถึงการพิมพ์สี แต่ก็คงเทียบกันได้ยากเพราะเครื่องในรุ่นนี้ก็เน้นงานเอกสารตามออฟฟิศ ที่ความประหยัดในระยะยาวเป็นปัจจัยหลักในการเลือก

เพราะงั้นเมื่อดูเรื่องความประหยัดที่ตกหน้าละ 11 สตางค์ แถมใช้หมึกแบบ Inkjet เพื่อเติมในแท็งค์ ก็มีราคาถูกและหาซื้อได้ง่ายพอสมควร ถ้าใครที่สนใจเอาไปใช้ในธุรกิจ หรืองานออฟฟิศ ก็เป็นตัวเลือกนึงที่น่าสนใจครับ

รายละเอียดเพิ่มเติม - Epson M100

Sunday, September 11, 2016

คุยกับพนักงานดูแลระดับ First Class กรณี #แอร์กราบ




"ไปกราบเขาทำไม ?" เป็นคำถามที่วนอยู่ในหัวผมมาหลายวัน หลังจากเสพข่าวดังกรณีของแอร์ที่ต้องไปก้มกราบผู้โดยสาร 

ซึ่งปัญหาว่าใครถูกใครผิดอย่างไร ไม่ขอพูดถึงฮะ แต่พอดีได้มีโอกาสพูดคุยกับน้องคนหนึ่ง ซึ่งเป็นพนักงานต้อนรับของสายการบินในระดับ First Class เลยทีเดียว

ผมสนใจเรื่องนี้เพราะเราเองก็ไม่รู้ว่าแล้วพนักงานที่ต้องทำงานบริการตลอดเวลา เขามีความเห็นอย่างไรบ้าง (ขอใช้ชื่อว่าน้อง X นะฮะ)



Me : คิดยังไงกับกรณีแอร์กราบ ?
X : มีหลายแง่มุมเลยฮะ พี่อยากให้ผมพูดถึงแง่มุมไหนดี

Me : ถ้าเป็นเราจะกราบไหม ?
X : กราบครับ (ตอบทันที)

Me : เฮ้ย ไม่คิดอะไรเลยเหรอ ทำไมต้องไปกราบด้วย
X : อย่างแรกเลย ผมเข้าใจกระแสของสังคมนะว่าทำไมถึงมองเรื่องนี้ว่าเกินกว่าเหตุ ซึ่งผมว่าก็เกินไปจริงๆ ผู้โดยสารเองก็ไม่ควรทำแบบนี้ แต่ถ้าถามว่าแล้วในฐานะพนักงานบริการคนหนึ่ง ถ้าผมอยู่ในสถานการณ์นั้นก็คงกราบเหมือนน้องแอร์คนนี้แหล่ะ



Me : ช่วยอธิบายหน่อย
X : อย่างแรกเลยคือพวกเรามาเห็นเหตุการณ์ที่มันเกิดไปแล้ว แต่ผมเชื่อว่าถ้าเราเข้าไปอยู่ในสภาวะนั้น กดดันแบบนั้น และก็คิดว่า ทำๆ ไปเพื่อให้มันจบ ก็คงจะกราบไปครับ คือถ้ารู้ว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่แบบนี้ก็คงไม่มีใครยอมหรอก

Me : แล้วไม่เจ็บใจเหรอ ไม่รู้สึกเสียศักดิ์ศรีเหรอ ?
X : เจ็บใจสิครับ เสียศักดิ์ศรีสิครับ เป็นผมก็คงร้องไห้เหมือนกัน ไม่แปลก

Me : แล้วงั้นไปยอมทำไม ?
X : อืม ... (คิดนาน) คืออย่างนี้ครับ ผมเชื่อว่าถ้าใครที่ไม่ได้มาทำงานบริการจะไม่เข้าใจ คืออย่างพวกผมที่ต้องบริการในระดับ First Class แน่นอนว่าลูกค้าคือคนที่สำคัญมาก มากกว่าที่พวกคุณคิดกันแน่นอน เพราะถ้าเราไม่เห็นความสำคัญของลูกค้ามากๆ เราก็ไม่มีทางบริการได้ระดับ First Class เลย

ทีนี้พวกเราเองก็ถูกฝึกให้แยกแยะครับ แยกความรู้สึก กับสิ่งที่ต้องทำออกจากกัน

พี่เคยรู้สึกไม่อยากไปโรงเรียนแต่ต้องไปใช่ไหมครับ
พี่เคยรู้สึกไม่อยากไหว้ใครบางคนแต่ก็ต้องไหว้ใช่ไหมครับ

พวกผมอยู่กับสิ่งเหล่านี้มาตลอดทั้งวันครับ ไม่ใช่แค่ช่วงเวลาเดียว เราเจอคนร้อยแปดแบบ เจอทั้งดีและร้าย บ่อยครั้งมากเลยที่ใจเราไม่อยากบริการใครซักคนนึงเลย แต่เราก็ต้องเข้าไปบริการ และต้องบริการอย่างยอดเยี่ยมด้วย



Me : กำลังจะบอกว่า พนักงานบริการแยกแยะความรู้สึกออกได้ ?
X : ใช่ครับ อาจจะเพราะเราทำในสิ่งที่ไม่ได้ชอบที่จะทำมาบ่อยครั้งกว่าคนทั่วไป จนบางทีเราก็แยกความรู้สึกออกไปจากการกระทำโดยไม่ได้เก็บมารู้สึกอะไรมากมายนัก

Me : แต่ถ้ามันเกินไปล่ะ อย่างการต้องก้มกราบ แบบนี้ก็ยังจะยอมเหรอ
X : อย่างที่บอกครับ ว่าเรามารู้เหตุการณ์หลังจากที่เกิดไปแล้ว ผมเชื่อว่าถ้าอยู่ในช่วงที่ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจริงๆ พนักงานบริการหลายคนก็คงจะยอม คงไม่ได้คิดอะไร ให้มันจบๆ ไป เพื่อจบปัญหาและทุกอย่างเดินหน้าต่อไปได้

Me : ที่คิดแบบนี้เพราะเราทำงานบริการระดับ First Class ด้วยรึเปล่า ?
X : อืม ... (คิดนาน) ก็คิดว่าใช่ครับ อาจจะเพราะพวกเราถูกฝึกมาในแบบที่คนทั่วไปอาจจะไม่เข้าใจ อย่างแอร์เองก็คงถูกฝึกมาไม่ต่างกันมากนัก แต่ถ้าคุณเป็นพนักงานตามร้านทั่วไป ก็อาจจะคิดอีกแบบก็ได้



ไม่รู้ว่าสิ่งที่น้อง X คิดนั้นจะถูดหรือผิด แต่ก็เป็นอีกมุมมอง ที่อาจจะทำให้เราเข้าใจคนทำงานบริการได้บ้าง ไม่มากก็น้อย 

ซึ่งผมก็ไม่ได้คิดว่าที่ X บอกมานั้นถูกต้องซะทีเดียวนะ แต่แค่อยากจะพยายามเข้าใจคนที่ต้องทำงานบริการเหล่านี้ให้มากขึ้น ซึ่งถ้าเราเข้าใจพวกเขา เราก็น่าจะเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกันมากขึ้นเช่นเดียวกันครับ :)



Tuesday, September 06, 2016

รีวิว : Thames Valley โรงแรมที่สวยสุดแห่งหนึ่งในเขาใหญ่ เหมาะกับคู่รักและครอบครัว



เคยได้ยินชื่อของ Thames Valley เขาใหญ่มานานแล้ว จากหลายคนที่ไปเที่ยวมาก็จะแชร์ผ่าน Social Media กันเยอะมากๆ ขึ้นชื่อว่าเป็นโรงแรมที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในเขาใหญ่เลยทีเดียว

โชคดีที่ในระหว่างกำลังมองหาทริปพาน้องวชิลูกน้อยกับภรรยาไปเที่ยวต่างจังหวัดกัน ทาง Thames Valley ก็ติดต่อให้ลองเข้ามาเยี่ยมชมโรงแรม เลยถือโอกาสหยิบบรรยากาศสวยหรู สไตล์ผู้ดีอังกฤษ ท่ามกลางอากาศเย็นสบายในเขาใหญ่มาฝากกันครับ



รู้จัก Thames Valley เขาใหญ่

  • ชื่อของโรงแรมตั้งตามชื่อแม่น้ำเทมส์ ที่ผ่านกลางกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ
  • ซึ่งแน่นอนว่าการตกแต่งของโรงแรมและบรรยากาศทั้งหมดเป็น Conceptual Hotel ที่ได้รับแรงบัลดาลใจมาจากหมู่บ้านเล็กๆ ในชนบทของประเทศอังกฤษแถบลุ่มแม่น้ำเทมส์ 
  • โรงแรมขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป คือมี 60 ห้อง
  • ห้องขนาดเล็กสุดคือ 40 ตารางเมตร ซึ่งถือว่าใหญ่กว่าขนาดมาตรฐานโรมแรมทั่วไป
  • ห้องใหญ่สุดคือ Duplex Pool Villa มีขนาด 185 ตารางเมตร เป็นบ้านเลยเข้าพักได้ 4 ท่าน
  • สถานที่อยู่ในทางเข้าเขาใหญ่ ใกล้ๆ กับปาลิโอเขาใหญ่
  • แม้จะเป็นโรมแรมขนาดกลางแต่มีครบทั้งสระว่ายน้ำ, สปา, ห้องอาหาร, ห้องทานชา, สนามเด็กเล่น ไปจนถึงห้องจัดประชุม
  • ฟรี WiFi ทั้งโรงแรม รวมถึง Snack Bar ในห้องนอน น้ำ ขนม ชา กาแฟ ทานได้หมดไม่อั้นจ้า

โรงแรมสวยหรูสไตล์อังกฤษ ในบรรยากาศสบายๆ ที่เขาใหญ่


ขับรถจากกรุงเทพมาถึงเขาใหญ่แวะเข้าที่โรงแรมใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงนิดๆ ก็ถือว่าไม่นานมากนัก โดยตัวโรงแรมอยู่ใกล้ๆ กับปาลิโอเขาใหญ่ หาได้ไม่ยาก ขับผ่านก็จะสะดุดตากับปราสาทหรูแน่นอน

จอดรถแล้วก็มีพนักงานมารับกระเป๋า สอบถามชื่อแล้วก็จะไปส่งให้ที่ห้องเลย เดินเข้ามา สะดุดกับห้อง Check-in ที่ดูเล็กๆ น่ารักดี


Welcome Drink เป็นน้ำหวานเย็นๆ กับผ้าเย็น ใช้เวลาเช็คอินไม่นาน พนักงานก็พาไปที่ห้องพักได้เลย


พอเปิดประตูเข้ามาข้างในโรงแรมเท่านั้นแหล่ะ โอ้โห สวยมากกกกกก บรรยากาศชิวมากกกกกก ภรรยาผมนี่แทบกรี๊ด หยิบกล้องมาถ่ายรูปสวยๆ แทบไม่ทัน


คือด้วยการตกแต่งสไตล์อังกฤษ ที่ดูเป็น Minimal เล็กๆ ไม่เยอะ แต่ดูดีมีระดับ ที่เด่นสุดคงหนีไม่พ้นตัวแม่น้ำเทมส์จำลองที่ผ่ากลางโรงแรม พร้อมสะพานข้าม และต้นไม้รายล้อม ต้องมาดูเองจริงๆ ฮะ


ข้อเสียอย่างหนึ่งของรีสอร์ทในเขาใหญ่ คือถ้าขนาดเล็กก็เล็กมาก น่ากลัว แต่ถ้าใหญ่ก็จะใหญ่มาก คนเยอะเต็มไปหมด ไม่เป็นส่วนตัว

Thames Valley เขาใหญ่ ถึงจะมีขนาดพื้นที่ใหญ่พอจะเดินถ่ายรูปได้ทั้งวัน แต่ก็มีห้องพักเพียง 60 ห้อง ในวันที่คนเต็มทุกห้องก็ยังได้ความรู้สึกส่วนตัว ไม่พลุกพล่าน


ป้ายบอกทางต่างๆ ก็ทำสไตล์อังกฤษ รวมถึงชื่อตึก ชื่ออาคารต่างๆ ด้วย



ห้องพักใหญ่ เหมาะกับครอบครัว


มาดูห้องพักกันดีกว่า ห้องที่เราพักคือ Glory Suite มีขนาดห้อง 48 ตารางเมตร ข้างในมีเตียงใหญ่และเตียงขนาดเล็ก เหมาะกับการมาทั้งครอบครัว


เนื่องจากน้องวชิเพิ่งอายุแค่ขวบเดียว เลยขอเป็นเตียงเด็กมาด้วย เป็นลาย Mickey Mouse น้องวชิเห็นร้องใหญ่เลย "มิ๊กกี้ !! มิ๊กกี้ !!" 5555


มีมุมนั่งเล่นขนาดกำลังดี ช่วงที่ลูกหลับ ผมกับเชอรี่ก็มานั่งเล่นอะไรที่มุมนี้ แยกไฟกับบนเตียงด้วย ทำให้ไม่กวนลูกที่นอนอยู่


มีทีวีจอแบน พร้อมกับห้องระเบียงนั่งเล่นชิวด้านนอกห้องได้


ภายในมีตู้เย็น ขนมของว่าง ชา กาแฟ น้ำอัดลม ซึ่งทั้งหมดนี้ ทานได้หมดเลยจ้า ฟรี !! ไม่อั้น กรี๊ดดด คือเวลาไปโรงแรมจะไม่ค่อยกล้ากินของในตู้เย็นเพราะแพง แต่ที่นี่จัดไปเต็มที่เลย ซัดไม่เลี้ยง 555



ตู้เสื้อผ้า มีทุกอย่างที่โรงแรมระดับหรูควรมี ชุดคลุม ตู้เซฟ ไม้แขวน มีแม้แต่ที่รีดผ้า ขนาดตู้ใหญ่พอจะแขวนได้สิบกว่าชุดเลย


ข้างในห้องน้ำจะมีอ่างอาบน้ำสไตล์อังกฤษจ๋ามาก ช่วงกลางคืนผมก็มานั่งเล่นอาบน้ำกับลูกในอ่างนี่แหล่ะ


กระจกแต่งหน้าสูงใหญ่ ฝักบัวเป็นแบบ Rain Shower น้ำแรงสะใจ

ห้องอาหาร The Castle อร่อยเหาะ ในราคากันเอง

ส่วนใหญ่แล้วห้องอาหารของโรงแรม มักจะไม่ค่อยตั้งความหวังอะไรมากนัก รวมถึงมักจะมีราคาแพ๊งแพงจนไม่กล้าสั่งมาทาน



แต่เนื่องจากที่ Thames Valley ได้ทำห้องอาหารชื่อ The Castle ในลักษณะที่เปิดให้คนนอกเข้ามาใช้บริการ และก็มีคนมาทานเยอะซะด้วย





อาหารเช้า Breakfast มีให้ตัดเยอะพอสมควร สลัดผัก ข้าวต้ม ไข่ เบคอน ขนมเค้ก น้ำส้ม



มีซุ้มทำอาหารเช้า พวกออมเล็ท หรือให้ทำไข่ดาว หรือสารพัดเมนูก็ทำได้ฮะ



ที่ไม่ควรพลาดคือโกโก้ร้อน เมนูเด็ดช่วงเช้า ตกแต่งมาสวยงาม แถมฟรีด้วยนะไม่มีค่าบริการเพิ่ม



ซึ่งอาหารก็มีทั้งแบบสเต็ก, ชาอังกฤษ ไปจนถึงผัดหมี่โคราชแบบฟิวชั่น อร่อยมากฮะ เมนูที่ขอแนะนำเลยคือสเต็ก, สปาเก็ตตี้, เบอร์เกอร์



คือมื้อเที่ยงมื้อเย็น ผมก็ฝากท้องไว้ที่นี่แหล่ะ อร่อยจริงจัง ไม่แพงด้วย ราคากำลังดี



นอกจากห้องอาหารแล้วก็ยังมีห้องชา ตอนแรกที่ได้ยินก็นึกว่าห้องนั่งเล่นมีซัก 2 โต๊ะ พอเดินเข้ามา โอ้ววว นี่มัน Tea Room ในแบบอังกฤษชัดๆ





ความจริงจังเรื่องชาของที่นี่ก็ต้องบอกว่าจริงจังมากกกก คือไม่ได้เอาชาธรรมดามาให้ทาน แต่เป็นชา TWG ชาชื่อดังจากสิงคโปร์ แล้วถึงกับมีชาเมนูพิเศษสำหรับ Thames Valley โดยเฉพาะด้วย



ช่วงนี้มีโปรโมชั่นชุดขนมพร้อมชาด้วยนะ ลองทานดูแล้วอร่อยใช้ได้เลยครับ ช่วงบ่ายอากาศร้อนๆ มานั่งทานชาในห้องแอร์เย็นๆ พร้อมทานขนมหวานๆ สบายใจ~*



เหมาะสำหรับครอบครัวและคู่รัก

พาไปดูด้านนอกห้องพักบ้าง ก็ต้องบอกว่าที่ Thames Valley นี้มีบริการที่ครบมากพอที่จะอยู่ในโรงแรมได้ทั้งวัน โดยตลอด 2 วันแรกที่พัก ผมกับลูกและภรรยา ไม่ได้ออกไปไหนเลยฮะ 555 อยู่แต่ในโรงแรมนี่แหล่ะ



อย่างแรกเลยคือแค่ถ่ายรูป เดินวนไปมาก็หมดไปครึ่งวันแล้ว เชื่อเถอะว่าที่นี่เป็นสวรรค์ของคนชอบถ่ายรูปจริงๆ แถมบรรยากาศตอนเช้า กับตอนเย็นก็คนละแบบกันด้วย



ไฮไลท์สำหรับน้องวชิ คือสนามเด็กเล่นเลย ซึ่งโชคดีที่อยู่ใกล้ห้องพักด้วย เอะอะน้องวชิก็ร้อง "กราววว กราววว (Playground)" ให้พาไปเล่นตลอด แม้แต่ตอนกลางคืน -___-"


ลิงน้อยดูจะคึกคักมากเป็นพิเศษ เนื่องจากทั้งโรงแรมจะเป็นพื้นหญ้าเกือบทั้งหมด ก็เดินเท้าเปล่ากันได้เลย เด็กๆ วิ่งเล่นได้สบายๆ




สำหรับสระว่ายน้ำ ส่วนตัวผมว่าเล็กไปหน่อย แต่เอาจริงๆ มาเขาใหญ่ก็ไม่ค่อยได้ว่ายน้ำกันอยู่แล้วเพราะอากาศค่อนข้างเย็น แต่ถ้าใครจะว่ายก็มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบดี



ได้มีโอกาสไปใช้บริการที่ห้อง SPA ด้วย คุณนายก็นอนฟินไปชั่วโมงกว่าๆ ส่วนผมขอเป็นนวดไทยๆ ก็มีบริการด้วยเช่นกัน ราคาเรทระดับโรงแรมหรู อุปกรณ์ทั้งหมดในการทำ SPA เป็นของแบรนด์ชื่อดัง Dermalogica



ส่วนใครที่ชอบออกกำลังกายก็มี Fitness บริการด้วย ห้องไม่ได้ใหญ่มาก แต่ก็มีลู่วิ่งและอุปกรณ์ให้ในระดับที่โอเค วิวริมน้ำสวยกำลังดี



:: สรุป ::


ตลอด 3 วัน 2 คืนที่ Thames Valley เขาใหญ่ ถือเป็นความฟินที่ดีงามมาก นอกจากวิวการตกแต่งที่สวยงาม (มาก) อาหารอร่อย สิ่งอำนวยความสะดวกครบแล้ว ส่วนที่น่าประทับใจสุดคือบริการครับ

เนื่องจากโรงแรมขนาดกำลังพอดี พนักงานจำแขกได้ทั้งหมด แค่ผมเปิดประตูห้องอาหารเข้ามา พนักงานก็จัดโต๊ะสำหรับ 3 ที่ พร้อมโต๊ะทานข้าวสำหรับเด็กเอาไว้รอ รวมถึงทำอาหารเด็กที่เราฝากเอาไว้ให้เสร็จครบด้วย คือต้องเอาใจใส่ลูกค้ามากจริงๆ ถึงจะบริการระดับนี้ได้

ข้อด้อยก็มีบ้างเช่นกันในส่วนของสระว่ายน้ำกับฟิตเนสที่เล็กไปหน่อย ส่วนราคาห้องพักก็ถือว่าสมน้ำสมเนื้อกับคุณภาพโรงแรมในระดับนี้

โดยสรุปแล้ว ประสบการณ์ที่ Thames Valley เขาใหญ่ดีงามมากๆ